ศุภโชค ศรีสุขจร แสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พร้อมชื่นชมความสมดุลระหว่างรุ่นใหม่และผู้มีประสบการณ์ในทีมบริหาร ขณะเดียวกันก็หารือถึงความท้าทายของประเทศในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน อีกทั้งเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อรองรับการดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสวัสดิการให้สอดคล้องกับวิกฤติประชากร รวมถึงการขยายวันลาคลอดและส่งเสริมการมีบุตรเพื่อสนับสนุนครอบครัวอย่างยั่งยืน
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคชาติไทยพัฒนาครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ลำดับแรกผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นรัฐบาลชุดประวัติศาสตร์ นอกเหนือจากเราจะมี นายกรัฐมนตรีหญิง คนที่ ๒ ที่อายุน้อยที่สุดแล้ว เรายังมีคณะรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่ และยังมีรัฐมนตรีที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยในการบริหารงานของประเทศ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ซึ่งผมถือว่ารัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลที่มีความกลมกล่อมครับ เราได้แนวคิดการบริหารงานจากคนรุ่นใหม่ และยังมี ผู้มีประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่เข้ามาช่วยในการบริหารประเทศของเรา อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธาน สิ่งหนึ่งที่ประเทศของเรานั้นกำลังประสบอยู่ก็คือความท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ สภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบในทุกภูมิภาค ของประเทศ และในขณะเดียวกันครับ ประเทศของเรากำลังเข้าสู่วิกฤติประชากรที่กำลังแรงงาน กำลังน้อยลงเรื่อย ๆ ในส่วนของด้าน Geopolitics ความขัดแย้งสงครามทั่วทุกมุมโลก สงคราม เศรษฐกิจและการค้า กำลังกดดันทำให้เศรษฐกิจของประเทศเรานั้นชะลอตัวลง อัตรา ว่างงานที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นพลังงานเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภค บริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น และในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยก็มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้พี่น้องประชาชน หลาย ๆ กลุ่ม ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สินอีกต่อไปได้ นโยบายต่าง ๆ จากคำแถลง ของคณะรัฐมนตรีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ การส่งเสริม SMEs การลดค่าสาธารณูปโภค การปฏิรูปการจัดเก็บภาษี รวมไปถึงนโยบายอื่น ๆ ผมฟังแล้ว เป็นนโยบายที่ดีครับ และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนได้จริง แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกังวลมากกว่าการกลั่นกรองนโยบาย นั่นคือการทำนโยบาย ที่คิดขึ้นมาให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรม โดยมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน มีตัวชี้วัด ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพเป็นที่ประจักษ์ของพี่น้องประชาชน และนอกเหนือสิ่งอื่นใดครับ การวางแผนบริหารงานงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อที่จะจัดทำโครงการหรือทำนโยบาย ต่าง ๆ ควรที่จะคำนึงถึงสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันหนี้สาธารณะของเรานั้น เรียกว่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะสะสมมีจำนวนสูงถึง ๑๑.๙๒ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ๖๒.๒๓ ของจีดีพี กลับกันครับ ความสามารถในการชำระหนี้สินของประเทศเรานั้น กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม งบประมาณรายจ่ายประจำปีมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นงบประมาณรายจ่าย ประจำ สิ่งนี้คอยบีบรัดให้รัฐบาลของเรานั้นต้องดำเนินนโยบายขาดดุลทางการคลัง มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นแล้วรัฐบาลควรพิจารณาในการปรับโครงสร้างองค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ ใหม่อีกครั้ง การลดรายจ่ายเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยียุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI Machine Learning เข้ามาบูรณาการ ร่วมกับการทำงานของระบบราชการให้มากขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ ภาษีของภาครัฐ ความท้าทายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ในหน้าที่ ๑ ของคำแถลงนโยบายนั้น ประเทศของเราเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก นับทศวรรษ จนแสดงอาการออกมาอย่างในปัจจุบัน ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกที ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เราเติบโตได้น้อยกว่าศักยภาพความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพยานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศของเรามีปัญหาเชิงโครงสร้าง ค่าน้ำมันที่แพงขึ้นเพราะกำแพงภาษี ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นเพราะเราวางแผนการซื้อมากกว่า การใช้ SMEs กำลังล้มหายตายจากเพราะสินค้าที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น แล้วรัฐบาลควรที่จะมุ่งแก้ไขปัญหาและปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพราะประการนี้ปัญหาที่แท้จริง ถึงจะได้รับการแก้ไข ถ้าท้ายที่สุดเรายังใช้งบประมาณในการไถ่กลบปัญหาไปเรื่อย ๆ จะไม่มี วันไหนเลยที่อนาคตในประเทศของเรานั้นจะได้รับการพัฒนาจริง ๆ แต่ผมมีความเชื่อครับว่า ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร การรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วน อย่างเท่าเทียม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาจะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดนี้
