ชูศักดิ์ ศิรินิล ชี้แจงประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่และข้อซักถามเกี่ยวกับความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และปี 2560 ที่ทำให้การแถลงนโยบายต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแหล่งรายได้ จึงขาดรายละเอียดเจาะจง พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องบทบัญญัติที่ตีความกว้าง เช่น มาตรการความซื่อสัตย์สุจริตที่อาจกระทบคุณสมบัติผู้สมัคร และย้ำความมุ่งมั่นในการเร่งกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังกฎหมายประชามติผ่านสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผมได้รับมอบหมายให้มาขยายความเรื่องของรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม จากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงไปแล้ว ตั้งแต่เช้ามากระผมได้นั่งฟังอยู่หลายครั้ง หลายตอน ส่วนใหญ่ก็จะมีความเข้าใจในเรื่องของรัฐธรรมนูญนี้แตกต่างกันไป ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ท่านว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ท่านกัณวีร์ สืบแสง ท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ก็ได้กล่าวไปในเรื่องนี้พอสมควร ผมสรุปความได้ว่าเรื่องของรัฐธรรมนูญนี้ ท่านมีข้อซักถามที่เป็นประเด็นสำคัญสัก ๒ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือว่าทำไมไม่จัดเรื่องของการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้เป็น นโยบายเร่งด่วน
เรื่องที่ ๒ ก็คือความไม่ชัดเจนของนโยบายว่าจะทำอย่างไร จะทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่แบบไหน อย่างไร ก็ไม่มีในรายละเอียดนะครับ อันนี้ก็เป็น ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่อยากจะกราบเรียน
ทีนี้ก่อนจะไปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมเองก็ได้นั่งฟังการอภิปรายของสมาชิก เมื่อสักครู่นี้ ก็เลยนึกทบทวนขึ้นมาได้ว่าน่าจะต้องพูดอะไรสักเล็กน้อยสำหรับเรื่องนี้ ด้วยความเคารพนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านศิริกัญญา ก็มีความรักเคารพกันอยู่นะครับ ท่านพูดถึงหรือเปรียบเทียบการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กับรัฐบาลนี้ และรัฐบาลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในสมัยนั้น ท่านก็บอกว่ามีรายละเอียดดี กำหนดจำนวนเงิน กำหนดวันเวลา สถานที่ อย่างโน้นอย่างนี้ ว่าจะทำอะไร เมื่อไร ผมก็เลยนึกย้อนความทรงจำว่า ผมได้มีส่วนร่วมในแง่ของการจัดทำ นโยบายในขณะนั้น โดยสรุปก็คือว่า การจัดทำนโยบายในขณะนั้นเป็นการจัดทำนโยบาย ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้จะมีบทบัญญัติในมาตรา ๗๕ มาตรา ๗๖ ที่กำหนดไว้โดยชัดเจนว่า รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า จะทำอะไร อย่างไร เมื่อไร โดยเหตุนี้ในขณะนั้นเวลาทำนโยบายจึงมีความชัดเจนว่า ๓๐๐ บาทเท่านั้นเท่านี้ เมื่อนั้นเมื่อนี้ ปีแรกทำอันนั้นทำอันนี้ แต่ว่าพอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่มีความชัดเจนแบบนั้น บทบัญญัติที่กล่าวมานั้นยกเลิกไป มีเพียงว่าต่อไปนี้ถ้าจะจัดทำนโยบายตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านต้องแถลงแหล่งที่มา ของเงินรายได้ว่าเอามาจากไหน และเอากรอบยุทธศาสตร์ชาติมากำหนดไว้ โดยกรอบ ยุทธศาสตร์ชาติก็เกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านทั้งหลาย สมาชิกรัฐสภาคงจำได้ เราก็มาตรากฎหมาย เราไม่ได้ตราหรอกครับ เขาออกมาสมัย สนช. กำหนดถึงขณะนี้ว่า เวลาทำนโยบายต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ เพราะฉะนั้นขณะนี้กฎหมายนี้มีผลบังคับ ท่านจะเห็นจั่วหน้าของคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นไปตาม ยุทธศาสตร์ชาติมาตรานั้นมาตรานี้ แต่ว่าเอากรอบยุทธศาสตร์ชาติมากำหนด อันนี้ก็กราบเรียน เบื้องต้นนะครับ อันนี้ไม่ใช่ท้วงติงอะไร แต่ว่าเป็นความรู้ว่า เอ๊ะ มันทำไมเป็นอย่างนี้ ก็นึกขึ้นได้นะครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ สำหรับเรื่องรัฐธรรมนูญประเด็นแรก ทำไม ไม่กำหนดไว้เป็นนโยบายเร่งด่วน ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าจะหาเหตุผลความเป็นมา ว่าทำไมไม่เป็นเร่งด่วน ก็ต้องย้อนไปดูนิดหนึ่งว่า ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ผมจำได้ว่าเราก็วิจารณ์กัน คราวที่แล้วผมก็นั่งอยู่ข้างล่างนี้ วิจารณ์ว่า โอ้โฮ นโยบาย ยืดเยื้อ ยาว ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร จะทำอะไร เพราะนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาเขียนว่า จะแก้ปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่แก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติก็ว่ากันไป ก็มีความยาวประมาณ ๔ บรรทัด แต่ว่ามาถึงของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ท่านเขียนไว้สั้น ๆ ไม่ยาวเลยครับ ท่านบอกว่าเร่งรัดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย มากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการประชาธิปไตย จริงอยู่นะครับ ท่านที่เคารพ ท่านประธานรัฐสภาครับ ไม่ได้เป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ผมก็พอใจอยู่นิดหนึ่ง ก็บอกว่า ๑. เร่งรัด ๒. ก็คือคำว่า โดยเร็วที่สุด โดยเร็วที่สุดก็คือทำกันโดยเร็ว เพื่อให้เกิด รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราดูนโยบายของ ๒ รัฐบาลนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ขณะนั้นเกิดความไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่า ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญมันจะตราฉบับใหม่ขึ้นมาได้โดยวิธีการใด เนื่องจากในขณะนั้น เรามีปัญหาสำคัญ ก็คือว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๔ ที่วินิจฉัยว่าถ้าจะจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เกิดขึ้นจากการทำประชามติ ของประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าจะทำฉบับใหม่ต้องไปถามประชาชนเสียก่อนว่า เห็นชอบ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำแล้วก็จำเป็นต้องไปถามประชาชน อีกครั้งหนึ่งว่าจะเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยเหตุนี้ขณะนั้นรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็เลยมีความเห็นว่ามันยังไม่ชัดเจน ว่าท้ายที่สุดมันจะมีวิธีการจัดทำอย่างไร ท่านเพื่อนสมาชิกทั้งหลายคงจำได้ว่าขณะนั้น เราเถียงกันมาก ถ้าเป็นแบบนี้ก็หมายความว่าต้อง ๓ ครั้ง บางท่านก็บอกว่าต้อง ๒ ครั้ง ในการทำประชามติ ผมเองอยู่ข้างล่างผมก็มาถามท่านประธานรัฐสภา โดยที่วิธีการก็คือ เสนอเป็นร่างเข้ามา ท่านประธานรัฐสภาโดยฝ่ายกฎหมายก็บอกว่า นี่เป็นการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นบรรจุไม่ได้ ผมเองก็ไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ทำคำร้องขึ้นไป เสนอญัตติต่อรัฐสภาแห่งนี้ละ ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่ายังไม่มีข้อขัดแย้ง ไม่รับวินิจฉัย โดยเหตุนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็ไม่มีความแน่ใจในตรงนี้ จึงควรจะใช้ ความรอบคอบ ก็เลยแต่งตั้งให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เป็นประธานกรรมการศึกษา ท้ายที่สุดท่านก็ศึกษามา ถึงขณะนี้ก็ได้ข้อสรุปว่า ๑. ก็คือต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ก็คือถามประชาชนว่าสมควรจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ ๒ ก็คือถามประชาชนหลังจากมีการแก้มาตรา ๒๕๖ มี สสร. แล้ว ครั้งสุดท้ายครั้งที่ ๓ ก็คือถามประชาชนว่าจะเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นี่คือรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา โดยรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม ซึ่งเป็นประธานกรรมการ ได้หาข้อสรุปจนได้ข้อยุติประมาณนี้ เพราะฉะนั้นโดยเหตุนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาลนี้ ก็เลยเขียนไว้สั้น ๆ เพราะรู้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันจะไปอย่างไรในท้ายที่สุด ซึ่งผมก็คิดว่าเราก็คงจะเดินตามนี้ แต่จะเดินตามนี้ได้ก็เป็นเรื่องของรัฐสภาแห่งนี้ จะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน แล้วก็ช่วยกันผลักดัน ทีนี้นอกเหนือจากเรื่องนี้ก็กราบเรียน ท่านสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพอย่างนี้ครับว่า