มาริษ ชี้แจงนโยบายต่างประเทศมุ่งประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยกระดับบทบาทไทยบนเวทีโลก

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ ชี้แจงนโยบายการต่างประเทศที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยผลักดันการทูตเชิงรุกเพื่อยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีโลก อาศัยจุดแข็งด้านสถานะมิตรไมตรี ทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ และนโยบายการไม่เลือกข้าง ซึ่งช่วยดึงดูดการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือพลเมือง ทั้งยังเน้นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและในอนุภูมิภาคเพื่อรับมือกับปัญหาร่วม พร้อมผลักดันการเข้าร่วมกลุ่ม BRICS และโออีซีดี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และธรรมาภิบาล จนได้รับการยอมรับจากนานาชาติในด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับกระทรวงการต่างประเทศ ดังนี้

ก่อนอื่นผมขออนุญาตเรียนว่านโยบายต่างประเทศของรัฐบาล เราเน้น การให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในศตวรรษที่ ๒๑ นโยบายสาธารณะ หรือ Public Policy เกือบจะเหมือนกับนโยบายต่างประเทศ หรือ Foreign Policy เพราะนโยบายต่างประเทศ จะต้องนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่ประเทศชาติ ต้องทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรี ต้องเป็นการต่างประเทศที่ประชาชนจับต้องได้ ยุทธศาสตร์การต่างประเทศ เราจะใช้นโยบายต่างประเทศไปในการช่วยเสริมสร้าง สนับสนุน ส่งเสริม และบูรณาการ มิติในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์และความผาสุกแก่ประชาชนให้มากที่สุด กระทรวง การต่างประเทศจะสานต่อนโยบายการทูตเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มบทบาท ของไทย ให้ประเทศไทยมีความเด่นชัดในจอเรดาร์ของโลก โดยต่อยอดจากจุดแข็ง ของประเทศไทย คือการที่เราไม่มีศัตรู เราเป็นมิตรกับทุกประเทศ และไม่เป็นส่วนหนึ่ง ของความขัดแย้งที่สำคัญใด ๆ รวมทั้งมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคง สร้างอำนาจต่อรอง และสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ในบริบทของโลกที่มีความท้าทายสูงจากการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยมีแนวทาง การดำเนินการ ดังนี้

ประการแรก เราจะสร้างสมดุลในการดำเนินความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ ในบริบทการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ โดยจะกระชับความสัมพันธ์กับทุกประเทศ และขั้วอำนาจ รวมถึงผ่านการเข้าร่วมและผลักดันการจัดทำกรอบความร่วมมือต่าง ๆ อาทิเช่น OECD BRICS PCA เพื่อรักษาจุดเด่นของการไม่เลือกข้าง และการเข้ากับทุกขั้วอำนาจ ได้อย่างสมดุล โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการเยือนและมีการพบปะกับผู้นำ และผู้บริหารสูงสุด ของประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศมหาอำนาจ และประเทศที่มียุทธศาสตร์สำคัญกับประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งข้อความว่าประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งการเป็นประเทศในขั้วอำนาจต่าง ๆ ตอบรับการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างดียิ่ง และต่อเนื่อง สะท้อนการตอบรับในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเว้นช่วงระยะเวลามาระยะหนึ่ง แสดงให้เห็นถึง การยอมรับและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับประเด็นการไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขอเรียนว่าการที่เราไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรกับ ทุกประเทศโดยไม่เลือกข้าง เป็นประโยชน์ที่สำคัญในหลาย ๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือการที่เรา สามารถดึงดูดการลงทุนในบริบทของการแข่งขันและการแบ่งขั้วอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของ Friendshoring และ Reshoring อีกตัวอย่างหนึ่ง คือการให้ความช่วยเหลือตัวประกันชาวไทย และคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การที่ประเทศไทยไม่ได้เลือกข้าง และมีความสัมพันธ์ที่ดี กับทุกฝ่าย ทำให้เราสามารถพูดคุยขอความช่วยเหลือได้กับทั้ง ๒ ฝ่าย และทั้ง ๒ ฝ่าย ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี ทำให้รัฐบาลไทยสามารถช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้เกือบหมด และเป็นตัวประกันชาวต่างชาติกลุ่มแรกที่ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งหลายประเทศก็สอบถาม ว่าประเทศไทยทำได้อย่างไร และนี่คือนโยบายที่ไม่เลือกข้าง จากการไม่เป็นศัตรูกับใคร ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังเหลือตัวประกันอีก ๖ คน เราก็ยังคงพูดคุยกับทุกฝ่ายทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อให้ได้รับความร่วมมือในการช่วยเหลือตัวประกันที่ยังคงเหลืออยู่

ประการที่ ๒ คือรัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศ เพื่อนบ้าน เราตระหนักดีว่าความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืน จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราก้าวไปด้วยกัน โดยเฉพาะในมิติความสัมพันธ์ทวิภาคี นอกจากนี้ เราจะแสดงบทบาทนำอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาค อนุภูมิภาค และระหว่างภูมิภาค เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองร่วมและความเจริญรุ่งเรือง ทางเศรษฐกิจร่วมกันในบริบทของโลกที่แตกแยกออกเป็นหลายขั้ว โดยเน้นการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งในกรอบความร่วมมือในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นแกนกลาง ของอาเซียน และกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค อาทิเช่น ACD ACMECS และ BIMSTEC ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับความท้าทายร่วมกัน ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ออนไลน์ Scam ยาเสพติด การค้ามนุษย์ รวมทั้งปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน ซึ่งเราก็ได้ ดำเนินการแล้ว ผ่านกรอบความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง อาทิเช่น กรอบความร่วมมือแม่โขง- ล้านช้าง หุ้นส่วนลุ่มแม่น้ำโขง-สหรัฐ กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขงญี่ปุ่นและความร่วมมือ ลุ่มแม่น้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี ในสภาวะเรื่องน้ำท่วมเราก็ได้ใช้ประโยชน์จากกรอบ ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างในการเจรจากับประเทศสมาชิก ในเรื่องการขอความร่วมมือ ในการบริหารจัดการการปล่อยน้ำจากเขื่อน

ประการที่ ๓ คือการสร้างความเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น เราใช้ประโยชน์ จากการมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Location ในการผลักดันความร่วมมือระหว่าง ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทั้งด้านกายภาพและในภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมการค้าทั้งชายแดน และระหว่างประเทศ เสริมสร้างความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของไทย

ประการที่ ๔ อีกมิติหนึ่งของการทูตเชิงรุก คือการมีจุดยืน มีนโยบาย มีท่าที ที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศในทุก ๆ ประเด็น และในทุก ๆ มิติ รวมทั้ง ในทุกเวทีของโลก และการแสดงบทบาทนำในทุกโอกาส การแสดงเจตจำนงเข้าร่วม BRICS เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการเป็นผู้เชื่อมต่อ เป็นผู้ประสานความสมดุล เป็น BRICS Builder หรือเป็น Balancer ระหว่างกลุ่มประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้งการเล่นบทบาทนำในการผลักดัน ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิ มีเสียง มีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดระเบียบโลก ให้มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น สำหรับการสมัครเข้าร่วมโออีซีดีเพื่อยกระดับประเทศ สู่มาตรฐานสากลในทุกมิติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ส่งเสริม การลงทุนและยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนและธรรมาภิบาล เพิ่มบทบาทของประเทศไทย ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของโลก

ข้อ ๕ ประการสุดท้าย ในเวทีระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ กับการแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ ในประเด็นที่โลกให้ความสำคัญรวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน และค่านิยมของประชาธิปไตย โดยในประเด็นสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย รัฐบาล ให้ความสำคัญกับทั้ง ๒ ประเด็น ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็น ได้จากการที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป และประเทศในภูมิภาคยุโรป มีการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น ความคืบหน้าล่าสุดคือเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐสภา ได้ให้ความเห็นชอบกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรือ PCA ซึ่งความตกลงฉบับนี้เป็นความตกลงที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญและมองเห็นศักยภาพ ของประเทศไทย สหภาพยุโรปไม่ได้เชิญประเทศทุกประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือมี ความตกลง PCA เช่น ที่สหภาพยุโรปได้หยิบยื่นให้กับประเทศไทย การเจรจาเอฟทีเอไทย และสหภาพยุโรป และการเจรจาเอฟทีเอไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA ซึ่งประเด็นสิทธิมนุษยชนและประเด็นเรื่องประชาธิปไตย เป็นหลักการสำคัญและเป็นกรอบ ในการเจรจา ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๒ ผู้นำที่ได้รับเชิญให้กล่าวถ้อยแถลงในงานครบรอบ ๗๕ ปี ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ และเมื่อเดือน มีนาคม ๒๕๖๗ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ขออภัย ที่ต้องเอ่ยนาม ได้กล่าวถ้อยแถลงผ่านระบบการประชุมทางไกล ในการประชุม Summit of Democracy ครั้งที่ ๓ ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเชิญ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว กราบขอบพระคุณครับ