พุธิตา วิจารณ์รัฐบาลละเลยปัญหาโครงสร้าง-เรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญและคืนความยุติธรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

พุธิตา ชัยอนันต์ อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ การขาดความชัดเจนในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และการไม่แยกประเด็นนิติธรรมออกจากนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความกล้าหาญทางการเมืองในการคืนความยุติธรรม แก้ไขคดีที่ค้างคา และชี้แจงนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนการร่วมมือจากพรรคประชาชน

นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันจะขอมีส่วนร่วมอภิปราย ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของประเด็นนโยบายการเมืองและการอำนวย ความยุติธรรมค่ะ ท่านประธานคะ ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลนี้เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยมากแล้วก็จะเป็นในเรื่องของด้านเศรษฐกิจ เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความท้าทายในประเด็นด้านการเมืองอยู่ในประการที่ ๗ ค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประการที่ ๗ ประเทศไทยเราเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองมาอย่างยาวนาน อันเป็นผลจาก การรัฐประหาร ความขัดแย้งแบ่งขั้วที่รุนแรง รวมถึงการถอดถอนรัฐบาลออกจากอำนาจ ในแบบที่คาดเดาไม่ได้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย ได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ท่านประธานคะ เมื่อดิฉัน ได้ลองเอาคำแถลงนี้ไปเทียบกับคำแถลงของรัฐบาลท่านเศรษฐา ก็พบว่ารัฐบาลชุดนี้ มีความตระหนักรู้เรื่องความท้าทายและประเด็นปัญหาด้านการเมืองมากขึ้น น่ายินดีนะคะ แต่การตระหนักรู้นี้ก็รู้เพียงแค่เรื่องที่ตนเองเสียผลประโยชน์เท่านั้น นั่นคือเรื่องของ เสถียรภาพของรัฐบาล ท่านประธานคะ ในคำแถลงนี้ได้ตกหล่นประเด็นสำคัญ ๆ ไปอย่างมากมายหลายประการ ใคร ๆ ก็รู้ค่ะว่าประเทศของเรามีปัญหาอะไรบ้าง ไปถามตาสี ไปถามลุงแดงที่ขายข้าวแกงอยู่ในตลาดเขาก็รู้ แต่ปัญหาเหล่านี้มันฝังรากลึก และคนที่จะมา แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ก็จะต้องมีอำนาจรัฐ นั่นก็คือรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระเบิดเวลา ที่ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ตุลาการภิวัตน์ กองทัพที่ขี่คอรัฐบาลพลเรือน สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนที่ถูกละเมิด รวมถึงความยุติธรรมที่ล่าช้า บกพร่อง นี่คือปัญหาท้าทายของรัฐบาล แต่รัฐบาลชุดนี้กลับมองเห็นเพียงแค่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และการถอดถอน รัฐบาลออกจากอำนาจแบบที่คาดเดาไม่ได้แค่นั้น นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลเจอมากับตัว และบอกว่า นี่คือปัญหา ราวกับว่าเสถียรภาพทางการเมืองคือความมั่นคงของรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว เท่านั้น รัฐบาลไม่ได้พูดถึงช้างตัวใหญ่ที่อยู่ในห้องนี้ ท่านประธานคะ ปัญหาเหล่านี้ชัดเจน จนจะทิ่มตา รัฐบาลยังไม่กล้าที่จะเอ่ยถึงการแก้ไขปัญหาทางการเมือง การแก้ไขปัญหา ทางการเมืองนี้จะขาดความกล้าหาญทางการเมืองไม่ได้ แค่การพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ยังไม่กล้าเลย แล้วอย่างนี้ประชาชนจะคาดหวังอะไรได้คะ หรือถ้ารัฐบาลมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหา ก็จะยิ่งแย่กันเข้าไปใหญ่ ไม่เป็นไรค่ะ ทีนี้เรามาดูกันว่ารัฐบาลจะทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะแก้ไข ปัญหาการเมืองให้กับประเทศนี้ ในหน้า ๑๑ ตอนท้าย และหน้า ๑๒