เรื่องของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราต้องการจะให้มีฉบับใหม่ ต้องการแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยนั้น พวกเรารับทราบกันดีว่าที่ไปที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้มาอย่างไร เป็นปัญหาอะไร เขาเรียกกันว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ว่าผมไปดูแล้วก็หมายความว่าปราบโกงในที่นี้ ก็มีบทบัญญัติมากมายหลายมาตราที่เป็นปัญหา สามารถตีความได้เกินเลยไปจากความปกติ ธรรมดาที่ควรจะเป็น เราก็เห็นกันชัดเจนครับ การตีความมาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) ที่เป็นปัญหาอยู่ เมื่อสักครู่นี้ คำว่า มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คำถามคือ วิญญูชนจะเข้าใจได้อย่างไร อะไรประจักษ์ อะไรไม่ประจักษ์ ถ้าเป็นประจักษ์ก็หมายความว่าไม่เคยทำอะไรผิดเลยใช่ไหม เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องเลยตั้งแต่ต้นจนมาถึงปัจจุบัน อะไรคือพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืน ประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง เราก็ทราบกันดีว่าพฤติกรรมตรงนี้ท้ายที่สุดจะเอาตั้งแต่ เมื่อไร ก็ไม่ได้กำหนด เช่น ตั้งแต่เด็กแรกเกิดอายุ ๗ ขวบ ก็นับแล้วมีพฤติกรรมฝ่าฝืน ประมวลจริยธรรม เพราะอะไรครับ ไปเตะบอลแล้วโกงเขา อย่างนี้เป็นต้น มันก็ไม่มีข้อจำกัด ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมก็เปิดเผยได้นะครับ ท่านว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ท่านพริษฐ์ ก็มาคุยกับพวกเรา ผมเชิญท่านเลขาธิการพรรค เชิญท่านประธานวิปไปนั่งคุยด้วย เขาบอกระหว่างที่เรารอการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้ เป็นไปได้ไหมว่าเราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา บางประเด็นที่คิดว่ามีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตีความล้นเกิน อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพวกผมก็มานั่งดูแล้ว ผมคิดว่าก็เห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยว่าเราควรจะทำ แต่ว่าจะทำ ในที่นี้ก็คิดว่าดีที่สุดคือให้พรรคการเมืองทั้งหลายที่เป็นอยู่ในขณะนี้ช่วยกันทำ ในนามของ พรรคการเมือง ในนามสมาชิกพรรคการเมือง ผมทราบว่าพรรคประชาชนก็เสนอร่างมาแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่ได้เสนอบรรจุ แต่ขณะเดียวกันพวกกระผมก็มีการยกร่างกันมาอยู่พอสมควร กำลังคิดอยู่ว่าประเด็นที่ควรจะแก้อะไรบ้าง เช่น ผมคิดได้ขณะนี้ว่าการที่พวกเราจะวินิจฉัยให้ คนใดคนหนึ่งออกจากตำแหน่ง การที่จะวินิจฉัยให้คนใดคนหนึ่ง สมาชิกคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง ใช้เสียงข้างมากเท่านั้นมันจะยุติธรรมไหม เช่น ๑ เสียงก็สามารถเอานายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งได้นะ ผมก็คิดว่าในอดีตมันเคยมีนะเสียงเอกฉันท์ หรืออย่างน้อยคือเสียง ๒ ใน ๓ ๔ ใน ๕ ก็กำลังคิดกันอยู่ ก็มีแนวความคิดเหมือนกันครับ เห็นด้วยว่าเราอาจจะแก้ไข รัฐธรรมนูญรายประเด็นพร้อม ๆ กันไปกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับควบคู่กันไป ก็จะทำให้บ้านเมืองเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อย่างนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้นกราบเรียนโดยสรุปครับ เรามีเจตนาแน่วแน่ว่าจะเร่งรัดรีบจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปัญหาจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พวกเราทราบดีครับว่า ขณะนี้ต้องแก้ กฎหมายประชามติ กฎหมายประชามติผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ไปอยู่ที่วุฒิสภา หลังจากวุฒิสภาเสร็จเราก็คงจะต้องประกาศใช้ หลังจากมีกฎหมายประชามติแล้วเราคง จะเริ่มต้นถามประชาชนได้ว่า จะสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก็เป็นการเริ่มต้น นับหนึ่งของการจัดทำรัฐธรรมนูญประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศ ก็ขอประทาน กราบเรียนว่าเราก็ยินดีครับ เร่งรัดจัดทำแล้วก็ยังมีความชัดเจนว่า เราจะมุ่งไปสู่การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