ชัชวาล แพทยาไทย อภิปรายเน้นย้ำความสำคัญของการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เป็นรากฐานของชาติ วิพากษ์นโยบายรัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพในการดูแลราคาผลผลิต ต้นทุนการผลิตที่สูง และการบริหารจัดการน้ำที่ล้มเหลว พร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการจริงในด้านการเงิน เทคโนโลยี การตลาด และมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา นี่ถือเป็นการร่วมอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล เป็นครั้งที่ ๒ ในวาระการเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรกของกระผม หากจะพูดในมุมหนึ่งครับ ถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดทางการเมืองไทย ที่ ๒ เสาหลักของอำนาจอธิปไตย คืออำนาจ บริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ถูกอำนาจตุลาการชี้ขาดตัดสิน จนทำให้กระบวนการ ในการบริหารราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาและวิกฤติของประเทศต้องหยุดชะงักลง ทว่าชีวิต ของคนเรามันต้องก้าวเดินต่อไป การแถลงนโยบายในวันนี้ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จึงถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าประเทศต้องเดินหน้า แต่ทว่า ท่านประธานครับ การจะเดินไปข้างหน้าได้ รัฐบาลต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นี่คือหลักการสำคัญ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีประชากร ๖๗ ล้านคน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องในภาคการเกษตรมากที่สุด หากพี่น้องเกษตรกรมีคุณภาพ ชีวิตที่ดี ประเทศก็ดีตามไปด้วย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
แต่ที่ผ่านมาทุกยุค ทุกสมัย พี่น้องเกษตรกรต้องเผชิญปัญหานานัปการเกินกว่าจะพรรณนา ซึ่งเมื่อผมได้ฟัง นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อครับ ว่านโยบายที่จะดูแล ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านประธานครับ มีเพียงแค่ ๘ บรรทัด จากทั้งหมด ๘๘ หน้า แต่ท่านประธานครับ ผมหวังว่าในรายละเอียด วิธีการดำเนินนโยบาย การปฏิบัติงาน จะสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ การสร้างความอยู่ดีกินดี สร้างความอยู่ดีมีแฮงให้พี่น้องเกษตรกรนั้น ต้องมีการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ของการทำการเกษตรครับ และต้องทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การวาง นโยบายที่สวยหรูหรือการใช้คำพูดที่น่าประทับใจ ในวาระ ๑ ปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสฟัง ท่านนายกรัฐมนตรีคนก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้ครับ ว่าท่านจะดำเนินการ สร้างรายได้ในภาคเกษตร โดยใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ช่างละม้าย คล้ายคลึงกับนโยบายของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เพียงแต่เพิ่มใจความสำคัญ อีกนิดหน่อยครับท่านประธาน ว่าท่านจะคว้าโอกาสในตลาดใหม่ฟื้นนโยบายครัวไทย สู่ครัวโลก และในส่วนการบริหารจัดการน้ำ ถ้อยแถลงโดยสรุปครับ จะมีการยกระดับ การบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง แม้จะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่เนื้อหาโดยสรุปก็คล้ายคลึงกันอีกท่านประธานครับ กับนโยบายรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนอง ความต้องการน้ำในแต่ละพื้นที่ ผ่านมา ๑ ปีครับ น้ำก็ยังท่วม น้ำก็ยังแล้งเหมือนเดิม หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ที่ผมนำนโยบายของ ๒ รัฐบาลมาเปรียบเทียบก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร หากยังดำเนินนโยบายเหมือนกับรัฐบาลชุดก่อน ผลสัมฤทธิ์ ที่ตามมาก็คงไม่ต่างกัน คุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรก็คงมีแต่ขาดกับขาดเหมือนเดิม อีสานบ้านผมเรียกว่า มีแต่หลุบกับหลุบคือเก่า ขาดอย่างไรนั่นละครับท่านประธาน
ขาดแรกคือขาดทุนครับ นโยบายของรัฐบาลก่อนหน้า ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ซึ่งสัญญาว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ ราคาพืชผล และผลผลิตทางการเกษตรยังคงตกต่ำต่อเนื่อง คนเลี้ยงวัวทนเลี้ยงด้วยน้ำตา ชาวนาทำนา แต่ได้ฟางแทนข้าว ผมจะขอยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังครับ ว่าต้นทุนการทำนาของพี่น้อง มันเป็นอย่างไร มันขาดทุนอย่างไรท่านประธาน พี่น้องชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ดบ้านผม ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ทำนาหว่านเป็นส่วนใหญ่ นา ๑ ไร่ มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าไถ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายา ค่ารถเกี่ยว ค่าขนส่ง ค่าปุ๋ย ๑ ไร่ ต้นทุนรวม ๆ อยู่ที่ ๓,๘๐๐ บาทต่อไร่ ท่านประธานครับ นี่ยังไม่รวมค่าแรง เพราะผมไม่รู้จะคิดอย่างไร ทำนา ๑ ไร่ พื้นที่ทุ่งกุลาครับ เต็มที่ได้ ๓๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ครับ ถ้าขายข้าวในช่วงเวลาที่ข้าวมาเยอะ ๆ ก็อยู่ที่แค่กิโลกรัมละ ๑๐ บาท เอา ๑๐ บาท คูณ ๓๕๐ ครับท่านประธาน ๑ ไร่ ขายข้าวได้ ๓,๕๐๐ บาท ขาดทุนแล้วครับ ๓๐๐ บาทท่านประธานครับ ถ้าจะพูดถึงนาดำนะครับท่านประธาน ยิ่งหนัก คูณเข้าไปอีกเลยครับ ค่าแรงเป็นพัน ยับเยินท่านประธานครับ ผมไม่มั่นใจครับว่าความตั้งใจ ของรัฐบาลที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ๓ เท่า หรือมันจะเป็นหนี้เพิ่ม ๓ เท่ากันแน่ ท่านประธานครับ
ขาดที่ ๒ ท่านประธานครับ นั่นก็คือขาดน้ำ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร กล่าวว่าการบริหารจัดการน้ำจะถูกยกระดับขึ้น น้ำต้องถึงไร่นา มีการขยายเขตชลประทาน แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง รวมกันทุกภาคส่วน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การบริหาร จัดการน้ำของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับนโยบายของรัฐบาลนี้ ผ่านมา ๑ ปีครับ ก็อย่างที่เห็นครับ ท่วมหนัก แล้งก็ยังหนักเหมือนเดิม เป็นปัญหาหลักที่ประชาชนและพี่น้อง เกษตรกรต้องเผชิญจนถึงปัจจุบัน หากท่านยังคงมีวิธีแก้ปัญหาเหมือนเดิมกับรัฐบาลที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวคงไม่ได้รับการแก้ไขท่านประธานครับ พูดถึงเรื่องน้ำ ผมขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ น้ำในการอุปโภคบริโภค พี่น้องชาวตำบลคูเมือง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ผมเคยยื่นวาง Bill ไปกับท่านประธานแล้ว ได้มีโอกาสหารือเมื่อหลายวันก่อน ท่านประธานครับ และผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ในประเทศไทยที่ยังคงใช้น้ำขุ่น ๆ นี้ ล้างหน้าแปรงฟัน ขวดนี้เลยท่านประธานครับ ๑ ปีแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีคนก่อนเคยประกาศ ว่าจะมุ่งเน้นการสร้างระบบสาธารณูปโภคให้เกิดสุขภาวะอนามัยที่ดี ผ่านการพัฒนาระบบ ประปา นี่อย่างไรครับ รัฐบาลชุดก่อนผ่านมา ๑ ปี อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะครับรัฐบาลชุดนี้
ขาดที่ ๓ ท่านประธานครับ คือขาดการเข้าถึงทรัพยากร องค์ความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ แม้นมีนโยบายในการใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตร แต่เกษตรกรจำนวนมาก ยังขาดการเข้าถึงเทคโนโลยี อีกทั้งพี่น้องเกษตรกรขาดเงินทุน รวมถึงการขาดความรู้ ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลให้เทคโนโลยีที่ตั้งใจส่งเสริมไม่ได้ถูกนำไปใช้ได้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอฝากข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างระบบตลาดที่ยุติธรรม ลดอิทธิพลของพ่อค้าคนกลาง สนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกร ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากร จัดให้มี เงินทุนดอกเบี้ยต่ำหรือเงินทุนสนับสนุนสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่งเสริมพัฒนา ความรู้เพื่อพัฒนาทักษะ นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญท่านประธานครับ ต้องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบนดิน ใต้ดิน บนฟ้า อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และต้องขยายตลาดการส่งออก สร้าง Brand สินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในโลก หากรัฐบาล ยังไม่สามารถดำเนินการตามแนวทางข้อเสนอดังกล่าวได้ท่านประธานครับ
ข้อเสนอแนะสุดท้ายที่ผมอยากฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือการออกมาตรการช่วยเหลือแก่พี่น้องเกษตรกรครับ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่างท่านประธานครับ อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า วันที่ ๑๕ ตุลาคมนี้ พี่น้องเกษตรกร ชาวนาจะเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวนาปี ข้าวเปลือกจำนวนมหาศาลหลายสิบล้านตันจะออกสู่ ท้องตลาดในเวลาเดียวกัน หากไม่มีมาตรการรับมือครับ ราคาข้าวเปลือกสดจะตกต่ำดำดิ่ง เนื่องจากปริมาณข้าวมีมากท่านประธานครับ เพราะพี่น้องเกษตรกรจำต้องเร่งขายข้าว เราจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่ใช้ได้จริง เช่น มาตรการสินเชื่อชะลอการขาย ข้าวเปลือกนาปีหรือจำนำยุ้งฉาง เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าว โดยไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือกในช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก จูงใจให้พี่น้องเกษตรกร ตากข้าวเปลือกเก็บไว้บนยุ้งฉาง รอจำหน่ายในเวลาที่เหมาะสม
มาตรการที่ ๒ คือมาตรการสินเชื่อ เพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือศูนย์ข้าวชุมชนต่าง ๆ เข้าถึง แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เสริมสภาพคล่อง สามารถรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร เป็นการซื้อ นำตลาดครับ ในช่วงที่มีผลผลิตจำนวนมาก ทำให้ราคาไม่ถูกกดจากพ่อค้าคนกลาง
และมาตรการที่ ๓ คือมาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าว เอกชนในการเก็บ Stock ท่านประธานครับ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีรายงานข่าวจาก นายกสมาคมโรงสีไทยว่าขณะนี้โรงสีถูกบีบหนักครับ ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ หากปล่อยไว้ เช่นนี้จะส่งผลต่อราคารับซื้อข้าวเปลือกสดนาปีที่กำลังจะออกสู่ตลาดแน่นอน เพราะผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง มาตรการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งในมาตรการที่จำเป็นเช่นกันครับ ถ้าเขาขาดสภาพคล่อง ถ้าเขามีสภาพคล่องดีเขาก็จะได้ซื้อแข่งขันกัน ราคาข้าวก็จะได้สูงขึ้น ท่านประธานครับ
และมาตรการสุดท้ายคือมาตรการที่สำคัญครับ นั่นก็คือมาตรการสนับสนุน ค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือที่เราเรียกกัน จนชินปากว่าค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท นี่เป็นมาตรการแห่งความหวังของพี่น้องเกษตรกร ชาวนาทั้งประเทศครับ ท่านประธานคงทราบแล้วว่าโดยส่วนใหญ่พี่น้องเกษตรกรนาปี มีต้นทุนการทำนาที่สูงมาก ดังที่ผมได้นำเรียนข้างต้นครับ ซึ่งสวนทางกับผลตอบแทน ที่พี่น้องเกษตรกรได้รับ หากรัฐบาลยังไม่สามารถจัดหาปัจจัยการผลิตที่เพียบพร้อม ดินดี น้ำถึง และควบคุมต้นทุนให้เข้าถึงได้ น้ำมันถูก ปุ๋ยถูก ยังไม่สามารถสร้างกลไกการตลาดที่เป็นธรรม มาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท จึงคงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่รัฐบาล ต้องดำเนินการ หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แห่งนี้แล้ว ท่านมีอำนาจเต็ม ผมขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีเร่งพิจารณามาตรการ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนาในทุกมาตรการเป็นการด่วน โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือ ค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ต้องทำให้ได้ครับ และต้องทำให้ทันกับฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าครับ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้อง เกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ท่านประธานครับ ผมเป็นลูกหลานเกษตรกร บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง ทำไร่ ทำนา เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว จากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน พวกเรา ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากจากอาชีพเกษตรกรรมที่บรรพบุรุษส่งมอบให้ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมเป็นหนึ่งในเสียงที่ยกมือสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร แต่จากนี้ไปผมจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อย่างเข้มข้น และขอฝากท่านประธานครับ ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ว่าผมเป็นลูกหลานชาวนา เป็นชาวนา ชาวนาเลือกท่านมา อย่าทำให้ชาวนาผิดหวังครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน