อภิสิทธิ์ วิจารณ์นโยบาย Soft Power ชี้คลุมเครือ ล่าช้า ไร้ทิศทาง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล วิพากษ์นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลที่ขาดความชัดเจนและถูกตีความคลุมเครือ จนนำไปสู่การใช้งบประมาณโดยไม่มีทิศทางที่แน่ชัด พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. THACCA และการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานขับเคลื่อนที่สับสนซ้ำซ้อน ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพและขาดการสื่อสารที่โปร่งใส จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง มีความชัดเจนและเป็นธรรมในการใช้งบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวซ้ำเดิม

นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จากที่ได้ฟังคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีแพทองธารเมื่อเช้านี้ ซึ่งก็เป็นนโยบายที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำ รัฐบาลทั้ง ๒ ชุด แล้วก็ในขณะนั้นเองนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็เป็นประธานของ คณะกรรมการ Soft Power แห่งชาติด้วย ซึ่งนโยบาย Soft Power ในครั้งนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยน ขึ้นมาเป็นนโยบายระยะกลางและระยะยาว ผมตระหนักว่ารัฐบาลคงคิดละว่า ตลอดผ่านมา ๑ ปีนี้ปัญหาของนโยบายที่ทำแบบรวดเร็ว ประกาศแบบรวดเร็วมันคงเป็นปัญหา แล้วก็ มีความสลับซับซ้อนต้องใช้เวลาหลายเรื่อง นโยบายในครั้งนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้นนะครับ เพราะพูดถึงเรื่องตัวภูมิปัญญา พูดถึงเรื่องวัฒนธรรม แล้วก็ลงไปในรายละเอียดของชนิดต่าง ๆ ของวัฒนธรรมเรา สิ่งสำคัญที่พูดถึงในคราวนี้ก็คือเรื่องคำว่า จะมีผู้บริโภคทั่วโลก มันเป็น Keyword อันหนึ่งอันใหม่ที่เขียนบอกว่า นับต่อไปนี้ Soft Power ไทยจะไปทั่วโลก อีกอันหนึ่งที่มีคำพูดถึง ก็คือเรื่องนโยบายทางการทูต ที่พูดว่าจะเอา Soft Power ไปเป็นเครื่องมือในการลงทุนการค้าระหว่างประเทศ แต่ก่อนที่จะลงถึงรายละเอียด ของ Soft Power ผมมีความจำเป็นต้องย้อนถอยหลังไป ๑ ปี เพื่อดูนโยบายตอนที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร เป็นประธานพัฒนา Soft Power ก่อนว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น ผมพยายามหาคำจำกัดความของงาน ๑ ปี ของ Soft Power คราวที่แล้วว่ามีอะไรบ้าง ผมก็ได้สรุปความมา ๔ คำ ขอสไลด์ได้เลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เพราะฉะนั้นนโยบาย Soft Power ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านไป ก็คือเรารู้สึกว่ามันล่องลอย เรารู้สึกว่ามันล่าช้า แล้วก็ เรารู้สึกว่ามันเละเทะ และจนในที่สุดเมื่อ ๓ คำผ่านไปมันก็ล้มเหลว สิ่งแรกที่ผมอยากพูดถึง ท่านประธานครับ ก็คือเรื่องล่องลอย มันล่องลอยอย่างไร คือเริ่มต้นคำนิยามที่เป็นคำนิยาม สากลนี้ ทุกคนฟังเข้าใจง่าย แต่เวลาตอนแปลความหมายไปแล้วนี้ มันทำไมแปลกันไป คนละทาง ๒ ทาง ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็บอกว่า มันเป็น Chocolate Mint บ้าง คุณเศรษฐาก็บอกมันเป็นฟุตบอลบ้าง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็บอกไปว่า เป็นวัวชนบ้าง พอมันแปลกันไปเรื่อย ๆ สังคมก็งงว่าแล้วท้ายที่สุดนี้ Soft Power มันคือ อะไรแน่ พูดกันไปจนมันเป็นคำด้อยค่า กลายเป็นคำสามัญ แต่มันถูกใช้ในการของบประมาณ มันเติมคำว่า Soft Power เข้าไปในหัวข้อ เถียงกันไปเถียงกันมา ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรี ก็คงรำคาญหงุดหงิด เพราะท่านก็ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่า อยากให้ทุกคน Move on จากคำว่า Soft Power ได้แล้วค่ะ แล้วสุดท้ายท่านก็ตบด้วยประโยคว่า เราไม่ได้พยายาม นิยาม Soft Power แล้วค่ะ นี่ละมันเป็นบ่อเกิดของคำแรก ก็คือเราไม่พูดกันให้รู้เรื่อง

