วิโรจน์ ชี้แก้ยาเสพติดต้องจับใหญ่-ยึดทรัพย์-บำบัดผู้เสพแทนจำคุก

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหายาบ้าที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอนาคตของคนรุ่นใหม่ พร้อมวิพากษ์นโยบายรัฐบาลชุดก่อนที่ขาดการวางแผนเป็นระบบและดำเนินการล่าช้า แม้มีเป้าหมายภายใน 90 วันแต่ใช้เวลากับการจัดการภายในโดยไม่มีงบประมาณและกลไกสนับสนุนที่เพียงพอ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เรียนรู้บทเรียนดังกล่าวและวางแนวทางอย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเน้นการจับผู้ค้ารายใหญ่แทนการจับผู้เสพ ปรับนโยบายลดการขึ้นทะเบียนผู้เสพในปริมาณน้อย และเปลี่ยนแนวทางไปสู่การบำบัดฟื้นฟูร่วมกับชุมชน พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณ ยกระดับขีดความสามารถสถานบำบัด และขยายบริการให้ครอบคลุมผู้มีอาการทางจิตเวชร่วม รวมถึงเน้นการยึดอายัดทรัพย์เครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่เพื่อตัดอุปทานและนำผลประโยชน์มาสนับสนุนการบำบัดและพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันผมคิดว่าภัยสังคมที่กำลังคุกคาม คุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแสนสาหัสและส่งผลร้ายในระยะยาว อาจยาวนานจนกระทั่ง ข้ามชั่วอายุคนก็ได้ นั่นก็คือปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า หรือ Methamphetamine

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ต้องยอมรับครับว่า ที่ผ่านมาผมยังไม่เห็นความชัดเจนใด ๆ ทั้งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณและการปฏิบัติ อย่างครบวงจรจากรัฐบาลชุดที่แล้ว จนมาถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมก็ยัง ไม่เห็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญจากรัฐบาลก่อนเลย เรามาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลก่อน จะได้ไม่ซ้ำรอยกับรัฐบาลนี้ นับตั้งแต่มีมติ ครม. ของรัฐบาลชุดที่แล้วเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ให้มีการบูรณาการในการปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และเด็ดขาด ให้มีผลเป็นรูปธรรมภายใน ๙๐ วัน โดยเฉพาะในพื้นที่ ๒๕ จังหวัดที่มียาเสพติด ระบาดรุนแรง ท่านประธานครับ แต่กว่าจะมีการเสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ ที่ให้สันนิษฐานว่า เอาไว้ในครอบครองเพื่อเสพที่ลดจาก ๕ เม็ด เหลือ ๑ เม็ด เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฎกระทรวงนี้นี่อีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ประเด็น ที่ผมจะชี้ก็คือว่า กว่าจะมีการแก้กฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องนี่ต้องรอจนถึงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๗ ปีเดียวกัน จะแก้กฎหมายระดับกระทรวงนี่ต้องรอจนถึง ๔๑ วัน เกือบครึ่งทางแล้วครับท่านประธาน แล้วกว่าจะมีมติ ครม. ให้มีการลาดตระเวนเอกซเรย์สุ่มตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยงทุกหมู่บ้าน แยกกลุ่มผู้เสพให้เข้ารับการบำบัด แล้วก็ขยายผลจับกุมผู้จำหน่าย ดำเนินการฝึกอาชีพ จัดหางานให้กับผู้รับการบำบัดที่ให้ ป.ป.ส. เป็นแม่งานนี่นะครับ ท่านประธานทราบไหมครับ ต้องรอจนถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม ผ่านไปอีกครึ่งเดือนถึงจะมีการเอกซเรย์ หนำซ้ำรัฐบาล ชุดที่แล้วสั่งอย่างเดียวครับ นายอำเภอต้องดิ้นรนทำงานร่วมกันกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการชุมชน และ อสม. และ รพ.สต. ที่เสียสละออกมาทำงานร่วมกัน โดยที่รัฐบาล ไม่ได้จัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนเพิ่มเติมอะไรเลย แถมยังถูกเครือข่ายยาเสพติด ในชุมชนข่มขู่อีกต่างหาก ผ่านมาอีก ๒๘ วันครับท่านประธาน ถึงจะมีมติ ครม. พิจารณา แนวทางในการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้ทั่วถึงและรวดเร็ว ท่านประธานดูสิครับ กว่าจะเร่งรัดการจ่ายเงินให้กับคนทำงานนี่ต้องรอ จนถึงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมาสั่งอย่างเดียว จะเอางานเร็วแต่เงินไม่จ่าย แล้วการแก้ปัญหายาเสพติดจะคืบไปข้างหน้าได้อย่างไร สรุปแล้วครับ รัฐบาลที่แล้ว ตั้งเป้าแก้ไขปัญหายาเสพติดใน ๙๐ วัน ผ่านไป ๘๔ วัน ยังสาละวนอยู่กับการแก้ไขปัญหา ยังสาละวนอยู่กับการแก้ไขกฎกระทรวง สั่งการฝ่ายปกครอง เร่งรัดการจ่ายค่าตอบแทน กว่าจะพร้อมมีเวลาทำงานเหลือแค่ ๖ วัน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่านโยบายการแก้ไขปัญหา ยาเสพติดของรัฐบาลเดิมเป็นแบบคิดไปทำไป ไม่ได้คิดเป็นระบบตั้งแต่แรก ซึ่งผมหวัง เป็นอย่างยิ่งครับว่ารัฐบาลชุดนี้ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อแพทองธาร ชินวัตร จะได้บทเรียน และไม่ทำเช่นนั้นอีก ท่านประธานครับ การแก้ไขปัญหายาเสพติดหากรัฐบาลไม่คลายปม ปัญหาทั้ง ๓ ปม เอาแต่จับผู้เสพรายเล็ก รายน้อยเพื่อสร้างภาพ นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วนะครับ ยังจะทำให้ปัญหายาเสพติดลุกลามกระจายเป็นวงกว้าง ฝังรากลึกทำลายระบบ เศรษฐกิจจนกลายเป็นปัญหาสังคมที่ยากจะแก้ไขอีกด้วย

ปมแรกเลยครับท่านประธาน รัฐบาลต้องเข้าใจก่อนว่าการจับกุมผู้เสพ และผู้ครอบครองไว้เพื่อเสพไปเข้าคุกจะเป็นการเติมแรงงานให้กับธุรกิจยาเสพติด การแก้ไข ปัญหายาเสพติดต้องจับตัวใหญ่ครับ จับแล้วต้องยึดทรัพย์ ส่วนตัวเล็กตัวน้อยต้องเอา เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู อย่าหลอกประชาชนด้วยจำนวนคดีและจำนวนผู้ต้องหาที่เพิ่ม มากขึ้น แต่เต็มไปด้วยผู้ต้องหาปลาซิว ปลาสร้อย แต่ขยายผลไปสู่ตัวใหญ่ไม่ได้ ปัจจุบันครับ มาดูที่กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ใน ครอบครองเพื่อเสพ หรือที่เรียกว่ายาบ้า ๕ เม็ด ที่ลดจาก ๕ เม็ด เป็น ๑ เม็ด สังคมก็มีความ กังวลครับว่า กฎกระทรวงนี้อาจจะทำให้มีการจับกุมผู้เสพและผู้ที่ครอบครองไว้เพื่อเสพ เพิ่มมากขึ้น มาดูที่กราฟครับ โดยในปี ๒๕๖๗ แค่ ๑๐ เดือน มีจำนวนคดีเสพและครอบครอง ไว้เพื่อเสพมากถึง ๑๓๙,๗๘๓ คดี เมื่อเทียบกับปีที่แล้วปี ๒๕๖๖ ที่มีจำนวนคดีเสพ และครอบครองไว้เพื่อเสพปี ๒๕๖๖ มีรวมกัน ๑๕๖,๗๙๘ คดี ถ้าประเมินแบบครบปี ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปี ๒๕๖๗ จะมีจำนวนคดีเสพและครอบครองไว้เพื่อเสพ ซึ่งเป็นการจับกุมผู้ต้องหารายเล็ก รายน้อยสูงกว่าปีที่แล้ว