เรื่องแรก เรื่องรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลบอกว่าจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด เห็นแค่นี้หลายคนอาจจะดีใจว่ารัฐบาล ให้ความสำคัญกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เขียนว่าโดยเร็วที่สุด นี่หมายถึงว่า จะต้องอยู่ในหมวดนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการทันทีแน่ ๆ เลยใช่ไหมคะ แต่ไม่ใช่ เพราะถึงแม้ว่าจะเขียนไว้สวยหรูห้อยท้ายว่า จะทำโดยเร็วที่สุด แต่นโยบายนี้กลับไปอยู่ หลังหมวดระยะกลางและระยะยาว ได้อย่างไรก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วน แต่ทำไมไม่กล้าสัญญาว่าจะเริ่มเมื่อไร แล้วจะเสร็จภายใน วันไหน ปีไหน จะใช้เวลาอีกนานเท่าไรคะ เพราะขนาดรัฐบาลท่านเศรษฐาที่บอกว่าจะเอาเรื่องประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าที่ประชุม ครม. ในนัดแรกที่ประกาศเอาไว้ก็ไม่ได้ทำจริงค่ะ วันนี้จังหวะดีมากเลยนะคะ ผ่านไปแล้ว ๑ ปี ๓๖๕ วันพอดี แทบไม่มีอะไรคืบหน้าเลยค่ะ เหมือนเดิม ตั้งคณะกรรมาธิการมาศึกษา ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ ท่านประธานคะ เราเสียงบประมาณถ่วงเวลากันไปเปล่า ๆ กฎหมาย ประชามติของรัฐบาลก็ช้ากว่าคนอื่นเขา จนป่านนี้แล้วกฎหมายก็ยังไม่สามารถประกาศใช้ ได้สักที เมื่อวานพรรคเพื่อไทยได้ปล่อยอินโฟกราฟิกออกมาใหม่ค่ะ รวมผลงาน ๑ ปี มีมุมซ้ายด้านล่าง Claim ผลงานว่า ประตูบานแรกแก้รัฐธรรมนูญผ่าน พ.ร.บ. ประชามติ เหมือนว่าจะสำเร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือ พ.ร.บ. ประชามติยังคาอยู่ในชั้นวุฒิสภา อยู่เลยค่ะ ยังไม่เสร็จ เสียเวลาไป ๑ ปีเต็ม ๆ แล้วที่ช้าก็เพราะว่า ครม. ยังทำร่างของตัวเองไม่เสร็จ ก็เลยดึงไว้อย่างนั้น ทั้งที่ร่างของพรรคการเมืองเสร็จรอกันมาตั้งนานแล้ว ท่านประธานคะ เราย้อนไปดูที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เคยได้แถลงไว้ว่า ไตรมาส ๑ ปี ๒๕๖๗ จะได้ไปทำประชามติกัน ตอนนี้เดือนสุดท้ายของไตรมาส ๓ ปี ๒๕๖๗ แล้วค่ะ แล้ว พ.ร.บ. ประชามติยังไม่เสร็จเลย แบบนี้ยังกล้า Claim ผลงานอีกหรือคะ ท่านประธานคะ นอกจากนี้ แล้วดิฉันก็พบว่าในคำแถลงของรัฐบาลชุดนี้มีการตัดข้อความที่บอกว่ารัฐบาลจะให้ประชาชน มีส่วนร่วมในคำถามประชามติและการออกแบบรัฐธรรมนูญออกไป ตัดออกไปเลยนะคะ อันนี้หมายความว่าอย่างไรคะ เป็นนัยว่าประชาชนจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ รัฐธรรมนูญอีกแล้วหรือเปล่า ประชาชนจะไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อีกแล้วใช่หรือไม่ แล้วคำถามประชามติจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ร่าง สสร. ยังมีที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนอยู่หรือเปล่า เหมือนที่พรรคเพื่อไทยก็ได้เคยหาเสียงไว้นะคะ จะมีการ Lock Spec หรือเปล่า เพราะในเอกสารนี้ก็ไม่ปรากฏคำว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. เลย เนื้อหา ข้างในสรุปแล้วจะเป็นอย่างไรคะ จะเปิดให้มีการแก้ทั้งฉบับหรือไม่ ไม่ได้พูด และที่สำคัญ กระบวนการทั้งหมดนี้นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะดูจาก Timeline ที่ช้าขนาดนี้รัฐบาล อยู่จนครบเทอม ดิฉันก็ไม่แน่ใจเลยว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือเปล่า

ท่านประธานคะ อีกประเด็นที่รัฐบาลนี้หยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายการเมือง เรื่องที่ ๒ ในคำแถลง นั่นก็คือการฟื้นฟูหลักนิติธรรมที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ รัฐบาลท่านเศรษฐาก็พูด รัฐบาลคุณประยุทธ์ก็พูด พูดกันมานานมีแต่คำใหญ่ ๆ โต ๆ แต่ถึงเวลาทำจริงแล้ว กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งเสมอเลย แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้นนะคะท่านประธาน การพูดเรื่อง หลักนิติธรรมแต่กลับเอาไปโยงกับการสร้างรายได้ ทั้ง ๆ ที่ใจความสำคัญของหลักนิติรัฐ นิติธรรม นั่นก็คือการที่มีกฎหมายที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ความเสมอภาค ต่อหน้ากฎหมายของประชาชน การคุ้มครองปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมี รัฐธรรมนูญหรือรัฐสภาเป็นอำนาจสูงสุด และเราก็จะต้องมีหลักประกันด้วยว่าตุลาการต้องมี ความเป็นอิสระ ท่านประธานคะ ดิฉันวอนขอเถอะค่ะ ฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล และท่านนายกรัฐมนตรีนะคะว่า ได้โปรดอย่าเอาเรื่องหลักนิติธรรมและความยุติธรรม ไปผูกติดไว้กับเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการหารายได้เลยค่ะ มันเป็นคนละเรื่องกัน ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นความพยายามของรัฐบาลในการก้าวข้ามความขัดแย้งที่มีมาอย่าง ยาวนาน ซึ่งพวกเราพรรคประชาชนเองก็เห็นด้วยค่ะว่า ความขัดแย้งที่มีนั้นต้องยุติลงได้แล้ว แต่มันจะต้องยุติลงได้เพราะทุกคนได้รับความยุติธรรม ไม่ใช่ข้าราชการที่นักการเมือง จับมือกัน เพราะผลประโยชน์ลงตัว หรือมีศัตรูร่วมกัน แล้วจับมือกันทุกอย่างจะจบ ยังมีคน อีกมากขณะที่ยังคงรอคอยความยุติธรรมอยู่ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างนะคะ เหตุการณ์ ล้อมป่าผู้ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่ตอนนี้มีคดีจำนวนมากยังค้างคาอยู่ในศาลทหาร มีประชาชนตายด้วยอาวุธสงครามของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่มีใครหน้าไหนได้รับโทษเลย ตอนนี้ รัฐบาลก็มีอำนาจอยู่เต็มมือคุมฝ่ายบริหารได้ คุมเสียงข้างมากในสภาได้ ๓๐๐ กว่าเสียง ขอท่านจัดการเรื่องนี้นะคะ ธรรมนูญศาลทหารต้องแก้ไขเพื่อที่จะได้นำผู้กระทำความผิด มาขึ้นศาลยุติธรรม ศาลพลเรือน ความจริงแล้วเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยตอนเป็นฝ่ายค้าน สมัยที่แล้วก็เห็นชอบด้วยมาตลอด ดูจากในสไลด์ นี่คือคำหาเสียงที่ได้ Post ไว้ใน Social Media ของพรรคเองนะคะ ท่านประธานคะ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนพี่น้อง คนเสื้อแดงสามารถเรียกคืนความยุติธรรมได้ ที่เคยได้โฆษณาเอาไว้ผลักดัน แต่พรรคเพื่อไทย ถอนร่างนั้นออกมาบอกว่าจะนำไปปรับแก้ แต่จนป่านแล้วค่ะท่านประธานก็ยังไม่รู้ว่าร่างนี้ ไปอยู่ที่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญของพี่น้องที่สูญเสีย พรรคเพื่อไทยก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านได้พูดเอาไว้เองว่า ท่านเข้าใจความรู้สึกของพี่น้อง เสื้อแดงดี ท่านประธานคะ ความยุติธรรมยังไม่มีให้กับประชาชน แล้วรัฐบาลชุดนี้จะเดินหน้า สร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้อย่างไร ดิฉันไม่ได้บอกว่าเราจะต้องแก้แค้น จะต้องเอาคืน กันไปกันมาแบบไม่มีวันจบนะคะ แต่การคืนความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสียคือหลักประกัน ให้กับคนไทยทุกคน ย้ำนะคะว่านี่คือการสร้างหลักประกันให้กับคนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะ เสื้อเหลือง เสื้อแดง คนกลุ่มไหน หรือนักการเมืองคนไหน ว่าต่อจากนี้ไปแล้วจะไม่มีอีกแล้ว การที่ผู้มีอำนาจจะปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงแล้วจะรอดพ้นความผิดไปได้ อันนี้ ต่างหากคือหลักนิติรัฐ นิติธรรมที่รัฐและรัฐบาลจะต้องยึดถือไว้ให้มั่น มีหลายต่อหลายคน ที่ยังคงรอคอยความยุติธรรม มีหลายชีวิตที่จะต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ หลายคนยังเด็กอยู่เลยค่ะ หลายคนที่ถูกคุมขังในคดีเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองในช่วงที่มีความขัดแย้ง ทางการเมืองอย่างรุนแรง ยังมีอีกหลายร้อยคนค่ะ คนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรที่กระทำความผิด ร้ายแรงประเภท ปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ แต่คนเหล่านี้แค่แสดงออกแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่แตกต่างไปจากที่รัฐต้องการจะเห็นเท่านั้น การเอาผิดพวกเขาแบบที่รัฐไทยทำ ขัดต่อหลัก นิติธรรม และไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลเลย ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิก ทั้งหลาย รวมถึงท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย ทั้งที่ยังนั่งอยู่ในห้องนี้แล้วก็ไปไหนแล้วก็ไม่รู้นะคะ ก็เคยล้วนได้รับโอกาสในการนิรโทษกรรมมาแล้ว ดิฉันขออนุญาตเอ่ยชื่อนะคะ ไม่ว่าจะเป็น สหายใหญ่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชชยชัย ท่านสหายศรชัย ท่านสหายสุภาพ พวกท่านก็เคยได้รับความยุติธรรมเหล่านั้นมาแล้ว วันนี้พวกท่านจะคืนความยุติธรรมให้กับ คนอื่น ๆ ให้กับประชาชนคนอื่น ๆ ได้หรือไม่

สุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะขอความชัดเจนอีกนิดเดียวนะคะ สรุปแล้วดิฉัน อยากจะขอความชัดเจนจากรัฐบาลว่า รัฐบาลจะมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในประเด็น การเมือง ทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งการอำนวยความยุติธรรมให้กับพี่น้อง ประชาชนคนไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อเป็น หลักประกันให้กับสังคมเราในอนาคตค่ะ รวมถึงจะทวงถามความคืบหน้าของการ นิรโทษกรรมด้วย ท่านประธานคะ พรรคประชาชนเราพร้อม พร้อมอย่างยิ่งที่จะให้ ความร่วมมืออย่างเต็มที่นะคะ แต่รัฐบาลจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจนก่อนว่า จะทำอะไร และจะทำอย่างไร อย่าให้ ๓ ปีต่อจากนี้เป็นเหมือน ๑ ปีที่สูญเปล่าอย่างที่ผ่านมา เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