เรื่องต่อมา พอเรื่องเหล่านี้คนที่ไปปฏิบัติงานก็คือส่วนราชการ พอส่วนราชการ ไปแปลความหมาย Soft Power ตามประสบการณ์ของแต่ละคน ผมอยากยกตัวอย่างให้ดู สักอันหนึ่งครับ Soft Power ของศูนย์คุณธรรมที่ของบประมาณในปี ๒๕๖๘ ชื่อโครงการ บอกว่า โครงการ Soft Power พลังสื่อสร้างสรรค์ เสริมสร้างคุณธรรมสังคมไทย แล้วก็ ได้คำสรุปว่า Soft Power เท่ากับพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา ผมไม่โทษศูนย์คุณธรรมนะครับ เพราะว่าประสบการณ์ศูนย์คุณธรรมนี่ก็ดู Soft Power มันเป็นคนดีมากเลยก็นิยมชมชื่น

เรื่องต่อไปที่ผมอยากพูดถึง ก็คือเรื่องมันไม่มีหน่วยงานขับเคลื่อน โดยปกติ เราอยากทำงานอะไรเราต้องมีหน่วยงานขับเคลื่อนครับ ตอนแรกก็ใช้ CEA หรือสำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเลขานุการหลายโครงการ ทำไปทำมาหลัง ๆ ก็ชักแผ่วลง ไม่ค่อยมีชื่อ CEA แล้ว มีองค์กรใหม่ขึ้นมาก็คือ ป.ย.ป. ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็ตั้งเลย บอกว่าให้ ป.ย.ป. เป็นตัวเลขานุการของโครงการ Soft Power เราไปดู ป.ย.ป. สิครับ เดี๋ยวชื่อเต็ม ๆ ชื่อว่าอะไร ผมขออนุญาตอ่านเพราะว่าชื่อยาวมาก สำนักงานขับเคลื่อน ปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง ยาวมาก อ่านก็เหนื่อยแล้ว หน่วยงานนี้เป็นมรดกมาจาก คสช. นะครับ แล้วก็พยายามเป็น Regulator แต่วันหนึ่งเขากำลัง ใกล้จะยุบ ก็เลยแปลงร่างมาเป็นเลขานุการของ Soft Power มีคนอยู่ประมาณ ๕๐ คน แต่เดิมได้งบประมาณอยู่ประมาณ ๔๐ กว่าล้านบาท วันนี้ในปี ๒๕๖๘ ได้งบประมาณ กลายเป็น ๑๒๐ ล้านบาทครับ พอมาเป็นเลขานุการ Soft Power มันช่างโตเร็วตาม Soft Power จังเลย หรือว่าต่อไปมันจะแปลงร่างกลายเป็นสำนักงาน THACCA ต่อไปก็ไม่รู้แน่

อันที่ ๒ ที่ผมอยากพูดถึงก็คือเรื่องมันล่าช้ามาก ทำไมมันล่าช้าล่ะครับ เพราะว่าตอนแรกรัฐบาลเขาประกาศไว้เรื่องนี้ว่า จะรีบออก พ.ร.บ. THACCA โดยเป้าหมายว่า ในเมษายนของต้นปีนี้ ตัว พ.ร.บ. ร่างเสร็จแล้วก็เอาเข้าสภา พอสิ้นเดือนตุลาคมที่เราจะถึง เดือนหน้านี้นะครับ Soft Power ก็จะเรียบร้อย แต่ท้ายที่สุดในวันนี้สถานการณ์จริง เป็นอย่างไรท่านทราบไหมครับ ยังไม่ได้ผ่านคณะกรรมการ Soft Power เลยครับ ยังไม่ได้ เข้ากฤษฎีกา ยังไม่ได้เข้า ครม. ยังไม่มารอคิวที่สภาเลยครับ เพราะฉะนั้นผมไม่รู้ว่าเมื่อไร ตัว Soft Power ตัว พ.ร.บ. THACCA จะปรากฏได้ ทำไม พ.ร.บ. THACCA นี้มันเป็นความสำคัญ เพราะมันเป็นหน่วยงานที่จะรับผิดชอบตัว Soft Power

