จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตั้งข้อซักถามถึงนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและกระทรวงกลาโหม วิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวในการปฏิรูปกองทัพที่ขาดความชัดเจนและเจตจำนงทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างจริงจังและเร่งด่วนเพื่อป้องกันรัฐประหารในอนาคต รวมถึงตั้งคำถามถึงความซื่อสัตย์ต่อประชาชน การใช้จ่ายงบกลาโหม การทารุณทหารเกณฑ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจที่ยังไม่ชัดเจน พร้อมผลักดันให้คืนอำนาจ งบประมาณ และการสั่งการให้แก่รัฐบาลเพื่อความมั่นคงที่แท้จริง
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนประชาชน จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ เมื่อเช้าผมพยายามตั้งใจฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ซึ่งไม่รู้ตอนนี้ท่านไปไหน นะครับ ฝากคนใกล้ ๆ สะกิดให้ฟังหน่อยนะครับ ผมมีคำถามจะฝากไปถามเยอะมาก เลยนะครับ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟังหน่อย โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวข้อง กับกระทรวงกลาโหม ซึ่งท่านก็ได้วิเคราะห์เอาไว้ในความท้าทายของประเทศประการที่ ๗ ความท้าทายต่อความเชื่อมั่น ขอสไลด์หน้าแรกเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านบอกว่าการที่ ประเทศไทยไร้เสถียรภาพทางการเมืองนั้นเป็นผลมาจากการทำรัฐประหาร ซึ่งกระทบกระเทือน ความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ฟังถึงตรงนี้ผมต้องชื่นชมนะครับท่านรัฐมนตรีที่ท่านยังยืนยันว่า รัฐประหารมันสร้างความเสียหายขนาดไหน คือหลังจากที่ผ่านการหลอมรวมสลายขั้วมาแล้ว ท่านยังมีจุดยืนในเรื่องนี้อยู่ก็ชื่นชมครับ แปลว่าอย่างน้อยเรามีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เราเห็น ตรงกัน แล้วก็ผลักดันร่วมกันได้ แล้วผมยืนยันครับว่าพรรคประชาชนจะสนับสนุน ทุกนโยบายในการป้องกันรัฐประหารของท่านอย่างเต็มที่ การจะป้องกันรัฐประหารมันต้อง ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพราะมันมีหลายเรื่องจะต้องทำในการปฏิรูปกองทัพ ต้องเอาทหารออกจากการเมือง ต้องให้อำนาจรัฐมนตรีไปควบคุมกองทัพ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันรัฐประหาร ฉะนั้นมันมีกฎหมายหลายฉบับเลยที่ต้องช่วยกันแก้ นโยบายปฏิรูปกองทัพมันเลยต้องออกมาเป็น Package ครับ และต้องทำอย่างรวดเร็ว จะค่อย ๆ ทำไม่ได้ จะลีลาอยู่อย่างนี้ท่านโดนรัฐประหารคืนแน่ เอาสไลด์ลงได้เลยนะครับ ตรงนี้ครับที่ทำให้ผมเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่ว่าทำไมท่านต้องปรับสัดส่วนรัฐมนตรีใหม่ โดยเพิ่ม รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมให้มี ๒ คน ก็จะได้ไปช่วยกันผลักดันนโยบายเพื่อป้องกันการทำ รัฐประหาร แล้วก็ช่วยกันลดแรงเสียดจากกองทัพด้วย ส่วนจะสำเร็จหรือเปล่าอันนี้ก็อยู่ที่ นโยบายแล้วครับว่าท่านจะทำอะไร อย่างไร ซึ่งผมก็ตั้งตารอครับ ฟังท่านอยู่สักพักหนึ่ง ท่านก็มีกิน มีเกียรติ มีใช้ มีศักดิ์ศรี อะไรไม่รู้แล้วก็จบเลย ไม่รู้ว่าท่านอ่านข้ามไปหรือเปล่า แต่ผมยังไม่ได้ยินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันรัฐประหารเลย จนต้องมาเปิดคำแถลง ของท่าน ๑๔ หน้า ๗ แผ่นนี้ครับ ขอสไลด์หน้า ๒ เลยครับ ก็ไปเจอครับว่าอยู่ที่ข้อที่ ๓ นโยบายพลิกฟื้นความเชื่อมั่น รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งก็คือจะเขียนว่า จะเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารไปสู่แบบสมัครใจ ซึ่งเอาตรง ๆ นะครับ จริง ๆ มันมีแค่เรื่องของการเปลี่ยนผ่านไปสู่สมัครใจนี่ละที่ฟังดู เป็นรูปธรรมชัดเจนหน่อย ที่เหลือมันขมุกขมัว ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ท่านจะเอาอะไรกันแน่ ท่านเอาปฏิรูประบบราชการมารวมกับปฏิรูปกองทัพ ซึ่งความจริงไม่ผิดหรอกครับ ไม่ผิดเลย ถ้าจะปฏิรูปกองทัพไปพร้อม ๆ กับปฏิรูประบบส่วนราชการ แต่เขียนแบบนี้เท่ากับว่า ท่านไป Downgrade การปฏิรูปกองทัพให้มันกลายเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ เหมือนการปฏิรูป ส่วนราชการทั่ว ๆ ไปที่ส่วนใหญ่ก็แค่เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส ลดจำนวน ข้าราชการ ในขณะที่ปัญหากองทัพมันใหญ่โตกว่านั้นมาก แตกต่างจากการปฏิรูประบบ ราชการทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปอำนาจในการบริหารราชการ ที่ต้องให้พลเรือนเป็นคนถือธงเหนือกองทัพ สามารถสั่งการควบคุมกองทัพได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็ปฏิรูปเรื่องอื่นต่อลำบาก เพราะฉะนั้นมันแตกต่างกันมาก การที่ท่านเอา การปฏิรูปกองทัพกับปฏิรูประบบราชการไปรวมกัน และยังเพิ่มเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของการทำให้มีคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม เรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยังไปเพิ่ม เรื่องภาคประชาชน มีเรื่องของการดูแลชุมชน แล้วก็มามัดรวมเป็นก้อนเดียวแบบนี้ มันทำให้เห็นว่ารัฐบาลของท่านให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกองทัพน้อยที่สุด ถึงขนาด กล่าวได้ว่าท่านขาดเจตจำนงทางการเมืองในการปฏิรูปกองทัพเลยก็ได้ น่าผิดหวังครับ สำหรับคนที่เคยถูกกองทัพกระทำมามากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอย่างท่าน ท่านประธานครับ ผมรวบรวมนโยบายกลาโหมทั้งหมดที่พรรคเพื่อไทยเคยได้นำเสนอ กับประชาชนตลอด ๑๕ เดือนที่ผ่านมา ทำถึงไหนแล้ว ทำไปกี่ข้อแล้ว มาดูกันครับ เริ่มจาก ซ้ายสุดครับ นโยบาย ๔ ข้อ เป็นนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง ๑. ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ใช้ระบบสมัครใจ อันนี้ยังไม่ได้ทำครับ ๒. สร้างทหารอาชีพ ก็ไม่สำเร็จครับ เพราะท่านไม่มี นโยบายจะโอนคืนธุรกิจทัพ อาชีพเดียวที่ท่านจะสร้างได้ก็มีแต่อาชีพทหารที่เป็น Pro Golf ๓. ลดงบกลาโหม พระราชบัญญัติงบประมาณ ๒๕๖๘ ล่าสุดไม่ได้ลดครับ เพิ่ม เพราะว่า รัฐบาลท่านไม่ได้ตัดงบเลย ที่ท่านตัดคือตัดนโยบายอันนี้ออกไป ๔. ป้องกันไม่ให้ทหาร แทรกแซงทางการเมือง อันนี้ก็เห็นอยู่ว่าทหารส่งตัวช้างมาเป็นรัฐมนตรี เบียด สส. ที่เป็นว่าที่ รัฐมนตรีตกไปคนหนึ่งเห็น ๆ ถัดมาตรงกลางครับ เข้าสู่นโยบายกลาโหมของคุณเศรษฐา อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีท่านสุทินมาเป็นรัฐมนตรีรับผิดชอบกลาโหม ๕ ข้อครับ เปลี่ยนใหม่ หมดเลย ของเก่าไม่ได้เอามาเลยสักข้อเดียว ๑. เปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ ก็เหมือนเดิมครับ ทุกวันนี้ยังเกณฑ์อยู่ ๒. ปรับปรุงหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร ปัจจุบัน ก็ยังใช้หลักสูตรปี ๒๕๖๒ ของ พลเอก ประยุทธ์ อยู่ ลดจำนวนนายพลและ กอ.รมน. จะลดอย่างไรครับ นายพลมีกี่คนยังไม่รู้เลยครับ กรรมาธิการการทหารขอข้อมูลจำนวน นายพลไปที่กองทัพ ๗-๘ รอบแล้วครับ ไม่มีส่งอะไรกลับมาเลย เงียบกริบ แถมรัฐมนตรี ยังไปทำตัวปกปิดเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการอีก ท่านรัฐมนตรีถึงขนาดที่ว่า พูดกลางสภาเลยนะครับว่ามีจำนวนนายพลอยู่เท่าไร ท่านบอกว่ามีทั้งหมด ๑,๔๐๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ผมเปิดดูราชกิจจานุเบกษาการแต่งตั้ง นายทหารชั้นนายพลย้อนหลัง ๑๐ ปี ตั้งแต่ ๒๕๕๖-๒๕๖๗ มีการแต่งตั้งทหารยศพันเอกขึ้นไป เพื่อที่จะไปเป็นพลตรี จำนวน ๖,๒๕๒ คน ท่านคิดว่าปีหนึ่งเกษียณกี่คน เราจะเหลือ ๑,๔๐๐ คน จริงหรือครับ อันนี้ก็โกหกกลางสภานะครับ ๔. ปรับปรุงการจัดซื้อจัดจ้างให้ทันสมัย ตรวจสอบได้ ก็ต้องถามท่านอดีตรัฐมนตรีว่าเครื่องบิน Gripen ล่าสุดนี้ท่านมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจบ้างหรือเปล่า กำลังจะต่อสัญญาเรือดำน้ำที่เป็นเครื่องยนต์จีน ท่านมีส่วนร่วม บ้างหรือเปล่า ข่าวเรือดำน้ำมันดังขนาดนี้ ยังไม่มีใครได้เห็นสัญญาซื้อเลยครับ ๕. ข้อสุดท้าย นำพื้นที่ทหารมาทำการเกษตร การเอาที่ดินประชาชนที่เขาทำเกษตรอยู่เดิมแล้ว แต่ทำอยู่ใน ฐานะผู้บุกรุกมาทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ อย่างหนองวัวซอ พื้นที่เกษตรมันเท่าเดิมครับ ไม่ได้เพิ่ม แล้วปกติกองทัพก็เอาที่ดินราชพัสดุที่ถือครองอยู่จำนวนมากของตัวเอง ไปทำโครงการทหารพันธุ์ดี ปลูกผัก ปลูกพืช เต็มไปหมด แล้วก็ส่งผลผลิตไปขายตามตลาดนัด อยู่แล้ว พื้นที่เกษตรก็เท่าเดิมครับ ไม่ได้เพิ่ม ถึงวันนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่งแถลงไปเมื่อเช้า ที่เราเพิ่งฟังกันไป เหลือ ๒ ข้อครับ แค่นี้จะป้องกันรัฐประหารไหวหรือครับท่านนายกรัฐมนตรี ๒ ข้อ ท่านเพิ่มรัฐมนตรีเป็น ๒ คนนะครับ ท่านลดนโยบายเหลือ ๒ ข้อ ก็แบ่งกันไปคนละข้อ แล้วกันจะได้ไม่ต้องแย่งกัน ไม่ตีกัน นโยบายแรกครับ ปฏิรูประบบราชการและกองทัพ เพิ่มประสิทธิภาพ อันนี้ไม่รู้ว่าจะประเมินอย่างไร ต้องถามก่อนว่าถ้าจะลดกำลังคนราชการ ถ้าลดไป ๑ คนถือว่าลดหรือเปล่า ถ้าลดไป ๑ คนถือว่าลด รัฐมนตรีไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เพราะเขามีแผนอยู่แล้ว และระบบราชการที่จะลดจำนวนกำลังคนทั้งระบบราชการโดยรวมเลยหรือเปล่า หรือว่า แค่กองทัพ เพราะถ้าเป็นโดยรวมมันลดอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นกองทัพอย่างเดียว เป็นการลด กำลังพลของกองทัพก็ลดอยู่แล้วเหมือนกัน เพราะกองทัพเขามีแผนลดจำนวนกำลังพลทุกปี ถึงจะลดได้น้อยมากต่อปีก็ตาม แต่ถ้าท่านบอกลด ๑ คนก็ถือว่าลด ท่านก็ไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่เฉย ๆ มันก็ลดอยู่แล้ว แทนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะกำหนดตัวชี้วัดให้รัฐมนตรี ๒ ท่าน เขาไปทำงานกันหน่อยนะครับ ก็ไม่มีตัวชี้วัดเขียนเอาไว้เลย อันนี้ข้อแรกครับ
อีกเรื่องหนึ่งมันมีโครงการเกษียณก่อนหมดอายุราชการที่อดีตรัฐมนตรี ท่านสุทินเพิ่งอนุมัติไป อันนี้ถ้าท่านจะเอามา Claim ผมไม่ติดนะครับ เอาเลยนะครับ ถึงแม้ว่าโครงการ Early Retire กองทัพจะทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ แล้วก็ตาม ผมไม่ติด อันนี้ สรุปเลยครับ อันนี้อยู่เฉย ๆ มันสำเร็จอยู่แล้ว
อีกข้อหนึ่งครับ ข้อที่ ๒ ก็คือการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารไปสู่ แบบสมัครใจ อันนี้ต้องขยายความจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะเรื่องเกณฑ์ทหาร เรื่องเดียวกัน ท่านมีตั้ง ๓ Version ตอนนี้ Version ที่ ๓ แล้ว จากยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ใช้ระบบสมัครใจ สู่เปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ จนวันนี้เปลี่ยนผ่าน รูปแบบไปสู่การสมัครใจ Version แรกใช้คำว่า ยกเลิก ครับ อันนี้ไม่ต้องแปลครับ ยกเลิก ก็แปลว่า ยกเลิก Version ที่ ๒ เปลี่ยนมาใช้คำว่า เปลี่ยน ความหมายไม่ได้ต่างจากเดิม แต่อาจจะทำให้กองทัพฟังแล้วลื่นหูขึ้นมาหน่อย ล่าสุดวันนี้คือ Version ๓.๐ แล้วครับ จาก ยกเลิก มาเป็น เปลี่ยน จาก เปลี่ยน วันนี้คือเปลี่ยนผ่าน แล้วเปลี่ยนผ่านมันแปลว่าอะไรครับ ปัจจุบันเรามีระบบรับคนเข้าไปเป็นทหาร ๒ แบบ คือบังคับกับสมัครใจ บังคับก็คือเกณฑ์ ถ้าปีไหนมีคนสมัครถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน จะไม่มีการบังคับเกณฑ์ทหารเลย แต่ถ้าปีไหนไม่มี การสมัครเลยแม้แต่คนเดียว ปีนั้นเราก็ต้องเกณฑ์ ๑๐๐,๐๐๐ คน เข้าใจง่ายแบบนี้ คือ รวมกันให้ได้ ๑๐๐,๐๐๐ คน ข้อเท็จจริงวันนี้ครับ เรามีคนสมัครประมาณ ๓๐,๐๐๐- ๔๐,๐๐๐ คนต่อปี แล้วก็จากวันนี้จนไปถึงวันที่จะมีคนสมัครครบ ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี ระหว่างนี้ละ ช่วงเวลานี้ละ ห้วงเวลาที่ท่านใช้คำว่า เปลี่ยนผ่าน นั่นคือความหมายของคำว่า เปลี่ยนผ่าน ก็คือช่วงเวลาระหว่างวันนี้จนถึงวันที่มีคนสมัครครบ ๑๐๐,๐๐๐ คน แปลว่า นโยบายนี้ของท่านไม่ต้องทำอะไรเลยนี่ครับ กองทัพเขาทำอยู่แล้ว เปลี่ยนผ่านไปสู่สมัครใจ เขาทำอยู่แล้ว ประเด็นคือการที่ท่านทำแบบนี้มันมีปัญหาครับ เพราะว่าท่านเปลี่ยนคำว่า เปลี่ยน มาเป็น เปลี่ยนผ่าน แปลว่านี่มันไม่ใช่เป็นนโยบายเลยนะครับ มันไม่ใช่นโยบาย เพราะว่ากองทัพเขาทำอยู่แล้ว นี่มัน Realpolitik ตรงไหน นี่มันไม่ใช่นโยบาย นี่มันคำโกหก ประชาชนชัด ๆ เลย ท่านเสนอในสิ่งที่เขาทำอยู่แล้วมาทำไม กองทัพพูดคำนี้มาเป็นสิบปีแล้ว เปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบสมัครใจ ผมได้ยินมาเป็นสิบปีแล้ว ท่านทราบหรือไม่ครับ การยกเลิก การเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หลายพรรคถึงกับต้อง เอาไปเป็นนโยบายของตัวเอง รวมถึงพรรคเพื่อไทยของท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ทำไมวันนี้ ท่านเอาเรื่องที่กองทัพทำอยู่แล้วมาหลอกประชาชนแบบนี้ ถ้าไม่อยากยกเลิกเกณฑ์ทหาร ก็เอาออกไปจากนโยบายสิครับ มาใส่ไว้ทำไมตั้ง ๓ รอบ ตั้งแต่หาเสียง แล้วมาใส่นโยบาย ไว้แบบนี้ท่านคิดว่าประชาชนโง่หรือครับ ท่านมีนโยบายเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารมาโดยตลอด ตั้งแต่ Version แรก จน Version 3.0 แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่เคยมีแผนที่จะยื่นกฎหมาย แก้พระราชบัญญัติรับราชการทหารเลย แล้วอดีตนายกรัฐมนตรีของท่าน ของพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่าจะเปลี่ยนไปสู่การเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจอะไรนี่ ท่านปัดตกกฎหมายยกเลิก การเกณฑ์ทหารที่เสนอเข้าโดยพรรคฝ่ายค้านเดิม โดยคุณพริษฐ์ ท่านไม่ได้ต้องการจะยกเลิก เกณฑ์ทหาร ไม่ได้ว่า แต่ไม่ต้องเอามาเขียนไว้หลอกประชาชนแบบนี้ รัฐมนตรีของท่าน เคยพูดกลางสภาเลยครับ แก้ไม่ได้ มันติดที่รัฐธรรมนูญ ท่านไปอ่านรัฐธรรมนูญใหม่ครับ มันติดตรงไหนครับ มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลยครับ มันไปแก้พระราชบัญญัติ รับราชการทหาร มันเกี่ยวอะไรกับรัฐธรรมนูญ ก็ไปเรื่อยเพื่อที่จะเอาตัวรอดกัน ถ้าไม่มี เจตนาจะยกเลิกเกณฑ์ทหารนี้ผมไม่ได้แปลกใจ ไม่ได้โกรธเคืองด้วย แต่ขอเถอะครับ ท่านรัฐมนตรีท่านใหม่ทั้ง ๒ ท่าน ขอเถอะครับ ท่านอย่าไปทำตัวเป็นนายหน้าไปเร่ขายฝัน เอา Promotion ไปหลอกประชาชนให้มาเป็นทหาร เกณฑ์ประชาชนไปเป็นขี้ข้ารองมือ รองเท้าให้ทหารในกองทัพแบบที่ผ่านมา ไม่เอาแล้ว ไม่สนับสนุนก็ไม่ต้องพูดถึงไปเลยดีกว่า ท่านประธาน ข่าวทหารถูกซ้อมนี้มีให้เห็นทุกวัน