ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หารือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงถึง 90.8 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แม้ผ่านนโยบายมาแล้ว 1 ปี พร้อมเสนอให้ตั้งเป้าลดลงต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3 ปี โดยเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบอย่างเร่งด่วน ลดทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและระบบข้อมูลร่วมเพื่อป้องกันภาระหนี้ซ้ำซ้อนและ Moral Hazard โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐ ขณะเดียวกันเสนอแนวทางยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าและแพลตฟอร์มข้ามชาติ ด้วยการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง และเรียกร้องให้ภาครัฐเปลี่ยนบทบาทมาสนับสนุนแทนการเป็นอุปสรรค เพื่อให้การแก้ปัญหาหนี้และส่งเสริมเศรษฐกิจเกิดผลอย่างยั่งยืนและวัดผลได้จริง
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายคำแถลงนโยบายในด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และด้านการส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการ SMEs ไทยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้อ่านคำแถลงนโยบาย ผมก็ดีใจที่ได้เห็นคำแถลงนโยบาย เร่งด่วน ว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องปัญหาหนี้สิน รายได้ ค่าครองชีพ รวมทั้งความมั่นคงปลอดภัยทางสังคม คือปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้อง เร่งแก้หนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ และนโยบายเร่งด่วนข้อแรกก็คือ รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยที่บอกว่าจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Moral Hazard ผมอ่านนโยบายทั้งหมดแล้วนะครับ ก็เขียนมาดี อ่านอย่างไรก็ใช่ อ่านอย่างไรก็ถูก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นโยบายเลยครับ แต่อยู่ที่ว่าท่านจะทำให้นโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ผมจึงขอตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่า ๑. ทำไมจึงเป็นสินเชื่อบ้านและรถ สินเชื่ออื่น ๆ ที่กำลังสาหัสและควรจะต้องดูแลแก้ไข มีอีกหรือไม่ เป้าหมายกลุ่มไหนควรจะได้รับ Priority ช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้เป็นลำดับต้น ๆ และท่านบอกว่าจะทำแบบไม่ให้เกิดภาวะ Moral Hazard ก็คือทำอะไรเกินตัว เพราะรู้ว่า จะได้รับความช่วยเหลือนะครับ ท่านจะทำอย่างไร และหนี้นอกระบบท่านจะแก้ไขอย่างไร ให้ต่างไปจากเดิม เพราะว่าที่ผ่านมา ๑ ปี แก้หนี้นอกระบบ หนี้ลดลงไปได้ ๑,๒๐๐ ล้านบาท จากยอดหนี้นอกระบบทั้งหมดที่ประเมินไว้ว่าไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือแก้ไปได้แค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายเขียนไว้สวยหรูแบบกว้าง ๆ แบบนี้นะครับ ไม่มีการตั้งเป้าหมายใด ๆ ที่จะมาวัดความสำเร็จของนโยบาย ซึ่งกระผมก็มีข้อเสนอแนะ ที่จะช่วยทำให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นนะครับ จึงขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับปรุงให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมจะขอเริ่มจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประชาชนคนไทย ตั้งแต่รัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐาได้เริ่มจัดตั้งเมื่อประมาณ ๑ ปีที่ผ่านมาพอดิบพอดี ระดับหนี้ ครัวเรือนของเราอยู่ที่ ๙๐.๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ได้มีการแถลงข่าวใหญ่โต เป็นวาระแห่งชาติ หลังจากดำเนินการนโยบายแก้หนี้มาประมาณ ๑ ปีนะครับ จัด Event แถลงข่าว มาหลายครั้งหลายครา ข้อมูลระดับหนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดครับ ก็ยังอยู่ที่เดิม ๙๐.๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ก็เห็นได้เลยนะครับว่า ระดับหนี้ครัวเรือนไม่ได้ลดลง จริง ๆ มันขยายตัวเพิ่มขึ้นครับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นล้อตามจีดีพีที่ขยายตัวโตขึ้นเล็กน้อย พอ ๆ กัน ตัวเลขนี้มันบอกอะไรเราครับ มันบอกว่าเราทำแบบเดิมมันไม่ได้ผล หนี้ครัวเรือนไทย ต้องแก้ไขจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่จัด Event แถลงข่าว จัดมหกรรมแก้หนี้แถลงข่าว จัด Event ให้ตายอย่างไรหนี้ก็ไม่ลด
ดังนั้นข้อเสนอแนะข้อแรกที่ผมจะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีก็คือ ท่านต้องกำหนดเป้าหมายการแก้ไขหนี้ครัวเรือนนะครับ ติดกระดุมเม็ดแรก ด้วยการตั้งโจทย์ ร่วมกันให้ถูกต้องก่อนครับ เช่น กำหนดเป้าหมายว่าจะลดระดับหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ภายในอีก ๓ ปีข้างหน้า ก็คือปี ๒๕๗๐ ซึ่งเป้าหมาย ๘๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ผมไม่ได้มาลอย ๆ เป็นตัวเลขระดับหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืนนะครับที่ BIS หรือ Bank for International Settlement ได้ศึกษาไว้ว่า หนี้ครัวเรือนจะกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือน เพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่มันจะไปกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว แล้วก็จะกดดัน อย่างรุนแรงขึ้นถ้ามันทะลุเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีขึ้นไป ท่านประธานครับ การเป็นหนี้ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหนี้มันมีทั้งหนี้ที่สร้างสรรค์ Productive สร้างรายได้ สร้างอนาคตครับ และหนี้แบบที่ไม่ Productive ก็คือยืมอนาคตมากินมาใช้ในวันนี้ แบบว่าของมันต้องมีนะครับ ซึ่งหนี้ครัวเรือนของคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นหนี้แบบไม่ Productive ก็คือเรามีหนี้ ที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่สร้างอนาคต อยู่ในสัดส่วนที่สูงกว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์
ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ ของผมครับ ก็คือควรจะกำหนดเป้าหมายในการลด สัดส่วนหนี้ที่ไม่ Productive แบบนี้นะครับ เช่น ลดลงจาก ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือต่ำกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ๒๕๗๐ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเราลดสัดส่วนหนี้ที่ไม่ Productivity นี้ ลงมาได้นะครับ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของเราก็จะบรรเทาเบาบางลงอย่างแน่นอน
