จุลพันธ์ แจงนโยบายเศรษฐกิจ-ดิจิทัลวอลเล็ต-Soft Power ผลักดันยั่งยืน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจและผลงานในรอบปี ทั้งการขับเคลื่อนโครงการ Digital Wallet โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และนโยบาย Soft Power พร้อมย้ำความมุ่งมั่นในการกระจายรายได้ เสริมทักษะแรงงาน และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยยืนยันว่าเม็ดเงินช่วยเหลือจะถึงมือประชาชนอย่างครบถ้วนและแผนงานต่างๆ จะผลักดันประเทศสู่ความเจริญในระยะยาว

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ขออนุญาตใช้เวลาในการตอบข้อซักถาม เวทีนี้เป็นเวทีแถลงนโยบาย ซึ่งสามารถมีการทักท้วง แล้วก็เห็นควรกับแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งท่านสมาชิกได้อภิปรายเป็นประโยชน์ค่อนข้างมาก นะครับ

ในประเด็นที่จะตอบในประเด็นแรกนี้ ผมเองก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ผมเองได้รับผิดชอบในการตอบกับกระทรวงการคลังร่วมกับท่านเผ่าภูมิ กับท่านรัฐมนตรีพิชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในประเด็นของเศรษฐกิจ ก็รอตั้งแต่เช้าเพิ่งจะได้มีโอกาส ลุกขึ้นตอบในช่วงเย็น ต้องเรียนว่าคงเป็นเพราะว่าการให้ความสำคัญที่แตกต่างนะครับ เพราะว่าวันนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบหลาย ๆ ปีเลยที่การอภิปรายในสภา แล้วเริ่มต้นด้วย เรื่องของความมั่นคง โดยปกติจะเริ่มด้วยเรื่องของภาพเศรษฐกิจนะครับ เพราะว่าอย่างเช่น พรรคเพื่อไทย เป็นต้น แนวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้เราเน้นในเรื่องของมิติของเศรษฐกิจ ของพี่น้องประชาชน เรื่องของปากท้องเป็นเรื่องหลัก ในประเด็นที่มีการอภิปรายกันมาก ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า มีข้อซักถามว่าทำไมแนวนโยบายแห่งรัฐถึงไม่ลงรายละเอียด ซึ่งท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตอบแล้วว่า มันมีความแตกต่างกันระหว่างรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีการกำหนดให้ลงรายละเอียดเท่าที่เราลงนี่ละ ก็กำหนดมาเราก็ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ และที่สำคัญก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ต้องให้ท่านสมาชิกได้แยกระหว่าง สิ่งที่เป็น Vision กับสิ่งที่เป็น Action Plan ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะครับ แนวนโยบายแห่งรัฐ เราดูแล้วเราก็จะได้รับทราบว่าวิสัยทัศน์ของรัฐบาล เราวาดภาพประเทศไทย ไปทิศทางใด และจะไปสู่จุดใดได้อย่างชัดเจน ส่วนรายละเอียดของเนื้อโครงการ ตัว Action Plan ก็จะเป็นรายละเอียดซึ่งต้องตามมา แล้วก็ต้องมาลงรายละเอียดในแต่ละประเด็น ในแต่ละ โครงการ ก็ต้องแยกให้ออก ส่วนมีข้อห่วงใยว่าทำไมแนวนโยบายแห่งรัฐมีความคล้ายคลึง กับสิ่งที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้ปาฐกถานะครับ ผมก็ต้องเรียนว่ามันก็เป็นเรื่องปกติครับ เพราะว่าเรารับสืบทอดอุดมการณ์มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย มาเป็นพรรคพลังประชาชน มาเป็นพรรคเพื่อไทย สำหรับพรรคแกนนำรัฐบาลก็คงไม่ต่างกัน ท่านก็สืบทอดเจตนารมณ์ มาจากอดีตพรรคการเมือง พรรคการเมืองหนึ่งเช่นเดียวกัน ถูกยุบมาก็เปลี่ยนมานะครับ แต่แนวความคิดก็ยังสืบทอดต่อกันมา มันเป็นเรื่องปกติ ผมต้องเรียนว่าสิ่งที่เราได้บรรจุในนี้ คือวิสัยทัศน์ แล้วก็เรียนด้วยความเคารพว่า สิ่งหนึ่งที่คิดเห็นต่างกันอย่างชัดเจนก็คือ สิ่งที่ท่านบอกว่า ประเทศไทยเติบโตตามศักยภาพได้เพียงเท่านี้ ตรงจุดนี้ละครับที่เป็นจุดที่ผม ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่พวกเรา มองต่างกันนะครับ สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบันตัวเลขท่านก็ได้พูด มาเองว่าเราเคยพูดถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถามว่ายากหรือไม่ ถามว่าศักยภาพของประเทศไทยอยู่ตรงไหน ค่อนข้างมีข้อจำกัด ถูกต้องครับ แต่นี่คือ วิสัยทัศน์และความตั้งใจ ความพยายามของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้เติบโตอยู่ในจุดที่เหมาะสม และสามารถกระจายความมั่งคั่งให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างมีความเป็นธรรม ได้อย่างมีความเหมาะสมนะครับ

ประเด็นซึ่งมีคำถามในเรื่องของแนวนโยบายผมต้องค่อย ๆ เรียนต่อท่านสมาชิก ในเรื่องแรกก็คือเรื่องของโครงการที่เรียกว่า Entertainment Complex หรือสถานบันเทิง ครบวงจร จริง ๆ แล้วผมต้องเรียนด้วยความเคารพ สภาผู้แทนราษฎรต้องขออภัยกับทาง สมาชิกวุฒิสภา เพราะท่านเพิ่งเข้าสู่ตำแหน่ง แต่สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณามีการตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเรื่องของ Entertainment Complex มาตั้งแต่ ๑ ปีที่แล้ว มีการพิจารณาจนเสร็จ ให้ความเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร ส่งไปยังคณะรัฐมนตรี ผ่านการลงมติของสภาครับ ด้วยความเห็นชอบของเสียงข้างมาก เพื่อให้คณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีคำสั่งให้ส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อไปศึกษาตัวร่างกฎหมายและไปปรับแก้ให้มีความเหมาะสมต่อไป ซึ่งในสถานการณ์ ปัจจุบันผมต้องเรียนว่าได้ดำเนินการไปแล้วค่อนข้างมาก มีการปรับแก้ตัวกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบวิธีการร่างกฎหมายของทางภาครัฐ มีการดูในเรื่องของข้อจำกัด ทางกฎหมายในประเด็นต่าง ๆ มีการทำประชาพิจารณ์ มีผู้เห็นชอบด้วย เข้าใจว่า ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เป็นข้อดีว่าพี่น้องประชาชนให้การยอมรับ ส่วนขั้นตอนต่อไป ผมต้องเรียนว่าก็เป็นขั้นตอนที่กระทรวงการคลังหลังจากที่มีคำสั่งเก่า เราก็มีหน้าที่ ที่จะส่งเอาร่างกฎหมายนี้เข้าไปยังคณะรัฐมนตรี หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบก็จะส่งไปตรวจร่าง ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ส่งกลับมาเพื่อที่จะนำบรรจุต่อสภาผู้แทนราษฎร ขั้นตอน ตามกฎหมาย ๓ วาระปกติ ก็เป็นภาระหน้าที่ของรัฐสภาที่จะมาดูในรายละเอียดของตัวกฎหมาย เพื่อให้มีความเหมาะสม แน่นอนว่าในส่วนของผลประโยชน์มิติทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งได้มีการทำแบบจำลองทางเศรษฐกิจมหภาค มีการเทียบเคียงโดยใช้ Model ของสิงคโปร์ เป็นตัวหลัก แบ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็น ๒ ช่วงครับ ๑. คือช่วงของ การก่อสร้าง ซึ่งกินเวลาราว ๓-๔ ปี ๒. ก็คือในช่วงเวลาของการเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบ ในช่วงแรกนี้ผมต้องเรียนว่าการลงทุนจริงจะมีอย่างน้อยที่จุดละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินลงทุนใหม่ จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจุดละไม่ต่ำกว่า ๐.