สัปดาห์ก่อนกองทัพอากาศเพิ่งมีคลิปหลุด ครูฝึกกระทืบพลทหาร ตามมาก็กองทัพเรือกำลังปิดข่าวอยู่ ครูฝึกบังคับให้ทหารเกณฑ์ ไปนอนตากแดดจนเขาน้ำลายฟูมปาก ก็ไปกระทืบเขา หาว่าเขาแกล้ง จนเสียชีวิต กองทัพบกล่าสุดทหารเกณฑ์ที่ค่ายนวมินทราชินีถูกซ้อมทรมานบังคับเข้าเวร ๒๔ ชั่วโมง ต่อเนื่องหลายวัน จนเขาต้องฉี่ใส่ขวดครับท่านประธาน แล้วก็ไปบังคับเขากินฉี่ให้หมด ถูกรุมกระทืบ ถูกไม้หน้าสามฟาด สารพัดจนเสียชีวิต โดนอยู่เป็นเดือน ๆ นะครับ ไม่ใช่ โดนแล้วเพิ่งตาย โดนอยู่เป็นเดือน ๆ คณะกรรมาธิการก็เชิญมาชี้แจง พ่อแม่พลทหาร ที่เสียชีวิตมารอแต่เช้าครับ กองทัพบกโทรมาบอกว่าไม่พร้อม ขอเลื่อนไปก่อน ผมอยากเห็น ท่านรัฐมนตรีมี Action กับเรื่องแบบนี้บ้าง ท่านประธานครับ ผู้พันที่ดูแลการฝึก ผู้บัญชาการ ที่ปล่อยปละละเลย ทั้งที่รัฐมนตรีเคยสั่งการแล้ว แถมตามระเบียบกองทัพมันก็ต้องมีบันทึกเอย บันทึกการลงโทษ บันทึกการฝึก ต้องมีกล้องวงจรปิด ต้องมีการตรวจแถวทุกวัน ผบ. จะปฏิเสธ ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ด้วย อย่างน้อยต้องมีความผิดฐานปล่อยปละละเลย ท่านกล้าเอาผิด ผบ. ค่ายหรือครับ ไม่เคยนะครับ ทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่เคยได้รับผิด นี่เป็นการสร้างมาตรฐาน เป็นตัวอย่างที่ทำให้ค่ายอื่น ๆ เอาอย่างหรือเปล่า อยากให้ท่านใส่ใจชีวิตประชาชน ให้มากกว่านี้หน่อย ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย พลทหารถูกกระทืบจนตาย คนเป็นรัฐมนตรีผมเชื่อว่า ท่านทำได้มากกว่าแค่ไปสั่งการให้มีการตรวจสุขภาพจิตครูฝึก มันมีอะไรให้ทำได้ตั้งเยอะตั้งแยะ ที่ผ่านมานี้ความผิดในค่ายทหารไม่ว่าจะเรื่องอะไรครับ ผู้บัญชาการไม่เคยต้องรับผิดชอบ กลายเป็นวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล เหมือนเป็นหลักนิยมของกองทัพไปแล้ว ตัวอย่าง ที่ชัดที่สุด ที่ใกล้ที่สุด ทุกคนยังจำได้ เรือหลวงสุโขทัยล่ม ขนาดผมอภิปรายแสดงหลักฐาน ให้เห็นเป็นฉาก ฉาก ฉาก บกพร่องตรงไหน ผิดที่ใคร ใครต้องรับผิดชอบบ้าง ใครที่ต้อง สอบสวนบ้าง รัฐมนตรีตั้งใจฟังจนจบเลย แค่กลับไปตั้งกระบวนการสอบสวนใหม่ ซึ่งผมไม่ได้ ให้ท่านไปปรักปรำใคร ผมให้ท่านไปทำกระบวนการสอบสวนใหม่ที่มันเป็นธรรม โปร่งใส ติดตามได้ ตรวจสอบได้ ท่านก็ไม่ทำ ไม่สน ปล่อยให้เรือรบหลวง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท จมลงไปในทะเลทั้งลำ คนตายไป ๒๙ คน โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบแม้แต่คนเดียว ไม่มีใคร ได้รับโทษอาญา ไม่มีใครได้รับโทษวินัย ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ปิดคดีไปเฉย ๆ แบบนั้นเลย ท่านประธาน เคสพลทหารที่ค่ายนวมินทราชินีที่จังหวัดชลบุรีที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้นะครับ ท่านรู้ไหมครับว่าน้องทหารคนนี้เขาสมัครเข้าไปเป็นทหารเองนะครับ จากการเห็นโฆษณา