สิทธิพล ชี้ปัญหาสินค้านำเข้า-ตัวแทนทุนต่างชาติ กระทบเศรษฐกิจไทย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล หารือปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาต่ำทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการใช้ตัวแทนถือหุ้นชาวไทยของนักลงทุนต่างชาติในหลายภาคธุรกิจที่ส่งผลให้เกิดการครอบงำเศรษฐกิจและการผูกขาดอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขช่องโหว่ในการกำกับดูแล ทั้งการตรวจสอบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน การควบคุมการนำเข้า การป้องกันการหลุดไหลของเม็ดเงินออกนอกประเทศ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยอย่างเร่งด่วน

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายในโอกาสที่รัฐบาล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในประเด็นที่ผู้ประกอบการกำลังประสบความเดือดร้อนรุนแรง นั่นคือประเด็นสินค้าต่างชาติราคาต่ำและการประกอบธุรกิจผ่าน Nominee ของชาวต่างชาติ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เป็นที่น่ายินดีครับ รัฐบาลใส่ใจในประเด็นนี้ บรรจุในคำแถลงนโยบาย ทั้งในส่วนของความท้าทายและนโยบาย เร่งด่วนที่จะดำเนินการทันที ดังที่ระบุในความท้าทายข้อ ๕ ว่า SMEs เผชิญการแข่งขันด้าน ราคาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ทำให้ต้องลดกำลังการผลิต ลดการจ้างงาน หรือปิดตัว ตลอดจนในนโยบายเร่งด่วนที่จะทำทันทีในข้อ ๒ รัฐบาลจะดูแลและส่งเสริมพร้อมกับ ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ของคู่แข่งทางการค้าต่างชาติ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ขอขีดเส้นใต้ชัด ๆ กับประโยคที่ว่า รัฐบาลของคุณแพทองธารจะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อไป ผมอยากเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าประเด็นที่กำลัง จะอภิปรายนี้ ผมไม่ได้โทษต่างชาติเลย แต่โทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเราเองว่าที่ผ่านมา ปล่อยปละละเลยอย่างไร เพราะผมเชื่อว่ารัฐบาลต่างชาติ เขาไม่ยินดีให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ หากแต่ในทางกลับกัน เขาพร้อมช่วยเราแก้ไขปัญหาด้วยซ้ำ เพราะการไม่แก้ปัญหามีแต่จะทำให้ ความสัมพันธ์ระหว่างคน ๒ ชาติได้รับผลกระทบ ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย นักลงทุนดี ๆ ไม่อยากมาลงทุน ดังนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะอภิปราย คือการอภิปรายนโยบายรัฐบาลล้วน ๆ เพื่อตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหานี้จริงหรือไม่ จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน อย่างไร และจะสำเร็จเมื่อใด ท่านประธานครับ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยมาก ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาลแทบไม่ได้ทำอะไร แถมพอจะทำก็ยัง กล้า ๆ กลัว ๆ ดังที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์เมื่อ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ ว่าไม่เน้นการตอบโต้ เพราะอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หวั่นกระทบการส่งออก ก็ต้องบอกว่าผู้ประกอบการเขาเอาที่ท่านให้สัมภาษณ์ไปคุยกันนะครับ เขาบอกว่า ปัดโธ่ เงอะงะมาเกือบปี พอจะทำอะไรทั้งทีนึกว่าจะมีความหวัง เห็นท่านให้สัมภาษณ์แบบนี้ ก็ใจแป้วนะครับ อย่างนี้ผู้ประกอบการไทยจะหวังพึ่งใครได้ และเพราะความปล่อยปละละเลย ที่ผ่านมา ทำให้ปีที่แล้วหรือปี ๒๕๖๖ ไทยขาดดุลจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ๑.๓ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี สิ่งนี้สะท้อนกับที่สภาอุตสาหกรรมมาให้ข้อมูลกับ คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเมินผลกระทบของสินค้าต่างชาติราคาต่ำ ว่ากระทบ มากถึง ๒๕ กลุ่มอุตสาหกรรม จาก ๔๖ กลุ่ม หรือเรียกว่าเกินครึ่ง เตรียมเจ๊ง โดยให้ข้อมูล ประกอบนะครับ ตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา โรงงานปิดตัวเฉลี่ยเดือนละ ๑๑๑ โรงต่อเดือน กำลังการผลิตในโรงงานหลายแห่งลดต่ำกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ จากที่เคยทำงาน ๓ กะ วันนี้เหลือกะเดียว ทั้งยังคาดการณ์นะครับ ถ้าปล่อยไว้ไม่ทำอะไร อุตสาหกรรมที่โดน ผลกระทบจะเพิ่มเป็น ๓๐ กลุ่ม เรียกว่า ๒ ใน ๓ ของอุตสาหกรรมประเทศไทยกำลังเตรียม โดนแน่ ๆ คำถามคือทั้งหมดนี้เกิดจากอะไร ที่ผ่านมาเราปล่อยปละละเลยที่ตรงไหน รัฐบาล คุณแพทองธารทราบหรือไม่ และเตรียมแก้ปัญหานี้อย่างไร ที่ผ่านมาผมสรุปสั้น ๆ นะครับ ทุนต่างชาติรุกคืบเศรษฐกิจไทยผ่าน ๓ องค์ประกอบ ๑. เราไปชวนเขามาเองครับ ชวนเขามาลงทุน หวังให้เข้ามาอุดหนุนผู้ประกอบการไทย แต่ที่ไหนได้เขามาขนมาทั้ง Supply Chain ตัวอย่างเช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน ในรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่รัฐบาลหวังว่าค่ายรถจะมาซื้อชิ้นส่วนในประเทศ แต่ปรากฏเขาไม่ซื้อ หรือซื้อน้อยมาก ๆ ๒. ปัญหาสินค้าราคาต่ำจากต่างชาติ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ซึ่งเป็นหัวเรื่องหลักที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ และ ๓. ปัญหาธุรกิจ Nominee หรือเรียกแบบทางการว่าทุนต่างชาติที่เป็นตัวแทนอำพราง ท่านประธานครับ ในมิติที่ ๑ จากนโยบายรัฐบาล ผมเชื่อว่าเดี๋ยวทางรัฐบาลคงลุกขึ้นชี้แจงว่าทาง BOI มีการจัดงานแล้ว จับคู่ธุรกิจแล้ว เพื่อช่วยสร้างคำสั่งซื้อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ สร้างยอด Order ๒๐,๐๐๐ ล้านนะครับ ก็ต้องเรียนท่านประธานว่าผมไปถามผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์นะครับว่า จริงไหม เขาก็บอกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านนี้มันมาจากการสำรวจเฉย ๆ หลังการจัดงาน เราไปถาม ค่ายรถว่าเขามีความสนใจจะซื้อชิ้นไหนไหม จากเจ้าไหน จำนวนเท่าไร ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ยอด ซื้อจริง และจนถึงปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ระบุว่ามูลค่าที่เกิดขึ้น จริงอยู่ที่เพียงหลักร้อยล้าน หรืออย่างมากไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้าน โดยมีเพียง ๒ ค่ายรถ EV ที่มีแนวโน้มใช้ Local Content หรือชิ้นส่วนภายในประเทศจริง ๆ แน่นอนครับ เพื่อนสมาชิก อาจสงสัย ไหนรัฐบาลกำหนดให้ต้องใช้ Local Content ทำไมยังบังคับไม่ได้ ก็ต้องอธิบายแบบนี้ จากเงื่อนไขรัฐบาลในปัจจุบัน ค่ายรถส่วนใหญ่ผลิตแค่แบตเตอรี่และเลือกชิ้นส่วน EV ๑ ชิ้น จากมอเตอร์ หรือ BMS หรือ CDU ก็เข้าเงื่อนไข ซึ่งแบตเตอรี่นี้ส่วนใหญ่ค่ายรถผลิตเอง ไม่ก็ให้บริษัทลูกเขาผลิต ส่วน BMS มันต้องทำอยู่แล้วเพราะมันอยู่ในแบตเตอรี่ และเมื่อเป็นเช่นนี้มันเลยไม่มีแรงจูงใจให้เขาไปซื้อชิ้นส่วนอื่น ๆ ภายในประเทศ

ถัดมาเป็นประเด็นสินค้าราคาต่ำจากต่างชาติ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มที่วันนี้ ขายทุกอย่าง สากกะเบือยันเรือรบนะครับ เป็นเรื่องที่พูดกันมากในช่วงปีที่ผ่านมา และเอาจริง ภาคเอกชนที่ติดตามเรื่องนี้เขาพูดมาแล้ว ๒-๓ ปี จากรูปนี้ต้องขอบคุณข้อมูลของแบงก์ชาติ คนไทยบริโภคสินค้าจีนมากขึ้นทุกประเภท แต่ที่เพิ่มมาก ๆ คือกลุ่มสินค้าที่ไม่เน้นส่งออก ที่เน้นผลิตเพื่อขายในประเทศ หรือที่ผมวงกรอบไว้คือสีแดง ๆ เรียกว่าคนที่ได้รับผลกระทบ มากที่สุดคือผู้ประกอบการรายเล็ก รายน้อย หรือ SMEs ที่เน้นขายสินค้าราคาต่ำ พึ่งตลาด ในประเทศ กลุ่มนี้โดนผลกระทบมากสุดในมุมของผู้ประกอบการ ในมุมผู้บริโภคความน่ากลัว ก็คือวันนี้สินค้าจำนวนมากมันกระทบความปลอดภัย เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง อาหารเสริม ร้ายแรงที่สุดวันนี้ ดังที่มีข่าวตรวจจับรถขนสินค้าจากต่างชาติ มีน้ำยาล้างไต สินค้าเหล่านี้ ถ้าเป็นของไทยต้องมี มอก. มี