อัครแสนคีรี โล่ห์วีระ อภิปรายนโยบายรัฐบาลโดยเน้นปัญหาเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนสูง และสังคมสูงวัย พร้อมสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับโครงสร้างภาษี หนี้ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเรียกร้องการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงและวิกฤตพลังงานจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ โดยเสนอการเจรจาแหล่งก๊าซร่วมกับกัมพูชา และผลักดันการจัดทำแผนจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยงบกลางหรืองบกู้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประสภา ที่เคารพ กระผม นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๗ ท่านประธานครับ วันนี้กระผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โดยผมจะขอพูดถึง ๓ ประเด็นหลักที่ประเทศไทยเรากำลังเผชิญอยู่ ในขณะนี้ และจะขอเสนอแนวคิดเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีและทาง ครม. ช่วยพิจารณา ขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ หากเรามองในภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศไทยเราจะเห็นได้ว่าในช่วงปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นปีที่ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤติโควิด-๑๙ เราจะเห็นว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของ เศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นช่วงโควิด-๑๙ เรามีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ แบบติดลบ ๖.๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย แต่ทั้งนี้หลังจากโควิด-๑๙ ผ่านไปแล้วนี่ประเทศไทยของเรากลับมี เศรษฐกิจที่โตได้เพียง ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เพื่อนบ้านของเราเขาโตกันประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๙ เปอร์เซ็นต์ และเรายังมีหนี้สินต่อจีดีพี หรือ Household Debt ที่ค่อนข้างสูง อยู่ที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าประเทศไทยคนไทยเราเป็นหนี้เยอะ แต่รายได้โตไม่ทัน นอกจากนี้ เรายังเผชิญกับสังคมสูงวัย ซึ่งตอนนี้เบี้ยผู้สูงอายุ ๑,๐๐๐ บาท ต่อเดือน ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ผมได้มีโอกาสอ่านนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงมาเมื่อสักครู่ ผมเห็นว่ามีนโยบายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเร่งจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจใต้ดิน การเปิดให้มี Entertainment Complex การปรับ โครงสร้างหนี้ทั้งระบบ ซึ่งผมเห็นด้วยกับนโยบายที่ได้แถลงมา เพราะประเทศไทยเราจำเป็น ที่จะต้องมีเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่ ซึ่งจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ อย่างมั่นคงและจะสามารถทำให้เราเพิ่มสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชนได้ ไม่ว่าจะเป็น เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยผู้พิการ เป็นต้น และถ้าเราสามารถขยายฐานภาษีเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ผ่านนโยบายต่าง ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรี เรายังสามารถนำไปลงทุนกับโครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นถนน ระบบราง ระบบชลประทาน ระบบประปา แก้แล้ง แก้ท่วม
ประเด็นถัดมา คือเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาค่าไฟฟ้าแพง แล้วก็ ความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างที่เราทราบครับ ขณะนี้ประเทศไทยของเรากำลังเผชิญกับ สภาวะค่าไฟแพง ซึ่งหากเราพิจารณาจากภาพซ้ายมือเราก็จะเห็นว่าประเทศไทยเรามี การผลิตไฟฟ้าจากหลายรูปแบบ แต่สัดส่วนหลัก ๆ ราว ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นการผลิตไฟฟ้า จากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟ แต่เมื่อเราพิจารณา จากแผนจัดหาเชื้อเพลิงของกรมเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ในสไลด์ในรูปขวามือเราก็จะเห็นว่า หลังปี ๒๕๗๐ เป็นต้นไป ก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งขณะนี้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ก๊าซในอ่าวไทยอีก ๕ ปีข้างหน้าก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้เรามีความจำเป็นที่จะต้อง จัดหาก๊าซในรูปแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ LNG หรือ Liquefied Natural Gas ที่เป็นก๊าซเหลว นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อนำเข้ามาผลิตไฟฟ้า หน้าถัดไปครับ เมื่อเราพิจารณาจากรูป ดังกล่าว ซึ่งผมได้นำค่าไฟฟ้ามาเปรียบเทียบกับราคาก๊าซ LNG เราก็จะเห็นว่าเมื่อมีสงครามที มีวิกฤติของผู้ส่งออกที ก็จะเกิดการดีดตัวของราคาก๊าซ LNG และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทำให้ รัฐบาลไทยต้องปรับขึ้นค่าไฟหลายระลอกที่ผ่านมา อย่างที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่ หลังปี ๒๕๗๐ ก๊าซในอ่าวไทยจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และหากเราต้องพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศ และเมื่อมีสงครามก็จะทำให้ค่าไฟพุ่ง ผมจึงขอสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรี และ ครม. ให้เร่งพิจารณาจัดหาแหล่งก๊าซให้กับประเทศไทย เพื่อเสถียรภาพของระบบ พลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะในเรื่องประเด็นของการขุดเจาะก๊าซและน้ำมัน ซึ่งหากเราเจรจาได้อาจจะทำให้ ค่าไฟถูกลง ผมอ่านข้อมูลมาล่าสุดจะทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของเราต่ำลง อาจจะทำให้ ค่าไฟของเราเหลืออยู่ ๓ บาทกว่า ๆ อันนี้ข้อมูลที่จากกรุงเทพธุรกิจนะครับ
ถัดไป ประเด็นสุดท้ายครับ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน ในหลาย ๆ จังหวัด นั่นก็คือประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ท่านประธานครับ ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้เห็นสภาวะวิกฤติน้ำท่วมหนัก ในภาคเหนือหลายจังหวัด ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดก็ยังเผชิญกับน้ำท่วมอยู่ ที่ผ่านมาเวลา เกิดน้ำท่วม อย่างเช่น ๓ ปีที่ผ่านมา พอเกิดน้ำท่วมเสร็จหลังจากนั้นก็แล้งต่อ ซึ่งในช่วง ที่ผ่านมา กระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ได้เชิญท่านอดีต รัฐมนตรีว่าการท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า แล้วก็อดีตท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอรรถกร ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิไปดูหลายอำเภอ เพื่อเข้าไป ดูว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างไร ผมมีความหวังว่าทางท่านรัฐมนตรีนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการอัครา พรหมเผ่า ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการอิทธิ ศิริลัทธยากร จะเข้ามา สานต่อในสิ่งต่าง ๆ ที่ทางท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส ได้ทำไปก่อนหน้านี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ดีมาก พี่น้องประชาชนหลายท่านได้ประโยชน์นะครับ ผมว่าท่านรัฐมนตรีที่เข้ามาน่าจะทำ หน้าที่ได้ดียิ่งขึ้นนะครับ
แล้วสุดท้ายผมหวังว่าทางคณะรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร จะจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อนำมาแก้ไขน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา ที่ขาดแคลน น้ำชลประทาน การแก้ไขปัญหาเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก โดยอาจจะพิจารณา ใช้งบประมาณที่ไม่ได้อยู่ในงบ พ.ร.บ. ยกตัวอย่างเช่น งบกลางหรืองบเงินกู้นะครับ เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผมก็มีประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธาน นำเรียนไปยังทางท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