ชวนเชื่อของท่านสุทิน เรื่องทหารออนไลน์แบบสมัครใจ ที่ทำให้ได้สิทธิประโยชน์เยอะแยะ มากมาย เขาซ้อมวิ่งอยู่ ๒ เดือนเพื่อลดน้ำหนัก สุดท้ายเข้าไปก็ถูก Bully ถูกรุมกระทืบ จะออกก็ออกไม่ได้ จะหนีก็หนีไม่ได้ จะกลับบ้านก็ไม่ได้ จะโทรหาแม่ก็ไม่ได้ ถูกยึดโทรศัพท์ สุดท้ายร่างกายก็ทนไม่ไหว เสียชีวิต ผมมั่นใจเลยท่านประธาน มั่นใจมากว่าอย่างน้อย ๆ ถ้ารัฐบาลทำตามสัญญา ทำตามนโยบายที่แถลงหรือว่าหาเสียงไว้ตั้งแต่แรก ยื่นกฎหมาย เข้าสภาครับ เปลี่ยนเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ ไม่ต้องมีการบังคับอีกต่อไป เด็กคนนี้ อาจจะไม่ตาย เพราะว่าถ้าเปลี่ยนระบบการรับคนเข้าเป็นแบบสมัครใจทั้งหมด เขาก็มีสิทธิ ที่จะเลือกออกเมื่อไรก็ได้ ถ้าเข้าอย่างไรก็ได้ ออกอย่างไรก็ได้เหมือนกัน เมื่อถูกโดนรุมทำร้าย เขาอาจจะขอลาออก มีโอกาสรอดตั้งเยอะแยะ และจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ฉะนั้น ถ้าท่านไม่ต้องการจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ขอความกรุณาเลยครับ ช่วยดูแลความปลอดภัย เด็ก ๆ เหล่านี้อย่างสุดความสามารถที รับประกันความปลอดภัยให้พ่อแม่เขาสบายใจว่า ลูกของเขาจะไปฝึกแล้วได้กลับบ้าน
สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมมีคำถามจำนวนมากที่อยากให้ท่าน นายกรัฐมนตรีตอบ แต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ ไม่เป็นไรครับ เป็นคำถามหลายสิบคำถามเลย เกี่ยวกับนโยบายของท่านที่ท่านแถลง ในเมื่อท่านวิเคราะห์เอาไว้ดิบดีเลยว่าในความท้าทาย ประการที่ ๗ รัฐประหาร คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ทำลายชาติอย่างรุนแรง ท่านวิเคราะห์ได้ดีมาก ผมชื่นชม แต่ท่านจะป้องกันรัฐประหารอย่างไรครับถ้าท่านไม่มีนโยบายปฏิรูปกองทัพเลย
คำถามแรก ท่านจะป้องกันรัฐประหารอย่างไรครับ ถ้าท่านไม่มีอำนาจ ในการจัดวางกำลังพล ท่านจะป้องกันรัฐประหารอย่างไรครับ ถ้าท่านไม่มีอำนาจแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเลย ท่านจะป้องกันรัฐประหารอย่างไร ถ้าท่าน แต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการอย่าง ผบ. เหล่าทัพของตัวเองไม่ได้ ท่านจะป้องกันรัฐประหาร อย่างไร ถ้าท่านไม่มีอำนาจในการบริหารงบประมาณของกลาโหมเลย ท่านจะป้องกัน รัฐประหารอย่างไร จะยกเลิกการเกณฑ์ทหารได้อย่างไร จะลดกำลังพลได้อย่างไร ถ้าไม่แก้ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกลาโหม ปี ๒๕๕๑ พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้อำนาจทุกสิ่งทุกอย่าง เบ็ดเสร็จอยู่กับสภากลาโหม ที่ท่านรัฐมนตรีทำได้แค่เป็นคนอ่านเอกสารเปิดประชุมเท่านั้น รัฐบาลท่านโชคดีแค่ไหนครับ ที่ฝ่ายค้านอย่างพวกผมยื่นแก้กฎหมายเข้าสภา เพื่อที่จะได้ แก้กฎหมายจัดระเบียบราชการกลาโหม เอาอำนาจคืนมาให้ท่านรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือน ตัดอำนาจสภากลาโหมให้หมด เป็นได้แค่ที่ปรึกษา ซึ่งรัฐมนตรีในขณะนี้ก็คือรัฐมนตรี ของท่าน ฝ่ายค้านแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้รัฐบาล คือฝ่ายค้านประเสริฐขนาดนี้ ส่งให้ถึงมือ ขนาดนี้ ทำไมท่านไม่เอา ท่านเอาไปดองไว้ทำไมครับ อ้างว่าร่างของท่านยังไม่เสร็จ ต้องรอ ผ่านกฤษฎีกา ผ่านสภากลาโหมก่อนโน่น นี่ นั่น ถ้าท่านจริงใจท่านให้พรรคเพื่อไทยยื่นสิครับ ไม่ต้องผ่านกฤษฎีกา ไม่ต้องผ่านสภากลาโหม ถ้าท่านจริงใจนะครับ อีกฉบับหนึ่งท่านประธาน วินัยการเงินการคลังครับ ฝ่ายค้านก็ยื่นแก้ไขไม่ให้กองทัพใช้เงินนอกงบประมาณอย่างอิสระ ท่านก็อุ้มไปดองไว้อีก ๒ ฉบับที่ท่านไปดองไว้ ผมขอความกรุณาท่านกลับไปเปิดโหล ที่ท่านดอง ๒ ฉบับนี้แล้วเอาขึ้นมาอ่าน ๒ ฉบับนี้ที่ท่านเอาไปดองมันเป็นกฎหมายที่เกิดจาก การทำรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลคุณพ่อของท่าน คุณอาของท่านในอดีตทั้ง ๒ ฉบับ อย่าไปออกตัวปกป้องกฎหมายที่มันเป็นผลผลิตมาจากการทำลายล้างครอบครัวท่าน ได้ไหมครับ
สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธาน ขอสไลด์หน้าสุดท้ายครับ จะป้องกันรัฐประหาร ได้อย่างไร ถ้ากองทัพยังใหญ่โตแบบนี้ อีก ๑๐ วินาที ฝ่ายโสตเอาลงได้เลยนะครับ เผื่อจะประท้วงกันไม่ทัน ท่านดูครับ มันน่าอนาถไหมครับ หน่วยงานราชการหน่วยหนึ่ง เอาที่ดินของรัฐไปทำสนามกอล์ฟ วันหนึ่งนายกรัฐมนตรีอยากได้ที่ดินคืน เพื่อไปเพิ่มพื้นที่ ให้กับสนามบินดอนเมืองซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติของเราด้วย เพิ่มเที่ยวบินได้ ประเทศชาติ ก็ได้ประโยชน์ ทำให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผู้นำสูงสุดของประเทศไทยจะต้องทำการลงไป เจรจากับ ผบ.ทบ. ซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ๆ หนึ่งในหลายร้อยกรม ของประเทศไทย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงอยู่แล้ว เจรจาไม่สำเร็จด้วยนะครับ ท่านจะป้องกันรัฐประหารได้อย่างไร ตามที่ท่านได้วิเคราะห์เอาไว้ ว่านี่คือต้นตอของ ความเสียหาย ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ แม้กระทั่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ท่านยังต้องลงไปอ้อนวอน ไปนอบน้อมขอเขาแบบนี้ แล้วท่านไม่คิดจะแก้กฎหมายอะไรเลย ที่เกี่ยวข้องกับกลาโหม ซึ่งเรายื่นไปเยอะมากแล้ว ท่านต้องตอบครับว่ากฎหมายที่ท่านเอาไป ดองไว้ เมื่อมันกลับมาแล้วท่านจะเอาอย่างไร ท่านจะยืนประกบแบบไหน จะยื่นประกบมา คนละหลักการมั่วไปเลยหรือว่าจะร่วมกันช่วยกันทำ เอาอำนาจจากกองทัพคืนมาให้รัฐมนตรี คืนมาให้รัฐบาล คืนทั้งงบประมาณ คืนทั้งอำนาจในการสั่งการ แล้วท่านก็จะมีความมั่นคง เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับการที่ท่านจะต้องไม่มี Deal อะไรอยู่ลับหลัง ไม่อย่างนั้นมันก็จะทำ แบบนี้ไม่ได้ ขอบคุณครับท่านประธาน