อย. เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่พออยู่ในแพลตฟอร์ม สินค้าจำนวนมากไม่มีเลย แถมขนเข้ามาอย่างเสรี ไม่ใช่แค่สินค้าผ่านออนไลน์เท่านั้น ที่กำลังก่อปัญหา สินค้าผ่านช่องทางออฟไลน์ก็ด้วยเช่นกัน เช่น เรื่องร้องเรียนที่มาถึง คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ผู้ประกอบการกำลังได้รับผลกระทบจากเหล็กคุณภาพต่ำ ถูกนำเข้าภายใต้พิกัดที่สามารถเลี่ยงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือ AD ส่งผลให้เกิด การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กระทบคุณภาพของสินค้าเกี่ยวเนื่องในประเทศ พูดอย่างนี้อาจงง ผมจะเล่าให้ฟัง ตัวอย่างเช่น Metal Sheet หลายบ้านเราใช้ Metal Sheet ใช่ไหมครับ Metal Sheet ผลิตจากเหล็ก ถ้าเหล็กที่นำมาผลิตมีคุณภาพ Metal Sheet ก็มีคุณภาพไปด้วย เป็นสนิมยาก ทนทาน อายุการใช้งานนาน เขาบอกให้ลองสังเกตครับ เดี๋ยวนี้ Metal Sheet คุณภาพด้อยลง ผุพังไวขึ้น ถามว่าเพราะอะไร เพราะเหล็กที่เอามาผลิตมันมีคุณภาพต่ำลง Metal Sheet ก็มีคุณภาพต่ำลงไปด้วย แน่นอนประชาชนในฐานะผู้บริโภคไม่มีทางรู้เลยครับ คุณภาพเป็นอย่างไร ตัดสินใจที่อะไรครับ ราคา ราคาถูกกว่านิดหน่อย แต่คุณภาพ อาจจะแย่กว่ามาก ๆ ทั้งหมดนี้จึงกระทบทั้งผู้ประกอบการเหล็ก ผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพสินค้า ส่งผลต่อประโยชน์ของประชาชน ทั้งหมดนี้ที่ผมพูดมาให้ฟัง เพื่อสะท้อนว่าปัญหาสินค้าจากต่างชาติราคาต่ำ ทั้งผ่านออนไลน์และออฟไลน์ส่งผลลึกซึ้ง ต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตคนไทย และที่สำคัญที่พูดมา เงินมันไหลออกไปต่างประเทศทั้งหมด

มิติที่ ๓ เรื่อง Nominee ปัจจุบันปัญหา Nominee เกิดขึ้นในทุกธุรกิจทุกพื้นที่ เหมือนที่เราเห็นข่าวทุกวัน ไล่ตั้งแต่ร้านอาหาร ท่องเที่ยว เกษตร ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ สถาบันการศึกษา ผับ บาร์ ครอบคลุมตั้งแต่เหนือ กลาง ใต้ ตะวันออก ตะวันตก กรุงเทพมหานคร ตอนนี้น่าคิดนะครับ เหลือธุรกิจอะไรที่ยังไม่มี Nominee มาทำบ้าง ถ้ามี อาจมีแต่ธุรกิจที่ได้สัมปทานจากรัฐ เหล้า เบียร์ โรงไฟฟ้า ห้างปลอดภาษีหรือเปล่าที่วันนี้ ยังรอดจาก Nominee แต่ธุรกิจรายเล็ก รายน้อย ของลูกชาวบ้าน โดน Nominee กินเรียบ ประชาชนของพวกเราทั้งนั้น ที่อยากยกตัวอย่างให้เห็นความรุนแรง เช่น ในภาคเกษตร ที่วันนี้ Nominee รุกไปในหลายสินค้า อาจเพราะบ้านเราดินดี อากาศดี ผลไม้มีคุณภาพ เขาเลียนแบบยาก เขาก็เลยมาปลูก มารับซื้อในบ้านเราเลย เช่น ลำไย วันนี้ลำพูนมีล้งลำไย ๕ เจ้า ชาวบ้านบอกเป็นของทุนต่างชาติ ซึ่งคาดว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด ปีหนึ่งลำพูน ผลิตลำไย ๒๐๐,๐๐๐ ตัน มากที่สุด ๔๐๐,๐๐๐ ตัน คิดง่าย ๆ ถ้าเขารวมกันกดราคา เอาแค่กิโลกรัมละบาทเดียว จะทำให้รายได้เกษตรกรลำไยในลำพูนหายไปแล้วปีละ ๔๐๐ ล้านบาท นี่คือความเสี่ยงระยะยาว หรือตอนนี้ที่เราเห็นข่าวชาวต่างชาติกว้านซื้อที่ดิน จำนวนมากไปปลูกเองแล้วครับ

อีกกรณีคือธุรกิจขนส่ง สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ยื่นข้อร้องเรียนถึงคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจว่า ปัจจุบันมีรถบรรทุกจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเข้ามาวิ่งในไทยร่วม ๑๐,๐๐๐ คัน รถเหล่านี้ขนสินค้าที่สั่งผ่านแพลตฟอร์ม วันหนึ่งเข้ามาในประเทศหลายแสนชิ้น ไม่มีมาตรฐาน ราคาต่ำ ทำลายผู้ประกอบการไทย โดยวิธีการคือต่างชาติมาซื้อหัวบริษัทไทย ไม่ก็ตั้งบริษัทเอง โดยหา Nominee มาถือทั้งหมด เพื่อให้ได้ใบอนุญาตขนส่งถูกกฎหมาย

สุดท้ายยังมีเรื่องร้องเรียนว่าวันนี้เราเสียเปรียบที่รถจากลาว ซึ่งมาจากจีน วิ่งมาไทยได้ แต่รถจากไทยข้ามไปลาวไม่ได้ ทั้งหมดนี้ผู้ประกอบการประเมินว่าหากรัฐบาล ยังไม่ทำอะไรภายใน ๕ ปี ระบบขนส่งของไทยจะโดนครอบครอง หรือครอบงำ โดยรถ และทุนต่างชาติที่โดนกระทบแล้ว ตอนนี้คาดการณ์ว่าประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของกิจการ ที่ปิดตัวไปแล้ว หรือกำลังจะปิดตัว ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกที่เคารพ การผูกขาด ในธุรกิจขนส่งของ Nominee ต่างชาติเสี่ยงก่อผลกระทบร้ายแรงระยะยาวในการรุกคืบ ธุรกิจไทย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น ตอนเริ่มต้นเข้ามาเขาอาจแค่ซื้อผลไม้นะครับ ต่อมาเขาขยายไปทำล้ง ทำล้งเสร็จ ทำส่งออกเอง ส่งออกเสร็จ ซื้อรถมาวิ่งเองเลยดีกว่า พอมีรถแล้วทำอย่างไร ทำขนส่งด้วย สุดท้ายคิดไปคิดมาย้อนไปซื้อที่ดินทำสวนเลยดีกว่า เรียกว่ากินเรียบตั้งแต่หัวยันหาง ท่านประธานลองคิดดูนะครับ ถ้าวันหนึ่งเขาฮั้วกัน ล้งฮั้วกำหนดราคารับซื้อสินค้าเกษตร ขนส่งฮั้วกันกำหนดอัตราค่าขนส่ง จะอันตราย ต่อเศรษฐกิจไทยและผู้ประกอบการไทยขนาดไหน ทั้งหมดนี้สุดท้ายประเทศเราจะกลายเป็น ท่องเที่ยวศูนย์เหรียญ ขนส่งศูนย์เหรียญ เกษตรศูนย์เหรียญ อะไร ๆ ก็ศูนย์เหรียญไปหมด สุดท้ายกระทบอะไรครับ กระทบการจ้างงานของพี่น้องคนไทย ประเมินคร่าว ๆ เอาแค่ เรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ มีความเป็นไปได้ว่าจะกระทบแรงงานที่เกี่ยวข้องกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์

ในประเด็นสินค้าจากต่างชาติราคาต่ำ สภาอุตสาหกรรมประเมินว่าตั้งแต่ต้นปี กิจการที่เจ๊ง ๆ ไป มีแรงงานตกงานแล้วประมาณ ๑๘,๐๐๐ คน ในส่วนผลกระทบของ Nominee ไม่ต้องอธิบายมาก เห็นข่าวทุกวัน ธุรกิจเหล่านี้จ้างคนของชาติเขาเอง ทั้งร้านอาหาร กิจการท่องเที่ยว สุดท้ายหนีไม่พ้นแย่งงานคนไทย นี่คือภาพที่คุ้นตาอยู่แล้ว แต่วันนี้มากไปกว่านั้นนะครับ ถ้าเราลองไปดูในพื้นที่เขตอีอีซี หลายโรงงานจ้างคนต่างชาติ เข้ามาทำงานในสายการผลิตแล้ว หลายครั้งด้วยเหตุผลเป็นทักษะเฉพาะ เพราะเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นภาษาต่างชาติ ซึ่งถ้าเอาแค่นี้ผมเรียนตามตรงสุดท้ายจ้างต่างชาติหมด เพราะพอไปดูคู่มือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นภาษาต่างชาติทั้งสิ้น นี่ยังไม่นับจ้างไปยันแม่บ้าน หรือ รปภ. ปัจจุบันคาดว่ามีแรงงานต่างชาติ เช่น แรงงานจีนกว่า ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ คน ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งถ้าไปดูตัวเลขของทางการจะพบว่าต่างกันมาก อย่างเช่น ผมไปดูข้อมูลจากสำนักงานแรงงานจังหวัดระยองจะเจอแค่ ๒,๗๐๐ คน ท่านประธานครับ ที่พูดมาร้ายแรงพอหรือยัง ยังไม่หมดครับ สถานการณ์ทั้งหมดที่พูดไป กำลังหนักขึ้นจาก ๕ ปัจจัยเหล่านี้ที่รัฐบาลปล่อยปละละเลย ๑. Application รับชำระเงิน ต่างชาติ ตอนนี้รัฐบาลทราบหรือไม่ ถ้าไปดูร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง QR Code ที่ให้ Scan Scan ปุ๊บเงินมันไหลไปบัญชีธนาคารในต่างประเทศเลย เรียกว่าที่นักท่องเที่ยว มาประเทศไทยเยอะ ๆ ที่เราภูมิใจนักหนา รัฐบาลต้องไปดูว่าวันนี้เงินมันอยู่ในประเทศเราแค่ไหน หรือขนส่งจากต่างชาติ ปัจจุบันมีขนส่งผิดกฎหมายทั้งที่มีใบอนุญาตจากกรมการขนส่ง หรือ Nominee ขนสินค้าราคาต่ำ คุณภาพไม่ได้มาตรฐานเข้ามาบ้านเราง่ายมาก ในภาพ คือโฆษณาอัตราค่าบริการ ที่น่าสนใจคือมันมี Rate ทั่วไปช่องซ้ายสุด ช่องกลาง Rate ของต้องมี อย. มอก. อีกราคาหนึ่งแพงขึ้นมาหน่อย รวมถึงช่องขวาสุด Rate พิเศษ คือของ ที่มีปัญหาเรื่องเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เขาโฆษณาเลยว่าใช้เวลาส่งไม่เกิน ๗ วัน ถัดมาครับ การใช้ Visa ผิดประเภท ปัจจุบันมีแรงงานจำนวนมากใช้ Free Visa ใช้ Visa นักเรียน นักศึกษาไปทำงานเหมือนอย่างที่เราเห็นข่าวเยอะแยะไปหมด ในการตรวจจับ พบการใช้ Visa ผิดประเภท ปัจจัยถัดมาที่สำคัญมาก ๆ คือ ปัจจัยเรื่องสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ ท่านทราบหรือไม่ครับ ปัจจุบันพบว่าสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความคือตัวดี หรือตัวการสำคัญในการจัดตั้งธุรกิจ Nominee ปีที่แล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจพบ ๒ สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานทนายความช่วยจัดตั้งบริษัท มากกว่า ๒๐๐ บริษัท จากรูปที่ผมนำมาแสดงคือโฆษณารับจดทะเบียนบริษัทในไทย นอกจากบอกรายการเอกสารที่ต้องใช้ ผมยังชอบนะครับ ที่มีคำแนะนำตรงวงสีแดง ๆ ที่ผมวงไว้ เขาแนะนำว่าเพื่อให้ถูกกฎหมาย คุณไปหามาเลยนะกรรมการคนไทย ๒ คน ให้คนหนึ่งถือ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ อีกคนถือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนคุณที่เป็นคนต่างชาติถือ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ทำอย่างนี้จะได้ถูกกฎหมาย คือรวมกันแล้วคนไทยถือ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนต่างชาติถือ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แต่คุณซึ่งเป็นคนต่างชาติยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด แนะนำดีจริง ๆ One Stop Service ถัดมาครับ Super Application คล้าย ๆ อย่างที่เรา ชอบฟังว่ามี Super Application ตอนนี้เรามี Super Application ต่างชาติ สั่งอาหาร ของใช้ มีบริการ Delivery จ่ายเงินเสร็จสรรพใน Application เดียว โอนเงินไปต่างประเทศ เรียบร้อย บางทีคนส่งของเป็นคนต่างชาติด้วยซ้ำ ในเขตพื้นที่ สส. ของผม ภูเก็ตชัดเจน Application เหล่านี้กำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่าระบบนิเวศใหม่ อำนวยความสะดวกให้คนต่างชาติ กิน Shop ใช้ เสร็จใน Application เดียว ซื้อของกิน ของใช้ ในกลุ่มผู้ประกอบการเครือข่าย ตัวเอง ทั้งหมดนี้คือการปล่อยปละละเลยของรัฐที่ผ่านมา ทั้งจากความไม่รู้ ความไม่เอาใจใส่ รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชัน จนทำให้ปัจจัยเหล่านี้หนักหนาขึ้น ซ้ำเติมปัญหาสินค้าราคาถูก และ Nominee จากสถานการณ์ทั้งหมดนะครับ ไม่ต้องแปลกใจทำไมเศรษฐกิจไทยถึงไม่ดี เพราะเงินมันไหลออกจากประเทศไทยไปต่างชาติทั้งหมด ผู้ประกอบการไทยแข่งยาก แข่งไม่ได้ ต้องปิดตัว ผู้บริโภคไทยเสี่ยงอันตรายจากสินค้าคุณภาพต่ำ แรงงานไทยถูกแย่งงาน ในระยะยาว เมื่อผู้ประกอบการไทยตายไปหมดแล้ว โครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศ ก็ถูกผูกขาดจากธุรกิจต่างชาติแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ขึ้นค่าธรรมเนียมได้ไม่จำกัด กรณีเป็นคนขาย เขาก็เป็นเจ้าตลาดกำหนดราคาได้ ถ้าเขาเป็นคนซื้อ เขาก็ผูกขาด กำหนด ราคารับซื้อได้ สุดท้ายยังสร้างความแตกแยกระหว่างคน ๒ ชาติ เป็นแหล่งอาชญากรรม เป็นแหล่งเงินทุนผิดกฎหมาย เป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน เราอยากเห็นอย่างนี้หรือรอจน สถานการณ์แย่และรุนแรง ขณะนี้ผ่านไป ๑ ปี รัฐบาลก็รู้ตัวออกมาตรการมา ๕ ข้อ ๖๓ แผนปฏิบัติการตามมติคณะรัฐมนตรี ๓ กันยายน ๒๕๖๗ มาตรการ ๕ ข้อนี้สมควรถูก อภิปรายในการแถลงนโยบายวันนี้ เนื่องจากล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านใหม่ ก็ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องของสินค้าจีน ซึ่งทะลักเข้ามาในไทยมาก ต้องดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ตอนนี้มีหลายมาตรการออกมาต้องดูว่าสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ต้องออกมาตรการเพิ่ม และจะออกมาตรการอย่างไร เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี จาก ๕ มาตรการ ดังกล่าว อ่านผ่าน ๆ ดีทุกข้อ แต่ผมไปศึกษามาให้แล้ว สรุปคำถามมาให้ท่าน ๕ ข้อ ที่ท่านต้องตอบให้ได้ ท่านถึงจะแก้ปัญหานี้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นที่ท่านบอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่จะทำทันที ไม่มีวันสำเร็จครับ

คำถามแรก เรื่องการตรวจจับสินค้าไม่มีมาตรฐาน หรือ มอก. ปีที่แล้วทั้งปี ปี ๒๕๖๖ สมอ. ดำเนินคดียึดอายัดสินค้าได้เท่าไรท่านทราบไหมครับ ๒๐๐ ล้านบาท เคยเอาตัวเลขนี้ให้ภาคเอกชนดู เขาส่ายหน้าเลยนะครับ เขาส่ายหน้าเพราะอะไร เพราะตลาด e-Commerce มูลค่าปีหนึ่งเป็นแสนล้านบาท แต่ตรวจอายัดได้ปีละ ๒๐๐ ล้านบาท มันน้อยมาก ดังนั้นที่ท่านบอกให้ตรวจเพิ่ม ต่อให้ตรวจเพิ่ม อายัดเพิ่ม ๑ เท่า หรือ ๒ เท่า เป็น ๔๐๐ ล้านบาท หรือ ๖๐๐ ล้านบาท มันก็นับว่าน้อยอยู่ดี ถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะว่า ปัจจุบันทั้ง สมอ. มี มอก. บังคับ มอก. ก็บังคับคืออะไร คือ มอก. ที่ราชการสามารถ ไปยึดอายัดดำเนินคดีได้เพียง ๑๔๔ มาตรฐาน ท่านก็ไปสั่งเขาอีก บอกให้เร่งเพิ่มให้มากที่สุด คำถามคือทำอย่างไรครับ ในเมื่อ สมอ. ก่อตั้งมาตั้งหลายปีเพิ่งมี ๑๔๔ มาตรฐาน วันนี้ ท่านไปบอกให้เขาเร่งเพิ่ม คำถามคือมันจะเพิ่มทันกับปัญหาหรือไม่ นอกจากนี้ สมอ. ยังชี้แจง ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจอีกว่าเขาไม่มีอำนาจดำเนินการกับผู้สั่งซื้อสินค้าตรง จากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ท่านจะทำอย่างไร หรือประเด็นที่ท่านให้กรมศุลกากรเพิ่มอัตรา การเปิดตู้สินค้า คำถามคือเพิ่มเท่าไร เพราะศุลกากรก็พูดมาตลอดปัจจุบันสุ่มตรวจที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้นเป้าหมายที่บอกให้เปิดเพิ่มนี้ เปิดเพิ่มเท่าไร แล้วมันจะแก้ปัญหาได้จริงไหม และยังมีเรื่องภาษีเหมา ที่วันนี้ภาษีเหมาทำให้ ไม่ต้องเปิดตู้สินค้า ท่านจะแก้เรื่องนี้อย่างไร

อีกประเด็นคือเรื่องคลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเก็บสินค้า เพื่อส่งออกโดยไม่ต้องเสียภาษี ปัจจุบันเอกชนแจ้งว่ามีความเสี่ยงที่สินค้าเหล่านี้ถูกลักลอบ เอาออกมาขายในประเทศโดยไม่จ่ายภาษีด้วย ท่านจะแก้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีตัวอย่าง เรื่องการเปิดตรวจตู้ผลไม้แช่แข็งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเปิดตู้พร้อมกรมศุลกากร เพื่อน สส. ของผมในนามคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ไปตรวจเยี่ยมด่านท่าเรือแหลมฉบัง ก็เจอความโบ๊ะบ๊ะ พบว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เซ็นไว้ก่อนแล้ว ก่อนตัดหมุดเปิดตู้เสียอีก ช่องว่างเหล่านี้ละครับ คือรายละเอียดที่แฝงอยู่ ในมาตรการที่ท่านต้องตอบให้ได้ ถ้าไม่ได้ ท่านไม่มีวันสกัดสินค้าคุณภาพต่ำสำเร็จ

คำถามถัดมา เรื่องเกี่ยวกับปัญหา Nominee ท่านประธานครับ จากที่เราคุยกัน ถึงเรื่องปัญหา Nominee ว่าแพร่หลายขนาดไหน ข่าวออกทุกวันท่านทราบไหม ปี ๒๕๖๖ ทั้งปี เราจับได้กี่ราย ปี ๒๕๖๖ ทั้งปี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจพบพฤติกรรมที่เข้าข่าย เป็น Nominee ๘ ราย อะไรมันจะน้อยขนาดนั้น แล้วใน ๘ ราย ส่ง DSI สืบสวนขยายผล กี่รายท่านทราบไหมครับ ๒ ราย เป็นสำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อ เป็นผู้ถือครองหุ้นถึง ๒๖๗ บริษัท นี่แค่ ๒ รายนะครับ ถือครองหุ้นไป ๒๖๗ บริษัท คำถาม คือเป็นไปได้อย่างไร เราเห็น Nominee ทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนี้ แต่จับได้ ๒ ราย ผมก็พยายามสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขาก็ชี้แจงพบช่องโหว่มากมาย กรมแจ้งว่า ส่งหนังสือขอเอกสารงบการเงินไป ๔๐๐ บริษัทเพื่อตรวจสอบ แต่มีแค่ ๒๐๐ บริษัทส่งกลับมา ผมถามที่ไม่ส่งทำอย่างไร เขาบอกที่ไม่ส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ทำได้เพียงโทษปรับหลักพัน ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท แล้วก็บันทึกในหนังสือรับรองบริษัทว่าบริษัทนี้ไม่ส่งงบการเงินมาให้ โอ้ จิ๊บจ๊อยมากนะครับโทษแบบนี้ เขาเลยไม่กลัว และเมื่อส่งเรื่องไปหน่วยงานอื่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ไม่มีอำนาจไปติดตาม เช่น เมื่อสักครู่เราว่าเจอพฤติกรรมเข้าข่าย Nominee ๘ ราย ส่งไป DSI ๒ ราย ถามอีก ๖ รายไปไหน เขาบอกส่งให้ตำรวจท้องที่สืบต่อ พอถามว่าแล้วผลเป็นอย่างไร เขาบอกตอบไม่ได้แล้ว เพราะเกินอำนาจของกรมพัฒนา ธุรกิจการค้าไปแล้ว และสุดท้ายแน่นอนครับหงายไพ่ บอกด้วยความจำกัดของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องเห็นใจจริง ๆ นะครับ เขาบอกทั้งกรมมีผู้ที่ดูแลเรื่องนี้ ๖ คน ฟังแล้วน่าเศร้าใจไหมครับ จากที่ผมไล่เรียงปัญหาให้ฟังทั้งหมดนะครับ สรุปปัญหาของ Nominee ในการจับตรวจสอบต่าง ๆ สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือตรวจน้อย โทษเบา คืบหน้าช้า คนทำผิดจึงลอยนวล ส่งผลให้ไม่เกิดความเกรงกลัว และเมื่อคนไม่กลัว ทุนเทาไม่กลัว ก็จึงทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ใครอยากทำก็ทำ ประเทศไหนไม่สะดวก ประเทศนี้ สะดวก อยากเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า วันนี้ในความรู้สึกของคนไทย จำนวนมาก เขากำลังเปรียบเทียบกับการทำงานของสรรพากร ที่คนไทยรู้สึกทำงานดีมาก เวลาตรวจสอบภาษีกิจการคนไทยเก่งมาก ไวมาก รู้หมด ขายของกี่ชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อย นับชามก๋วยเตี๋ยว นับไม้หมูสะเต๊ะ คนทำห้องเช่า ไปวัดจากค่าน้ำ ค่าไฟ เทียบรายได้ ขายของออนไลน์ก็ไปรู้ว่าเขาขายได้เท่าไร แต่พอมาเทียบกับกรณี Nominee ที่คนต่างชาติ ทำผิดกฎหมายในบ้านของเราเอง ทำไมถึงช้านัก ประสิทธิภาพถึงต่างกันมากขนาดนี้

คำถามที่ ๓ ในการกำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้งประเด็นให้มีสำนักงานในไทย และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหากขายสินค้า กรณีกำกับแพลตฟอร์มให้มีสำนักงานในไทยนี้ ก็ไม่ทราบว่ากฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ดิจิทัลถึงไหนแล้ว และจะเสร็จเมื่อไร เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับมักอ้างว่ารอกฎหมายนี้ ขณะเดียวกัน ETDA สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เคยชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจว่า เคยเสนอเรื่องนี้แล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์บอกอาจขัดต่อข้อตกลงหรือมาตรฐานการค้า ระหว่างประเทศ ก็อยากได้คำตอบครับ สรุปขัดหรือไม่ขัด ทำได้จริง ๆ หรือเปล่า และถ้าแพลตฟอร์มละเลย ยังปล่อยให้มีสินค้าไม่มี อย. มอก. อยู่ สามารถลงโทษ เช่น ปิดแพลตฟอร์มได้หรือไม่ หรืออย่างเรื่องขายของต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คำถามคือ ถ้าเขาไม่จดจะทำอย่างไร เช่น ปัจจุบันเรามีภาษีที่เรียกว่า VAT on Electronics Service อยู่แล้ว ซึ่งภาคเอกชนคาดการณ์ว่าแพลตฟอร์มต่างชาติยังมาจดไม่ครบ และที่จดแล้ว มีแนวโน้มแจ้งรายได้ต่ำกว่าความจริง ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ต่ำกว่าความจริงหายไปกว่าครึ่ง จะทำอย่างไร

คำถามที่ ๔ ให้กรมการค้าต่างประเทศอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ในการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า ทั้ง AD AC SG ซึ่งก็เป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้า ระหว่างประเทศ คำถามคือจะทำอย่างไร แก้ไขได้จริงหรือไม่ ในช่วงต้นผมเล่าเรื่องร้องเรียน ที่มีต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ กรณีเหล็กที่พอเจือโบรอนเข้าไป ผู้นำเข้า ก็สามารถเลี่ยงไปใช้พิกัดที่ทำให้ไม่ต้องโดนภาษี AD ได้ สิ่งนี้สะท้อนว่าเอาเข้าจริง ผู้ผลิตต่างชาติ ผู้นำเข้าก็มีโอกาสหลบเลี่ยงมาตรการที่ท่านออกมา รัฐจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เอาแค่เรื่องเหล็ก เจือโบรอนนี้ท่านจะแก้อย่างไร ถามไปหน่วยงานไหน กรมการค้า ต่างประเทศ ศุลกากร สมอ. ทุกหน่วยตอบทำครบหมดแล้ว ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ ของตัวเอง นี่ขนาดผู้ประกอบการเขายอมลำบาก เขาช่วยเหลือตัวเองรวบรวมข้อมูลสู้ไม่ถอย ร้องไปทุกที่ วันนี้เขาก็ท้อแล้ว ผู้ประกอบการอื่นที่เขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจกฎหมาย ไม่สามารถ ดำเนินการด้วยตนเองได้ไม่ต้องพูดถึง นี่ครับข้อมูลที่เขารวบรวมมา และเขาส่งมาที่กรรมาธิการ ถ้าท่านจะช่วยให้คนมารับไปแก้ไขหน่อยก็ยินดียิ่งนะครับ

