ศุภโชติ วิจารณ์นโยบายพลังงานล้มเหลว ชี้เอื้อทุน-สร้างภาระประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

ศุภโชติ ไชยสัจ อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลที่ยังดำเนินงานล่าช้าและไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้คำแถลงจะมีรายละเอียดมากขึ้น แต่การบริหารจัดการยังคงล้มเหลวในการควบคุมราคาน้ำมันและค่าไฟ จนส่งผลให้ประชาชนได้รับภาระเพิ่มขึ้น และรัฐต้องก่อหนี้ก้อนใหญ่ โดยเฉพาะการวางแผนพลังงานที่อ้างข้อมูลล้าสมัย ทำให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น และการตัดสินใจซื้อไฟจากเขื่อนใหม่ในลาวในราคาแพง ซึ่งสะท้อนถึงการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน ขณะเดียวกันนโยบายพลังงานสะอาดยังขัดแย้งกับการปฏิบัติจริงที่ปิดกั้นการแข่งขันเสรีและละเลยปัญหาหลักเกณฑ์รับซื้อพลังงานที่มีข้อครหาเรื่องทุจริตและราคาสูงเกินจริง รวมถึงความล่าช้าในการจัดหานำก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยและการจัดการที่อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานอย่าง LNG Terminal 3 สูญเสียประโยชน์ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งในนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนและการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน

นายศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ศุภโชติ ไชยสัจ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปรายในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลคุณแพทองธาร ชินวัตร ทางด้านพลังงาน ท่านประธานต้องบอกตรง ๆ ว่าคำแถลงนโยบายด้านพลังงานในรอบนี้มีความละเอียดมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าไปเปรียบเทียบจากการทำงานในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้มีอะไร เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไรนะครับ รัฐมนตรีก็เป็นรัฐมนตรีคนเดิมครับ มาจากพรรคเดิม การทำงานก็คงจะเหมือนเดิม ผมได้มีโอกาสไปฟังคลิปวิดีโอของท่านครับ ที่เล่าถึงผลงาน ในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาว่าทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง ลองไปหาฟังกันได้ ความยาวคลิปวิดีโอ ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ว่าทุกอย่างที่ท่านพูดในคลิปนั้นมันมีแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ไม่ได้มีข้อไหนที่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอเลย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ยิ่งไปกว่านั้นครับ พูดแต่เรื่องของน้ำมันครับ แก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน ไม่ได้มีการพูดถึง เรื่องค่าไฟแม้แต่นิดเดียว ราวกับว่าท่านรัฐมนตรีไม่กล้าจะไปแตะนายทุนเจ้าของโรงไฟฟ้า สักเท่าไรนะครับ ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาเมื่อปีที่แล้วนะครับ ท่านบอกว่า จะลดราคาน้ำมัน ค่าไฟ ในทันที ๑ ปีผ่านไปครับ ปัจจุบันราคาน้ำมัน ค่าไฟ แพงกว่าเดิม เรียบร้อยแล้วครับ ๑ ปีผ่านไปน้ำมันแพงขึ้น ๑-๒ บาทในทุก ๆ ประเภท ไม่ว่าจะเป็นดีเซล เบนซิน ๙๑ ๙๕ แพงขึ้นหมด ๑ ปีผ่านไปค่าไฟแพงขึ้น จากเดิมที่เคยตรึงกันไว้ได้ที่ ๓.๙๙ บาท ต่อหน่วย ตอนนี้ตรึงกันไม่ไหวเพิ่มขึ้นไปเป็น ๔.๒๐ บาทต่อหน่วย แพงขึ้นอย่างเดียวไม่พอ วิธีการที่ใช้ มาตรการที่ใช้ก็กำลังทำให้ประเทศนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวครับ อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ยอดหนี้ตรงนี้สูงกว่า ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือจะเป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตอนนี้หนี้ก็ทะลุ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วเช่นกัน เสี่ยงต่อการล้มละลายเป็นอย่างยิ่งครับ ยิ่งไปกว่านั้นนอกเหนือจากการสร้างหนี้ มาตรการ ที่ทางรัฐบาลใช้ ก็ทำให้ประเทศมีรายได้น้อยลง การที่ให้กรมสรรพสามิตลดภาษีน้ำมันลง ทำให้ประเทศไทยจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปกว่า ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๘ เดือนแรก ของปีนี้ ตรงนี้ครับ ถ้าท่านจะบอกว่าสิ่งที่ท่านทำมันประสบความสำเร็จ ผมไม่อาจเห็นด้วยได้ สิ่งที่ท่านทำมันคือผักชีโรยหน้า มันคือการแก้ไขปัญหาที่ปลายภูเขาน้ำแข็งครับ ไม่ยอมเข้าไป แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ หาวิธีการอย่างยั่งยืน ๑ ปี ไม่มีผลงานที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่ท่านพูด แถลงในวันนี้ว่า ๓ ปีหลังจากนี้จะทำอะไรบ้าง กลับทำให้ผมกังวลมากขึ้นไปอีกว่าท่านกำลัง เอาผลประโยชน์ของประชาชน ผลประโยชน์ของประเทศชาติไปยกให้กับนายทุน กลุ่มทุน พลังงานที่อยู่ฝั่งท่าน จากคำแถลงการณ์ในวันนี้ครับ ผมสรุปออกมาเป็น ๓ ข้อ

ข้อแรก ท่านบอกว่าท่านจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่เดี๋ยวก่อนครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ท่านพิชัย ขอโทษที่ต้องเอ่ยนาม ท่านบอกว่า ราคาพลังงานในประเทศนี้ไม่มีใครที่สามารถแก้ไขได้ ผมฟังอย่างนี้แล้วผมตกใจครับ ท่านไม่เกรงใจคำแถลงนโยบายในวันนี้ ไม่เกรงใจรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน แล้วอย่างนี้ ประชาชนเขาจะพึ่งใครครับ ในเมื่อรัฐบาลยังแก้ไม่ได้ เขาต้องจ่ายค่าไฟที่มันแพงอยู่อย่างนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ ใช่หรือไม่ ถ้าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานได้ ท่านต้องรู้ว่าไฟฟ้าเราผลิต มาจากโรงไหน ผลิตมาจากเชื้อเพลิงอะไร ท่านจะต้องรู้ว่าควรจะสร้างโรงไฟฟ้าชนิดไหนบ้าง ถ้าจะทำอย่างนั้นได้ ท่านต้องมีแผนพลังงานชาติที่ดีถูกต้องไหมครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แผนพลังงานชาติฉบับใหม่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ พีดีพี ๒๐๒๔ กำลังทำให้ประชาชนทุกคนจ่ายค่าไฟแพงขึ้น จากการทำแผนที่ผิดพลาด ผิดพลาดอย่างไร เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง อย่างแรกคือสมมุติฐานในการทำแผนผิดพลาด ท่านบอกว่าประเทศไทย เศรษฐกิจจะดีขึ้น ทำให้ต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่มันเติบโตขึ้นในอนาคต แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ครับ สมมุติฐานอย่างจีดีพีที่ท่านใช้ในการทำแผน ระยะสั้น ท่านบอกว่าจีดีพีจะโต ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขที่ทางแบงก์ชาติออกมาบอกครับ โตไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำในบางปี หรือระยะยาวท่านบอกว่าจีดีพี ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไปดูตัวเลขที่ทางธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ คาดการณ์ไว้ อย่างเกียรตินาคิน เขาบอกไว้ว่าจีดีพีจะเติบโตแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ข้อมูลที่ท่านใช้ก็เป็นชุดข้อมูลที่เก่า คิดกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ๒ ปีมาแล้วครับ หรือถ้าท่านจะออกมาแย้งผมว่าไม่ใช่เพราะ เศรษฐกิจที่มันเติบโตขึ้น แต่เป็นเพราะประเทศไทยมีจำนวนประชากรที่มันเพิ่มขึ้น ทำให้เรา ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟที่มันเพิ่มขึ้นตาม ท่านประธานครับ คนตายมันมากกว่าคนเกิดเรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าจำนวนคนไทยกำลังลดลงครับ หรือข้อโต้แย้งที่ท่านออกมาบอกล่าสุดว่าเราต้องคิดจำนวนแรงงานต่างด้าวเข้าไปด้วย ท่านลองไปดูตัวเลขย้อนหลังหน่อยไหมครับ เกือบ ๑๐ ปีมาแล้วครับที่จำนวนแรงงานต่างด้าว ในประเทศเราคงที่ อยู่ที่ระดับ ๒-๓ ล้าน เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะมาพยากรณ์ว่า จำนวนคนไทย คนที่อยู่ในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้น เป็นไปไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นครับ ในการจัดทำแผนรอบนี้ รัฐบาลกำลังจะเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่ประเทศเรามันเกิดไฟดับยากมาก ๆ อยู่แล้ว ไฟดับในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงหม้อแปลง ระเบิด สายไฟขาด แต่ผมหมายถึงการที่เรามีโรงไฟฟ้าไม่มากพอ ซึ่งถ้าเราไปเปรียบเทียบ กับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ประเทศเราดีกว่าเขาด้วยซ้ำ ดับยากมากกว่าเขาครับ แต่รัฐบาลบอกว่าไม่ได้ เราต้องมีความมั่นคงทางด้านพลังงาน มากขึ้นไปอีก ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก ๘ โรง ผมถามอย่างเดียวครับ จะทำไปเพื่ออะไร สมมุติฐานที่แย่อย่างเดียวไม่พอที่ทำให้เรา มีโรงไฟฟ้าล้น มีโรงไฟฟ้าเยอะขนาดนี้ แต่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานคนเดิมคนนี้ ก็ไม่ได้เลือกไฟฟ้าที่มันมีราคาถูกให้กับประชาชน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ในแผนฉบับนี้ ท่านบอกว่าจะไม่ซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนเก่าที่กำลังหมดอายุจำนวน ๔ เขื่อนในประเทศลาว แต่จะไปซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนใหม่ที่สร้างอยู่ข้าง ๆ กันแทน ผมถามอีกครั้งจะทำไปเพื่ออะไร ทั้ง ๆ ที่เขื่อนเก่า เราซื้อไฟฟ้าเขาแค่บาทกว่า และมันก็กำลังจะหมดอายุสัญญา ถ้าเราเข้าไป เจรจาขอซื้อสัญญา ขอราคาที่มันถูกกว่าเดิม เพราะอะไรครับ เพราะต้นทุนการลงทุน เงินลงทุนทั้งหมด มันคืนทุนแล้วเรียบร้อยครับ ท่านไม่ยอมทำ ท่านไปเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้า จากเขื่อนใหม่ที่มันมีราคาเกือบ ๓ บาท ของถูกท่านไม่เอา ยืนยันจะซื้อแต่ของแพง ท่านติดหรูหรือเปล่า ท่านต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า ทำไมพวกเขาถึงไม่มีโอกาสได้ใช้ไฟ ที่มันมีราคาถูก หรือรัฐบาลนี้กำลังเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าของเขื่อนอยู่หรือเปล่า จากแผน พลังงานชาติฉบับนี้ จะเห็นได้ว่ามันเป็นการจงใจไม่เห็นหัวประชาชน กำลังทำให้ประชาชน แบกรับต้นทุนค่าไฟที่มันเพิ่มสูงขึ้นจากการสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้น เพราะฉะนั้นคำแถลงการณ์ ที่ท่านบอกว่าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน อาจจะจริงอย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังพูดก็ได้ครับว่ามันทำไม่ได้ถ้าทำกันอยู่อย่างนี้ ซ้ำเติมปัญหา เอื้อประโยชน์ ให้กับนายทุนเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

คำแถลงการณ์ถัดมาครับ ท่านบอกว่าท่านจะสนับสนุนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี และยิ่งไปกว่านั้น ท่านระบุว่าจะอนุญาตให้ประชาชนที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ขายไฟให้กับ รัฐบาลได้ ทั้งหมดฟังดูดีอีกเช่นเคย แต่สิ่งที่ท่านทำมาตลอด ๑ ปีที่ผ่านมา มันกลับตรงกันข้าม ท่านบอกว่าจะให้มีพลังงานสะอาดมากขึ้น เปิดการแข่งขันอย่างเสรี แต่สิ่งที่ท่านทำล่าสุด เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่านบอกว่าประกาศรับซื้อพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ แต่ว่าให้ใช้หลักเกณฑ์เจ้าปัญหาอันเดิมที่มันส่อทุจริต ถ้าใครอยากจะฟังในรายละเอียดว่าหลักเกณฑ์อันนี้มันมีปัญหาอย่างไร มันส่อทุจริตอย่างไร ขอให้กลับไปฟังตอนที่ผมอภิปรายมาตรา ๑๕๒ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แล้วจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในวันนั้นท่านรัฐมนตรีคนเดิมคนนี้ก็ตกปากรับคำผมเสียดิบดีว่าเข้าใจปัญหา เห็นด้วย ว่าหลักเกณฑ์อันนี้มันมีปัญหา จะไปแก้ระเบียบหลักเกณฑ์ให้ ประกาศขึงขังว่าจะไม่ให้ ผู้มีอิทธิพลเข้ามาแทรกแซงการทำงานของท่านได้ ผมถามหน่อยว่าหลักเกณฑ์อันใหม่ ที่ออกมาเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา มันมีอะไรต่างไปจากหลักเกณฑ์อันเก่าบ้าง การที่ท่านรู้อยู่แล้ว แต่ว่าไม่ยอมทำอะไรแบบนี้ เรียกว่าผิดกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเปล่า ที่เคยพูดกันในวันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของราคารับซื้อจากโครงการเหล่านี้ ท่านก็บอกว่าให้ใช้ราคาเดิมที่มันกำหนดมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ แต่ว่าโครงการเหล่านี้ครับ ท่านประธาน มันจะมีกำหนดเสร็จภายในปี ๒๕๗๑ อีก ๔ ปีกว่าครับ ท่านไม่คิดว่า ๔ ปี หลังจากนี้ พวกต้นทุนราคาแผงมันจะลดลงหรืออย่างไร เพราะว่าถ้าเราไปเปรียบเทียบ ราคาแผงโซลาร์เซลล์เมื่อ ๕ ปีที่แล้วกับปัจจุบัน ราคาแผงถูกลงกว่าครึ่ง ท่านจะรีบเร่งรัด ประมูลโรงไฟฟ้าที่มันจะต้องสร้างในอีกเกือบ ๕ ปีตอนนี้ทำไม ส่วนราคาที่เรารับซื้อกัน ๒ บาทกว่า ก็เป็นราคาที่แพงครับ เพราะว่าถ้าไปเปรียบเทียบกับราคาที่ใช้กันอยู่ในตลาดโลก มันไม่ถึงบาทครับ มัน ๑ บาทกว่าด้วยซ้ำ การที่ท่านที่เร่งให้มีการประมูลโรงไฟฟ้าตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่มันรอได้ รวมไปถึงให้ใช้ราคารับซื้อที่มันแพง ไม่ให้มีการแข่งขันทางด้านราคา