ชูชีพ เสนอยุทธศาสตร์เกษตรครบวงจร เน้นลดต้นทุน-เพิ่มมูลค่า

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

ชูชีพ เอื้อการณ์ หารือปัญหาความยากจนเรื้อรังของเกษตรกรที่เกิดจากต้นทุนการผลิตสูง ช่องว่างการตลาด และการขาดการบูรณาการของรัฐ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรและยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิต แปรรูป ไปจนถึงการตลาด โดยเน้นลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และการมีส่วนร่วมของเกษตรกร พร้อมเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนอย่างจริงจังและยั่งยืน

นายชูชีพ เอื้อการณ์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านครับ ผม ชูชีพ เอื้อการณ์ สมาชิกรัฐสภาครับ จากคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต่อรัฐสภา ขอแสดงความชื่นชมต่อการกำหนดนโยบายที่มีความครอบคลุมประเด็น สำคัญที่เป็นปัญหาของชาติที่หลากหลาย ครอบคลุมหลายด้าน โดยเฉพาะในส่วนของการ วางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นนโยบายเร่งด่วนนั้นถือเป็นแนวนโยบายที่ถูกทางที่คำนึงถึงเกษตรกร ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรมากถึง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดนะครับ มีเกษตรกร ณ ปี ๒๕๖๖ ถึง ๒๙.๖๙ ล้านคน หรือเป็น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดนะครับ แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมจาก ภาคการเกษตรน้อยมากครับ มีเพียง ๘.๕ ของจีดีพีของประเทศ หนี้สินภาคครัวเรือนเกษตร ปี ๒๕๖๖ ตกครัวเรือนละ ๒๔๓,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ต่อปี ถามว่าหนี้สินส่วนใหญ่ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของการซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่สูงนะครับ ปัญหาและอุปสรรคของภาคการเกษตรมีหลากหลายด้าน ทั้งด้านปัจจัยการผลิต ต้นทุน การผลิตที่สูง ไม่สอดคล้องกับราคาของผลผลิต ผลผลิตตกต่ำ คุณภาพไม่แน่นอน บางช่วงเวลาผลผลิตออกล้นตลาดไม่สามารถบริหารจัดการ Demand Supply ได้ บางช่วงเวลาเราถึงจะเห็นว่าบางทีเกษตรกรก็เอาผลไม้มาประท้วงกลางถนนในอดีตนะครับ ส่งให้ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำผันผวนตลอดเวลา เกษตรกรไม่มีความเชี่ยวชาญ ด้านช่องทางการจำหน่ายและการตลาดจึงผ่านกลไกพ่อค้าคนกลางที่เอารัดเอาเปรียบ หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลภาคการเกษตรไม่จัดสรรงบประมาณ ไม่จัดสรรงานแบบบูรณาการ แบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นด้านการผลิต การแปรรูป หรือช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่กลับทำด้านใดด้านหนึ่ง ปัญหาเกษตรกรถึงเกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถบริหาร จัดการ Demand Supply ที่เหมาะสมได้ ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ทางการเกษตรได้ ล่าสุดนะครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานมีโอกาสเดินทางไปจันทบุรี เราจะพบว่าที่ดินที่ทำสวนเกษตรถือครองโดยต่างชาติครับ แรงงานที่ทำในสวนเกษตรก็เป็น แรงงานต่างด้าว ปัจจัยการผลิตต่างด้าวที่มาถือครองก็นำเข้ามาเองนะครับ ผลผลิตที่ขายได้ ก็ผ่านล้งของคนต่างชาติโลจิสติกส์ก็ใช้โลจิสติกส์ของต่างชาติ แบบนี้เกษตรกรไทย จะอยู่ตรงไหนครับ ประเทศไทยจะได้อะไรครับ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ส่งให้เกษตรกรของไทย ติดกับดักของความยากจน จนกระจาย จนไปทุกหย่อมหญ้า จนหนัก จนนาน จนอย่างยั่งยืนครับ ท่านประธาน ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ตามนโยบายของรัฐบาลมีความมุ่งเน้นที่จะ ยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาให้เกษตรกรในหลากหลายมิติ เพื่อให้หลุดพ้นกับดัก ของความยากจนนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเพื่อให้เกิดการดำเนินงาน เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรหลุดพ้นจากภาวะเกษตรกรตามยถากรรม ต้องบอกว่าตามยถากรรมจริง ๆ ปล่อยตามมีตามเกิดนะครับ ให้เป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาล จัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ถามจะเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ รัฐบาลต้องบูรณาการทุกภาคส่วน อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ละกรมทำงานไม่บูรณาการกันนะครับ ต้องบูรณาการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม บูรณาการ กรมส่งเสริมการส่งออก เพื่อจะได้บริหาร Demand Supply ได้นะครับ ทั้งนี้การบริหารจัดการ ให้ครบวงจร บูรณาการแบบครบวงจรผ่านกลไกนิคมอุตสาหกรรม ต้องทำครบทุกภาคส่วน

ส่วนแรกคือด้านการผลิต ต้องส่งเสริมให้มีปัจจัยการผลิตที่ต้นทุนต่ำ อย่างเช่น ในโซนนิคมอุตสาหกรรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมให้มีการทำปุ๋ยอินทรีย์ ในพื้นที่ใน Zoning นั้น ๆ จะทำให้บริหารจัดการเรื่องคุณภาพ Demand Supply ได้ การจัดพื้นที่ส่งเสริมเกษตรที่โดดเด่น ตามด้วยการใช้อาร์แอนด์ดีนำ ว่าพื้นที่ไหนควรจะปลูกอะไร เช่น โซนสมุทรสงคราม นครปฐม สมุทรสาคร ถ้าปลูกมะพร้าว ปลูกส้มโอ หรือพืชแถบนั้น แล้วได้ผลผลิตดีควรทำเป็น Zoning รวมทั้งสร้างแปรรูป

ส่วนถัดไปครับ สนับสนุนการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลิตได้คุณภาพ ต้นทุนต่ำแล้วไม่พอครับ ต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม ต้องเชื่อมโยงผ่านการนิคมอุตสาหกรรมแปรรูป ถามว่านิคมอุตสาหกรรมโดยมีเกษตรกรเป็น Partner หรือหุ้นส่วนในรูปของสหกรณ์ เกษตรกรจะได้ผลตอบแทน ๒ ส่วน คือ ขายวัตถุดิบ พอเข้าสู่การแปรรูปหรือส่งเสริมต่อ หักค่าบริหารจัดการให้กับสหกรณ์หรือที่ทำหน้าที่การตลาดซึ่งเป็นจุดอ่อนของเกษตรกร ก็กลับไปสู่ในฐานะผู้ถือหุ้นครับ ที่สำคัญสุดท้ายส่งเสริมให้เกิดเรื่องของช่องทางการตลาด และจัดจำหน่ายด้วยการเอามืออาชีพมาทำ เพราะเกษตรกรบ้านเราไม่มืออาชีพเรื่อง ช่องทางการจัดจำหน่ายและตลาดนะครับ รัฐต้องส่งเสริม เพราะรัฐมีเครื่องมือกลไก ไม่ว่ากรมส่งเสริมการส่งออก ทูตพาณิชย์ ทำ G to G ให้เกิดการสร้างแบรนด์ขึ้นอย่างถาวร รัฐบาลในอดีตเคยสร้างให้เกษตรกร มีราคาข้าว ๑๓,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ยาง ๙๐ บาทต่อกิโลกรัม แต่ไม่ได้เกิดความยั่งยืน ต่อแต่นี้ไปผมคิดว่ารัฐบาลควรเอาจริงเอาจังกับเรื่องดูแลเกษตรกร ซึ่งเป็นชนชั้นจำนวนมาก ของประเทศไทย ถ้าเราจะแก้ปัญหาให้หลุดพ้นจากกับดักความยากจน เกษตรกรเป็นสัดส่วน ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ควรจะได้รับการดูแลอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ขอบคุณครับท่านประธาน