ท่านประธานครับ หนึ่งในกระทรวงที่ผมคิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับประชาชน ทุกภาคส่วน ดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ก็คงจะไม่พ้นกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้กระทรวงนี้ครับ เราดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ ครอบครัวกว่า ๒๒ ล้านครัวเรือน ผู้พิการ กลุ่มเปราะบาง งานของกระทรวง พม. เรียกว่าดูแลทุกภาคส่วนจริง ๆ ครับ แต่ท่านประธานครับ การจัดทำ งบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ ที่จัดสรรให้กระทรวง พม. นั้นไม่เพียงพอในการทำงาน เชิงรุก เพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนไทยได้จริง ๆ งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ปีหนึ่งไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ซ้ำร้ายเมื่อเราเข้าไปดูรายละเอียดในงบประมาณรายหน่วยงาน ภายใต้การกำกับของกระทรวง พม. ยังถูกปรับลดงบดำเนินงานไปอีก โครงการเรือธงต่าง ๆ ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามที่ควร เงินที่ดูเหมือนว่าจะเยอะก็เป็นเบี้ยหัวแตก เป็นเงินผ่านทาง เป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอในการดำเนินงานครับ เพราะฉะนั้นแล้วกระทรวง พม. ควรได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณให้มากกว่านี้อีกครับ เพราะการที่ประเทศของเรานั้นจะเดินไปข้างหน้า คนทุกกลุ่มต้องได้รับการดูแลสนับสนุน อย่างเท่าเทียม โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ชาวไทยควรถูกจัดเป็นเป้าหมายหลักและเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดนี้ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เบี้ยสวัสดิการต่าง ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยเด็กแรกเกิด เดือนละ ๖๐๐ บาท หรือเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ รวมไปถึงสวัสดิการอื่น ๆ เป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติประชากรได้ โดยตรง การใช้งบประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ รายจ่ายทั้งหมดนั้น ในการทำสวัสดิการเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับ พี่น้องประชาชน และมีพี่น้องประชาชนอีกหลายกลุ่มที่ต้องพึ่งพิงสวัสดิการและเบี้ยเหล่านี้ ไม่น้อยครับ ภาครัฐควรปรับกลไกของสวัสดิการต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกับสภาพ ความเป็นจริง วิกฤติประชากรที่ประเทศของเรานั้นกำลังเผชิญอยู่ คนเกิดน้อย คนตายเยอะ ผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นแล้วคนวัยทำงานและเยาวชนจึงเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า กับประเทศของเรา ดังนั้นการมุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรบุคคล ประชาชนของประเทศเรานั้น ควรเป็นหมุดหมายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ครับ
อีก ๑ ประเด็นครับท่านประธานที่ผมคิดว่าสามารถบรรเทาวิกฤติประชากร ของประเทศเราได้นั้นคือเรื่องจำนวนวันลาคลอดนะครับ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหา วิกฤติประชากรเช่นกัน ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตและความสมดุลของครอบครัว หากเรา ดูจากข้อมูลจะเห็นว่าในหลายประเทศมีการกำหนดวันลาคลอดอยู่ที่ ๑๑๒ วัน แต่กลับกัน ประเทศไทยของเรานั้นสามารถลาคลอดได้เพียง ๙๘ วัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อพัฒนาการ ของเด็กแรกเกิด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจมีลูกนะครับ อาจจะไม่ใช่แค่เพียงวันลาคลอด อย่างเดียว อาจจะเป็นเรื่องสภาพเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา หรือความยากลำบาก ในการดูแลสมาชิกของครอบครัว ปัญหาเหล่านี้เป็นเหตุที่ทำให้การเพิ่มจำนวนวันลาคลอด หรือการพัฒนาระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่จำเป็น เป็นสิ่งที่สำคัญ จากข้อมูลครับ การขยาย วันลาคลอดและพัฒนาสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง เป็นหนึ่งในมาตรการที่สามารถช่วยบรรเทา ปัญหาวิกฤติประชากรที่ประเทศของเรานั้นกำลังประสบอยู่ได้
ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธาน ผมขอเป็นกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๑ ของประเทศไทย และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ในการปฏิบัติหน้าที่ และผมมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่า รัฐบาลชุดนี้สามารถนำพา ประเทศไทยของเรานั้นก้าวไปข้างหน้า ฝ่าฟันวิกฤติต่าง ๆ ทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยกล่าวไว้ครับ ขอบคุณครับ