ลองให้คนที่เขาสามารถทำได้ถูกกว่า ๒ บาทเข้ามาเสนอแข่งราคากัน ผมเชื่อว่ามีเยอะ มีหลายเจ้า แบบนี้ท่านไม่ยอมทำครับ ท่านกำลังเอื้อประโยชน์ตรงนี้ให้กับใคร ให้กับเจ้าของ โรงไฟฟ้าที่กำลังจะได้สัมปทานตรงนี้ไปอีก ๒๐-๓๐ ปีใช่หรือไม่ เพราะว่าการกระทำแบบนี้ ประชาชนไม่ได้ประโยชน์แม้แต่นิดเดียว แต่ความจริงแล้ว ท่านไม่ต้องประมูลเลยนะครับ ยกเลิกการประมูลรอบนี้ไปได้เลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องเป็นคนกำหนดราคาครับ ให้มันเป็นกลไก ทางด้านการแข่งขันแทน ท่านบอกอยู่แล้วในคำแถลงการณ์ของท่านว่าท่านจะสนับสนุนให้มีการใช้ Direct PPA ให้คนซื้อไฟกับคนขายไฟเขาเจรจากันเอง รัฐบาลไม่ต้องไปยุ่ง ถ้าพูดอย่างนี้แล้ว โครงการรับซื้อ พลังงานสะอาดกว่า ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ก็ควรจะถูกยกเลิก ไม่มีเหตุผลที่ดีที่จะต้องทำต่อครับ ทั้งแพง ทั้งเอื้อให้ทุนผูกขาด ทั้งปิดกั้นการแข่งขันอย่างเสรี ไม่เหมือนที่ท่านแถลงในวันนี้ แม้แต่นิดเดียว หรือถัดมาครับ ที่ท่านบอกว่าจะอนุญาตให้ประชาชนเขาขายไฟจากแผง โซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนบ้านของพวกเขาให้กับทางรัฐบาลได้ ให้ประชาชนกลายเป็นผู้ผลิตไฟ เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าจากบ้านของตัวเอง สามารถทำเงิน หารายได้ ลดภาระได้ อันนี้ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนก็สนับสนุนมาโดยตลอด เป็นนโยบาย หาเสียงพวกเราอดีตพรรคก้าวไกลด้วยครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะต้องหันไปถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของท่านนิดหนึ่งว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะเห็นว่า ไปออกรายการทีวีล่าสุด หรือว่าแถลงข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็ยังเป็นการบอกว่าเน้นให้ติด เพื่อใช้อย่างเดียวอยู่เลย รวมไปถึงการทำงานที่ผ่านมาจะเห็นว่าจำนวนครอบครัวที่รัฐ อนุญาตให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนรัฐบาลได้มีน้อยมาก ๆ เมื่อเราเปรียบเทียบกับขนาด ของโครงการที่มันใหญ่มหึมาที่รัฐบาลยกให้กับเอกชน ยิ่งไปกว่านั้นครับ เราจะเห็นได้ว่า ในแผนพลังงานชาติฉบับใหม่ไม่ได้มีการกำหนดเลยว่าโครงการพลังงานสะอาดทั้งหมด จะเป็นของใคร ถ้าเราพลิกไปดูแผนเก่า เขามีการกำหนดเลยว่าโควตาเท่านี้จะเป็นของประชาชน โควตาเท่านี้จะเป็นของเอกชน โควตาเท่านี้จะเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ถึงแม้ตัวเลข ของประชาชนจะน้อย แต่เขาก็กำหนดมาอย่างชัดเจน แต่นี่แผนใหม่ไม่ได้บอกตรงนี้เลย นั่นหมายความว่าโครงการพลังงานสะอาดทั้งหมดอาจจะถูกยกไปให้กับเอกชนก็ได้ใช่ไหมครับ ท่านพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง บอกว่าจะสนับสนุนพลังงานสะอาด เปิดการแข่งขันอย่างเสรี รวมไปถึงให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนรัฐได้ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ท่านทำมาตลอด ก็คือเพิ่มการผูกขาด เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงาน ประชาชนไม่เคยอยู่ในสมการ แบบนี้มันเรียกว่าการแถลงนโยบายแบบย้อนแย้ง

และอย่างสุดท้าย ที่ผมอยากจะพูดถึงในคำแถลงการณ์ในวันนี้ ก็คือท่านบอกว่า จะจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งใหม่ ความจริงประโยคนี้ไม่ใช่คำแถลงการณ์ใหม่ เป็นคำแถลงการณ์ ที่มีมาตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา รวมไปถึงก็เป็นนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่าจะมีการเจรจานำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยบริเวณพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย และกัมพูชาขึ้นมาใช้ ๑ ปีผ่านมา เรื่องนี้ดูเงียบมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มีการแถลงไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ๑ ปีผ่านไป แม้แต่คณะผู้แทนของประเทศเราที่จะเข้าไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค JTC ยังตั้งกันไม่เสร็จครับ ตอนแรกผมคิดว่า Idea นี้ มันจะถูกยกเลิกไปเรียบร้อยแล้วครับ แต่การที่ท่านมาแถลงในวันนี้นั่นหมายความว่า ท่านเอาจริงแน่ในการที่จะนำก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนนั้นขึ้นมาใช้ ในเรื่องนี้ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นครับท่านประธาน อยากจะลองอภิปรายให้ท่านประธาน รวมไปถึงพี่น้องประชาชน ที่เป็นเจ้าของประเทศนี้ ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรในประเทศนี้ฟังดู แล้วลองตัดสินใจดูครับ ว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ

ประเด็นแรก ในเรื่องของความคุ้มค่า หรือมูลค่าของก๊าซธรรมชาติบริเวณ พื้นที่ทับซ้อนและความเร็วในการนำขึ้นมาใช้ แน่นอนว่าก๊าซธรรมชาติตรงนี้มันมีราคาถูกกว่า ก๊าซธรรมชาติที่เรานำเข้าจากต่างประเทศ แต่ท่านประธานครับ โลกของเรา ประเทศของเรา กำลังมุ่งสู่อะไรที่มันสะอาดขึ้น กำลังมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งแน่นอนครับว่า ถ้าหากประเทศเรามีการบังคับใช้กลไกภาษีคาร์บอน ก๊าซธรรมชาติพวกนี้ มันจะมีราคาแพงขึ้น เพราะว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์พอสมควร พอเชื้อเพลิงมันแพง คนจะใช้ลดลงเรื่อย ๆ มูลค่าของแหล่งก๊าซตรงนี้ที่เคยมีการประเมินไว้ กว่า ๒๐ ล้านล้านบาท มันก็จะค่อย ๆ ลดลง ทั่วโลกก็จะไม่ใช้ หันไปใช้พลังงานสะอาดแทน ซึ่งมีการประเมินกันไว้อีกนะครับว่า ระยะเวลาในการนำก๊าซจากพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้ขึ้นมาใช้ อาจจะกินระยะเวลาถึง ๕-๑๐ ปี ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่ากว่าจะถึงตอนนั้นประเทศเรา โลกของเรายังต้องการก๊าซธรรมชาติอยู่หรือเปล่า แต่ถ้ารัฐบาลสามารถ Guarantee ได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเพื่อนซี้ กับผู้นำของประเทศเขา สามารถเจรจาหาข้อตกลงทั้งในเรื่องผลประโยชน์ สิทธิสัมปทานต่าง ๆ รวมไปถึงเขตแดนกับเขาได้เร็วกว่าที่ผมพูด รัฐบาลก็ต้องตอบคำถามต่อมาให้ได้ครับว่า แล้วโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาเพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ อย่างโรงเก็บและแปรสภาพก๊าซ LNG Terminal 3 ที่มีการให้สัมปทานกับเอกชนไปแล้ว ท่านจะเอาอย่างไร ถ้าเรามีก๊าซในอ่าว เราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ LNG ครับท่านประธาน นั่นหมายความว่าสัมปทานมูลค่าการลงทุนกว่า ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ถูกประเคนไปให้กับ กลุ่มทุนพลังงานเมื่อปีก่อน กำลังจะถูกสร้างขึ้นมาแล้วไม่ได้ใช้ใช่หรือไม่ เพราะว่าในเนื้อหา สัญญาสัมปทานนี้ที่เพิ่งเซ็นไป มันมีการ Guarantee เงิน Guarantee รายได้ให้กับ กลุ่มทุนพลังงานที่มาลงทุนว่าถึงแม้พวกเขาจะสร้าง LNG Terminal 3 โรงนี้ แล้วไม่ต้อง เดินเครื่องเลย เขาก็ยังจะกำไรอยู่ดีครับ เพราะว่าในเนื้อหาสัญญาสัมปทานมันระบุไว้ว่า มีค่าความพร้อมจ่ายเหมือนกัน ซึ่งคนที่จ่ายค่าความพร้อมจ่ายนี้ก็ไม่ใช่ใครครับ ก็คือพี่น้อง ประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ท่านต้องตอบให้ได้ว่าถ้ามีการนำก๊าซจากพื้นที่ทับซ้อน ในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ได้ สัญญาสัมปทานที่ให้ไว้กับกลุ่มทุนพลังงานเรียบร้อยแล้ว จะสามารถ ถูกแก้ไข แก้ไขให้ประชาชนไม่ใช่ผู้แบกรับต้นทุนภาระส่วนเกินตรงนี้ได้หรือไม่ สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ในเรื่องนี้คืออะไรรู้ไหมครับ คือการที่รัฐบาลทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในเรื่องนี้ แล้วปล่อยให้มี นายทุนกลุ่มทุนพลังงานเข้ามาเอาผลประโยชน์จากทั้งสัมปทานการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ในบริเวณอ่าวไทย รวมไปถึงยังคงปล่อยให้กลุ่มทุนพลังงานยังคงสร้าง LNG Terminal 3 แล้วส่งภาระทั้งหมดให้กับพี่น้องประชาชน จะเห็นได้ว่านโยบายของแพทองธารทางด้านพลังงาน ทั้ง ๓ ข้อ เป็นนโยบายที่มีความย้อนแย้งกับการกระทำที่เกิดขึ้นมาตลอด ๑ ปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบอกว่าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่ก็ยังทำแผนที่ผิดพลาด มีโรงไฟฟ้าล้นเกินไม่ได้เลือกพลังงานที่มีราคาถูกมาใช้ บอกว่าจะสนับสนุนพลังงานสะอาด สนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดการแข่งขันอย่างเสรี แต่สิ่งที่ทำกลับกลายเป็นว่าสนับสนุน พลังงานสะอาดที่มีราคาแพง เอื้อให้กลุ่มทุนพลังงานมีการผูกขาดสัมปทาน ไม่ได้สนับสนุน ให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนรัฐได้อย่างจริงจัง เป็นนโยบายที่ทำพอมาเป็นแค่พิธี หรือสุดท้ายที่ท่านบอกว่าจะจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงจากแหล่งใหม่ในพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา แต่ดู ๆ ไปแล้วมีแต่คนจ้องจะเอาผลประโยชน์จากทั้งสัมปทานการขุดเจาะ รวมไปถึง การประเคนสัมปทาน LNG Terminal 3 ที่คงถูกสร้างมาแล้วไม่ได้ใช้อีกเช่นเคย สุดท้ายครับ ท่านประธาน ทรัพยากรของประเทศนี้กำลังจะถูกยกไปให้กับคนไม่กี่คน ทำไมครับ ทำไม คนธรรมดาตาสีตาสาถึงไม่มีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรในประเทศนี้เหมือนคนอื่นเขาบ้าง การแถลงนโยบายในครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการประกาศให้กลุ่มทุนพลังงาน คนที่กำลังรอสัมปทาน กับทางภาครัฐอยู่ เขามั่นใจได้ว่าพวกเขาจะยังสามารถหากินกับภาษีของพี่น้องประชาชน หากินกับค่าไฟของพี่น้องประชาชน หากินกับทรัพยากรของประเทศนี้ไปได้อีกนาน มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไปพร้อม ๆ กัน แต่ผมไม่ได้หมายถึงประชาชน ขอบคุณครับ