ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ หารือปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งส่งผลให้การเข้าถึงโอกาสและการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะจากโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่อ่อนแอ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงถึงร้อยละ 14 ของจีดีพี จนเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดนักลงทุนและลดขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงเสนอให้เร่งพัฒนาระบบขนส่งทางราง ทั้งรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายในประเทศและรองรับการค้าชายแดน รวมถึงสนับสนุนนโยบายรัฐในการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาคตามโครงการ BRI โดยอ้างตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศญี่ปุ่นและออสเตรีย พร้อมเสนอขยายระยะเวลาการเช่าที่ดินเพื่อดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมการกระจายที่ดินทำกิน และสนับสนุนมาตรการลดภาระค่าครองชีพควบคู่กับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ท่านประธานครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานานครับ จนเพื่อนบ้านหลายประเทศเริ่มจะแซงหน้าไทยไปแล้ว ขนาดเศรษฐกิจที่ไม่ขยายตัวนี้ หรือเค้กก้อนที่เล็กไม่พอทานนี้ ทำให้การเข้าถึงโอกาสถูกจำกัดครับ ทำให้คนในประเทศ ต้องแย่งชิง และทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
แม้ประเทศไทย จะมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถเชื่อมต่อ กับภูมิภาคต่าง ๆ ได้หลากหลายครับท่านประธาน และในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เอง เราก็เป็นกลาง ในสงครามความขัดแย้ง เหมาะอย่างยิ่งครับ ให้นานาประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมาเราติดกับดักที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมหรือการขนส่งของเรานั้นไม่ดีพอ ทำให้เราต้องพึ่งพาการขนส่งโดยถนนเป็นหลัก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และกระทบต่อการตัดสินใจ ของนักลงทุน เมื่อทำธุรกิจในไทยแล้วส่งออกยาก ขนส่งแพง ก็ไม่มีใครตัดสินใจเข้ามาลงทุน ในประเทศเรา และสำหรับนักลงทุนในประเทศไทยเอง ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น จากระบบขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือ In Efficient Logistic Cost ก็เสียโอกาสครับ ในการแข่งขันหรือใช้งบประมาณไปกับการเพิ่ม Productivity อื่น ๆ ของธุรกิจ ผมเคยอภิปราย ไปก่อนหน้านี้ครับท่านประธานว่า ปัจจุบันต้นทุนทางโลจิสติกส์ของไทยในปี ๒๕๖๕ เชื่อมต่อ ๒๕๖๖ สูงถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คิดเป็นเกือบ ๒ เท่าของประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์ ที่ดีกว่าประเทศไทย เช่น ในอเมริกา ในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือประเทศญี่ปุ่นก็ตาม หากเรา พัฒนาระบบขนส่งทางรางให้สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้จาก ๑๔ เปอร์เซ็นต์ มาเหลือ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเราก็จะเหลือเงินหมุนเวียนเข้ามา ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้สามารถนำเงินนี้ไปขับเคลื่อน หมุนเวียนเศรษฐกิจในรูปแบบอื่น สร้างผลผลิตที่เพิ่มเติมให้กับประเทศได้ ซึ่งเมื่อฟังคำแถลง นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แล้ว ชัดเจนว่าท่านยังเดินหน้าที่จะให้ ประเทศไทยเป็นโลจิสติกส์ฮับ หรือเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคให้สำเร็จตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เคยได้ประกาศไว้ เพราะศักยภาพในการขนส่งที่ดีครับ ท่านประธาน ประกอบกับตำแหน่งที่ตั้งของไทยจะเป็นที่มั่นสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกอยากเข้ามา ลงทุนในประเทศเรา ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่ารัฐบาลชุดนี้จะสานต่อนโยบายที่ทำไว้ ดีแล้วในหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่าง ๕ เรื่องที่สำคัญครับ
ในประเด็นแรกคือการยกระดับการเดินทางเชื่อมต่อระบบรางผ่านรถไฟทางคู่ ทุกเส้นทาง และฝากรัฐมนตรีพิจารณาเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟทางคู่ในทางรถไฟสายเก่าและใหม่ ที่ยังคงขาดไป หรือเป็น Missing Link ทั้งในสายตะวันออกเฉียงเหนือ สายเหนือ และสายใต้ รวมถึงรถไฟระหว่างเมืองครับ อย่างสายแม่กลองและสายตะวันออก เพื่อสร้างโครงข่าย ทางรางที่ครอบคลุมไปพร้อมกับการพัฒนาเมืองโดยรอบ ขยายโอกาสให้ทุกพื้นที่มีความสะดวก ในการขนส่งเพื่อทำธุรกิจ และให้การเดินทางของพี่น้องประชาชนสะดวกสบายเพิ่มขึ้น ทำให้การยกระดับเมืองรองหรือหัวเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยเกิดขึ้นได้จริงภายใต้รัฐบาลนี้
ประเด็นที่ ๒ คือการส่งเสริม การ Shift from Road to Rail หรือเป็นการมุ่งเน้น การสร้างถนนเพื่อเชื่อมต่อการขนส่งระบบรางครับ ให้การเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ จูงใจให้ใช้ การขนส่งทางรางเป็นหลัก ที่จะประหยัดกว่า ปลอดภัยกว่า และสะดวกกว่าในทุก ๆ พื้นที่ ซึ่งแนวทางนี้เองก็ยังช่วยลดการใช้พลังงาน และลดมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกด้วย
ประเด็นที่ ๓ คือการเปิดประตูการขนส่งการค้าชายแดนเข้า ออก และผ่าน ประเทศไทย เร่งรัดรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงจากหนองคายไปเชื่อมต่อที่เวียงจันทน์ และจีน และรถไฟทางคู่ที่ยาวลงมาจรดอ่าวไทยที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้เป็นประตูขนส่ง สินค้าขนาดใหญ่ เชื่อมต่อศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับจีน และเลยไปถึงยุโรป ผ่านโครงการ Belt and Road Initiative หรือว่า BRI ซึ่งจะเสริมสร้างการค้าระหว่างประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราได้มาก ท่านประธานครับ จากการศึกษาในประเทศ ญี่ปุ่นพบว่าการสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ส่งผลให้ผลผลิตในเขตเมืองที่ได้รับผลประโยชน์ มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ครับ และเราก็เชื่อว่าในประเทศเราเองก็จะมีผลผลิต ที่เพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันจากการลงทุนในระบบราง และนอกจากนี้การศึกษาในการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศออสเตรีย ที่มีระบบรางสำหรับขนส่งและเดินทางเป็นหลัก ถึงร้อยละ ๗๐ พบว่าระบบรางนี้สร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจได้มาก โดยคิดง่าย ๆ ว่าทุกรายได้ ๑ ยูโร ของภาคอุตสาหกรรม การขนส่งทางรางสร้างรายได้ต่อเนื่องไปกระทบธุรกิจในภาคอื่น ๆ อีก ๐.๕๒ ยูโร และการจ้างงาน ๑ ตำแหน่งในภาคธุรกิจระบบรางยังส่งผลให้เกิดการจ้างงาน ในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๑.๒๖ ตำแหน่งอีกด้วย นั่นหมายความว่าการนำงบประมาณ ไปลงทุนกับระบบรางได้ประโยชน์หลายต่อครับท่านประธาน นอกเหนือจากจะเป็นการเสริม ศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในอนาคตได้แล้ว ยังสร้างงานจากการเพิ่มการลงทุน สร้างผลผลิตให้เมืองเพิ่มขึ้น และสร้างผลกระเทือนไปยังธุรกิจอื่น ๆ ต่ออีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีอีก ๒ เรื่องหลักที่ได้เริ่มต้นในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา เรียบร้อยแล้ว และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสานต่อจากท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค นั่นก็คือการส่งเสริม เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC และโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อม ๒ น้ำอ่าวไทย และอันดามันเข้าด้วยกัน และสุดท้ายครับคือการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพสนามบิน นานาชาติและสนามบินใหม่อีก ๒ แห่ง คือสนามบินล้านนาที่ภาคเหนือ และสนามบินอันดามัน ที่ภาคใต้ ท่านประธานครับ เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้เริ่มศึกษาแล้ว ในสมัยท่านนายกเศรษฐา และส่วนตัวผมเองก็เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในเชิงของการเพิ่มแต้มต่อเพื่อดึงดูดการลงทุนได้ และอยากให้รัฐบาลชุดนี้นำไปพิจารณาต่อ นั่นก็คือการขยายเวลาการให้สิทธิการเช่าจาก ๓๐ ปี เป็น ๙๙ ปีครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดกันให้ชัดเจนก่อนครับท่านประธาน ก็คือคำว่า เช่า จะกี่ปีก็คือเช่า ไม่ใช่ขายขาดครับ และเมื่อสิ้นระยะเวลาแล้ว กรรมสิทธิ์ก็จะกลับมาเป็น ของเจ้าของที่ดินอยู่ดี จากเดิมที่กฎหมายในประเทศเราให้ระยะเวลาการเช่า Cap ไว้สูงสุด ที่ ๓๐ ปีครับ หากเราสามารถขยายเพดานขึ้นไปเป็น ๙๙ ปีได้ จะเพิ่มโอกาสในการลงทุนธุรกิจ ของผู้ลงทุนเพิ่มขึ้นมาก และจะทำให้ End User หรือพี่น้องประชาชนอย่างพวกเราเข้าถึง สินค้าและบริการในราคาที่ถูกลงได้ ยกตัวอย่างครับท่านประธาน หากผมมีที่ดินแปลงหนึ่ง ประกาศให้เช่าแบบปีต่อปี ยกเลิกสัญญาได้ทุกปี คงไม่มีผู้เช่าคนไหนจะลงทุนสร้างอาคาร ในที่ดินแห่งนี้ เพราะก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกยกเลิกสัญญาเมื่อไร แต่หากผมให้อายุสัญญาเช่า เพิ่มขึ้นเป็น ๑๕ ปี หรือ ๓๐ ปี คนเช่าก็จะกล้าลงทุนครับ เพราะสามารถใช้อาคารนั้น ในการทำธุรกิจได้ยาวกว่าและคุ้มกับการลงทุนมากกว่า ดังนั้นหากเพิ่มระยะเวลาการเช่าได้ ก็จะเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาในประเทศมากขึ้น อาจจะเป็นการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางการเดินทาง การบริการหรือสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพา งบประมาณของรัฐเองก็ได้ แต่ท่านประธานครับการส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ ก็ต้องไม่ลืมการส่งเสริมโอกาสให้พี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ไปพร้อมกันครับ ทั้งโอกาสในการ เป็นเจ้าของที่ดินและที่อยู่อาศัยที่จะเป็นหลักประกันทุนชีวิต หรือ Living Security ของทุกคน หากช่วยให้คนมีบ้าน มีที่ดินทำกิน มีค่าเดินทางในราคาที่จ่ายไหว ก็จะสร้างความพร้อม เพื่อรองรับโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาอีกด้วย ก็ยังต้องฝาก ครม. ทุกท่าน ช่วยสานต่อนโยบายดี ๆ ที่เคยทำไว้ เช่น การกระจายที่ดินรัฐให้ประชาชนเข้าไปถือครองใช้ประโยชน์ อย่างหนองวัวซอ Model หรือโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ การเร่งนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาสร้างแผนที่กลาง เพื่อแก้ข้อพิพาทของที่ดินให้ประชาชนเข้าไปอยู่ในที่ดินและได้ใช้ประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์ มาตรการการลดค่าใช้จ่ายในการถือครองอสังหาริมทรัพย์และลดภาษีโดย BOI เพื่อส่งเสริม ให้มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง ที่จะช่วยลดภาระให้พี่น้องประชาชน จูงใจให้ประชาชน Shift จากการเดินทางด้วยระบบอื่น เข้ามาสู่ระบบรางและจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพครับ ฝากอีกนิดหนึ่งครับ อาจจะขออนุญาตตอบท่านสุรเชษฐ์ในฐานะพรรคเพื่อไทย พ.ร.บ. ราง ทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการยื่นเข้าสู่สภา