เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร วิพากษ์นโยบายการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่เน้นส่งเสริมเชิงปริมาณแต่ไม่แก้ปัญหาหลักด้านความปลอดภัย การบริการ และการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียม โดยยกตัวอย่างปัญหาอาชญากรรมต่างด้าวในพื้นที่ท่องเที่ยวและการขาดแคลนระบบขนส่งในเมืองรอง พร้อมเสนอให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศเพื่อสร้างรายได้และประกันความปลอดภัย รวมถึงการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ปรับปรุงกฎหมาย และพัฒนาการจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแทนการสนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่เพียงฝ่ายเดียว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็อดีต จริง ๆ ก็ปัจจุบัน เป็นมัคคุเทศก์อยู่ด้วย ตามที่ผมได้ห้อยบัตรไว้ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปราย นโยบายของรัฐบาลในหัวข้อที่ ๗ เกี่ยวกับการท่องเที่ยว วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ในบัลลังก์ข้างท่านประธานก็มีท่านรัฐมนตรีนั่งฟังอยู่ด้วยนะครับ แล้วก็ทั้งอดีตท่านรัฐมนตรี อีก ๒ ท่านเลยวันนี้ ถือว่าการท่องเที่ยวไทยนี้ก็ถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ใช่รายได้หรอกครับ รัฐมนตรีเยอะมากเลยครับ ก็หวังว่าท่านใหม่จะอยู่นาน ๆ หน่อย เพื่อสานงานต่อนะครับ ผมต้องบอกเลยว่า Theme ของวันนี้ ของพรรคผมคือมีเจ๊า เจ๊งใช่ไหม แต่ผมให้อันแรกเลย นโยบายที่ผมอ่านในเล่มนี้ ต้องบอกเลยว่าจ๊าบมากครับ ทำไมว่าจ๊าบครับ บอกว่าเป็นดีหรือเปล่า เปล่าครับ มันเชยครับ ใช่ไหมครับ มันมีแต่การส่งเสริมการท่องเที่ยว ผมเชื่อว่านโยบายเหล่านี้ ไม่เพียงจะไม่แก้ปัญหาที่มีอยู่ในการท่องเที่ยวไทยปัจจุบัน อาจจะซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่ด้วย อยู่แล้วครับ หลักฐานมันคาตาครับ ตามดัชนีของ Travel and Tourism Development Index ถ้ามาดูประเทศไทยในปีนี้ได้อันดับที่ ๔๗ จาก ๑๑๙ ของโลก และมาดูตัวชี้วัดหลายตัว อันนี้ทำโดย World Economic Forum เชื่อถือได้ เรามาดูด้าน Safety and Security ครับ คะแนนเต็ม ๗ เราได้ ๔.๘๗ ดูเหมือนเยอะ แต่ดูอันดับครับ อันดับที่ ๑๐๒ อาจจะดีใจครับ ในโลกใบนี้มี ๑๘๐ ประเทศ เปล่าครับ ที่มาอันนี้จริง ๆ คือ ๑๑๘ ประเทศ ประเทศเรา มันน่ากลัวครับ จริง ๆ แล้วเราต้องยืนยันครับ ดูอย่างปัญหาที่ภูเก็ต ตอนนี้นอกจาก จะมีแก๊งรัสเซียแล้ว เป็นแก๊งของคนฝรั่งเศสตามที่ สส. โค้ชแซม พรรคประชาชน ได้บอกและลงพื้นที่เป็นกรรมาธิการกับผมด้วย อันนี้จะแก้อย่างไรครับ
อันที่ ๒ ดัชนีตัวที่ ๒ คือ Travel Service แล้วก็ Infrastructure ครับ แน่นอนว่า Travel Tourist Service เรานี่คือภาครัฐบริการได้ไม่ดี ถ้าไปดูเรื่องขนส่งสาธารณะ Infrastructure ต่าง ๆ ถามจริง ๆ จะทำเมืองรอง แล้วบินลงไป ไปต่ออย่างไร ไม่มีรถเมล์ ไม่มีขนส่งสาธารณะที่ใดเลยนะครับ
อันที่ ๓ สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุด อันดับดีที่สุดก็จริงครับ แต่ไปดูตัวชี้วัดครับ ได้ ๒.๘๖ เต็ม ๗ สอบตก สรุปแล้วทรัพยากรทางวัฒนธรรมของเรามันดีแต่เราไม่ดูแลหรือไม่
และอันสุดท้ายครับ คืออันดับรั้งท้ายของทั้งหมด ก็คืออันดับ ๑๐๖ ครับ คือ Social Economic Impacts หรือผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ ย้อนแย้งอย่างยิ่งครับ ที่การท่องเที่ยวนำรายได้เข้าสู่ประเทศเยอะมาก แต่คำถามตัวใหญ่ ๆ ที่ผมจะพูดต่อไปคือ รายได้นี้มันไปไหน เพราะตัวชี้วัดนี้คือการกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวครับ และเขาเรียกว่า รายได้ของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวครับ ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ที่เราเกิดขึ้น มันเกิดจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวแค่หน้าเดียวครับ เราไม่เคยทำเรื่อง Supply Side อะไรต่าง ๆ นานาครับ เราต้องคิดก่อนครับว่าการท่องเที่ยวนั้นมันไม่ฟรี มันมีต้นทุน ที่ต้องจ่ายเสมอ ดังนั้นการคิดนโยบายใด ๆ มันต้องดูผลกระทบด้วยครับ อย่างนโยบาย Free Visa ครับท่านประธาน ถ้าเราลองมาดูจากสถิติ Flight Discovery Rate ของนักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทย เรายังไม่กลับมาเหมือนเดิมเลยครับ อันนี้เลขก่อนโควิด แล้วมาเทียบครับ ๗๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ถ้าไปดูเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ๑๒๓ เปอร์เซ็นต์จากโควิดไปแล้ว นี่คืออะไรครับ สุดท้ายต้องเข้าใจนะครับว่าอันนี้คือ นักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวทุกประเทศนะครับ ตอนนั้น ๒๕๖๒ เรายังไม่มี Free Visa ใช่ไหม ตอนนี้เรา Free Visa แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ครับ และถ้าไปดูสถิติคาดการณ์นักท่องเที่ยว ผมเอาข้อมูลมาจากหน่วยงานของท่านนั่นละ แล้วผมทำ Forecast ให้ในสิ้นปีนี้เลย ก็ยังเห็นได้ชัดนะครับว่านักท่องเที่ยวจีนจาก ๑๑ ล้านคนมาสิ้นปี อย่างเก่งผมว่าให้ ๘ ล้านคน ซึ่งยังน้อยกว่าเดิมอยู่ จะมีดีใจ Claim กันบ้าง เพราะว่าก่อนโควิดนักท่องเที่ยวอินเดียมาน้อยมาก แล้วตอนหลังก็มาเยอะขึ้นนะครับ แล้วก็บอกว่าคนอินเดียเขามาแต่งงาน ซึ่งก็เป็นความจริง ส่วนหนึ่งครับ แต่ส่วนใหญ่ก็มาเที่ยว และยิ่งไปดูหลังบ้าน ข้อมูลหลังบ้าน การใช้จ่ายต่อหัว ของนักท่องเที่ยวทั้งจีนและอินเดีย เอาแค่ ๒ ประเทศ อย่าประท้วงผมครับ พูดถึงประเทศอื่น แต่มันต้องอ้างถึงจริง ๆ น้อยลงกว่าเดิม ก่อนโควิดคือ ๖,๐๐๐ บาท สำหรับนักท่องเที่ยวจีน ตอนหลังน้อยกว่าเดิม และยิ่งในข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมไปดูครับ ทำดีมากเลย Travel TAT Data Center นักท่องเที่ยวอินเดียมาไทย ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น จะเป็นกลุ่มคล้าย ๆ ผู้ชายล้วน บินลงมาสุวรรณภูมิ แล้วก็ไปพัทยาเลย เขาเรียกว่า ไปลงพัทยาเลย ไม่ใช่ลงแขกนะครับ ไปลงพัทยาเลย แล้วเที่ยวครับ อยู่ ๗ วันใช้จ่ายต่อหัว ๑๕,๐๐๐ บาทครับ ตกวันละประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าบาท อย่างนี้คือมีแต่เจ๊ากับเจ๊งแน่ ๆ ครับ ท่านประธาน ผมเชื่อว่าถึงแม้ไม่มีนโยบาย Free Visa คนก็มาเที่ยวประเทศไทยอยู่แล้ว เหมือนเราไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเอย อะไรเอย ซึ่งเราก็โดนเก็บอยู่แล้วครับ แต่เราไม่รู้ว่า เราโดนเก็บครับ รัฐไทยสามารถเก็บได้ครับ ผมว่าเก็บเนียน ๆ และผมว่าเป็นข้อดีสำหรับ การเก็บเสียมากกว่า เพราะเงินส่วนนี้ตามกฎหมายแล้วรัฐบาลสามารถเก็บได้ มี พ.ร.บ. อยู่แล้ว ในการนำเงินค่าเหยียบแผ่นดินมาทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว เราจะตัดปัญหาสำหรับ ความมั่นใจและความปลอดภัยของร่างกายนักท่องเที่ยวที่บางครั้งไปโรงพยาบาล แล้วถูกปฏิเสธ เพราะว่าหลายครั้งโรงพยาบาลก็ต้องเห็นใจว่าโดนนักท่องเที่ยวรักษา แล้วชิ่งครับ เราจะไม่มีเหตุเศร้าที่บอกว่านักท่องเที่ยวเรามาเที่ยวแล้วก็ปฏิเสธการรักษา แล้วเสียชีวิตอีกต่อไปครับ ผมเชื่อว่านโยบายนี้ก็ทำไปก็เจ๊า ๆ หรือไม่ก็เจ๊งอย่างแน่นอนครับ
นโยบายต่อมาครับท่านประธาน Man Made Attraction หรือการสร้างสวนน้ำ สวนสนุกอะไรต่าง ๆ นานา รวมถึง Entertainment Complex ซึ่งอันนี้ผมให้ไม่เจ๊า ไม่เจ๊ง แต่ต้องมีเจี๊ยะกันแน่นอน เพราะว่าการสนับสนุนอย่างนี้ ผมถามว่าสนับสนุนอย่างไรครับ ก็จะให้ Incentive กับกลุ่มทุนผูกขาดไม่กี่รายครับ ผมว่าก็นั่ง ๆ กันอยู่ก็เห็นกันอยู่ ใครมี Connection ใกล้รัฐบาลก็เอาไป วันนี้ก็เห็นพูดกันเยอะ Entertainment Complex จริง ๆ อันนี้เป็นนโยบายที่แจ๋ว ที่เจ๋ง ที่ผมชอบนะครับ เพราะว่าอะไร เพราะทุกคนก็รู้ ผมทำกฎหมายเกี่ยวกับเหล้า เบียร์ ล่าสุด Sex Toy ครับ คือประเทศไทยมัน Entertainment Complicate มานานครับ คือมันมีอยู่แล้ว แต่ไม่ทำให้ถูกต้องเสียที แต่ผมก็ถามรัฐบาลอย่างหนึ่งว่าเชื่อมั่นอย่างไรว่าสภาฝั่งรัฐบาลเองจะโหวตเห็นชอบ กับเรื่องนี้ เพราะ ๑ เดือนก่อนจำได้ไหมครับ ผมเสนอกฎหมาย แล้วก็บอกว่ามันผิดศีลธรรม ตอนนี้ไม่ผิดแล้วหรือครับเรื่องนี้ มีบ่อนการพนันไม่ผิดแล้วหรือ รัฐบาลแน่ใจหรือเปล่าว่า สส. รัฐบาลเองจะไม่คว่ำสิ่งที่เสนอนี้ใช่ไหมครับ แล้วก็มีอีกอันหนึ่งที่เป็นการนำคอนเสิร์ต เทศกาลดนตรีเข้ามา อันนี้ยกตัวอย่างเลยครับ ขอบคุณที่ไม่เบลอ เพราะฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ น่าจะกลับบ้านนอนหมดแล้วหรือเปล่าไม่แน่ใจ อย่างเทศกาล Summer Sonic เป็นเทศกาล ระดับโลกมา ตอนแรกออกมาถ่ายรูปกันโจ๋งครึ่ม Claim กันยกใหญ่ แต่เป็นเอกชนทำนะครับ รัฐบาลเข้าไปช่วย สุดท้ายจัดจริงขาดทุน ตอนนี้เงียบกริบเลย คือทำไมไม่ออกมาพูดกันหน่อย ว่ามันไม่ Work อย่างไร ถอดบทเรียนกันหรือเปล่า ถ้าอยากส่งเสริมจริง ๆ ผมอยากให้ ส่งเสริมครับ มันเป็นอะไรที่ดีมาก ผมเป็นคนชอบดนตรี เมื่อสมัยก่อนเป็นนักดนตรี ที่ถนนข้าวสาร ผมบอกเลยว่าเรื่องนี้ถ้าจะทำ ให้สนับสนุนผู้จัดภายในประเทศ งานในประเทศไทยเรามีเยอะมากที่ได้รับการสนับสนุน อีกนโยบายหนึ่งที่ผมบอกได้เลย พอเห็นข่าวเรื่องนี้ พออ่านจากนโยบายแล้วเห็นข่าว ผมบอกเลยถ้าทำแบบเดิม เจ๊งแน่นอน คือ นโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง หรือว่าเมืองน่าเที่ยว ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นการ Recycle นโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ๆ ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ชุดของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก่อนอีกคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เอาผู้ว่าราชการจังหวัดมาประชุม มอบนโยบาย ๕๕ เมือง แล้วบอกว่าไปหามาอะไรดี ไม่ดี ลืมไปหรือเปล่า เดี๋ยวผู้ว่าราชการจังหวัด เขาก็ย้ายแล้ว มันจะไปเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมไม่เรียนรู้จากเมืองรองที่มัน Fail ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าทำนโยบายนี้ควรให้ อปท. ส่วนท้องถิ่นได้ทำ เพราะว่าใครจะไปดีกว่า พาเที่ยวบ้านตัวเอง นอกจากคนที่อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว อันนี้คิดกันง่าย ๆ ผมก็ได้มีโอกาส ไปคุยกับหลายที่เรื่องท้องถิ่น คือมีปัญหาจริง ๆ ติดปัญหา Classic ๒ อย่าง ๑. คือไม่มีเงิน ๒. คือไม่มีอำนาจ ผมได้มีโอกาสทำงานกับ สส. ยอดชาย สส. เมืองพัทยา พรรคประชาชน ไปคุยกับเมืองพัทยา จัดงานพลุอะไรใหญ่โต เชื่อไหมครับท่านประธาน ไม่สามารถโฆษณา งานตัวเองนอกพื้นที่เมืองตัวเองได้ แปลกมาก แล้วผมจะไปเกิดได้อย่างไรครับเมืองรอง ถ้าผมมีศักยภาพ เพราะอะไร เพราะติดกฎหมาย พ.ร.บ. การกระจายอำนาจที่มอบอำนาจ ให้ท้องถิ่นแค่บางอย่าง แล้วปิดทุกอย่าง แต่จริง ๆ แล้วมันควรเป็นตรงกันข้าม คือให้เขา ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นอะไรบ้างใช่ไหมครับ อันนี้ต้องแก้ครับ เป็นเรื่องปัญหากระจายอำนาจ เขาไม่สามารถใช้งบประมาณ Promote นอกพื้นที่ของเขาได้ อันนี้ก็ต้องแก้ครับ แต่ผมมา ไม่ได้บ่นอย่างเดียวครับ อยากชี้ทางสว่างว่าถ้าอยากจะทำให้มันเจ๋งเป้งทำอย่างไร ก็ต้องอันนี้เลยครับ การจัดการและการกระจายอำนาจทางการท่องเที่ยว คืออนาคต ของอุตสาหกรรมไทย มันไม่ใช่แค่การส่งเสริมอีกต่อไป เรียกคนเข้าบ้าน เราไม่ใช่ไม่มีคนมา ประเทศเราครับ ต้องยอมรับอย่างนี้ก่อน แต่ในบ้านเราในส่วนของ Supply Side เราได้ดูแลดี พอจริง ๆ หรือไม่ การจัดการก็คือการจัดการอย่างแรกไม่ต้องใช้เงิน การจัดการกฎหมายที่เป็น อุปสรรคต่อการท่องเที่ยว พ.ร.บ. โรงแรม เดี๋ยวผมจะยื่น หวังว่าจะไม่คว่ำ หรือท่านรู้ไหมว่า บอร์ดการบินไทย ซีอีโอการบินไทย ผมดูในข่าวก็บ่นว่ากว่าจะเอาเครื่องบินมาแต่ละลำ ติดปัญหามากมายเลย เป็นปี ๒ ปี คิดดูครับ Promote ปังมาก สมมุติ ททท. ทำแล้วปังมาก คนมาเยอะ เครื่องไม่พอทำอย่างไร คือมันติดปัญหาไปหมด อย่างที่ ๒ คือต้องจัดการ แหล่งท่องเที่ยวเราให้มีคุณภาพ หมายความว่าการจัดการ Carrying Capacity หรือขีดความสามารถในการรองรับ ให้มีจำนวนจำกัด คืออย่างเกาะนี้ก็ควรจะมีคนไปเท่าไร ให้มันมีพอประมาณใช่ไหมครับ แล้วสนับสนุนผู้ประกอบการที่ทำได้คุณภาพ ให้เขาได้โควตาเยอะขึ้น ปัญหา OTA ออนไลน์ Travel Agency Application หรือเว็บไซต์ จองต่าง ๆ ที่ขูดรีดผู้ประกอบการไทย ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ต่อคืนอย่างนี้ไหวหรือครับ การกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวให้มันดีขึ้น จัดการรัฐรวมศูนย์แบบแตกระแหง หรือ Fragmented Centralization เรามีหน่วยงานที่ทำอะไรเยอะแยะครับ การท่องเที่ยว ททท. อพท. ที่ทำงานสวนกันไปสวนกันมา สรุปอะไรกันแน่ และที่สำคัญต้องให้อำนาจท้องถิ่น ในการจัดการตัวเอง ในการที่ให้งบประมาณเขา โดยการที่ให้เขาเก็บรายได้ อย่างค่าโรงแรมเอย ค่าธรรมเนียมโรงแรม หรือค่าค้างคืนโรงแรม ค่าเข้าเมืองด้วยซ้ำ รวมถึงค่าประกอบการ สถานบันเทิงตอนกลางคืน เขาจะได้รู้ เขาเก็บเท่าไร แล้วเขาจะเอาแค่ไหน มันจะเกิดความสมดุล ของการท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่เป็นด้านสังคม และเพื่อความยั่งยืน นี่ละครับ การท่องเที่ยวแบบที่ยั่งยืนจริง ๆ ผมขออนุญาตทิ้งท้ายอย่างนี้ว่า ถ้าเปรียบการท่องเที่ยวไทย เป็นเหมือนร้านอาหารร้านหนึ่ง ตอนนี้เหมือนเราลงเฟซบุ๊กอะไร Promote เยอะมาก มา ๆ เข้ามาร้านเรา ลากคนเข้ามาร้านเราด้วยซ้ำ แต่พอลูกค้าเข้ามาในร้านเรา เขารู้สึกว่าทำไมเก้าอี้มันก็นั่งไม่สบาย ผุ ๆ พัง ๆ เข้าห้องน้ำ ก็สกปรก อาหารก็ช้า อาหารก็เย็นชืด สักพักนั่งไปเรื่อย ๆ เผลอสักครู่เดียวมีโจรมา ขโมยกระเป๋า ผมถามหน่อยครับ นายกรัฐมนตรี คุณแพทองธาร ในฐานะ Manager ร้านนี้ คุณกล้าพาพ่อของคุณมาทานร้านอาหารอย่างนี้ไหมครับ ขอบคุณมากครับ