ท่านประธานครับ จากคำถามแรกที่ผมได้เกริ่นไว้ว่า สินเชื่ออื่นที่กำลังสาหัส และควรที่จะดูแลคืออะไร มีอีกหรือเปล่า ก็อยากจะขอชวนมาดูว่าทำไมนโยบายแรก ถึงกล่าวถึงการปรับโครงสร้างหนี้ แล้วก็เน้นที่หนี้บ้านแล้วก็หนี้รถ และชวนคิดต่อว่า หนี้ประเภทอื่นที่เราต้องดูแลคืออะไร มีอีกหรือไม่นะครับ ถ้าเราดูองค์ประกอบของหนี้ ครัวเรือนในภาพด้านซ้ายเราจะพบว่า หนี้บ้านเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดนะครับ ประมาณ ๓๗ เปอร์เซ็นต์นี้ หนี้ส่วนบุคคลเป็นอันดับ ๒ ประมาณ ๑๙.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็หนี้รถ เป็นอันดับ ๓ ๑๘.๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ถ้าเรามาดูข้อมูลหนี้เสียทางด้านขวา หรือเอ็นพีแอล เรามีเอ็นพีแอลหนี้บ้านเพิ่มขึ้นมา ๒๓ เปอร์เซ็นต์เทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นมาในอัตราที่สูงนะครับ เอ็นพีแอลหนี้รถเพิ่มขึ้นเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ การเติบโตของเอ็นพีแอลในระดับนี้ เรียกว่า รุนแรง และนี่ก็คงเป็นสาเหตุที่นโยบายนี้เลือกที่จะเอาหนี้บ้านและหนี้รถมาเน้นว่า ต้องปรับโครงสร้างหนี้โดยเฉพาะนะครับ อย่างไรก็ตามครับถ้าเราดูยอดหนี้เสียที่ยังคงค้างอยู่ ตอนนี้ก็จะมีหนี้ส่วนบุคคลที่เป็นเอ็นพีแอลสูงมากถึง ๒๗๔,๖๐๐ ล้านบาท คือเกือบ ๑ ใน ๔ ของเอ็นพีแอลทั้งหมด แล้วก็หนี้บัตรเครดิตที่มีการเร่งตัวเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลถึง ๒๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ดังนั้นผมจึงขอเสนอแนะผ่านท่านประธานครับว่า หนี้ส่วนบุคคล และหนี้บัตรเครดิตก็มีความรุนแรง และจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเช่นกัน ตัวเลขเหล่านี้ครับ เป็นตัวเลขที่ตรงปกไม่จกตาแน่นอนครับ ข้อมูลเหล่านี้บอกว่าวิธีการแก้หนี้ แบบเดิม ๆ ที่รัฐบาลทำมา ๑ ปีนั้นเป็น ๑ ปีที่สูญเปล่านะครับ ระดับหนี้ครัวเรือนเท่าเดิม ที่เพิ่มเติมก็คือหนี้เสียครับ แล้วก็เพิ่มเร็วขึ้นจนน่ากังวลด้วย
คราวนี้ผมจะขอวิเคราะห์ปัญหาสาเหตุกับดักหนี้ให้ดูกันนะครับ ง่าย ๆ สมการของหนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ ก็คือเป็นสมการระหว่างรายจ่ายกับรายได้ ถ้ารายจ่าย มากกว่ารายได้มันก็จะทำให้เราเข้าไปสู่กับดักหนี้ เพราะว่าต้องไปกู้หนี้มาใช้แล้วก็ค่อยผ่อนคืน ทั้งต้นทั้งดอก จากรายงานของ SCB EIC นะครับ ถ้าหากมีคนชื่อนาย ก อยู่ในกลุ่มคน ที่มีรายได้ ๑๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าเขามีรายได้ ๑๐๐ บาท ใน ๑๐๐ บาทของเขา ต้องมาจ่ายค่าครองชีพไปแล้ว ๙๐ บาท และมีหนี้ที่ต้องผ่อนจ่ายค่างวดโดยประมาณนะครับ อีก ๒๐ บาท อันนี้ก็คือกับดักหนี้ที่เกิดขึ้น ก็แปลว่าอะไร แปลว่าชีวิตติดลบครับ ถ้าหากเหลือเงินแค่ ๑๐ บาท ต้องมาผ่อนค่างวด ๒๐ บาท เงินไม่พอจ่ายหนี้แน่นอนครับ ก็ต้องดิ้นรนหาเงินมา อาจจะต้องกู้หนี้มาโปะเอาตัวรอดเป็นงวด ๆ ไปนะครับ ถ้าหมดหนทาง ก็ต้องไปกู้นอกระบบ เจอดอกเบี้ยที่แสนโหด การที่จะแก้หนี้ให้กับนาย ก ที่ชีวิตติดลบแบบนี้ มันทำได้หลายส่วนครับ ส่วนแรก ก็คือในส่วนสีเขียว เพิ่มรายได้ ยืดแท่งสีเขียวให้ยาวขึ้น เป็นทางออกที่ดีที่สุดถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็อาจจะต้องมาทำเรื่องการลดรายจ่าย หดแท่งสีเหลืองให้สั้นลง ถ้าลดไม่ได้ก็คือต้องมาทำที่แท่งสีส้ม สีแดง อันนี้ก็คือ การปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลบอกว่าจะทำ ก็คือต้องขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไข ในการจ่ายหนี้จะลดอย่างไรให้นาย ก สามารถจ่ายหนี้ได้แล้วชีวิตไม่ต้องติดลบ ส่วนที่ ๒ ก็คือ กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับ Priority ในการปรับโครงสร้างหนี้เป็นลำดับต้น ๆ คืออะไร อันนี้ ก็คือข้อเสนอแนะของกระผมนะครับ ก็คือคนที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ จนชีวิตต้องติดลบ จมอยู่กับกับดักหนี้อย่างนาย ก อันนี้ควรจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ๆ ที่ได้รับ Priority ที่สูง จัดโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยเหลือโดยเร็ว ไม่ให้ชีวิตติดลบ ไม่ให้ติดกับดักหนี้ ซึ่งกลุ่มนี้ก็ควรจะไปดูกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นผิดนัดชำระหนี้ ก็คือเพิ่งถูกจัดชั้นให้เป็นหนี้แบบ Special Mention หรือ SM หรือว่ากลุ่มที่เป็นเอ็นพีแอลแล้ว แต่ยังเป็นเอ็นพีแอลยู่ไม่นาน ดังนั้น การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบที่เป็นนโยบายอันดับแรกของรัฐบาลควรจะต้อง ใช้มาตรการที่สามารถลดได้ทั้งดอกเบี้ยและลดได้ทั้งเงินต้น เพื่อให้ลูกหนี้ปิดหนี้ได้เร็วขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนจึงจะต้องลดลงได้นะครับ แล้วก็ขอฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคลังนะครับ ที่บอกว่าการลดหนี้ครัวเรือนยังทำไม่ได้ อันนี้ผมอาจจะมี ตัวอย่างง่าย ๆ ให้ท่านได้ดูนะครับ
ขอหน้าถัดไปครับ หน้านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าการรวมหนี้ หนี้ที่มีวงเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ รวมหนี้ไปอยู่ที่หนี้ดอกเบี้ยต่ำให้มากที่สุด โดยทั่วไปคนที่มีปัญหาหนี้เขาจะมีหนี้ หลายก้อน หนี้หลายประเภทอยู่แล้ว เช่น มีทั้งหนี้บ้าน มีทั้งหนี้ส่วนบุคคล หนี้บ้านเป็นหนี้ ที่มีหลักประกันนะครับ อันนี้มันก็จะมีดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว เช่น ดอกเบี้ยแค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะที่หนี้อื่น คือหนี้ส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต หรืออะไรต่าง ๆ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ถ้าเรามีวงเงินกู้บ้านที่เราผ่อนชำระไปแล้ว ปลอดภาระแล้ว เป็นวงเงินที่ว่างอยู่ และเราสามารถ ที่จะโยกหนี้ที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยสูงมาใช้วงเงินหนี้ที่ดอกเบี้ยต่ำที่มีหลักประกันมาปิดได้ ก็จะสามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้ ถ้าหากทำในลักษณะนี้ อย่างในตัวอย่างที่ยกให้ดูนี้ เรามียอดหนี้ส่วนบุคคลอยู่ ๗๐ บาท ถ้าเราโยก ๔๐ บาทในส่วนสีแดงนี้ รวบหนี้มาได้ เราจะลดรายจ่ายดอกเบี้ยไปได้ ๘.๔ บาทต่อเดือน จากเดิมจ่ายอยู่ ๒๐ บาท เหลือจ่าย ๑๑.๕๐ บาท อันนี้มันทำให้เราสามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น หนี้ครัวเรือนก็จะลดลงไปนะครับ