มาดูข้อมูลฝั่งเรือนจำกันบ้างแล้วจะตกใจ ท่านประธานทราบไหมครับว่า จากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ ๑๔๓ แห่งทั่วประเทศ มีอยู่รวมกัน ๓๐๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ เป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติดถึง ๒๑๘,๖๕๗ คน หรือคิดเป็นประมาณ ๗๒ เปอร์เซ็นต์เศษ เทียบง่าย ๆ ครับผู้ต้องขัง ๑๐ คน เป็นคดียาเสพติดไปแล้ว ๗ คน ความน่ากังวลคืออะไรครับ ท่านประธานดูที่กราฟจะเห็นเลยครับว่า จำนวนนักโทษเด็ดขาด ที่เป็นผู้เสพและผู้ครอบครองไว้เพื่อเสพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่จำนวนนักโทษ เด็ดขาดที่เป็นผู้จำหน่ายและครอบครองไว้เพื่อจำหน่ายมีแนวโน้มลดลง สะท้อนว่าอะไรครับ สะท้อนว่าเรือนจำในตอนนี้กำลังจะกลายเป็นสถานที่กักกันผู้เสพครับ แล้วปล่อยผู้จำหน่าย รายใหญ่ค้าขายลอยนวลอยู่ข้างนอก ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า การจับกุมผู้เสพและผู้ครอบครองไว้เพื่อเสพ ไม่สามารถทำให้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดลดลงได้ ซ้ำร้ายครับ เมื่อผู้เสพ ถูกดำเนินคดีก็จะมีประวัติอาชญากรรม ซึ่งทำให้โอกาสในการหางานใหม่ไปประกอบอาชีพอื่น เป็นไปได้อย่างยากลำบากมากขึ้น จะสมัครเป็น Rider ส่งอาหารก็ยังสมัครไม่ได้เลยครับ ท่านประธาน ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดให้ประชาชนสามารถ ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของตนเองเพื่อไปยื่นใบสมัครงาน ยิ่งทำให้นายจ้างสามารถ ขอให้ผู้สมัครแนบเอกสารประวัติอาชญากรรมมาพร้อมกับใบสมัครงานได้ นายจ้างพอเห็น ประวัติว่ามีคดียาเสพติดมีครอบครองไว้เพื่อเสพ เขาไม่คิดหรอกครับว่าจะครอบครองไว้แค่ เม็ด ๒ เม็ด เขาคิดว่าครอบครองไว้เป็นกิโลทั้งนั้น เขาก็ไม่รับทำงานแล้วครับ ซึ่งจะทำให้ ผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพ และครอบครองไว้เพื่อเสพ ซึ่งเป็นคดีที่ไม่ใหญ่โตอะไร ไม่มีโอกาสในการทำงาน หางานได้ยาก หนำซ้ำครับท่านประธาน การที่เคยเป็นผู้ต้องขัง ในเรือนจำยังทำให้ผู้เสพได้รู้จักกับเครือข่ายยาเสพติดครับ ระบบแบบนี้จึงทำให้ผู้ต้องขัง ในคดียาเสพติดหวนกลับไปเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดซ้ำหลังพ้นโทษถึง ๗๖.๙ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าการจับผู้เสพไปขังคุกเป็นฉากหน้าที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยในระยะยาวกลับกลายเป็น กระบวนการในการป้อนแรงงานให้กับธุรกิจเครือข่ายยาเสพติด รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริม การสร้างเครือข่ายการค้ายาเสพติด สร้างระบบ Downline สร้าง Networking ให้มี Agent ส่งกระจายถึงชุมชนเป็นวงกว้าง เรือนจำกำลังจะกลายเป็น Co-working Space ที่เป็นศูนย์ Reskill Upskill ให้กับ Agent ค้ายาเสพติด จากเด็กเดินยาก็จะกลายเป็นอายุน้อย ๑๐๐ เม็ดทันที ในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ พบว่าจากคดีอาญาทั้งหมด ๖๙๑,๕๓๙ คดี ท่านประธานครับ พบว่าเป็นคดียาเสพติดสูงถึง ๓๒๐,๒๐๔ คดี ๔๖.๓ เปอร์เซ็นต์ มีผู้ต้องหาทั้งสิ้น ๓๒๒,๐๔๓ ราย เป็นผู้ต้องหาในคดีเสพ ๑๙๖,๗๗๔ ราย ครอบครองไว้เพื่อเสพ ๕๒,๑๐๓ ราย จากผลการศึกษาของสถาบัน เพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ที่รวบรวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการ ยุติธรรมทั้งหมดของผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดียาเสพติด เชื่อไหมครับว่าคดีเสพนี้มีรายจ่าย ของกระบวนการยุติธรรมอยู่ทั้งสิ้น ๒๐๔,๓๐๒ บาท ครอบครองยาเสพติดมีรายจ่าย อยู่ประมาณ ๖๐๒,๑๖๒ บาท ท่านประธานครับ ผมเอาตัวเลขนี้มาทำไม เพื่อจะชี้ให้ ท่านประธานส่งผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีให้ทราบว่า เมื่อคำนวณแล้วจะพบว่ามีค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในคดีเสพและครอบครองไว้เพื่อเสพสูงถึงปีละกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท หากพิจารณาต้นทุนการสูญเสียผลิตภาพด้านแรงงานของนักโทษที่เป็น ผู้เสพและผู้ครอบครองไว้เพื่อเสพ ที่สูญเสียโอกาสในการหารายได้ สูญเสียโอกาสในการทำงาน คนละประมาณสัก ๙๐,๐๐๐ บาทต่อปี รวม ๆ กันแล้วความสูญเสียในการที่เสียโอกาส ในการทำงานก็ตกอีกปีละประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่นับการสูญเสียโอกาสในการ ประกอบอาชีพที่ต้องผูกพันไปตลอดชีวิตนะครับ เนื่องจากมีประวัติอาชญากรรม ประวัติ คดียาเสพติดติดตัวอีกด้วย เท่ากับว่าในปีหนึ่ง ๆ นี่นะครับท่านประธาน มูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจจากการจับผู้ต้องหายาเสพติดตัวเล็กตัวน้อยไปขังคุก รวม ๆ แล้วอาจมีมูลค่า สูงระดับ ๙๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปแจกเป็น Digital Wallet คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นี่แจกได้ ๑๐ ล้านคนแล้วนะ ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลควรจะ มุ่งเน้นจึงไม่ใช่การจับกุมคุมขังเพื่อทำยอดคดีครับ ไม่ใช่จับปลาซิวปลาสร้อย แต่ต้องมุ่งไปที่ การสนับสนุนด้านงบประมาณในการทำงานร่วมกันกับชุมชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในการพา ผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูแบบสมัครใจ ถึงจะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มี ประสิทธิผลที่ดีกว่า