เรื่องต่อมาก็คือเปลี่ยน Content ของตัว THACCA แต่เดิมใช้คำว่า Creative Content คือดูเนื้อหา และเถียงกันไปเถียงกันมากลายเป็น Creative Cultural ก็นี่ละครับ มันก็เลยชักช้าลงไปอีก ตัวชักช้าต่อไปก็คือเรื่องกฎหมายทั้งหลาย เรามีกฎหมายหลายตัวมาก ที่รัฐบาลประกาศว่ามันต้องทำ เช่น กฎหมายภาพยนตร์ กฎหมาย Censorship กฎหมาย ที่เกี่ยวกับเรื่องแรงงานสร้างสรรค์ กฎหมายที่บอกว่า พ.ร.บ. เกม กฎหมายเหล่านี้ ในต่างประเทศเขาก็สรุปมาแล้วนะครับ ถ้าแก้ Free Censorship ได้ คือเราไม่ต้อง Censor หนัง มันก็จะทำให้อุตสาหกรรมมันโตขึ้นมาเร็วมาก แต่ท้ายที่สุดเราก็ยังไม่เห็นนะครับ ตามที่ ประกาศไว้

เรื่องต่อมาที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือเรื่องที่ ๓ ที่เราบอกว่าทำแล้วเลอะเทอะ เลอะเทอะตรงไหนบ้าง ลองไปดูสิครับ มันไม่มีนโยบายระดับชาติที่พูดถึงเรื่อง Soft Power มีแต่กรรมการ แต่ตัวนโยบายยังไม่มี เพราะว่าตัว ป.ย.ป. ยังทำนโยบายไม่เสร็จ และมันเลย ทำให้หน่วยงานที่ปฏิบัติอยู่นี้มันทำงานซ้ำซ้อนกัน โครงการทั้งหลายมันเกิดมาจาก ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เกิดมาจากคณะกรรมการ Soft Power ส่วนที่ ๒ ไปเกิดมาจากหน่วยงานราชการ ที่ปฏิบัติ ๒ หน่วยงานนี้ก็จะทำงานด้วยกันทั้งคู่ แล้วก็ผสมปนเปกันไป จนบางโครงการ เช่น Thailand Winter Festival กับอันที่เป็นของ กทม. เอง Night at the Museum Festival ของ OKMD หรือแม้กระทั่งของเอกชนก็คือ Summer Sonic Bangkok เป็นของเอกชน รัฐบาลก็ไปรวบยอดพวกนี้มา แล้วก็บอกว่าอันนี้ละมันเป็น Project เป็นโครงการที่รัฐบาลทำ แล้วก็ประสบความสำเร็จ ก็ลองไปดูแล้วกันครับว่ามันเละเทะ ซ้ำซ้อนกันแค่ไหน

อันต่อมา อันนี้เราไม่รู้จะสนุกกับมัน หรือมันยุ่งยาก หรือมันอะไรก็ไม่รู้ ก็คือคำว่า OFOS มันเละเทะมากนะครับ ท่านในห้องนี้ไม่ทราบว่าเคยเข้าไป อยากมีความรู้ เพิ่มเติมทำ Upskill Reskill ไหมครับ ลองไปทดลองดูสิครับ OFOS มันเป็นแกงโฮะครับ ที่ผมบอกว่ามันเป็นแกงโฮะเพราะว่าอะไร มันไปรวบรวมหยิบใครเขาทำ อบรม สัมมนาอะไรไว้ ที่ไหนก็ได้ เช่นกรมอนามัย เช่นสำนักงานพัฒนาช่างท้องถิ่น เช่นตัวมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างเช่นมหิดล ก็จะเอาอันนี้แล้วก็ไปรวม เพราะฉะนั้นคนที่ทำ OFOS คือ ป.ย.ป. นี่ ไปรวบพวกนี้มาแล้วก็มาใส่ ทำตามนี้ประกาศไว้นะครับ ประมาณ ๒๕๐ หลักสูตร แต่ทำได้จริง มีอยู่ ๕๒ หลักสูตร เข้าไปก็ยุ่งยากมาก พอเข้าไป Active อยู่แค่ ๕๐ หลักสูตร หลักสูตร ที่เหลืออีก ๒๐๐ หลักสูตร มันก็จะบอกว่า Coming Soon เร็ว ๆ นี้ครับ ทั้งหมดเลย ต่อไป พอเราลองเข้าไปดูในเนื้อหาหลักสูตร คือเราหวังว่าการ Upskill Reskill เราต้องการ เชื่อมอาชีพเรา ปรับอาชีพเรา ปรับความรู้เรา เพื่อไปสู้กับโลกในอนาคต แต่ลองไปดูสิครับ ที่เขายำอยู่ในนี้มันสับสนมากเลย ลองเปิดดูหน้าต่อไปก็เห็น ผมลองทดลองเปิดเข้าไปนะครับ กว่าจะเข้าไปในหลักสูตรได้ใน OFOS ต้องกดไป ๗ หน้าต่างถึงจะเปิดเจอ แต่เวลาถ้าเผื่อผม ในหลักสูตรเดียวกันนะครับ ผมลองเข้าไปก็คือหลักสูตรดนตรี เรียนกีตาร์ เป็นอาจารย์อยู่ที่ มหิดล เขาลง YouTube อยู่แล้วครับ เขาลง YouTube เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว แล้ววันนี้ก็ไปรวม ใส่ไว้ใน OFOS ผมกดอย่างเดียว ผม Search เข้าไปใน YouTube แล้วกดหาคำว่า Toolbar ของมหิดล มันขึ้นเลย แล้วผมก็กด YouTube แล้วผมก็เล่นได้เลย เพราะฉะนั้นมันทำไม ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก มันเสียเวลาไปขนาดนั้นครับ เพราะฉะนั้นผมว่าเราต้องพัฒนา อุตสาหกรรมบนความต้องการใหม่ ๆ ของโลก ไม่ใช่ไปหยิบอะไรมาทำเป็นแกงโฮะนะครับ

อันต่อมาที่ผมคิดว่าเมื่อเราทำ ๓ เรื่อง ตั้งแต่ว่ามันล่องลอย ต่อมาเราก็ทำ ให้มันล่าช้า เลอะ ๆ เทอะ ๆ จนท้ายที่สุดมันหนีไม่พ้นหรอกครับ มันล้มเหลว ลองดูคำว่า ล้มเหลว ผมนี่ไม่ได้ดูล้มเหลวในแง่ของคุณภาพเลยนะครับ ตอนนี้ผมดูล้มเหลวในแง่ของ ปริมาณก่อนแล้วกันมันง่ายดี ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกัน ในหลักสูตรที่รัฐบาลประกาศไว้ ๑๐๐ วัน ๖ เดือน ๑ ปี ความจริงผมย่อมานะครับ ผมไปหยิบมาจากคนอื่นเขาทำไว้แล้วนะครับ เขารวบรวมว่ารัฐบาลทำอะไรไว้บ้าง และผมมานั่งตรวจดูว่ามันทำอะไรที่เสร็จบ้างตามที่ ประกาศ ผมกากบาททั้งหมด ก็ลองนั่งนึกครับ ว่าตัวกากบาทผมกับช่อง ๆ มันต่างกันไหม ผมคงไม่ลงไปในรายละเอียดว่าแต่ละช่อง แต่ละรายละเอียดมันมี Project อะไรบ้าง แต่มันไม่ได้ทำครับ หรือแม้กระทั่งมันพลาดโอกาสที่แบบโอกาสทองครับ ท่านจำได้ไหม เมื่อเดือนที่แล้ว ที่เรามีปัญหาเรื่องชุดโอลิมปิกกัน มันเป็นโอกาสทองมากเลยนะครับ ที่จะให้ คนพันล้านคนได้ดูความสามารถ Soft Power ของคนไทย แต่ท่านนายกรัฐมนตรีคนเก่า เขาไม่ให้เอ่ยชื่อ ผมก็เรียกนายกรัฐมนตรีคนเก่าแล้วกัน ก็บอกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย ข้ามไปเถอะ มีเรื่องอื่นสำคัญกว่า เวทีพันล้านคนกับความสามารถของการออกแบบแฟชั่น ของประเทศไทย มันไม่ถูกปรากฏอยู่บนเวทีสากลนะครับ ท่านเสียโอกาสไปเท่าไร

เรื่องต่อไปที่เราจะได้ดูก็คือ เรื่องความล่าช้าในแง่ของกฎหมาย ความล้มเหลว ทั้งหลาย ผมกลับไปดูในงบประมาณของปี ๒๕๖๗ ที่บอกว่ามีอยู่ ๓,๕๐๐ ล้านบาท ในโครงการต่าง ๆ อย่างที่ผมบอกครับ มันเป็นตัวกากบาท มันก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ มันก็มี มันมีโครงการที่ประสบความสำเร็จนะครับ มีโครงการที่ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ลองนับมีคุณลุงอยู่ ๗-๘ คน ใส่ผ้าขาวม้าไทยแล้วก็ไปเดินอยู่กลางมิลาน แล้วก็บอกว่าโชว์นี้ละ ประสิทธิภาพของ Soft Power ผ้าขาวม้าไทยอยู่กลางมิลาน โดย Modeler คุณลุง ๘-๙ คนนี้ละ มันจะไปกันรอดขนาดไหนได้ เพราะฉะนั้นมันล้มเหลวจริง ๆ นะครับ ผมอยู่ ในวงการนี้ ผมอยากเห็นวงการนี้มันเติบโตนะครับ ผมไม่ได้กระแนะกระแหน เพราะว่า ถ้าเมื่อไรมันเติบโต เพื่อนพี่น้องผมก็เติบโตตามไปด้วย

เพราะฉะนั้นต่อมาดูว่าในงบประมาณของปี ๒๕๖๘ เราลองมาดูสิว่ามันมี อะไรบ้าง ในงบประมาณของปี ๒๕๖๘ เพื่อน สส. ผมเพิ่งอภิปรายงบประมาณไป รวบรวมมา บอกว่า มีโครงการทั้งหมดนี้ ๓๔ โครงการ อยู่ ๒,๕๒๑ ล้านบาท มีตัวเลขผมไม่ไล่ไปตาม รายละเอียด เพราะว่ามันจำนวนเยอะมาก แต่ผมดูจากตัวเลขใหญ่ ๆ ว่า ๔๐๐ กว่าล้านบาท ๑๐๐ กว่าล้านบาท ๖๐๐ กว่าล้านบาทอะไรนี่ ผมหวังว่าในโครงการพวกนี้มันจะไม่ล้มเหลว ซ้ำซากกับปี ๒๕๖๗ เพราะปี ๒๕๖๘ ก็เดือนหน้า เราคงไม่หลงซ้ำซากกันกลับไปในปี ๒๕๖๘ ผมอยากให้หน่วยงานที่ทำงาน คณะกรรมการ Soft Power ซึ่งในอนาคตข้างหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีคงเป็นประธานตัวนโยบาย ผมคิดว่าในอนาคตข้างหน้าถ้าพอ ท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานนโยบาย ในสไลด์ต่อไปเราก็จะเห็นได้ว่า เราหมดเวลา ทดลองงานกันแล้วนะครับ ตอนนี้เราวิ่งอยู่บนสนามจริงเลย สิ่งที่ผมแนะนำเป็นคำถามให้ ก็คือ ๑. เรา Set Zero เถอะ คำว่า Soft Power ยอมอดทนอธิบายให้คนทั้งประเทศเข้าใจ ตรงกัน ๒. คือขับเคลื่อนให้มันจริงจัง ไม่ใช่สั่งการกันอย่างเดียว ลงไปดูรายละเอียด ท่านก็รู้ ว่าปีศาจทั้งหลายมันอยู่ในรายละเอียด เร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็ใช้งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ บนโอกาสที่ยุติธรรมของประชาชน มันไม่ใช่ใครมือยาวเจ้าใหญ่ ๆ ใช้เอาไปได้หมด ฝากให้รัฐบาลดูเรื่อง Soft Power ไว้ให้หมดนะครับ ด้วยยุติธรรมบนงบประมาณของปี ๒๕๖๘ เพราะฉะนั้นบทสุดท้ายผมได้อภิปรายบอกว่า ในปี ๒๕๖๗ มันล่องลอย ล่าช้า เลอะเทะ แล้วก็ล้มเหลว แต่ในปี ๒๕๖๘ นี้ผมยังให้เป็นเครื่องหมายคำถามไว้ เพราะมันยังไม่ถึง วันนี้ท่านแถลงนโยบาย เดี๋ยวพอสักพักหนึ่งเราคงได้อภิปรายตอนที่ท่านทำปี ๒๕๖๘ เพราะฉะนั้นขอฝากท่านนายกรัฐมนตรี ฝากท่านคณะรัฐมนตรี ฝากหน่วยงาน ฝากสมาชิก ช่วยจับตาดูว่า งาน Soft Power ของรัฐบาลที่จะปรากฏในข้างหน้านี้ มันจะไปในทิศทาง อะไรกัน ขอบพระคุณครับ