ปิยรัฐ จงเทพ หารือปัญหาความไม่เชื่อมั่นในตำรวจจากผลสำรวจประชาชน โดยชี้ถึงปัญหาสะสมจากระบบแต่งตั้งที่คลุมเครือ ความล่าช้าในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจ โครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนทับซ้อนกัน รวมถึงปัญหาขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณในระดับปฏิบัติการ พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูประบบตำรวจอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการปรับบทบาทคณะกรรมการให้ชัดเจน ลดอิทธิพลทางการเมือง ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปฏิรูปการบริหารงานบุคคลด้วยการประเมินผลแบบรอบด้าน การโยกย้ายตามความสมัครใจ การส่งเสริมสายงานสอบสวนอย่างมืออาชีพ รวมถึงการปรับปรุงงบประมาณ ระบบการทำงาน และสวัสดิการให้เหมาะสม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและขวัญกำลังใจของตำรวจอย่างแท้จริง
ท่านประธานครับ ผมพยายาม พูดถึงในหน้าสื่อสารมวลชนเท่านั้นนะครับ ไม่ได้เอาข้อมูลอื่นมาประกอบ ขออนุญาตครับ ท่านประธาน อาจจะไม่ได้ถึงบุคคลภายนอกครับ จะเป็นแค่เพียงอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ที่จะพูดถึงหลังจากนี้ครับ มีประเด็นที่พูดถึงว่าเมื่อมีความเห็นของประชาชนออกมา ก็มีความเห็นของประชาชนสำรวจล่าสุดอีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ มีการถามถึงความเชื่อมั่นของวงการตำรวจของ NIDA Poll ครับ ว่ามีความเชื่อมั่นต่อตำรวจ หรือไม่ ปรากฏว่าประชาชนร้อยละ ๖๒.๑๔ บอกว่าไม่มีความเชื่อมั่นต่อตำรวจ ว่าตำรวจ จะทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำงานอย่างเต็มที่ ท่านครับ นี่คือเสียงสะท้อนจากพี่น้อง ประชาชนครับ ว่าเขาไม่เชื่อมั่น เขาไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม รวมถึงไม่เชื่อมั่น ต่อตำรวจในฐานะด่านหน้าของกระบวนการยุติธรรม นั่นกำลังสะท้อนว่าประชาชนมีคำถาม ต่อเรื่องนี้ ส่งผลกระทบไปถึงกระบวนการที่เราเรียกว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และนั่นนำมาซึ่งสิ่งท้าทายที่สุดของรัฐบาลครับว่า ท่านจะแก้ไขและจัดการปัญหานี้อย่างไร แต่ก็อย่างที่บอกครับ ปัญหานี้มันสะสมมาเป็นระยะเวลานาน และต้องยอมรับว่ามันเป็นผลพวง ของมรดกบาปยุค คสช. เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๒๖๐ นั้น ได้ระบุให้มี การปฏิรูปตำรวจและหลังจากนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมการมาปฏิรูปตำรวจและคลอดออกมา เป็น พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ปี ๒๕๖๕ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ปัญหาจึงเกิดขึ้นครับ ปัญหาเกิดขึ้น ที่ขั้นตอนการแต่งตั้ง ผบ.ตร. หรือกฎการแต่งตั้ง ผบ.ตร. นั้น เป็นประโยคหนึ่งที่เขียน ในมาตรา ๗๖ วรรคสอง ของ พ.ร.บ. ตำรวจ ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไปในกลุ่มหรือสายงานใด ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความสมัครใจ และความจำเป็นของทางราชการประกอบกัน นี่ก็เลย เป็นเหตุให้มีศรีธนญชัยไปตีความมาว่า คำว่า คำนึงถึง นั้น ไม่ได้หมายความว่าให้มีสัดส่วนใด มาก่อนหรือมาหลัง ไม่ได้หมายความว่าความอาวุโสจะต้องมาก่อน ไม่ได้หมายความว่าความรู้ ความสามารถต้องมาก่อน นั่นก็เลยทำให้โจทย์นี้กลับไปถาม ก.