คำถามที่ ๕ คือท่านบอกท่านจะช่วยเหลือ SMEs ขยายการส่งออกผ่าน e-Commerce คำถามคือทำอะไร ต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร ซึ่งตามแผนนี้ สสว. ได้รับมอบหมาย ให้เป็นหน่วยบูรณาการแผนงาน และส่งเสริมพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ก็น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมา สสว. มีโครงการสร้างความพร้อมให้ SMEs ที่เน้นเรื่อง ความเป็นสากล หรือ Global จำนวนมาก แต่จากการประเมินพบว่าความคุ้มค่าต่ำกว่า งบประมาณที่ใช้หลายโครงการ คำถามคือแล้ว สสว. จะทำอะไรให้ดีกว่าเดิม หรืออย่างเรื่อง การขยายส่งออกสินค้าผ่าน e-Commerce ท่านจะทำอะไร เพราะที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ก็โฆษณามาตลอดว่าทำอยู่แล้ว หรือท่านทราบหรือไม่ ถ้าวันนี้ไปเปิดแพลตฟอร์ม Shopping ต่างชาติดู ท่านจะพบว่าท่านเจอสินค้าไทยจำนวนมาก แต่ไม่แน่ว่าเป็นของคนไทยหรือเปล่า ตัวอย่างครับ ยาดม คนต่างชาติชอบมาก วันนี้ถ้าไปดูบนเว็บไซต์ขายของต่างชาติจะเจอสิ่งนี้ ขายยาดมโป๊ยเซียนที่เรารู้จัก แต่พอซูมดูใกล้ ๆ กลายเป็นท่อเทพ ๘ เซียน ก็ไม่แน่ใจ ว่าส่งมาจากสวรรค์ชั้นไหน มีสินค้าเหล่านี้บนแพลตฟอร์มต่างชาติเต็มไปหมด กางเกงมวย Soft Power ที่รัฐบาลภูมิใจนักหนา สุดท้ายคนอยากซื้อไม่แน่ใจว่าเงินจะเข้ากระเป๋าใคร เอาแค่เรื่องพวกนี้ก่อน ยังไม่ต้องพูดถึงเอาสินค้าไปบุกว่าจะทำอย่างไร ทำอย่างไร ถึงจะปกป้องผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ เริ่มจากตรงนี้ ไม่อย่างนั้นผู้ประกอบการต่อให้เก่งแค่ไหน ทำของมาดีขนาดไหน รัฐบาลไปช่วย Promote ขนาดไหนสุดท้ายเงินไม่เข้าเราสักบาท หรือล่าสุดกรณีร้านเผ็ดมาร์คที่เพิ่งเป็นประเด็นไม่กี่วันนี้ ร้านเผ็ดมาร์คคือร้านอาหาร ที่ต่างชาติชื่นชอบ เจ้าของธุรกิจเพิ่งออกมา Post บอกว่าอะไร ร้านเขามีแค่ ๒ สาขา ในเมืองไทย ที่เห็นเหมือนเป๊ะ ๆ ในต่างประเทศ ตั้งแต่จานข้าวยันป้ายร้าน มันไม่ใช่ของเขา พูดแล้วเหมือนเรื่องตลกนะครับ แต่เศร้ามาก ท่านลองคิดถึงว่าถ้าท่านเป็นเจ้าของกิจการ เรื่องพวกนี้รัฐบาลควรรีบเข้าไปจัดการ ทั้งหมดคือ ๕ คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ เพื่อให้ ประชาชนมั่นใจว่ามาตรการที่ท่านออกมาเอาปัญหาอยู่จริง ๆ รวมถึง ๕ ปัจจัยสนับสนุน ที่ผมสรุปมาให้ทั้ง Application โอนเงินไปต่างชาติ ขนส่งผิดกฎหมาย ใช้ Visa ผิดประเภท สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานทนายความที่ให้การสนับสนุน Nominee และ Application เบ็ดเสร็จของธุรกิจต่างชาติ ท่านต้องไปตัดวงจรปัญหาให้ได้ สุดท้ายรัฐบาลต้องถอดบทเรียนครับ ในต่างประเทศหลายประเทศมีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการ ในสหรัฐอเมริกา ก็ออกมาตรการมา อินโดนีเซียก็ออกมาตรการออกมา เราควรพิจารณาแล้วว่าเราควรจัดการ เรื่องภาษี เพื่อป้องกันผู้ประกอบการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการของเราอย่างไร

คำถามสุดท้ายที่ประชาชนและภาคประชาชนฝากถามมานะครับ คือสิ่งที่ท่าน ระบุไว้ในคำแถลงนโยบายว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย คำถามคือกี่โมง

ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมด เพื่อชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้คือการปล่อยปละละเลยของรัฐบาลและหน่วยงานเราเอง จนทำให้ สถานการณ์รุนแรง เลวร้าย ผมยังเชื่อว่ารัฐบาลต่างชาติที่เกี่ยวข้องเขาพร้อมช่วยแก้ปัญหา เพื่อให้การค้าและเศรษฐกิจของทั้ง ๒ ประเทศเกิดประโยชน์ร่วมกันสูงสุด ดังนั้น ผมและพรรคประชาชนหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญเร่งแก้ปัญหาสินค้าต่างชาติราคาต่ำ และธุรกิจ Nominee ตลอดจนตอบข้อซักถามในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมตั้งไว้ ขอบคุณ ท่านประธานครับ