ผมก็จะมาต่อด้วยปมที่ ๒ เลยครับ คือการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ รัฐบาลต้องใส่ใจ กับการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดให้มากกว่านี้ครับ ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้มีการส่งเสริม ให้ผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดโดยสมัครใจอย่างจริงจังเลยครับ เราพบครับว่า ขีดความสามารถในการบำบัดผู้ติดยาเสพติดยังสามารถรองรับผู้ติดยาเสพติดได้เพิ่มขึ้น เป็นเท่าตัว ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขีดความสามารถของคลินิกก้าวใหม่ ก้าวใหม่พลัส คลินิกฟ้าวันใหม่ โรงพยาบาลตากสิน สามารถรับบำบัดผู้ติดยาเสพติด แบบผู้ป่วยนอกได้ถึง ๑๑,๔๘๐ ราย แต่ปัจจุบันพบว่ามีผู้รับการบำบัดเพียงแค่ ๖,๐๐๐ คน โดยประมาณเท่านั้น ยังเหลือขีดความสามารถอีก ๕,๔๘๐ คน ในระดับประเทศครับ จากการหารือกับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี หรือผมเรียกย่อ ๆ ว่า สบยช. มีการประเมินครับว่า ผู้ติดยาเสพติดทั้งประเทศอาจมีอยู่ มากถึง ๒ ล้านคน แต่ปัจจุบันมีผู้เข้าสู่กระบวนการบำบัดเพียงแค่ ๑๔๓,๕๗๓ คน อีกเกือบ ๒ ล้านคนไปไหน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ารัฐบาลยังขาดการจูงใจให้ผู้ติดยาเสพติดรู้สึกปลอดภัย และสมัครใจเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู ขาดการสนับสนุนงบประมาณในโครงการชุมชน ล้อมรักษ์ ไม่ให้ความสำคัญกับชุมชนในการเข้ามามีส่วนร่วมกับการติดตามการบำบัดฟื้นฟู ของผู้ติดยาเสพติดในชุมชนอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งหมดนี้ทำให้การบำบัดฟื้นฟูแบบผู้ป่วยนอก รวมทั้งกรณีที่ศาลสั่งให้รอลงอาญาแล้วต้องมารายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติ มีอัตรา เข้ารับการบำบัดและมารายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติที่ต่ำมาก ๆ เกิดอะไรขึ้นครับ หลังจากไปรับยา นัดหมายกับคุณหมอ พอผู้ติดยาออกไปจากโรงพยาบาล ออกไปจาก ศูนย์บริการสาธารณสุข ยาก็ไม่กิน นัดก็ไม่มา ส่วนที่ต้องมารายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติก็ไม่มารายงานตัวเสียอย่างนั้น สำนักงาน คุมประพฤติก็ทำได้แค่จัดทำรายงานพฤติการณ์เท่านั้นเอง ไม่มีกระบวนการใด ๆ ในการ ติดตามให้ผู้เสพกลับมารายงานตัว ไม่มีกระบวนการใด ๆ ในการติดตามให้ผู้ที่ติดยาเสพติด กลับเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง และคอขวดที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดก็คือ สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่รองรับการบำบัดฟื้นฟูแบบระยะยาว ๒-๔ เดือน ซึ่งตามรายงานพบว่ามีประสิทธิผลสูงมาก แต่กลับประสบกับปัญหาความขาดแคลน ทั้งจำนวนสถานฟื้นฟูและงบประมาณ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเรามีสถาน ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในสังกัด กทม. แค่แห่งเดียวครับท่านประธาน คือบ้านพิชิตใจ ซึ่งรับการบำบัดได้เพียงปีละ ๓๐๐ คนต่อปี ฟังไม่ผิดนะครับท่านประธาน สำหรับสถาน บำบัดฟื้นฟูที่อยู่นอกสังกัด กทม. ที่มีเสริมก็มีอยู่ ๒ แห่ง คือสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี หรือ สบยช. ซึ่งก็มีจำนวนเตียงเพียงแค่ ๖๗๐ เตียง และยังต้องรองรับการบำบัดผู้ติดยาจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลางร่วมด้วย สำหรับอีกแห่ง ก็คือสถานฟื้นฟูของกองทัพอากาศ นิดเดียวครับ รับบำบัดได้เพียงปีละ ๖๐ คนเท่านั้น นี่หรือครับ ความจริงจังกับการบำบัดฟื้นฟู ยิ่งผู้ติดยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย ยิ่งมีข้อจำกัดครับ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลจิตเวชยาเสพติดอยู่เพียง ๒๐ แห่งครับ มีจำนวน เตียงรองรับ ๑,๐๙๔ เตียง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการในการยกระดับมินิธัญญารักษ์ ๑๑๒ แห่ง โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปอีก ๑๒๗ แห่ง สถาบันบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี หรือ สบยช. และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ ภูมิภาคอีก ๖ แห่ง ให้เปิดหอผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด แต่ก็ยังขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณ อย่างจริงจัง สั่งแต่ปาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ครับ ยิ่งร้าวรานใจเลยครับ ท่านประธาน ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ามีจำนวนเตียงที่รองรับผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด เพียงแค่ ๓๐ เตียงเท่านั้น ใน กทม. โรงพยาบาลกลาง ๑๐ เตียง โรงพยาบาลตากสิน ๘ เตียง โรงพยาบาลสิรินธร ๘ เตียง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ๔ เตียง ขณะที่กรุงเทพฯ ยังขาดแคลนขนาดนี้ไม่ต้องนับจังหวัดอื่น ๆ เลยครับท่านประธาน ในระดับประเทศครับ สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีเพียง ๑๓๔ แห่ง เป็นของรัฐ ๘๓ แห่ง เอกชน ๓๔ แห่ง องค์กรการกุศลอีก ๑๗ แห่ง แถมการส่งตัวผู้เสพเพื่อเข้ารับการบำบัดแบบระยะยาว ไม่สามารถส่งตัวได้ทันทีนะครับท่านประธาน ต้องรอคอยเข้ารับการบำบัดเป็นรุ่น เหมือนต้อง รอรับแหวนรุ่นในระบบ SOTUS ทำไมต้องรอครับ ผมว่ารัฐบาลต้องกำหนดมาตรการในการ รับผู้เสพเข้ารับการบำบัดแบบระยะยาวเสียใหม่ ให้เข้ารับการบำบัดได้ทันที จะเกิดอะไร ขึ้นครับ ทำไมครับ ระหว่างรุ่น ๒ ยังไม่เปิดคือจะให้เขาเสพรอไปก่อนหรือครับ รอรุ่น ๑ ครบรอบก่อนหรืออย่างไรครับ ถ้าต้องการให้ผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดแบบสมัครใจ รัฐบาลประกาศเลยครับว่า สามารถใช้บัตรทอง ๓๐ บาทรักษาทุกที่ได้ รัฐบาลต้องไม่ใช่แค่ สั่งอย่างเดียว ต้องจัดสรรงบประมาณด้วยครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่า สปสช. ของบ ในปี ๒๕๖๘ มา ๑๗๒,๖๙๗ ล้านบาท เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ครับ สำนักงบประมาณที่ไม่มีความรู้ เรื่องการสาธารณสุขไปใช้สูตรของตัวเองไปตัดงบประมาณของ สปสช. ลง ๔,๙๔๔ ล้านบาท จนเหลืองบเพียงแค่ ๑๖๗,๗๕๓ ล้านบาท เกิดอะไรขึ้นครับ มาดูที่งบด้านการบำบัด รักษากันบ้าง จากงบประมาณแผนบูรณาการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด ผมเอามาเทียบกับจำนวนของกลางยาบ้าที่ยึดได้ครับ แล้วพบว่างบด้านการบำบัดรักษา แม้ว่าจะเพิ่มขึ้น เดี๋ยวรัฐบาลจะอ้างว่าเพิ่มขึ้นครับ แต่ผมยืนยันว่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่ได้สัดส่วน เมื่อเทียบกับจำนวนของกลางยาบ้า จากยาบ้าของกลางที่เคยอยู่ที่ ๙๖ ล้านเม็ดนะครับ ในปี ๒๕๕๗ ผ่านมา ๑๐ ปี ปัจจุบัน ๒๕๖๗ แค่ ๑๐ เดือนยังไม่เต็มปีนะครับ ปาไปเท่าไร รู้ไหมครับท่านประธาน ๘๑๐ ล้านเม็ด จาก ๙๖ ล้านเม็ดใน ๑๐ ปีก่อน ปัจจุบัน ๘๑๐ ล้านเม็ด ในขณะที่งบด้านการบำบัดรักษาในปี ๒๕๖๘ อยู่ที่ ๑,๕๔๑ ล้านบาท แม้ว่าจะเพิ่มจากปี ๒๕๖๗ แต่เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๔ นี่น้อยกว่าปี ๒๕๖๔ อีกนะครับ ปี ๒๕๖๔ งบด้านการบำบัดอยู่ที่ ๑,๕๗๗ ล้านบาท ในขณะที่ยาบ้าของกลางในปีนั้นอยู่ที่ ๕๕๗ ล้านเม็ด ยาบ้าเกือบจะ ๑,๐๐๐ ล้านเม็ดแล้วนะครับของกลางในแต่ละปี ยาบ้าของกลางที่ยึดได้ในปี ๒๕๖๗ ประเมินกันคร่าว ๆ คาดว่าจะเพิ่มจากปี ๒๕๖๔ ถึง ๗๐-๗๕ เปอร์เซ็นต์ แต่งบด้านการบำบัดรักษากลับได้น้อยกว่าปี ๒๕๖๔ รัฐบาลต้องให้ ความสำคัญกับการบำบัดฟื้นฟูให้มากกว่านี้เพื่อลดอุปสงค์ของยาเสพติดลงให้ได้ หากทำแต่ปาหี่ จับผู้เสพทำยอด จับแต่ไม่บำบัด คนที่ถูกจับก็จะวนกลับมาเสพที่ชุมชน ไม่จบไม่สิ้น จับแล้วก็จับอีก พอส่งฟ้องศาล พอศาลรอลงอาญาก็ไม่มารายงานตัวกับ สถานคุมประพฤติ สุดท้ายก็ไม่แคล้วต้องจับติดคุกก็ยิ่งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาแรงงาน ให้กับวงการค้ายาเสพติด จากเด็กเดินยาก็พัฒนากลายมาเป็นพ่อค้ายาเสพติดเสียเอง

และปมสุดท้ายครับ ผมขอเวลาเพิ่มอีกสักนิดหนึ่ง เรื่องนี้สำคัญมาก ปมที่ ๓ ก็คือรัฐบาลต้องใส่ใจกับการยึดอายัดทรัพย์เครือข่ายของพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ให้มากกว่า ที่เป็นอยู่ถึงจะตัดอุปทานของยาเสพติดอย่างได้ผล ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีรู้ดีอยู่แล้วครับว่า พ่อค้ายาเสพติดไม่เคยกลัวติดคุกครับ เพราะขบวนการค้ายาเสพติดมีเครือข่ายในการลำเลียง และการจำหน่ายยาเสพติดอยู่หลายทอด พอถูกจับทีไรหัวขบวนก็หาคนมาติดคุกแทนได้ หรือต่อให้ติดคุกก็ไปเป็นขาใหญ่ภายในคุก ได้รับอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เพราะเงินซื้อได้ทุกอย่าง ซื้อความเป็นอภิสิทธิ์ชนได้ทุกที่แม้กระทั่งที่เรือนจำ สิ่งที่พ่อค้ายาเสพติดกลัวที่สุดไม่ใช่คุกครับ แต่เป็นการยึดทรัพย์ คนพวกนี้รู้อยู่แล้วครับว่าการค้ายาเสพติดนั้นเป็นอะไรที่เสี่ยงมาก ๆ แต่ความมั่งคั่งจากเงินสกปรกเหล่านี้มันหอมหวนและคุ้มค่าที่คนเหล่านี้จะเสี่ยง สมุนที่เคย รายล้อมคอยปรนนิบัติรับใช้ ตลอดจนโจรในคราบสีกากีบางกลุ่มบางก้อน จริง ๆ ก็ไม่ได้ ซื่อสัตย์จงรักภักดีอะไรหรอกครับ แต่เป็นเพียงเพราะว่าเงินสีดำมันหอมหวนจนต้องยอม ขายวิญญาณมาเป็นทาสรับใช้ของเจ้าพ่อเครือข่ายยาเสพติด จากสถิติของกลางที่ยึดได้ จากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ทหารตามชายแดนในปี ๒๕๕๗ ถึงจนถึงปี ๒๕๖๗ พบว่าเพิ่มขึ้น จาก ๒๑ ล้านเม็ด นี่คือชายแดนนะครับ มาอยู่ที่ ๒๔๖ ล้านเม็ดในปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ แค่ ๑๐ เดือน พบว่าของกลางที่ทหารยึดได้สูงถึง ๓๐๗ ล้านเม็ด ทะลุแซงปี ๒๕๖๖ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สอดคล้องกับจำนวนยาบ้าของกลางที่ตำรวจ ปส. จับกุมได้ ปี ๒๕๕๗ ยาบ้าของกลางอยู่ที่ ๙๖ ล้านเม็ดครับ ปี ๒๕๖๖ เพิ่มมาเป็น ๕๓๒ ล้านเม็ด ปี ๒๕๖๗ ๑๐ เดือน ยังไม่เต็มปีไปถึง ๘๑๐ ล้านเม็ด ผมยืนยันครับว่าการตัดอุปทานยาเสพติด ที่ได้ผลที่สุดเราต้องจัดการกับพ่อค้ารายใหญ่ ซึ่งต้องย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่พ่อค้ายาเสพติดกลัวที่สุด ก็คือการยึดทรัพย์ ถ้าพ่อค้ายาเสพติดสิ้นเนื้อประดาตัว ความมั่งคั่งที่สะสมจากเงินสกปรก ก็จะมลายหายไปต่อหน้าต่อตา ลูกสมุนที่เคยปรนนิบัติพัดวีก็จะกระเซ็นกระสายหายหัวไปเอง และจะไม่มีทุนรอนกลับมาตั้งตัวตั้งขบวนการค้ายาเสพติดใหม่ กราฟสุดท้ายแล้วนะครับ แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะสามารถยึดอายัดทรัพย์คดียาเสพติดเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากปี ๒๕๕๗ ยึดทรัพย์ได้ ๒,๗๘๐ ล้านบาท มูลค่าในการยึดทรัพย์ก็อยู่ราว ๆ ปีละประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเรื่อยมานะครับ เพิ่งจะมีการยึดอายัดทรัพย์อย่างจริงจังในปี ๒๕๖๔ โดยในปีนั้นยึดได้มากถึง ๗,๓๔๗ ล้านบาท มายึดในปี ๒๕๖๖ ได้ ๑๕,๗๒๑ ล้านบาท ไม่ใช่เพราะอะไรครับ ที่ยึดได้มากเป็นระดับ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่ามีการยึดทรัพย์ กรณีตู้ห่าวถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท หากลบในส่วนนี้ออกไปเท่ากับว่าปี ๒๕๖๖ ยึดได้ประมาณ ๑๐,๗๒๑ ล้านบาทเท่านั้นเอง มาในปี ๒๕๖๗ ๑๐ เดือนครับ ยังไม่เต็มปี ยึดอายัดทรัพย์ได้ ๘,๘๔๓ ล้านบาท มีแนวโน้มว่าจะยึดทรัพย์ได้ต่ำกว่าปี ๒๕๖๖ ถ้าตัดกรณีตู้ห่าวออกไป แม้ว่าการยึดทรัพย์จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นครับ ท่านประธานดู แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวน ยาบ้าของกลางที่ยึดได้จะพบว่ามูลค่าของการยึดทรัพย์จากเครือข่ายยาเสพติดไม่ได้เพิ่มขึ้น อย่างได้สัดส่วน ผมยืนยันว่าหากการยึดอายัดทรัพย์มุ่งเน้นที่พ่อค้ารายใหญ่ มีการพัฒนาระบบในการสืบทรัพย์ ให้เท่าทันกับเทคนิคในการซุกซ่อนทรัพย์สินที่ซับซ้อนมากขึ้น มูลค่าทรัพย์ที่ยึดได้ในแต่ละปี ต้องแตะระดับ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทได้แล้ว หากรัฐบาลดำเนินการการยึดทรัพย์ พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่อย่างจริงจัง ก็จะทำให้เงินในกองทุนป้องกันปราบปรามและแก้ไข ปัญหายาเสพติดมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินจากกองทุนไปสนับสนุน การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด สนับสนุนการทำงานร่วมกันกับชุมชนในโครงการชุมชน ล้อมรักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมต้องย้ำตรงนี้ว่าจะแก้ไขปัญหายาเสพติด ท่านนายกรัฐมนตรีต้องจับตัวใหญ่ ไม่ใช่จับตัวเล็กมาตีตราทำยอด ผู้เสพต้องได้รับการบำบัด ผู้ค้าต้องตามยึดทรัพย์ให้หมด กลายเป็นยาจกให้ได้ถึงจะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้กับประเทศนี้ได้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน