ธิษะณา ชี้นโยบายต่างประเทศขาดรูปธรรม เรียกร้องจุดยืนชัด-คุ้มครองผู้ลี้ภัย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

ธิษะณา ชุณหะวัณ ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลที่ขาดความชัดเจนและรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านการเจรจาเอฟทีเอ การทูตเพื่อเศรษฐกิจ และผลกระทบจากการเปิดเสรีวีซ่ากับจีน พร้อมเรียกร้องให้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนและยั่งยืนในเวทีโลก ขณะเดียวกันได้หารือถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่ทวีความรุนแรง ผลักดันให้รัฐบาลมีนโยบายที่เป็นระบบในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสนับสนุนผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและแรงงาน รวมถึงเสนอให้เปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ลี้ภัยทางการเมืองทำงานอย่างถูกกฎหมาย เพื่อเสริมศักยภาพด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นของจุดยืนที่เป็นกลางแต่ไม่เฉยต่อความรุนแรง ไม่ยอมรับรัฐบาลทหาร และใช้ประโยชน์จากความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจเพื่อดึงดูดการลงทุนและงานวิจัยที่ปลอดภัยเข้าสู่ประเทศ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน เขตสาทรและเขตราชเทวี พรรคประชาชน ดิฉันได้ฟังการแถลง นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารด้วยความตั้งใจ ในประเด็นของการต่างประเทศ เป็นพิเศษค่ะ โดยสรุปที่มุ่งเน้นด้านการทูตทางเศรษฐกิจและส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่ง ร่วมกันค่ะ ซึ่งก็ต้องบอกนะคะว่าไม่ได้แตกต่างอะไรจากนโยบายของท่านเศรษฐา หรืออดีต นายกรัฐมนตรีเศรษฐาเท่าไรเลยค่ะท่านประธาน จนอดไม่ได้ที่ดิฉันจะต้องถามว่า สรุปแล้ว รัฐบาลนี้มุ่งมั่นและจริงจังต่อนโยบายฟื้นคืนบทบาทไทยในเวทีโลกมากน้อยเพียงใดค่ะ ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำนะคะ ประเทศไทยไม่ได้มีจุดยืนที่ดีขึ้น ในสายตาของประชาคมโลกในด้านเศรษฐกิจค่ะ เราได้เห็นท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา เดินทางไปทั่วโลกค่ะท่านประธาน ไปเชื้อเชิญนักลงทุนจากต่างชาติ FDI มาลงทุนในประเทศไทย แต่ท่านก็ไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม ท่านช่วยบอกอุตสาหกรรมสักอุตสาหกรรมหนึ่งที่ท่าน ไปเชื้อเชิญมา แล้วตอนนี้ก็จัดตั้งได้อย่างสำเร็จแล้ว ไม่มีนะคะ จนอดไม่ได้ที่จะต้องถามว่า อะไรที่ท่านทำแล้วเป็นรูปธรรมในปัจจุบันนี้ค่ะ การเจรจาข้อตกลงการค้านะคะ ก็ไม่เห็นอะไร ที่เป็นรูปธรรม ดิฉันจะต่อเลยนะคะ การเจรจาข้อตกลงทางการค้าต่าง ๆ ก็เพียงได้แต่ คืบคลานแต่ไม่ได้คืบหน้า เพราะไร้เสถียรภาพทางการเมือง ดูจากสถิติในปัจจุบันเราจะเห็นว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีเอฟทีเออยู่ ๑๔ ฉบับ แล้วกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาตกลง ๑๑ ฉบับ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ท่านเน้นย้ำก็คือข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป แต่ท่านประธาน ทราบหรือไม่คะว่าการจะบรรลุข้อตกลงหรือการจะเข้าร่วมข้อตกลงการค้ากับยุโรปนั้น จะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่เป็นหลักการที่ยอมรับในระดับสากล เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development ค่ะ Environmental Rights หรือสิทธิในสิ่งแวดล้อมค่ะ สิทธิของแรงงานหรือว่า Labor Right และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อดูจากสถานการณ์ในประเทศของเราแล้วนะคะ ก็ดูจะเป็นเรื่องห่างไกล ความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง สิ่งเดียวที่ท่านพอจะ Claim ได้เป็นผลงานของรัฐบาลนี้ก็คือ Free Visa ไทย-จีน ซึ่งถ้ามองอย่างทั่วไปก็อาจจะเป็นการดีที่คนไทยได้ไปเที่ยวประเทศจีน โดยไม่ต้องขอ Visa และคนจีนก็มากระตุ้นเศรษฐกิจภาคท่องเที่ยวในประเทศเราได้ แต่ก็ต้อง ยอมรับค่ะท่านว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดีนะคะ เพราะมีอาชญากรข้ามชาติ กลุ่มทุนจีนสีเทา ทำธุรกิจผิดกฎหมายมากมาย อีกทั้งกลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญค่ะท่านประธาน ซึ่งเงินไม่ได้เข้า ประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย แต่กลับไปยังกระเป๋าของนายทุนจีนนั่นเอง ฉวยโอกาสมาสร้าง ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย โดยรัฐบาลนี้สักแต่ว่าออกนโยบาย แต่ไม่ได้มีการป้องกัน หรือแก้ไขปัญหาเรื่องกลุ่มทุนจีนเทาหรือกลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญที่ผิดกฎหมาย เมื่อพูดถึง นโยบายหนังสือเดินทางไทยไปได้ทั่วโลก ท่านคะ ท่านโฆษณานโยบายนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกค่ะ แต่ปัจจุบันคนไทยแค่ประเทศเกาหลีใต้ก็ยังถูกปฏิเสธห้ามเข้าเลยค่ะท่านประธาน แม้ประเทศนี้จะเป็นประเทศที่เรามีนโยบาย Free Visa มาอย่างยาวนาน หรือไม่ต้องขอ Visa มาอย่างยาวนาน แต่สาเหตุหลักคือปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่เข้าประเทศเกาหลีใต้ ไปจำนวนหลักแสนหรือมากที่สุดในจำนวนแรงงานเถื่อนทั้งประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาล ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ทั้งในเรื่องของการทำให้หนังสือเดินทางไทยไปได้ทั่วโลก และการช่วยเหลือแรงงานไทยทั้งถูกและผิดกฎหมายให้ไม่ไปเป็นเหยื่อของขบวนการ การค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่จะไม่พูดไม่ได้นะคะ ก็คือเรื่องสถานการณ์สู้รบ ในเมียนมา ที่ตอนนี้ทวีความรุนแรงขึ้นค่ะ ท่านทราบหรือไหมคะว่าตอนนี้รัฐบาลทหารเมียนมา มีการออกกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารนะคะ ชายฉกรรจ์อายุตั้งแต่ ๑๘-๔๕ ปี ผู้หญิง ๑๘-๓๕ ปี ต้องไปเกณฑ์ทหารทั้งหมดค่ะ ทำให้กลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้ต้องย้ายออกนอกประเทศ ทะลักเข้ามาในประเทศเราเป็นจำนวนมากค่ะท่านประธาน และการสู้รบตามชายแดนก็เลวร้าย ขึ้นไปอีกนะคะ แต่ในคำแถลงนโยบายของท่านไม่มีเขียนถึงรัฐบาลเมียนมาเลยแม้แต่คำเดียวค่ะ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในประเด็นด้านการต่างประเทศ ผู้นำทั่วโลกเขาเห็นว่าสงครามเป็นเรื่องใหญ่ ที่สุดนะคะ เพราะว่าพลเรือนบริสุทธิ์ต้องตาย พอพูดถึงเรื่องเมียนมาทีไรมักจะมีเสียงแย้ง ขึ้นมาว่า ไม่ใช่เรื่องของเรา ระวังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใช่ไหมคะ ไฟในอย่านำออก ไฟนอกนำเข้าใช่ไหมคะ แต่ท่านประธานลองนึกดูนะคะว่า ถ้าบ้านข้าง ๆ ของเราไฟกำลังไหม้อยู่ สิ่งที่เราจะทำได้โดยการยุติเพลิงไหม้นั้นก็คือการไปช่วยเพื่อนของเราดับไฟไม่ให้มันลาม มาที่บ้านของเรา ถูกต้องไหมคะท่านประธาน และเรื่องไฟก็ไม่ใช่แค่การอุปมาอุปไมยนะคะ ท่านประธาน เพราะการสู้รบในประเทศเมียนมามันทำให้เกิดหมอกควันเพลิงหรือเกิด มลภาวะทางอากาศจริง ๆ ค่ะ และหมอกควันและมลภาวะที่เกิดจากการสู้รบก็ลอยข้ามมา กระทบสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนคนไทย ต้องสูดดมมลภาวะทางอากาศที่มาจาก การเผาไหม้ของสงคราม ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้พูดถึงการทำ สัญญาทวิภาคีกับพหุภาคีเรื่องอากาศสะอาดหรือเรื่องสิ่งแวดล้อมหลายต่อหลายครั้ง แต่ดิฉัน ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าแม้แต่จะคืบคลานก็ยังไม่มีเลยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อในหลัก สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย หากรัฐบาลนี้เชื่อเหมือนกับที่ดิฉันเชื่อ ท่านก็ควรจะออกมา ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นในเมียนมาอย่างตรงไปตรงมาว่ามันมีสงคราม ถ้าเรามีแนวนโยบาย การต่างประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ส่วนราชการ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและฝ่ายความมั่นคงก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มียุทธศาสตร์ในการทำงาน เราพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เป็นผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน คนไทยได้ค่ะท่านประธาน ดิฉันมองว่าการแก้ปัญหาเมียนมาเราจำเป็นที่จะต้องลดการมอง ด้วยมุมมองความมั่นคงทางการทหาร และจำเป็นที่จะต้องมองด้วยทัศนคติของสิทธิมนุษยชน และความเป็นประชาธิปไตย ท่านประธานคะ เราต้องมองพี่น้องชาวเมียนมาที่เดือดร้อน จากภัยการสู้รบ ว่าเขามีความจำเป็นที่จะต้องหนีร้อนมาพึ่งเย็นในประเทศเราค่ะ มากกว่า ที่จะเป็นภัยความมั่นคงที่จะมายึดประเทศไทย เพราะเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะทำแบบนั้น เขาอยากอยู่บ้าน เขาไม่อยากมาที่นี่หรอกค่ะถ้าเขาไม่มีความจำเป็น ท่านประธานคะ ดิฉันไม่ได้เป็นคนโลกสวยหรือคิดว่าประเทศของเรานั้นเก็บภาษีได้ร่ำรวยกว่าประเทศอื่น ที่จะจัดระบบรับรองพวกเขาเหล่านี้ ในท้ายที่สุดนะคะ การที่จัดระบบรับรองอย่างเป็นระบบ จะเป็นผลดีแก่พี่น้องคนไทยและคุ้มค่ากว่าเงินที่เราจะต้องเสียไป ยกตัวอย่างค่ะ ปัจจัย ด้านการศึกษาค่ะท่านประธาน ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าโรงเรียนหรือสถานศึกษาบางแห่งจะรับ นักเรียนข้ามชาติเข้าเรียน แต่ก็ต้องยอมรับค่ะว่าอีกหลายแห่งยังไม่เปิดกว้าง และไม่มีจำนวน เพียงพอที่จะรองรับนักเรียนข้ามชาติทั้งหมดค่ะ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนคงเห็นตรงกันว่า ไม่ว่า เด็กคนไหนก็ควรจะได้รับสิทธิในการเข้ารับการศึกษา แม้จะต้องใช้งบประมาณรัฐเพิ่มบ้าง แต่เมื่อเทียบกับปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่จะตามมา หากเด็กเหล่านี้หลุดออกจากระบบการศึกษา เช่น การถูกหลอกเข้าไปในขบวนการค้ามนุษย์ เป็นต้น ในที่สุดจะเป็นผลดีกับเรามากกว่า ผลเสียกับสังคมไทยและช่วยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้ อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ค่ะ มีการไล่ปิด ศูนย์การเรียนรู้ของชาวเมียนมาพลัดถิ่นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพียงเพราะมีคลิป Viral ที่เด็ก ๆ ในศูนย์ร้องเพลงเมียนมาชัดกว่าเพลงชาติไทย เพียงเท่านั้นเองค่ะ การกระทำของรัฐบาลนี้ มันลักลั่น ย้อนแย้ง เพราะท่านเพิ่งถอนข้อสงวนในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ ๒๒ เกี่ยวกับ เด็กลี้ภัย และไปไล่ปิดศูนย์เด็กที่ด้อยโอกาสแบบนี้ ประเทศเขาก็ไม่มีจะอยู่อยู่แล้วนะคะ ยังจะมาละเมิดสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาอีก ดิฉันอับอายประชาคมโลกจนไม่รู้จะเอาหน้า ไปไว้ไหนแล้วค่ะ

อีกเรื่องที่สำคัญนะคะ ก็คือปัจจัยด้านสาธารณสุข ท่านประธานคะ ท่านทราบไหมคะว่ามีหลายต่อหลายโรคที่มีอยู่ในเมียนมา แต่สูญพันธุ์ไปแล้วในประเทศนี้ค่ะ อย่างเช่น โรคคอตีบ โรคไอกรน พอเด็กเมียนมาหนีการสู้รบมาอยู่ฝั่งไทยและไม่มีบริการ สาธารณสุข อย่างเช่นการฉีดวัคซีนเชิงรุก ก็ทำให้โรคเหล่านี้กลับมาติดอีกในสังคมไทยค่ะ ท่านประธาน มันคุ้มค่ากันไหมที่จะต้องมาเสียค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติม เพราะท่านไม่รู้จัก ป้องกันนะคะ รัฐบาลไทยควรจะมองไปถึงการให้ใบอนุญาตชั่วคราวของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่หนีภัยสู้รบของเมียนมามาอยู่ฝั่งไทย หลายคนเป็นหมอในโรงพยาบาลชั้นนำ เป็นทันตแพทย์ เป็นพยาบาล ให้พวกเขาได้มีสิทธิในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และรักษาพยาบาลผู้ป่วยชาวเมียนมา เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่จะแบ่งเบาภาระของ บุคลากรระบบสาธารณสุขในไทยค่ะท่านประธาน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงาน บางประเภทที่ไทยยังขาดค่ะ เนื่องจากแรงงานมีทักษะ หลายคนไม่รวมอยู่ในกลุ่ม MOU ของคณะรัฐมนตรีที่มีมติในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ และอีกกลุ่มหนึ่งที่น่ากังวลก็คือ กลุ่มผู้ลี้ภัยทางการเมือง อดีต สส. พรรค NLD ปัจจุบันไม่มีเอกสารสิทธิในการทำงาน เพราะเอกสารสิทธิต้องประสานไปยังสถานทูตเมียนมาและเสี่ยงต่อการที่คนเหล่านี้ถูกบังคับ ส่งกลับไปตายค่ะท่านประธาน คนเหล่านี้สามารถมาช่วยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ ประเทศของเราขณะนี้กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและต้องการกลุ่มคนวัยทำงานมาช่วยขับเคลื่อน เศรษฐกิจจำนวนมากค่ะ ท่านประธานคะ ที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดเพื่อที่จะกระตุ้นเตือนรัฐบาลนี้ ให้ตระหนักถึงหลักการสำคัญ ๓ ประการ ดังต่อไปนี้ค่ะ

ประการแรก เราต้องยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่โน้มเอียงเข้าไปสู่มหาอำนาจ ประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป เราต้องยึดจุดยืนที่เป็นกลาง เพื่อต่อรองผลประโยชน์ สูงสุดให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ดิฉันยังจำได้ในสมัยรัฐบาลคณะรัฐประหาร ต้องเอาใจ มหาอำนาจอย่างประเทศจีนเป็นพิเศษ จนกระทั่งเราต้องอดรนทนกับการกระทำที่ส่งผลเสีย ต่อประเทศอย่างร้ายแรง เช่น ปัญหาการสร้างเขื่อนขวางแม่น้ำโขง ทำให้วิถีชีวิตของพี่น้อง ในภาคอีสานต้องประสบภัยแล้งรุนแรงขึ้นทุกปีค่ะ ดิฉันหวังว่าจุดยืนของรัฐบาลในการต่างประเทศ ที่ผิดพลาดเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น เพื่อเอาใจทุนใหญ่ระหว่างประเทศหรือกลุ่มประเทศมหาอำนาจ

ประการที่ ๒ คือการที่เราต้องหาประโยชน์จากสถานการณ์ความไม่สงบ ของ ๒ ขั้วให้ได้มากที่สุด คือสหรัฐและจีนค่ะท่านประธาน รัฐบาลท่านต้องอ่านเกมให้ขาด และวางแผนให้แม่นยำ เมื่อเกิดกำแพงการค้าขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจ เราจะดึงเอา นักลงทุนที่จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตให้มาลงทุนในประเทศไทยให้มากที่สุดได้อย่างไร นี่ไม่ใช่แค่การที่อเมริกาตั้งกำแพงภาษีและการห้าม Supplier ของตัวเองส่งออกสินค้า ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปมาประเทศจีน จนทำให้บริษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในจีน ย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ค่ะ ตัวอย่างเช่น บริษัท Biotechnology และหลาย ๆ บริษัทในสหรัฐได้มีการ Outsource การทำงานวิจัย และห้องแล็บต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเทศจีนเพื่อประหยัดต้นทุนค่ะ แต่ด้วยสถานการณ์ ความไม่แน่นอนระหว่าง ๒ ประเทศมหาอำนาจ ย่อมทำให้บริษัทของสหรัฐกังวลถึงความลับ ที่อาจจะรั่วไหลได้ ตรงนี้จึงเป็นโอกาสของเราแล้วค่ะท่านประธาน ที่จะพิจารณาสนับสนุน ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างคน โครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure มารับรองการทำงาน วิจัยและทดลองเหล่านี้ค่ะ

ท่านประธานคะ หลักการประการสุดท้ายหรือประการที่ ๓ คือเรื่องของจุดยืน ด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ดิฉันเห็นในคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ก็เขียนชัดเจนว่าเราจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งหรือนโยบาย Non Conflict ซึ่งจริง ๆ ดิฉันก็เห็นด้วยนะคะ เราไม่ควรจะไปขัดแย้งกับใคร เราควรจะวางตัวเป็นกลาง ไม่ไหลตามชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งจนเกินงาม แต่การเป็นกลางไม่ได้หมายความว่า ท่านจะไม่มีจุดยืนอะไรเลยนะคะท่านประธาน โดยเฉพาะการยึดมั่นในหลักการความเป็น ประชาธิปไตย ตรงกันข้ามค่ะ การที่เราจะเป็นกลางไม่ได้หมายความว่าเราต้องหูทวนลม หรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องผิดปกติที่อยู่นอกบ้านของเราหรือสงครามที่อยู่ข้างบ้านของเรา เราต้องยึดถือหลักการที่นานาอารยประเทศเขายึดถือ นั่นคือหลักการของสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและความเท่าเทียมค่ะ

กลับไปที่เรื่องเมียนมาอีกครั้งท่านประธาน ถ้ารัฐบาลยึดถือหลักสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ท่านจะไม่นิ่งเฉยดูดายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของเราแน่ ๆ ค่ะ เราจะยอมรับรัฐบาลทหารมี่นอองไลง์ (Min Aung Hlaing) ที่มาจากการยึดอำนาจรัฐบาล พลเรือน จะยอมรับความรุนแรงที่รัฐบาลทหารเมียนมาสังหารพลเรือนกว่า ๕,๐๐๐ คน จับกุมผู้ต่อต้านมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คน จนทำให้ชาวเมียนมาต้องอพยพหนีตาย