๒๓ มีการลงทุน ๓ ปีก็ตกจุดละไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การจ้างงานจะได้รับผลในเชิงบวก มีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ต่อเม็ดเงินลงทุน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังจากนั้น ครบรอบ ๓ ปี หรือ ๔ ปีก็ตาม ที่มีกระบวนการในการลงทุนในเรื่องของ Infrastructure เสร็จ ก็จะเข้าสู่ช่วงของการเปิดบริการให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งหากมีการเปิดบริการได้เต็มอัตรา จากตัวเลขของสิงคโปร์ที่เรานำมาใช้ สามารถเพิ่มรายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่อหัวได้ไม่ต่ำกว่า ๒๒,๓๐๐ บาทต่อหัว สำหรับประเทศไทยก็จะถีบเอารายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวไปอยู่ที่ ๖๖,๐๐๐ บาทเศษ ซึ่งถ้านับฐานของนักท่องเที่ยวที่ ๓๖ ล้านคนโดยประมาณ ก็จะทำให้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า เมื่อรวมผลกระทบของทั้งโครงการแล้วนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะประมาณ ๑ กว่า ๆ โดยแยกเป็น ๓ ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยว แล้วก็ขึ้นกับรายละเอียดอื่น ๆ ด้วยความเคารพครับ รายละเอียดในเรื่องของการดูแลในเรื่องของรายได้ของรัฐ ในเรื่องของ การกำกับ ในเรื่องของการเยียวยาพี่น้องประชาชนอะไรต่าง ๆ ที่ท่านได้ให้ข้อสังเกต เป็นข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์และรัฐบาลจะรับไว้เพื่อพิจารณาในการผลักดันกฎหมายต่อไป และสุดท้ายนี้ก็จะเป็นภาระหน้าที่ของรัฐสภาในการที่จะพิจารณาตัวกฎหมาย ในการที่จะดูว่า มีประเด็นใดที่ควรจะต้องมีการปรับ และแก้ไขให้มีความเหมาะสมต่อไป

ในประเด็นของเรื่อง Soft Power ผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกด้วยความเคารพ ว่าอยากให้เลิกวนเวียนอยู่กับการพยายามจะจำกัดความหมายของคำว่า Soft Power อย่างที่เคยเรียนต่อรัฐสภาไปเมื่อหลายเดือนก่อน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าโครงการนี้ เป็นแนวความคิดในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับพี่น้องประชาชน มีการ Upskill Reskill มีการ Train คนในมิติต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้านคน เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้อง ประชาชนให้พ้นจากความยากจน การที่เราจะไปนั่งถกเถียงกันจนแตกฉานว่าสุดท้าย คำจำกัดความของคำว่า Soft Power คืออะไร ไม่ได้ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ ขึ้นมาครับ วันนี้เราเดินหน้าในเรื่องของโครงการ ซึ่งคำนิยามโดยคร่าวต้องเรียนว่าก็คือการที่เราสร้างเสน่ห์ ดึงดูดที่จะสามารถโน้มน้าวคนจากประเทศอื่นให้อยากดำเนินชีวิตแบบเรา อยากเป็นแบบเรา โดยไม่ใช้กำลังบีบบังคับ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาช่วยบริหารเสน่ห์เหล่านี้ครับ โดยตัวเอก ของเรื่องนี้ก็จะมี ๒ ส่วนครับ ๑. ก็คือภาคเอกชนและภาคประชาชน โดยรัฐบาลเป็นเพียงแค่ ผู้สนับสนุนในเรื่องของการเปิดทางให้ตัวเอกเหล่านี้ ก็คือประชาชนและเอกชนได้สามารถ บริหารเสน่ห์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ให้คนมารู้สึกหลงรัก หลงใหล สามารถที่จะสร้างรายได้ ให้กับตนนะครับ ซึ่งสิ่งที่ท่านได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องของ THACCA เป็นกลไกซึ่งต้องรอ กระบวนการของกฎหมาย เป็นหัวใจสำคัญของ Soft Power ในการที่จะรวบรวมเอาเสน่ห์เหล่านี้ ที่มีศักยภาพมาบริหารตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำ ผ่านนโยบายที่เรียกว่า OFOS หรือ ๑ ครอบครัว ๑ Soft Power ผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกทุกท่านว่ากระบวนการ ที่เราดำเนินการอยู่นี้ ขั้นตอนของกฎหมายควรที่จะเสร็จก่อนหน้าแล้วนะครับ แต่ติดขัด ที่สถานการณ์ทางการเมือง ผมเชื่อว่าในระยะเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก่อนสิ้นปีนี้ ก็คงจะมีการนำส่งเอาตัวร่างพระราชบัญญัติเรื่องของ Soft Power ร่างพระราชบัญญัติ วัฒนธรรมสร้างสรรค์เข้ามาสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แล้วก็คงได้ส่งให้กับท่านสมาชิก ทุกท่านเพื่อที่จะมาพิจารณาในรายละเอียดต่อไปนะครับ

ในส่วนต่อมาครับ ผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกในเรื่องของโครงการ Digital Wallet ครับ มีท่านสมาชิกสอบถามหลายท่านนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กรุณาให้การชี้แจงไปในเบื้องต้นบางส่วน ผมต้องเรียนผ่านท่านสมาชิกไปยังพี่น้องประชาชน ว่าขณะนี้โครงการเราค่อนข้างพร้อมในเรื่องของเม็ดเงินเองก็ตาม ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณ ทางสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ได้ให้ความเห็นชอบ ทั้งเรื่องของงบประมาณพระราชบัญญัติ เพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ทั้งในส่วนของงบประมาณในส่วนของงบประจำปี ๒๕๖๘ นะครับ เรามีเงินอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สำหรับการบริหารจัดการโครงการนี้ ซึ่งเป็นไปตามข่าว ในเฟส ๑ ก็คือกลุ่มประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางนะครับ กลุ่มเปราะบางจำกัดความอย่างไร แบ่งเป็น ๒ กลุ่มครับ ๑. คือกลุ่มคนพิการ ราว ๒.๑ ล้านคน กลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดในเรื่องของอายุ ไม่ได้จำกัดในเรื่องของรายได้ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการที่อายุเท่าไรก็ตาม ถ้าขึ้นทะเบียน กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีสิทธิ ๒. คือกลุ่มของ กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เงินจะไม่ได้ผ่านบัตรสวัสดิการนะครับ จะผ่านบัญชี กลุ่มนี้จริง ๆ แล้วมี ๑๓.๕ ล้านคน แต่เมื่อเราเอา ๒ กลุ่มนี้มารวมกัน ไม่ให้รายชื่อซ้ำ เราจะได้ประชากรทั้งสิ้น ๑๔.๕ ล้านคน ใช้เม็ดเงินซึ่งมีการเตรียมการเรียบร้อย ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ กลุ่มนี้จะได้รับเป็นเงินสด สาเหตุที่เปลี่ยนเป็นเงินสด ประเด็นแรกเลยต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ก็รับฟังความคิดเห็นครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาเอง ท่านสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรเอง ก็อยากให้มีการเร่งรัดในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเราก็มองเห็นครับว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะปัจจุบันทันด่วนนี้มีความจำเป็น เราก็ได้พิจารณาในการปรับเปลี่ยน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะได้รับเป็นเงินสดผ่านทางบัญชีนะครับ ต้องเรียนฝากข่าวไปยังพี่น้องประชาชนว่ากลุ่มที่เป็นกลุ่มของพี่น้องที่เป็นกลุ่มคนพิการ ๒.๑ ล้านคนนี้นะครับ ต้องกราบขอบคุณทางกระทรวง พม. ซึ่งได้มีการผูกบัญชีของพี่น้อง ประชาชนกลุ่มนี้ได้รับเงินในการช่วยเหลือในประเภทต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วทั้ง ๒.๑ ล้านคน ในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเปราะบางอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีทั้งสิ้นอย่างที่ผม ได้เรียน ๑๓.๕ ล้านคน เหลืออีกประมาณ ๑ ล้านคนเศษ ๆ ที่ยังไม่มีการผูกบัญชีเข้ากับ ระบบ PromptPay ซึ่งทางพี่น้องประชาชนจะทราบเองว่าท่านยังไม่เคยผูกบัญชีกับระบบ PromptPay ก็ขอให้เดินทางไปที่ธนาคาร หรือไปที่ตู้เอทีเอ็มก็จะสามารถดำเนินการผูกบัญชีได้ โดยไม่ยาก ก็จะสามารถดำเนินการโอนเงินให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งกำหนดกรอบวันที่ไว้ ช่วงวันที่ ๒๕-๓๐ กรกฎาคมนี้ ในขั้นตอนถัดไปผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ก็คงจะต้องมา บริหารจัดการกันในงบประมาณส่วนที่เหลือ ซึ่งท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้เรียนต่อท่านสมาชิกแล้ว อย่างแรกเลยนะครับ งบประมาณอันนี้คืองบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ เราก็ต้องมานั่งดูความสำคัญ อย่างแรกก็คือโครงการในเรื่องของการแจกเงิน ในเรื่องของ การเติมเงินจะเป็นในระบบของ Digital Wallet ยังคงมีทุกอย่างนะครับ ท่านสงสัยมา มี Blockchain ไหม มีครับ มี Wallet ไหม มีครับ มีกลไกในการที่จะดำเนินการในการมีข้อจำกัด เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นไหม ยังมีอยู่นะครับ เราก็ต้องเรียนด้วย ความเคารพ ระบบนี่พร้อมนะครับ ก็จะทำเสร็จได้ในไม่นานนะครับ แล้วหลังจากนั้น เราก็จะมาประกาศวันให้ชัดอีกทีหนึ่งว่าสุดท้ายจะเป็นวันไหนที่จะเริ่มโครงการ

ส่วนที่ ๒ งบประมาณในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ เราก็มองครับว่า วันนี้ก็มีข้อห่วงใยท่านสมาชิกก็พูดเองในที่ประชุมแห่งนี้ว่ามีความจำเป็นจะต้องปรับ เรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เรื่องของการ Upskill Reskill เรื่องของการดูในเรื่องของ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรม S Curve เป็นอุตสาหกรรมที่มันเป็น สมัยใหม่ ต่าง ๆ เหล่านี้เราดูแล้วก็เห็นถึงความจำเป็น เราจะมาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วก็มีความเหมาะสมต่อไปว่าเราจะดำเนินการอย่างไร โดยสุดท้ายแล้วนี้นะครับ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เงินก็จะถึงมือพี่น้องประชาชน ๑๐,๐๐๐ บาทจนครบได้ และเราก็จะ สามารถเดินหน้าได้ทั้งเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเบื้องต้นคือเดือนกันยายนนี้ ได้ทั้งเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจในระลอกถัด ๆ ไป และที่สำคัญที่สุด ก็คือได้ในเรื่องของ การสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับพี่น้องประชาชนให้มีความคุ้นชินนะครับ

สุดท้ายครับ ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่ามีการใช้ค่อนข้างเป็นวาทกรรม ผมก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ๑ ปีสูญเปล่า ๓ ปีเจ๊ากับเจ๊งนะครับ ฟังแล้วก็ค่อนข้าง ห่วงใยนะครับ แต่เข้าใจครับ มันเป็นเรื่องของการเมืองนะครับ ก็เป็นมุมมองที่แตกต่าง แต่อย่างไรก็ตามผมเรียนอย่างนี้นะครับ ประเด็นแรกเลย ๑ ปี มันไม่ได้สูญเปล่านะครับ ๑ ปีที่ผ่านมานี้เราซ่อมสร้างหลายอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซ่อมเรื่องของรายได้ ของเกษตรกร การซ่อมในเรื่องของการพักหนี้เกษตรกร ท่านลองไปถามพี่น้องเกษตรกร ที่ได้รับการพักหนี้ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา เรามีการซ่อมในเรื่องของระบบขนส่งสาธารณะ และเรื่องของ Mass Transit นี้นะครับ เราก็ได้มีโครงการนำร่องแล้วในรถไฟภายใน กรุงเทพมหานครบางสาย ว่า ๒๐ บาทตลอดสายมันเป็นไปได้ และมันสามารถประหยัด ให้กับพี่น้องประชาชนขนาดไหน สามารถที่จะทำให้เขาสามารถลืมตาอ้าปากได้ขนาดไหน เรามีในเรื่องของการลงทุนในการพัฒนาขีดความสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนถ่ายทอด เทคโนโลยีให้กับธุรกิจไทย ให้คนไทยได้พัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว สามารถก้าวเข้าไปแข่งขัน กับนานาชาติได้ เราซ่อมในเรื่องของความไม่สะดวกของระบบสาธารณสุข เราเดินหน้า โครงการเรื่องของ Telemedicine เราเดินหน้าในเรื่องของ ๓๐ บาทรักษาทุกที่ที่เปลี่ยนไป เรามีการซ่อมในเรื่องของการท่องเที่ยว ทั้งเรื่องของ Free Visa วันนี้รายได้จากการท่องเที่ยว ทำ New Hight ไปแล้วครับ ประเทศไทยไม่เคยสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้เท่ากับ ในขณะนี้มาก่อน เราซ่อมศักดิ์ศรีของประเทศไทยในเวทีโลก จากที่ประเทศไทยตกขอบ ไปเป็น ๑๐ ปี วันนี้เราสามารถที่จะมีผู้นำที่จะสามารถไปบอกกับต่างชาติได้ว่าประเทศไทย เราเปิดแล้วครับ เรา Open for Business เราเปิดสำหรับทุกคนที่จะเข้ามาค้า เข้ามาลงทุน เราซ่อมในเรื่องของความไม่เท่าเทียมด้วยเช่นกัน อย่างเช่น พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ก็ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในสมัยของรัฐบาล ๑ ปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน มีอีกหลายอย่าง ที่เราได้ทำมาครับ แต่อย่างไรก็ตาม ๓ ปีข้างหน้าไม่มีเจ๊ากับเจ๊งครับ ผมเข้าใจในความเป็นห่วง ของท่านสมาชิก แต่ ๓ ปีข้างหน้าจะเป็นปีแห่งความเจิดจรัส นโยบายที่อยู่ในมือของทุกท่าน เล่มนี้ละครับ ในนี้ละที่มันมีแต่เนื้อหาที่เป็นโครงการ เป็นเรื่องของ Vision เป็นวิสัยทัศน์ สำหรับอนาคตของประเทศไทย มี Megaproject ซ่อนอยู่ มีเรื่องของโครงการ Digital Wallet ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีในเรื่องของ Entertainment Complex ซึ่งจะสร้างเม็ดเงิน มีในเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของการต่างประเทศ ความมั่นคง ภารกิจต่าง ๆ ซึ่งซ่อนอยู่ใน หนังสือที่เป็นแนวนโยบายแห่งรัฐอันนี้ จะเป็นแนวทางที่พวกเราจะยึดถือ แล้วก็จะนำพา ประเทศต่อไปในอนาคต ด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐฉบับนี้ จะพาประเทศไทยให้ ๓ ปีข้างหน้า เป็น ๓ ปีที่เจิดจรัสให้ได้ครับ ขอบพระคุณครับ