คำถามถัดมาครับ ว่าการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลงจะทำอย่างไร ไม่ให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Moral Hazard ผมจะขอชี้โจทย์ปัญหาที่ท่านต้องคิดต่อนะครับ คิดไว้ล่วงหน้าเลยครับ เพราะว่าปัญหามันจะเกิดขึ้นจริงแน่นอนตอนที่ท่านลงมือทำจริง ตอนที่ทำ Policy Implementation ว่า การปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้กว่า ๖ ล้านบัญชี แล้วมีเจ้าหนี้หลายรายจะทำอย่างไร เพราะว่ามันมีบทเรียนให้เราเห็นครับว่า เมื่อไม่กี่เดือนมา ที่แบงก์ชาติเร่งผลักดันทั้งแบงก์และ Non-Bank ให้เร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรังมาเข้าคลินิกแก้หนี้ เพราะว่ามีลูกหนี้เข้าโครงการน้อยมากในระยะ ๓ เดือน เมษายนถึงมิถุนายน ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา มีลูกหนี้เข้าโครงการเพียง ๔,๒๕๙ บัญชี จากลูกหนี้ทั้งหมด ๖ ล้านบัญชีที่มีปัญหา แล้วก็จัดการวงเงินไปได้แค่เพียง ๒๐๕ ล้านบาท เท่านั้น มันบอกอะไรครับ มันบอกว่าการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้จำนวนมาก หรือว่า การจัดการระดับ Large Scale ในการปรับโครงสร้างหนี้ทำไม่ง่ายครับ
ข้อเสนอแนะของผมครับ คือท่านต้องออกแบบกระบวนการ ออกแบบ กรอบสัญญาการปรับโครงสร้างหนี้ให้เป็นมาตรฐานร่วมกันกับเจ้าหนี้ทั้งหมด ให้มันครอบคลุมทางเลือกของการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ทุกราย และที่สำคัญคือมันจำเป็นที่จะต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น Technology Digital ID Technology Digital Signature Technology Digital Contract เอามาใช้ มันถึงจะสามารถ จัดการการปรับโครงสร้างหนี้ในระดับ Large Scale ได้นะครับ ไม่อย่างนั้นท่านก็ต้อง ค่อย ๆ ทำไปทีละหน่อย ๆ ก็จะไม่เห็นผล ที่สำคัญที่สุดครับ ก็คือต้องสร้างระบบข้อมูล เกี่ยวกับหนี้ แล้วก็หลักประกันที่ครอบคลุมลูกหนี้ เจ้าหนี้ทั้งหมดด้วย เพื่อช่วยให้การปรับ โครงสร้างทั้งหมดนี้รวบหนี้ไปที่ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าได้ ซึ่งการทำในลักษณะนี้มันสามารถลดหนี้ได้ โดยที่ยังไม่ต้องใช้ภาระภาษีของประชาชนเข้ามาช่วยนะครับ
นโยบายเร่งด่วนข้อที่ ๒ ครับ ก็คือการพูดถึงการแก้ไขปัญหา SMEs รวมทั้ง หนี้ SMEs ด้วยนะครับ ขอสไลด์หน้าถัดไปนะครับ ท่านประธานครับ ๑ ปีที่ผ่านมาเราเห็นว่า ธุรกิจ SMEs และโรงงานต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลงจากการเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน หรือว่าแพลตฟอร์มข้ามชาติต่าง ๆ เข้ามาแย่งตลาด เข้ามา Disrupt SMEs ไทยนะครับ ข้อเสนอแนะของผมสำหรับด้าน SMEs ก็คือเราต้องไม่ทำแค่ประคับประคองครับ เราต้องเน้น แก้ปัญหาที่รายได้ของ SMEs ซึ่งในด้านนี้จำเป็นที่จะต้องมีนโยบายด้านต่างประเทศเข้ามาเสริม ช่วยยกระดับ SMEs ที่โดน Disrupt แข่งขันไม่ได้แล้วให้ไปเป็น SMEs ที่อยู่ในธุรกิจที่เป็น ที่ต้องการของโลกและมีมูลค่าสูงครับ ในนโยบายแถลงเล่มนี้มีนโยบายที่บอกว่า จะเปลี่ยน ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นโอกาส อันนี้สอดคล้องกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ถ้าเราดู สิ่งที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งด้าน