พิชัย ชี้เศรษฐกิจวิกฤต หนี้ครัวเรือนพุ่ง หนุนพลังงาน-อุตสาหกรรมใหม่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

พิชัย ชุณหวชิร หารือปัญหาเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะวิกฤติจากอัตราการเติบโตที่ต่ำและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมเสนอให้รัฐบาลกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผ่านมาตรการร่วมระหว่างภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน ทั้งในด้านการควบคุมค่าครองชีพ ราคาพลังงาน ค่าโดยสารขนส่งมวลชน การพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดพร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงการสนับสนุนประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมอยากจะตอบอะไรที่เมื่อตอบ ไปแล้วนะครับ ท่านผู้ทรงเกียรติจะได้เห็นภาพทั้งหมดว่าการแก้ปัญหาของประเทศ เราจะต้องวางกรอบการแก้ไว้อย่างไร เราจะใส่โครงการอะไรเข้าไป เราจะต้องมีทิศทางก่อน กำหนดเป็นนโยบายก่อน นโยบายนั้นอ่านแล้วเข้าใจ ดีมากพอที่เราจะกำหนดเป็นโครงการได้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเชิญชวนท่านนะครับ ว่าปัญหาประเทศไทยสั้น ๆ นิดเดียว เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ๕ ปีที่ผ่านมาจะเรียกว่า ๐ ก็ได้ถ้านับช่วงโควิด ถ้าไม่นับช่วงโควิดก็ ๑.๙ ก็อย่างที่เรียนนะครับว่าปีนี้หลายคนก็พยากรณ์ปี ๒๕๖๗ ๒.๔ คือโตขึ้นมานิดหนึ่ง หลายคนบอกว่าต่ำกว่าศักยภาพ ทีนี้ผมก็อยากบอกว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่ดี แต่ศักยภาพที่ดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางอยู่บนโลกใบนี้ อยู่ใน Location ที่เหมาะสม มีภูมิอากาศที่ดี มีดินที่ดี ทุกอย่างเหมาะที่เราจะสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนะครับ มีวัฒนธรรมที่ดี เหมาะที่คนอยากมาท่องเที่ยว แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ศักยภาพตรงนั้น ก็จะอ่อนด้อยไป เราจะมาอ้างอยู่ว่าประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางศักยภาพต่อไปไม่ได้ ผมอยากจะให้เห็นว่านี่คือข้อเท็จจริงนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเรามาดูนโยบายอันนี้ ผมอยากจะบอกว่า หลัก ๆ เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าท่านจะขึ้นมาแก้ปัญหา ของประเทศ ผมเชื่อว่าน่าจะคิดในแนวทางที่ใกล้เคียงกัน

อันที่ ๑ ท่านก็คงต้องดูว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ เศรษฐกิจไม่ดี ตามมาซึ่งอะไร ซึ่งผมพูดหลายหนแล้ว สิ่งที่สะท้อนได้ชัดเจนเลยครับ ก็คือหนี้เยอะ ประชาชนหนี้เยอะ พูดง่าย ๆ อย่างนั้นก็ได้ครับ ร้านค้าขนาดเล็ก หรือ SMEs หนี้เยอะ เป็นเอ็นพีแอลขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ยังไม่เป็น ถ้าไม่ทำอะไรเดี๋ยวก็เป็นครับ มันก็จะค่อย ๆ ลามขึ้นไป เพราะฉะนั้น เราก็มาลองคิดดู

ข้อที่ ๒ เวลามันเกิดอะไรขึ้น ผมอยากจะเรียกว่า ไม่ตัดสินหรอกครับ ว่าเรียกวิกฤติ ไม่วิกฤติ ในเชิงของผมแล้วผมถือว่าเป็นวิกฤติ เพราะฉะนั้นเวลาเราแก้อะไร ในวิกฤตินี่ผมก็อยากยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ไม่ว่าปี ค.ศ. ๑๙๙๑ หรือปี ๒๕๔๐ หรือที่เรียกว่า ต้มยำกุ้ง วิกฤติครั้งนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผมถามเลยว่าใครที่เข้ามา ในปี ๒๕๔๐ และในปี ๒๕๔๑ ท่านเข้ามาแก้ไขปัญหา ท่านลองเข้าไปดูสิครับว่า ถ้าท่านไปยืน ณ เวลาขณะนั้นก็จะมีคนบ่นว่าทำไมไม่แก้ปัญหา เมื่อไรจะแก้เสร็จเสียที ผมอยากจะเรียนเลยครับ เวลาการแก้ไขปัญหานี่มันใช้เวลาต้องเข้าไปแก้ไข ต้องไปฟื้นฟูก่อน ฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะสร้างมัน แต่ขณะเดียวกันถ้าเราคิดไปแล้วว่าเราฟื้นฟูมันไป แล้วเราก็เดาไปข้างหน้า เราก็สามารถจะวางแผนสร้างมันได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเรียนว่ารัฐบาลนี้วันนี้ต้องตัดสินใจครับ เวลารอไม่ได้ เราก็จะใช้ Period ของการฟื้นฟู และการเสริมสร้างมันขึ้นมาใหม่พร้อม ๆ กัน โดยมองดังต่อไปนี้ ก็อย่างที่เรียนนะครับ มาตรการสั้น ๆ ผมก็คงไม่พูดมากแล้วครับเรื่องการแก้หนี้ ท่านเห็นว่าแก้หนี้ไม่ได้เสียที แต่ผมอยากจะให้ตัวเลขสัก ๒-๓ ตัวนะครับ ตัวเลขมันอยู่ที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ผมอยากจะบอกว่า ตัวเลขนี้ท่านยังไม่สามารถแก้ให้มันลงมาได้แน่นอน อันนี้ผมต้องพูด ความจริง จนกระทั่งระดับของเศรษฐกิจมีการกระเตื้องและสร้างความมั่นใจได้ ข้อที่ ๒ เรื่องนี้ การแก้ปัญหาเรื่องหนี้ท่านจะพบว่าหลาย ๆ อย่างถึงแม้จะเป็นเอ็นพีแอลแต่หลายอย่างได้รับ การปรับโครงสร้างหนี้อยู่ในระดับที่พอใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็คือพูดง่าย ๆ จากการที่มีหนี้ และถูกทวง วันนี้การทวงน่าจะต้องให้ลงนิดหนึ่ง ยกเว้นบางกลุ่มเท่านั้นเองนะครับ ฉะนั้น ผมก็อยากจะเรียนว่าในเรื่องของหนี้ วันนี้สิ่งที่เราจะทำต่อไปเราได้ทำทางภาครัฐแล้ว ตัวเลขที่เห็นชัดเจนนะครับ เวลาหนี้ไม่สามารถชำระได้อยู่ที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มีตัวเลข อีกตัวหนึ่งซึ่งคนไม่เคยพูดถึง คือตัวเลขที่จะเพิ่มให้หนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้จาก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไปเป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วเรามีหนี้ส่วนที่เขาเรียกว่าต้องพึงระวัง ภาษาอังกฤษ เขาเรียก Special Mention ทุก ๆ สถาบันการเงินจะใส่ตัวเลขนี้ ถ้าเราไม่แก้ไข ตัวนี้ จะขึ้นมาเป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่ผมอยากจะเรียนนะครับว่าในหลายเดือนนี้ ได้มอนิเตอร์แล้ว ถึงแม้ว่าตัวเอ็นพีแอลจะอยู่ที่ระดับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ Special Mention คือตัวที่จะมาหนุนให้ไปเป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เริ่มหยุดแล้วและเริ่มติดลบแล้ว ก็แปลว่าสิ่งที่ทำท่าจะแย่เข้าไปเพราะอะไรครับ เพราะเราได้เข้าไปทำอะไรหลายอย่าง เหมือนสถาบันการเงินภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัย ให้ท่านสามารถมายึดได้ ไม่ต้องเป็นเอ็นพีแอล มายึดหนี้ได้ถึงอายุ ๘๐ ปี มายึดหนี้ได้ถึงอายุ ๘๕ ปี ดอกเบี้ยไม่ต้องจ่าย ก็ได้ ๑ ปีแรก เงื่อนไขผ่อนปรน สิ่งต่าง ๆ ตรงนี้ไปก่อน ขั้นต่อไปถ้าท่านจะทำกับสถาบัน การเงินของภาคเอกชน แน่นอนครับ แต่ละคนก็ไม่ใช่เป็นภาครัฐ วิธีคิดก็จะต่างกัน ฉะนั้น สิ่งที่เราทำข้างนี้จะปล่อยให้เขาแก้ไขโดยข้างเดียว โดยวิธีภาครัฐไม่ได้ เพราะฉะนั้น รัฐจะต้องมีมาตรการด้วยว่า เราจะเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้แก้ไขอย่างไร ประกอบกับนโยบาย ของธนาคารแห่งประเทศไทย และคุยกับแบงก์ เพื่อจะดึงเอาหนี้เสียมาไว้ข้างนอก ด้วยการใส่ความพยายามของทั้ง ๓ ฝ่ายเข้าไป อยู่ในระหว่างการคุยกันนะครับ เมื่อทุกอย่าง เอามากองไว้ข้างนอก ถึงแม้หนี้จะไม่ลดแต่คนที่เป็นหนี้จะหายใจได้บ้าง เพื่อจะมองไปถึง อนาคตข้างหน้า ผมก็อยากจะขอพักนะครับ

อันที่ ๒ ถ้าท่านเป็นใครที่มาดูแลประเทศท่านบอกนอกจากจะแก้หนี้แล้ว อยากจะให้ลดรายจ่ายนะ ถึงแม้ว่าภาครวมแล้วค่าเงินเฟ้อบ้านเราจะต่ำ วันนี้ผมอยากจะเรียนปีนี้ ณ บัดนี้ยังไม่ถึง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์เลย ดูแค่ ๐.๑ ดูดีนะครับ ดูเหมือนว่าสินค้าไม่แพงมาก แต่ต้องคิดนะครับ ค่าเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไปนี้จะมีผลอีกข้างหนึ่งครับ ในประเทศมี ๒ ภาค ภาคหนึ่งคือผู้บริโภคอยากได้ของถูก อีกภาคหนึ่งคือผู้ผลิตก็อยากจะได้ของไม่ถูกเกินไปนัก ถ้าท่านของถูกเกินไปอีกภาคหนึ่งก็จะแย่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ภาค SML เราวันนี้ ภาคผู้ผลิต ก็ขายของไม่ค่อยได้เพราะของถูกเกินไปหรือเปล่า มันอาจจะไม่ถูกในสายตาประชาชน แต่ถูกแล้วเมื่อเทียบกับอัตราส่วนที่ชาวโลกดูอยู่ คือ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผมก็เลยคิดว่าเรื่องการลดรายจ่าย พอถ้าเราเขียนว่าเราจะลดรายจ่ายเดี๋ยวมันจะนำไป ซึ่ง Project เยอะแยะเลยครับ รายจ่ายประชาชนมีอะไร ตัวใหญ่เลย ตัวที่ ๑ พลังงาน ซึ่งนำไปสู่ Utility หรือการใช้ไฟฟ้า ตัวที่ ๒ คือการโดยสารประจำวัน โดยเฉพาะ ของคนกรุงเทพฯ ผมอยากจะยกตัวอย่าง พอเห็นเขียนนโยบายอย่างนี้ไปปั๊บเราก็คิดได้ทันที จะลดค่าพลังงานอย่างไร ผมอยากจะเรียนท่านครับ ไม่มีใครแก้ไขราคาพลังงานลดลงได้ เพราะราคาพลังงานของบ้านเรา เรานำเข้า ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ในเชิงของน้ำมัน และเรานำเข้ามากกว่า ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นทั้งหมดเลย ใครจะแก้ ให้ลดลงได้ล่ะครับ ท่านจะแก้ได้อย่างเดียวเท่านั้นคือไม่เก็บภาษีเลย ซึ่งแตะไม่ได้ โครงสร้าง บ้านเราวันนี้งบเราติดลบอยู่ ถ้าท่านไม่เก็บภาษีเลยท่านจะหายไปอีกเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นที่ท่านติดลบอยู่ ๘๐๐,๐๐๐ ก็เป็น ๑.๑ ๓๐๐,๐๐๐ คือ ๑.๕ ของจีดีพี แค่ ๒ ปีเท่านั้นไม่ต้องแล้วครับ ปีหน้าท่านจะเห็นตัวเลขหนี้สาธารณะขึ้นเกิน ๗๐ เพราะฉะนั้นอันนั้นไม่ได้ เราต้องยึดไว้ก่อนแต่วิธีที่จะทำเรื่องพลังงานนี่ท่านต้องคิด ๒ วิธีครับ ๑. ความมั่นคง ๒. ราคา ระหว่างความมั่นคงกับพลังงานเราเลือกอะไรครับ เราเลือก ความมั่นคง คือต้องมีใช้ระหว่างของไม่มีใช้กับของมีใช้ เลือกต้องมีใช้ก่อน ๒. ระหว่างราคาแพง ถูกนี่เป็นเรื่องที่ ๒ ทีนี้ท่านจะทำให้ราคาถูกและเป็นเจ้าของพลังงานได้มีทางเดียวเท่านั้น ท่านต้องเป็นเจ้าของพลังงานนั้น ท่านไปซื้อมาก็คือราคาตลาดโลกอย่างไรก็ลดไม่ได้ครับ มันขึ้นก็คือขึ้นนะครับระหว่างนี้ ดังนั้นต้องเป็นเจ้าของ ผมก็อยากจะเรียนนะครับว่า ไม่ขอพูดในที่นี้นาน ของที่ยังเหลืออยู่ในประเทศไทยทางฝั่งอันดามันซึ่งเผอิญอยู่ใกล้พม่า เราก็ไม่สามารถทำรายได้มากตอนนี้ ส่วนที่อยู่ในอ่าวไทยผมก็อยากจะ Hint หน่อย ๆ ในฐานะที่เคยอยู่ในอาชีพนี้มาก่อน ผมคิดว่าของที่ยังเหลืออยู่และไม่สามารถนำขึ้นมาได้ ก็ไม่อยากจะบอกว่า มันยังมีปัญหาในเรื่องของการ Disputed ว่าเป็นดินแดนของใคร แต่ผมอยากจะบอกว่าเรื่องดินแดนคงไม่จบหรอกครับ ท่านเถียงกันเรื่องดินแดนต่อให้พื้นที่น้อย อย่างนี้ผมบอกว่าอีก ๕๐ ปีก็ไม่จบ แต่สิ่งที่จะต้องจบก็คือว่าแล้วของที่มีทรัพยากรนี้ อยู่ข้างล่างจะนำขึ้นมาใช้อย่างไร เพราะถ้าอีก ๓๐ ปีเขาเลิกใช้น้ำมันแล้วก็ไม่มีประโยชน์แล้ว มันก็อยู่ข้างล่าง ดังนั้นเป็นโจทย์ที่น่าคิด และผมอยากจะเรียนเลยครับ ด้วยโครงสร้าง ของสิ่งที่อยู่ในอ่าวไทยท่านสามารถผลิตได้ในราคาเพียง โดยประสบการณ์ผมนะครับ น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๒๐ เหรียญบวกลบต่อ ๑ บาร์เรล ราคาที่เราต้องนำเข้าน้ำมันตอนนี้ ๘๕-๙๐ เหรียญ ราคาก๊าซธรรมชาติ ถ้าเรานำเข้าวันนี้ประมาณ ๗๕ เหรียญ เพราะฉะนั้น ก็เลยบอกว่า ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งที่เรามีความเห็นต่างกันในเรื่องดินแดน เราไม่ต้องจบก็ได้ครับ คุยกันด้วยสมานฉันท์เพื่อนบ้าน แล้วพยายามเอาข้างล่างขึ้นมาใช้ นั่นคือสิ่งที่ท่านจะเป็นเจ้าของด้วย คือความมั่นคง ๒. ได้ราคาด้วย นำไปซึ่ง Unutility ที่ลด ผมคำนวณคร่าว ๆ ไฟฟ้าต่ำกว่า ๓.๕๐ บาทแน่นอน ดังนั้นท่านไม่สามารถจะต่ำได้

เรื่องถัดมา ท่านจะลดค่าใช้จ่าย คนเดินทางในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ พี่น้อง บ้านผมนี่ทุกคนใช้รถหมดแล้วครับ บ้านหนึ่งมี ๓ คน มีรถ ๔ คัน ทุกคนใช้รถหมดนี้คือไม่ใช่ สมัยนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงคิดถึงเรื่อง Mass Transit และ Mass Transit นี่ถามว่าเป็นอย่างไร ผมอยากจะเรียนนะครับ มันเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา เป็นไปไม่ได้เลยถ้าท่านต้องสร้าง รถไฟฟ้านี่ ท่านต้องเก็บอย่างน้อย ๆ ผมบอกให้เลย ถัวเฉลี่ยอย่างน้อยต้อง ๙๐ บาทขึ้นไป บางสายนี่ท่านต้องนั่ง ๑๐๐ กว่าบาท บางสายท่านต้องนั่งอย่างนั้น มันไม่มีทางที่จะถูกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มันซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างของบ้านเราก็คือ โครงสร้างใหญ่ ๆ นี่ รัฐได้ลงทุนไปแล้ว สร้างหนี้แล้ว หนี้ ๑๒ ล้านล้านบาทนั้นอยู่ในโครงสร้างของ Mass Transit ซึ่งเราอยู่แล้ว ผมอยากจะเรียนว่าผมดูตัวเลขแล้ว ใกล้ ๑ ล้านล้านบาท ขณะที่เอกชนลงทุนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เดินรถอยู่ได้สัมปทาน ดังนั้นถ้าเราคิดว่าหนี้ก็เกิดแล้ว เราพักเอาไว้ เพราะอย่างไรเราก็ต้องชำระ เราดึงเอา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจัดการบริหาร ผมเชื่อว่าเราสามารถจะดึงค่าโดยสารลงมาได้อย่างมีสาระสำคัญ อันนี้ก็คือวิธีคิดเหมือนกัน ก็จะเป็น Project แต่ถ้าเราอ่านนโยบายแล้วเราเข้าใจว่าจะลดรายจ่าย ลดสาธารณูปโภค เราก็รู้ว่าจะต้องสร้างอะไรบ้าง อันนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการคิดนะครับ

ต่อมาเรื่องที่ ๒ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วท่านก็จะบอกว่าวันนี้เราเป็น Old Production แพลตฟอร์ม ผมก็อยากจะเรียนว่าถึงแม้ว่าจะเป็น Old Production แพลตฟอร์ม เรามีธุรกิจเก่า ซึ่งลงทุนส่วนใหญ่ที่ Eastern Seaboard แถวระยอง ลงทุนไป หลายสิบล้านล้านครับ พวกนั้นยังมีอายุขัยอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ ๒๐ ปีบวกลบก่อนที่จะถูก ทดแทนด้วย New Production แพลตฟอร์ม ดังนั้นผมคิดว่าของเก่านี้เราก็คงต้องเอาขึ้นมา ปัดฝุ่น ดึง S-Curve ขึ้นมา แก้ประสิทธิภาพขึ้นมา ทำที่ทำได้ เพราะยังมีสินค้าที่ยังเป็นที่ต้องการ ของโลก โดยที่เป็นเงินลงทุนเก่า ทีนี้ผมอยากจะดึงมาตัวที่ทุกคนเป็นห่วง ประเทศไทย ดูล้าสมัย ตามเขาไม่ทันสำหรับ New Production แพลตฟอร์ม ผมก็อยากจะเรียนนะครับ แล้วก็ลองอ่านให้ฟังว่า จากการที่เราไปเยี่ยมมาประมาณอยู่ ๙ เดือนที่ผ่านมานี้ ก็มี ๑,๓๘๕ โครงการมาหาเรา แล้วก็เงินลงทุน ผมเก็บดูแล้วของปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ที่คาดมา เข้ามาอยู่ต่อแล้วก็ทำท่าว่าจะเซ็น ไม่เซ็นแหล่อยู่นี้ รอเงื่อนไขบางอย่างอยู่ รวม ๓ ปีแล้ว ใกล้ ๒ ล้านล้านบาท ทีนี้เพื่อให้ท่านเห็นว่ามันเป็นธุรกิจอะไรบ้าง

อันที่ ๑ ก็คือ Semiconductor ท่านอาจจะบอกว่ามาเลเซียเขา Commit กันไปที่ต้นน้ำ เวียดนาม Commit ที่ปลายน้ำของ Semiconductor และเราจะอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าเราจะเริ่มที่กลาง แล้ววิ่งขึ้นไปต้นน้ำนะครับ ผมคิดว่าเรื่องต้นน้ำของเราวันนี้มีเข้ามา และเดี๋ยวผมจะบอกว่าเขาต้องการอะไร และรออะไรอยู่ก่อนที่จะตัดสินใจ แผงวงจร อิเล็กทรอนิกส์นี้เคยเป็นการส่งออกที่ดีที่สุดของเรา วันนี้เราจะ Upgrade ขึ้นมานะครับ ก็น่าจะเป็น PCB Board นี้ โดยประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตอนนี้ Commit ใหม่แล้ว และเราคิดว่าถ้าเราอยู่ตรงนี้เราน่าจะเป็นที่ ๑ ของอาเซียนได้ติด ๑ ใน ๕ ของโลก

เรื่อง Data Center มีเข้ามาแสดงความสนใจจากประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อินเดีย สิงคโปร์ แต่สิ่งที่กำลังตัดสินใจขั้นสุดท้าย เดี๋ยวผมจะบอกว่าเขารอ อะไรอยู่เพื่อจะตัดสินใจนะครับ ก็จากสหรัฐอเมริกา จีน เพื่อรองรับดิจิทัล Transformation

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องรถยนต์เพื่อการเปลี่ยนถ่าย วันนี้ก็จะเปลี่ยนถ่ายจากพวก ไฮบริดก่อน ก่อนที่จะไป EV Car นะครับ เพราะฉะนั้นมันจะมีการเปลี่ยนถ่าย พวกนี้ อาจจะต้องมีการสูญเสียอยู่บ้าง ผมก็อยากจะบอกว่าตอนนี้โครงการที่เข้ามาตรงนี้ FDI เม็ดเงิน ยังไม่เข้ามา แต่ว่าจ่อ เมื่อรวมแล้ว ผมรวมแล้วที่เข้ามากึ่ง ๆ ที่จะเซ็นกันอยู่นี้ วงเงินใกล้ ๆ ๓ ปี รวมกันแล้ว ๒ ล้านล้านบาท ถัวเฉลี่ยแล้วก็คือปีหนึ่งก็ ๖๐๐,๐๐๐ กลับเข้าไปใกล้เคียง กับยุคที่เราได้เยอะ ๆ แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำงานได้อีกปีหนึ่ง แล้วเอาติ่งเงิน เหล่านี้เข้ามา แล้วถามว่าเขารออะไรครับ เขาก็รอสิ่งที่ท่านผู้มีเกียรติได้เป็นห่วงละครับ ๑. วันนี้เป็นโลกใหม่ โลกร้อน ทุกคนต้องการใช้พลังงานและเป็นดิจิทัล คือต้องการไฟฟ้า สีเขียว ดังนั้นจึงเป็นที่มาที่ว่าเขาต้องการไฟฟ้าสีเขียว เราจึงมีนโยบายซึ่งพูดถึง Direct ไลน์ที่จะต้องต่อเข้าสาย เราจะต้องวางสิ่งต่าง ๆ ให้เขา ทีนี้เพื่อในการลงทุนเราอาจจะ ไม่สามารถจะลงทุนไฟฟ้าสีเขียวให้ได้ เราก็อาจจะบอกให้เขาลงทุนของเขาเอง Outsource ไป แล้วก็ใช้สายเรา ก็อาจจะต้องมีการเขียนว่า อนุญาตให้ใช้สายร่วมกัน เหล่านี้เป็นต้น ทีนี้เมื่อทำ ตัวนี้ท่านจะต้องรู้เลยครับ ตัวที่ตามมาแล้วไม่ทำไม่ได้ เพราะในการทำตัวนี้มันก็จะมีเรื่องของ การปล่อย Carbon Footprint นำมาซึ่งคาร์บอนเครดิต ตัวนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ แน่นอนเลยนะครับ ภายใน ๖ ปีข้างหน้า สิ่งที่เราได้ไปสัญญากับประชาคมโลก เราจะต้อง ทำให้ได้ ไม่อย่างนั้นขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าจะส่งไม่ได้ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับการจัดการ ก็เป็นพื้นฐานของดิจิทัล แพลตฟอร์มซึ่งจะต้องมี ตลาดทุนก็จะต้องรองรับให้มีการกำหนดราคาเหล่านี้ เพราะอาจจะมี ท่านผู้มีเกียรติหลายคนถามว่า แล้วถ้าจะเก็บคาร์บอนเครดิตจะทำอย่างไร อยากจะปลูกป่า ทำอย่างไร ท่านมีคำถามเยอะแยะ มันจะยังไม่เกิดขึ้น ถ้ากฎเกณฑ์ไม่ได้ถูกเขียน แพลตฟอร์ม การแลกเปลี่ยนไม่เกิด สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่เกิดนะครับ และเราก็จะมีปัญหากับชาวโลก เป็นต้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของเอแอนด์ดีก็เหมือนกัน Research เหมือนกัน เราจะพูดเลยนะครับ ประเทศไทยนี้ Research ไม่ได้ ผมก็เลยลองคุยกับทาง ก.พ.ร. เพื่อจะทำการปฏิรูปวิธีคิด ของระบบราชการ ถ้าเราคิดว่าเราจะไปสร้างอาร์แอนด์ดีแล้วก็คงไม่ได้ เราก็เลยมานั่งว่า แล้วเราสร้างมาใหม่ไหม หาคนที่เข้าใจว่าตลาดนี้โลกต้องการอะไรในเรื่องของ New Technology เมื่อมีตลาดแล้ว เราก็มานั่งกำหนดเสียว่าจริง ๆ แล้วเรามีนักวิทยาศาสตร์ อยู่ในประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง ถามจริง ๆ ยังไม่มีใครรู้นะครับ ประจำอยู่ในมหาวิทยาลัย อยู่ในห้องแล็บ อยู่ในห้องเอกชน หรือเป็นคนไทยที่อยู่ต่างประเทศและทำงาน Research อยู่ ถ้าในประเทศอื่นเขาก็จะเปิดให้มีการลงทะเบียนนะครับ ให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาแสดง เจตนารมณ์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่จะ Research และเข้ามาแต่ละสาขา เมื่อเรารู้แล้วว่าใคร คือผู้ที่ Research ได้ ถ้าเราจัดโครงสร้างของทางหน่วยราชการ อำนวยความสะดวกให้กลุ่มที่จะทำธุรกิจได้พบกับ คนเหล่านี้อาร์แอนด์ดีก็จะเกิดขึ้น แต่แน่นอนครับ ภายใต้การใช้เงิน ทีนี้ก็มาพูดถึงเรื่องระบบ งบประมาณโดยกว้าง ๆ นะครับ เมื่อเราเห็นสิ่งเหล่านี้ เอาเงินที่ไหนมาใช้ ผมอยากจะบอก เลยครับ Physical Space หรือว่าเงินคงคลังมันน้อยเหลือเกิน ด้วยนโยบายวินัยการเงิน การคลัง ทำให้เราจะต้องเฝ้าตัวเองนะครับ ไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ข้อจำกัดของการใช้เงินมีเยอะ ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ นี้เราก็จะมา นั่งดูว่า จะทำอย่างไรให้เกิดการลงทุนในภาคเหล่านี้โดยไม่ใช้เงินของเราให้มากที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นคำว่า Digital Wallet นี้ผมอยากจะให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ครับว่า เมื่อท่านเห็นสิ่งเหล่านี้ท่านจะเห็นว่าสังคมประเทศไทยนี้จะเข้าไปสู่ดิจิทัล Economy ก็แปลว่าเราจะต้องทำให้ประชาชนมีความรู้จักแล้วก็มีจิตสำนึกว่า ต่อไปนี้เรากำลัง เข้าสู่สังคมของดิจิทัล เพราะฉะนั้นการที่เราให้เขาได้ใช้สิ่งที่เป็น Basic ที่สุด ใช้การโอนเงิน ผ่านระบบเหล่านี้น่าจะเป็นการเรียนรู้และ Educate ที่ดีที่สุด ๒. แต่วันนี้สิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้ว แต่เป็นระหว่างประชาชนกับสถาบันการเงิน ระหว่างสถาบันการเงินกับหน่วยที่เขาขายของ มีการแลกเปลี่ยนบนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ นโยบายภาครัฐที่จะเกื้อหนุน ช่วยเหลือ หรือสนับสนุนประชาชน ไม่มีช่องทางนั้น ดังนั้นเราจะต้องมีแพลตฟอร์ม ของตัวเอง แพลตฟอร์มทางรัฐ ดังนั้นนั่นคือวัตถุประสงค์ที่ใหญ่ที่สุดของการไปข้างหน้า ให้มีแพลตฟอร์ม ดิจิทัล แพลตฟอร์มนะครับ แต่ทีนี้ในเมื่อแต่ละคนจะมีช่องทางติดต่อกัน แล้วก็ควรจะมี Wallet เป็นของตัวเองด้วย ทีนี้การที่พูดถึง Open Loop นี่มันก็เป็นการสร้าง อะไรครับ เมื่อเราเป็นรัฐบาลเราจะสร้างให้ความสม่ำเสมอ หรือคือความเสมอภาค และโอกาสของธุรกิจเท่าเทียมกัน ทุกวันนี้ถ้าเผื่อผมบอกว่าผมไม่ใช้อันนี้ ผมใช้เป๋าตัง ขออนุญาตนะครับที่ใช้เรียกอย่างนี้ ก็เหมือนว่าผมใช้บริการกรุงไทย ถ้าผมไปใช้ PromptPay ก็ใช้บริการคนหนึ่ง ทำไมเราไม่ใช้ Open Loop ให้ทุกคนมีโอกาสมาเชื่อม ไม่ว่าประชาชน จะใช้เป๋าตัง จะใช้ PromptPay หรือใช้อะไรก็สามารถจะเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มที่เชื่อมกันได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ทั้งหมด ความสำคัญทั้งหมดก็คือว่า เมื่อมีหนี้ เราจะไปใหม่ ทุกคนหายใจไม่ค่อยออก ไม่ค่อยสะดวก แล้วก็ผมบอกว่าแก้หนี้ สิ่งที่ทำก็คือ Digital Wallet นี่คือการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนั่นเอง ดังนั้นถ้าการเติมเงินเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจก็จะเติมเข้าไปเพื่อให้ไปซื้อของ หรือเติมเงินแล้ว เพื่อให้ไปซื้อของผลลัพธ์ ทางเศรษฐกิจไม่เหมือนกัน แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงเงินในกระเป๋า คำนึงถึงความพร้อม ของระบบ คำนึงถึงงบประมาณที่เราได้รับการอนุมัติช้าหรือเร็ว ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นองค์ประกอบของการตัดสินใจว่าเราควรจะไปอย่างไร ดังนั้นผมเลยอยากเรียนตอบ สมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า เราได้คิดแล้วนะครับว่าจะทำให้เร็วที่สุด แล้วก้อนแรกนี้น่าจะเป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ครบนะครับ แล้วก็ได้ดูรายชื่อแล้ว ณ วันนี้ได้ประมาณ ๑๔.๒ ล้านคนเศษ ๆ ก็คือน่าจะประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็อยากจะเรียนนะครับว่าเราได้ Check แล้ว ณ วันนี้ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมได้ทบทวนพร้อมกับทีมงานนะครับ เราน่าจะสามารถที่จะกดปุ่ม เคาะระฆังให้เงินก้อนแรกไหลในวันที่ ๒๕ โดยประมาณ ผมยังอยู่นะครับ ๒๕-๒๖ นี้ น่าจะ ๒๕ ได้นะครับ ก็อยากจะเรียนให้ทราบ ก็จะมีคำถามต่อไปอีกว่า แล้ว ๑๔.๕ แล้วที่เหลือลงทะเบียน ๓๐ กว่าจะทำอย่างไร ผมก็อยากจะเรียนนะครับ ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ เรื่อง Digital Wallet จริง ๆ แล้วเบื้องหลังของ Digital Wallet นั้นคือความสำคัญ เรื่องดิจิทัล แพลตฟอร์ม สำหรับเป็นแพลตฟอร์มของระดับประเทศ มันมีเรื่องประโยชน์อื่น ๆ ซ่อนอยู่ด้วย และเป็นสาระสำคัญ เราก็คงจะเดินต่อไป แต่การที่จะไปเฟสที่ ๒ เราจะจ่ายอย่างไร ผมอยากจะเรียนครับ นอกเหนือจากพิจารณาเรื่องความพร้อมของเงิน เรายังให้ความสำคัญว่า เนื่องจากเรามีงบประมาณที่จำกัด จะให้ความสำคัญของการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในงบกลางนี้ ให้กับการปรับปรุงโครงสร้างที่เป็นจุดอ่อนแอของประเทศก่อน เราให้ความสำคัญเรื่องนี้เพื่อมองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว ตัวนั้นเป็น Priority แล้วถ้ามีเงินเหลือที่พอจะได้ เราก็จะเจียดเข้ามาสู่ตรงนี้ ซึ่งเป็น Priority ที่ถัดลงมาเล็กน้อยนะครับ ผมอยากให้ทั้งหมดนี้ทำอยู่ในภาพรวมทั้งหมด ถ้าเรามองทั้งหมดภาพนี้เราก็เห็นว่า เราต้องมี Flexible หรือมีความยืดหยุ่นของแผนที่จะทำ Project ได้ตลอดเวลา สถานการณ์ มันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ก็ต้องขอเรียนนะครับว่าเราต้องเปลี่ยนไป สำหรับ Project นี่ ผมอยากจะเรียนว่า ในเฟสต่อไปในการทำงาน เมื่อเรามี Vision แล้ว เรามี Direction แล้ว เราก็คงต้องเอา Vision นั้นไปกำหนดชื่อให้ชัดเจนว่าเรามี Project อะไร เรามีแผนงานอะไร ที่สำคัญนะครับ แล้ววันนั้นประชาชนและท่านผู้มีเกียรติคงได้รับทราบนะครับ ก็เป็นจุด ที่ท่านจะสามารถมอนิเตอร์ แล้วก็ดูผู้ที่รับผิดชอบได้ต่อไป ต้องขอประทานโทษนะครับ ที่ใช้เวลาในการพูดแล้วตอบนานหน่อยเพื่อจะได้เห็นภาพรวม กราบขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