ตร. ที่มีนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานนะครับ นายกรัฐมนตรีอาจจะหยิบเอาความจำเป็นของทางราชการมาก่อนก็ได้ เพื่อมาแต่งตั้ง ผบ.ตร. ไม่มี KPI ชัดเจน ยิ่งเวลานี้นะครับ ยิ่งเป็นช่วงสุญญากาศในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. เพราะอะไรครับ เพราะเนื่องจากว่าคุณเศรษฐา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ไปออกกฎ ก.ตร. ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ปี ๒๕๖๗ เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ขอสไลด์ถัดไปเลยครับ นี่ครับ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๗ บอกว่าให้มีผลบังคับใช้หลังจาก ที่ประกาศไปแล้ว ๑๘๐ วัน นั่นหมายความว่าจะต้องนับจากวันที่ ๕ เมษายน ไป ๑๘๐ วัน ไปตกในช่วงต้นเดือนตุลาคมพอดีครับ นี่ครับ ที่วงไว้ ๕ เมษายนนะครับ ฉะนั้นแล้ว ๑๘๐ วัน ไปตกต้นเดือนตุลาคมถึงจะมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร. และตำรวจระดับชั้นถัดไป จนป่านนี้ เราก็เลยยังไม่เห็นหน้าตา ผบ.ตร. นะครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ผบ.ตร. นี้มีอำนาจ หน้าที่ขนาดไหนครับ เราไปดูกันครับว่าหน้าที่ของ ผบ.ตร. คืออะไร เป็นผู้บัญชาการตำรวจกว่า ๒๐๐,๐๐๐ นาย มีสถานีตำรวจเป็นด่านหน้าในการดูแลพี่น้องประชาชนกว่า ๑,๔๘๔ แห่ง ดูแลงบประมาณจัดการกว่า ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และที่สำคัญก็คือว่ามีอำนาจมาก ในการดูแลองค์กรที่มีตำรวจบังคับใช้กฎหมายกับประชาชน มีอำนาจสืบสวนสอบสวน ได้ทั่วราชอาณาจักร ให้คุณให้โทษกับประชาชนได้โดยตรง จึงไม่แปลกที่ใคร ๆ อยากจะมีพรรค มีพวกเป็นตำรวจนะครับ โดยเฉพาะเหล่าอาชญากร เมื่อหัวกระสับหางก็กระส่าย ระดับบน ทะเลาะกัน ระดับล่างก็ไม่เป็นอันทำงานทำการ ปัญหาก็เลยไม่จบไม่สิ้น ก็เพราะฝ่ายนโยบาย ไม่ได้แก้อย่างเป็นระบบ คนทำงานก็ขาดขวัญกำลังใจ แต่ขาดขวัญกำลังใจยังพอทนนะครับ แต่ขาดงบประมาณแล้วก็ขาดคนที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะตำแหน่งพนักงาน สอบสวนนี้ถือว่ามีความจำเป็นมากนะครับ มีความเป็นหัวใจของการทำงานของตำรวจ ปัจจุบันขาดแคลนคนที่มีความเข้าใจในด้านงานสอบสวน อีกทั้งความก้าวหน้าในหน้าที่ การงานของเขาก็น้อยมากครับ เมื่อเปรียบเทียบเราจะเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง ของ ๒ สถานีตำรวจครับ สถานีแรกครับ สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจ ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวง มีอัตรากำลังพลคืออัตราที่เขาตั้งไว้นะครับ ต้องมี ๔๒๕ นาย เพื่อปฏิบัติงานในสถานีตำรวจนี้ แต่ปัจจุบันท่านทราบไหมครับว่ามีกี่นาย มี ๒๒๖ นาย เท่านั้นครับ และท่านทราบไหมใน ๒๒๖ นายนี้มีตำรวจพนักงานสอบสวนอยู่แค่ ๑๕ นาย นั่นแปลว่า ๑๕ นายนี้ต้องดูแลสำนวนคดีต่าง ๆ เดือนหนึ่งหลายพันสำนวน โดยใช้คนแค่ ๑๕ คน นี่ยังไม่นับรวมถูกดึงตัวไปช่วยในส่วนอำนวยการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นติดตามนาย หรือมีแต่ชื่อแต่ตัวไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ก็มี ผมยกตัวอย่างอีกที่หนึ่งครับ สถานีตำรวจหนองมะโมง ในจังหวัดชัยนาท มีพื้นที่ต้องดูแลกว่า ๒๐๕ ตารางกิโลเมตร แต่มีตำรวจแค่ ๓๐ นาย ใน ๓๐ นายนี้มีพนักงานสอบสวนแค่ ๒ คน ๒ คนนี้จะต้องทำงานคนละ ๒๔ ชั่วโมง และผลัดกันทำงาน โดยที่ไม่มีสิทธิลา ขาดได้แม้แต่วันเดียว เพราะถ้าขาดไปก็จะไม่มี พนักงานสอบสวนทำงาน นี่ผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็นนะครับว่า นี่คือความเป็นไปของตำรวจเรา ในเวลานี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเงินเดือนนายสิบทุกวันนี้บรรจุใหม่รวมทุกอย่าง ให้เขาแล้วไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับท่านประธาน ๑๕,๐๐๐ บาท ท่านลองนึกถึงตำรวจ ที่เขาทำงานในเมืองหลวงแบบนี้ครับ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทางก็หมดแล้วครับ แล้วเราไปนึกถึงตำรวจที่อยู่ต่างจังหวัด ตำรวจภูธร แค่ขับรถต้องเติมน้ำมันเองนะครับ รถหลวง ตำรวจต้องเติมน้ำมันเองนะครับ แค่นี้ก็หมดแล้วครับ ไม่ต้องคิดค่าต้องเลี้ยงดู ครอบครัว แบบนี้เขาจะเอากำลังจิตกำลังใจที่ไหนมาดูแลประชาชน เขาจะเอาเวลาไหน มาดูแลประชาชน นอกเสียจากต้องไปหารายได้เสริม หารายได้เสริมแบบถูกกฎหมายก็ดีไป แต่เท่าที่ผมเห็นมันไม่ใช่แบบนั้นนะสิครับ ไม่เก็บส่วย ไม่รีดไถ หรือไม่ทุจริต ก็คงเป็น ผู้ประกอบการเอง ซึ่งแบบนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของเขาครับ นี่ละครับท่านประธาน ปัญหาอุปสรรคคือความท้าทาย ของ สตช. ที่รอคอย ผบ.ตร. ในฐานะผู้นำองค์กร รอคอยนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ตร. และประธาน ก.ต.ช. ที่จะเข้ามาปฏิรูปกระบวนการด้วยความจริงจังและจริงใจ นับจากนี้อีก ๓ ปีครับ เราทุกคนรอฟังอยู่ว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรต่อเรื่องนี้ แต่ ณ วันนี้ ผมยังไม่เห็นสัญญาณและยังไม่เห็นสัญญาใด ๆ จากรัฐบาล หรือหากรัฐบาลจะคิดไปทำไป เหมือนนโยบายเรือธงที่ทำอยู่ตอนนี้ อันนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงครับ ดังนั้นผมจึงมีข้อเสนอสั้น ๆ ฝากไปยังรัฐบาลผ่านท่านประธานนะครับ มีทั้งหมด ๔ ข้อด้วยกันครับ
ข้อที่ ๑ เรื่องโครงสร้างอำนาจระดับบนสุดใน สตช. ไม่ว่าจะเป็น ก.ต.ช. ไล่มา ก.ตร. ก.พ.ค.ตร. จนถึง ก.ร.ตร. เยอะมากเลยครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้ทำให้ มันชัดได้ไหมว่าอำนาจที่แท้จริงมันอยู่ตรงไหน ใครทำหน้าที่อะไรนะครับ แล้วก็มีคนพร้อม ทำงานจริง ๆ ท่านทราบไหมครับว่า ก.ต.ช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่มอบนโยบายตำรวจให้กับ ก.ตร. ซึ่ง ก.ตร. ก็เอานายกรัฐมนตรีไปนั่งเป็นประธานอีก เท่ากับว่านายกรัฐมนตรีมอบนโยบายให้นายกรัฐมนตรีไปทำงาน แบบนี้ก็มีครับ นี่ความไม่ชัดเจน แบบนี้จะมีไหมครับ จะแก้อย่างไร เอาให้ชัดครับ จะให้นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นระธาน ก.ต.ช. เพื่อมอบนโยบายอย่างเดียว ส่วน ก.ตร. ให้รองนายกรัฐมนตรีได้ไหม หรือจะตัดอำนาจ ทางการเมืองในส่วนนี้ไปเลยก็เอาให้ชัด เรื่องนี้ไม่ติดกันนะครับ เพราะ ก.ตร. มีอำนาจมาก มีอำนาจเนื่องจากว่าเป็นผู้ออกระเบียบ ออกกฎและแต่งตั้งตำรวจทุกระดับชั้น ปัจจุบัน กฎ ก.ตร. เรื่องการแต่งตั้งนายตำรวจยังไม่มีความชัดเจน มีความคลุมเครือเป็นอย่างมาก เรื่องกรอบการประเมินยังไม่ชัดเจน ถ้าขืนเป็นแบบนี้การทะเลาะเบาะแว้งกัน ความขัดแย้ง ก็จะยังมีอยู่ต่อไป
ข้อที่ ๒ ถึงเวลาที่เราต้องกระจายอำนาจอย่างจริง ๆ จัง ๆ ได้แล้วครับ โดยเริ่ม จากการโอนถ่ายภารกิจของตำรวจที่มีพันธกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ย้ายโอนไปให้เขาทำ หน้าที่ในหน่วยงานนั้นโดยตรงเถอะครับ แล้วก็หน่วยงานภายในของ สตช. เองก็ถึงเวลาได้ แล้วครับ ที่โอนไปให้หรือย้ายไปให้ส่วนจังหวัดหรือท้องถิ่นได้ดำเนินการ จะเรียกว่าเป็นตำรวจ พื้นที่ก็ได้เพื่อแบ่งเบาภาระของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ข้อที่ ๓ ด้านการบริหารงานบุคคล เสนอให้ปฏิรูปทั้งกระบวนเลยครับ คือการประเมินผลงานเพื่อเลื่อนตำแหน่ง ควรประเมินแบบรอบด้าน คือ ๓๖๐ องศา กำหนด ตัวชี้วัดให้ชัดเจน มีค่าถ่วงน้ำหนักและปัจจัยอย่างเหมาะสม ลดการใช้ดุลยพินิจและ เพิ่มปัจจัยความพึงพอใจของประชาชนเข้ามาเป็นตัวประเมินด้วย การโยกย้ายข้าราชการ ตำรวจข้ามสายงานนี้ก็ขอให้เป็นความสมัครใจและต้องเสริมสร้างแรงจูงใจ รวมถึงกำหนด กติกา กฎเกณฑ์ในการทดลองงานให้เขาก่อนได้ และเรื่องต่อไปก็คือการกำหนดโครงสร้าง สายงานสอบสวน เรื่องนี้สำคัญครับ ที่จะให้เขาสามารถเจริญเติบโตในสายงานสอบสวน ของเขาได้ถึงระดับบัญชาการได้ พนักงานสอบสวนควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจของงาน สอบสวนโดยเฉพาะ ไม่ใช่เอาสายงานอื่นมานั่งแบบปัจจุบันนี้ เพื่อขอแค่เลื่อนตำแหน่ง อย่างเดียวนะครับ และมาแต่ชื่อก็มีแต่ตัวไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แบบนี้ก็เยอะครับท่านประธาน ฉะนั้นงานด้านสืบสวนและสอบสวนถือเป็นเรื่องสำคัญ ควรปรับปรุงงบประมาณให้เพียงพอ ให้เขาทำงานได้ ปรับปรุงระบบการตรวจสอบแล้วก็ความสมบูรณ์ในการรวบรวมพยานหลักฐาน และทำบันทึกคดี โดยส่งเสริมให้นำหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ในการทำงานมากขึ้น
ข้อที่ ๔ ด้านสุดท้ายครับ ด้านสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจ เสนอให้มี การกำหนดเงินเดือน ค่าตอบแทน ให้เทียบเคียงอย่างน้อยกับข้าราชการพลเรือนนะครับ และควรมีการกำหนดค่าตอบแทนเพิ่มเติมเฉพาะด้านที่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามานะครับ ปรับปรุง การเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ให้รวดเร็วขึ้นและให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
สุดท้ายนี้ด้วยเวลาจำกัดครับประธาน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอของผม ที่ได้เสนอผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ข้อมูลทั้งหมด ผมสกัดจากประสบการณ์ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบราชการตำรวจครับ ดังนั้นแล้วถ้าหากรัฐบาลเอาจริงเอาจังต่อเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าท่านทำได้ทันทีภายใน ๑-๒ ปี เห็นผลแน่นอนและจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลครับ อย่างไรผมฝากผ่าน ท่านประธานสภาครับ ขอบคุณครับ