Geopolitics ระหว่างขั้วมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกากับจีน ในปีที่ผ่านมานี้ มันมีความต้องการที่จะย้ายถิ่นฐาน Relocate ธุรกิจโรงงานในจีนมายัง อาเซียนเยอะมาก รวมทั้งอุตสาหกรรมมูลค่าสูงนะครับ อย่างเช่น อุตสาหกรรม Chips Semiconductors ซึ่งเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซียก็กลายเป็นม้ามืดเข้า Win ไปแล้วนะครับ ๑ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับอะไรตรงนี้ ไม่มีครับ เราเสียโอกาสไป เป็น ๑ ปีที่สูญเปล่า ด้วยการดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาล Salesman นโยบายต่างประเทศ ของรัฐบาลนี้ จะช่วยปกป้อง SMEs ไทยอย่างไร นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนี้ จะแปลงให้เกิดผลประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างไรจากสถานการณ์ระหว่างขั้วมหาอำนาจ เราต้องทำควบคู่ไปกับการยกระดับ SMEs ไทยให้พร้อมรับโอกาสต่าง ๆ ที่กำลังเข้ามา ในอาเซียนนะครับ ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่สามารถทำตัวเป็น Adapter เชื่อมระหว่าง ๒ ขั้วมหาอำนาจนี้ได้อย่างไร้รอยต่อ ตัวอย่างเช่น มีธุรกิจที่ทำ Biotech Bioscience มากมาย หลายบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกามีการ Outsource การทำวิจัยและทดลองไปยังกลุ่มบริษัท ที่เรียกว่า CRO หรือว่า Contract Research Organization ในประเทศจีนก็จะเป็น การประหยัดต้นทุน แต่ว่าเนื่องจากเกิดความขัดแย้งนี้ขึ้น บริษัทเหล่านี้ก็กังวลเรื่องความลับ ทางการค้าจะรั่วไหลไปยังประเทศคู่แข่งนะครับ นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะพิจารณา สนับสนุนส่งเสริมการลงทุนและพัฒนา โดยที่เราก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งกับประเทศสหรัฐอเมริกา และเราก็ไม่มีความขัดแย้งกับจีนนะครับ ดังนั้นเราสามารถเป็นตัวเชื่อมต่อ เป็นโอกาส เปิดประตูรับในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในลักษณะนี้ได้ และที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ที่บอกว่า ประเทศไทยทำ Research ไม่ได้นะครับ อันนี้ผมก็คิดว่าไม่จริง ท่านอาจจะไปคุยมาผิดคน อาจจะต้องไปคุยกับคนที่ใช่ แล้วก็จะรู้ว่า เรื่องแบบนี้รัฐไม่ต้องไปทำอะไรเยอะครับ แค่ให้เอกชนนำแล้วก็อย่าทำตัวเป็นอุปสรรคก็พอ
ผมขอสรุปแล้วนะครับท่านประธาน สุดท้ายนี้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมทั้งการแก้ไขปัญหา SMEs ที่กล่าวมานั้นต้องทำอย่างมีเป้าหมายและจัด Priority ต้องดำเนินการคู่ขนานในหลายมิติ ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้นะครับ และที่สำคัญการปกป้อง SMEs ที่เป็นผู้จ้างงานหลัก ในตลาดแรงงานบ้านเรานี้เป็นเรื่องที่ สำคัญมาก โดยการประสานงานนโยบายด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านการต่างประเทศเข้ากับ ปัญหามิติต่าง ๆ นี้เป็นสิ่งจำเป็น Policy Coordination การประสานงานเชิงนโยบาย เป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่จะทำให้นโยบายที่ท่านแถลงในวันนี้เกิดขึ้นได้จริง ไม่สูญเปล่า เช่น ๑ ปีที่ผ่านมาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน