ชิบ จิตนิยม อภิปรายเรื่องการเจรจาประเด็นพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา โดยมีคำถามเกี่ยวกับความคืบหน้าและแนวคิดในการแก้ปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไข เช่น พักการเจรจาเรื่องแบ่งเขตแดนทางทะเล จนกว่าจะมีความคืบหน้าเรื่องการพัฒนา พื้นที่ร่วมกัน หรือยกเลิก MOU ปี 2544 และใช้กลไกระหว่างประเทศในการตัดสินปัญหา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออภิปรายเสริมท่านสมาชิก บางท่านที่ได้แตะเรื่องเกี่ยวกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายเร่งด่วน ที่จะดำเนินการทันทีนะครับ ซึ่งเป็นนโยบายที่ ๓ คือการเจรจาประเด็นพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน ในขณะเดียวกันครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านก็ได้พูดว่าเราควรที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ แต่ว่ายังไม่ได้มีการขุดนำมาใช้นะครับ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการใช้ประโยชน์จากบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน ซึ่งมีการทำ MOU กันเมื่อ ๒๒ ปีที่แล้ว แต่ถามว่ามีความคืบหน้า มากน้อยแค่ไหน เราก็คงจะตอบได้ว่ามีความคืบหน้าค่อนข้างน้อย ประเด็นสำคัญก็คือแนวคิด ในการที่จะแก้ปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่จะต้องมีการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเล ไปพร้อม ๆ กับการร่วมกันพัฒนาแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมนะครับ เมื่อเอา ๒ เรื่องมารวมกัน ก็ทำให้กลายเป็นปัญหา และบางทีก็อาจจะมองกันว่ายากที่จะแก้ไขได้ เพราะถ้าหากมีการแตะ เรื่องดินแดนก็อาจจะมีโอกาสเกิดข้อพิพาทขึ้นมาอีกนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เพื่อให้เห็นภาพความชัดเจน อยากจะให้ท่านได้ดูแผนที่พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลนะครับ ซึ่งจะเห็นว่ามีเบ็ดเสร็จแล้ว ประมาณ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรนะครับ จากที่กัมพูชาและไทยลากเส้นไปที่ทะเลที่ ๒๐๐ ไมล์ทะเลนี้นะครับ ก็จะเกิดพื้นที่ทับซ้อนแบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ พื้นที่ส่วนบน พื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ไหล่ทวีปที่มีปัญหากันอยู่ พื้นที่ด้านล่างอีก ๑๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร นั่นคือพื้นที่ที่ตั้งใจไว้ว่าจะมีการพัฒนาร่วมกันนะครับ รัฐบาลไทย เคยมีแนวนโยบายที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับกัมพูชา โดยที่พื้นที่ส่วนกลางนั่นละครับ จะแบ่งกัน ๕๐ : ๕๐ ส่วนพื้นที่ที่อยู่ใกล้ของประเทศใด ชายฝั่งของประเทศใด ก็จะแบ่งกันที่ ๖๐ : ๔๐ แต่ว่าทางกัมพูชาบอกว่าขอเป็น ๙๐ : ๑๐ นะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถ ที่จะแก้ปัญหาตรงนั้นได้ ปัญหาก็ยังเรื้อรังกันมาตลอดนะครับ ก็มีความพยายามจากรัฐบาล หลายยุคหลายสมัยที่จะแก้ไข โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล คสช. ซึ่งท่านบริหารประเทศ เบ็ดเสร็จแล้วก็ตีว่า ๑๐ ปีนะครับ ก็มีความคืบหน้าค่อนข้างน้อย แต่ว่านำมาถึงรัฐบาล ของท่านเศรษฐาก็มีการเจรจาโดยตรงกับท่านนายกรัฐมนตรีฮุน มาแณต (Hun Manet) ของกัมพูชาไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่ารายละเอียดของการเจรจาดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้า มากมายนัก ทำไมจะต้องมีการเจรจา ผลประโยชน์ที่เราจะได้จากการเจรจาเป็นพื้นที่ทับซ้อน ๑๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรนั้นถือว่ามหาศาลมาก เพราะว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน อยู่ในปริมาณมหาศาลนะครับประเมินกันว่าถ้าหากเราสามารถใช้พื้นที่ตรงนั้นมาใช้ประโยชน์ได้ เรื่องของการลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจะเหลือแค่หน่วยละประมาณ ๒ บาทกว่า ๆ เท่านั้นเอง ในขณะที่ทุกวันนี้เราใช้กันที่ ๓-๔ บาทนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีเงินหมุนเวียน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ ๑ ล้านล้านบาทนะครับ มหาศาลมาก อันนั้นมีเรื่องของ ค่าภาคหลวงด้วย เรื่องของธุรกิจต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมีหรือพลาสติกนะครับ เรื่องของภาษีเข้ารัฐ ซึ่งก็ถือว่ามหาศาลมาก แต่ปัญหาก็คือว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ก็มีแนวทางซึ่งหลายท่านเสนอนะครับ คนที่อยู่นอกวงการรัฐบาลด้วยซ้ำไปบอกว่า เราควรจะเสนอการแก้ไขปรับปรุงร่าง ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เช่นว่าให้สามารถพักการเจรจา เรื่องแบ่งเขตแดนทางทะเลออกไปก่อนนะครับ จนกว่าจะมีความคืบหน้าเรื่องการพัฒนา พื้นที่ร่วมกัน บ้างก็เสนอว่าเราควรที่จะยกเลิก MOU ปี ๒๕๔๔ และใช้กลไกระหว่างประเทศ อย่างเช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการตัดสินปัญหา ซึ่งน่าจะทำได้เร็วกว่า การที่จะเจรจาร่วมกัน แต่ว่าอาจจะมีปัญหาในการที่จะบังคับใช้และอาจจะเกิดความสัมพันธ์ ที่ไม่ดีระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ อันนี้ก็เป็นข้อพึงระวังนะครับ
ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดก็คือว่าเราน่าจะมีการเจรจารอมชอมกัน เพราะขณะนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ถือว่าดีขึ้นอย่างมากนะครับ แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือว่า ยังมีแนวคิดของบางท่านที่อาจจะเป็นอดีตนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงคนที่สนใจ ในเรื่องนี้ แม้แต่อดีต สว. บางคนท่านก็พูดให้ระวังนะครับ เช่น มีการใช้ถ้อยคำที่อาจจะมี การหมิ่นเหม่ต่อความรู้สึกนะครับ อย่างเช่น เส้นนอกกฎหมายบ้าง เส้นฮุบปิโตรเลียม เส้นไหล่ทวีปวิปลาส อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะเป็นเรื่องหมิ่นเหม่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการพูดเอาแต่สนุกปาก ก็อาจจะสร้างความลำบากในการเจรจา ขอบคุณครับ
พักประชุมเวลา ๐๐.๔๑ นาฬิกา
ของวันศุกร์ที่ ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๗