กัณวีร์ สืบแสง หารือและวิพากษ์นโยบายรัฐบาลในหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างนโยบายที่โปร่งใส มีส่วนร่วมของประชาชน และสอดคล้องกับสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงท่าทีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความเสมอภาคทางเพศ และบทบาทของไทยต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะระวังที่จะไม่พูดถึงบุคคลภายนอก ผมจะระวังเวลาพูดถึงเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศให้มาก ที่จะไม่แตะต้องในเรื่อง รายละเอียดที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ท่านประธานครับ การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ อย่าหาว่าเป็นคำตำหนิ ขอให้คิดว่าเป็นการติเพื่อก่อ สิ่งต่าง ๆ ที่ผมจะพูดอภิปรายครั้งนี้ จะอภิปรายใน ๒ ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรก จะเป็นการอภิปรายในเรื่องภาพรวมของนโยบายทั้งหมด การจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลชุดนี้กับนโยบายเร่งด่วน ความท้าทาย ๙ ประการ นโยบายเร่งด่วน ๑๐ ประการ นโยบายและมาตรการต่าง ๆ ระยะยาวและระยะกลาง อีก ๑๖ ประการใน ๕ สถานการณ์ ตกใจพอสมควรครับ พอดูความท้าทายทั้ง ๙ ผมชอบนะ ผมชอบจริง ๆ ความท้าทายการประเมินสถานการณ์ที่ความท้าทายในประเทศไทยเกิดขึ้น ผมชอบจริง ๆ สามารถประเมินสถานการณ์ได้ดี แต่พอไปดูนโยบายเร่งด่วน ๑๐ ประการแล้ว ตกใจ ตกใจมาก ๆ เราเห็นครับว่าความท้าทายทั้ง ๙ อย่าง ๙ สถานการณ์ด้วยกัน ความท้าทายที่ ๗ ในเรื่องเกี่ยวกับสภาวะการไร้เสถียรภาพทางการเมืองได้กำหนดไว้ แต่นโยบายเร่งด่วนทั้ง ๑๐ ประการไม่เห็นมี ท่านประธานครับ ต้องขอเรียนตรง ๆ ว่าตกใจ เพราะว่าเวลาเราทำนักสังคมศาสตร์เวลาเราดูตัวนโยบายเรามีการวิเคราะห์ เราทำเรื่อง การวิเคราะห์เนื้อหาหรือภาษาอังกฤษขอประทานโทษต้องใช้ เรียกว่า Content Analysis หรือ CA นักวิจัยทั้งหมดใช้ครับตัวนี้ ง่ายจริง ๆ นั่งนับคำ นั่งดูการจัดโครงสร้างตัวนโยบายต่าง ๆ ออกมา ผมดูแล้วนี้ตกใจเพราะว่าไม่เห็นอยู่ในนโยบายเร่งด่วน ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ แถมไปจัดลำดับความสำคัญเรื่องเกี่ยวกับการสร้างเสถียรภาพทางด้านการเมือง การรื้อฟื้น ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนไว้อยู่ในระยะกลางและระยะยาว ทั้ง ๆ ที่ผลการเลือกตั้ง เมื่อปี ๒๕๖๖ ชัดเจนครับ พี่น้องประชาชนต้องการการเมืองใหม่ พี่น้องประชาชนต้องการ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งการแก้ไขรายมาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ ปัจจุบัน แต่ไม่อยู่ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ นี่ละครับคือปัญหาใหญ่ ๆ ถ้าผมอภิปรายไปจะบอกว่าผมมีความทะเยอทะยานนะครับท่านประธาน หากผมไปอยู่ บนบัลลังก์ตรงนั้น นั่งที่นายกรัฐมนตรี นโยบายความท้าทาย นโยบายเร่งด่วนในเล่มนี้ จะไม่ใช่อย่างนี้ จะเปลี่ยนแปลงไป จะมีการบอกว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นโยบายที่เปลี่ยนแปลงกลไกอุบาทว์ต่าง ๆ นานาจะต้องหมดไปให้ได้ แต่พอมาดูตัวนโยบาย จริง ๆ ครับท่านประธาน ในเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านการเมือง การพลิกฟื้น ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นภายในและภายนอกประเทศ ก็ตกใจอยู่ดีครับ ท่านประธาน นโยบายอันนี้ที่รัฐบาลชุดนี้ได้มีการชี้แจงแถลงมาโดยท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะเร่งเรื่องเกี่ยวกับความโปร่งใส ใช้งบประมาณแต่น้อย แต่ได้ประสิทธิภาพที่มากขึ้น ท่านประธานถามจริง ๆ ครับ Digital Wallet งบน้อยไหม ประสิทธิภาพมากหรือไม่ ต้องตอบให้ได้นะครับ อันนี้จะเป็นความโปร่งใสหรือไม่ อย่างไร
ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ออกมาอยู่ในนโยบายชุดนี้ การเห็นความสำคัญ ของความมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการสร้างเสถียรภาพทางด้านการเมือง การพลิกฟื้น ความเชื่อมั่น อันนี้คือหัวใจหลัก ๆ ในการสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ไม่มีในตัวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่เสนอชี้แจงต่อรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า แพทองธาร ชินวัตร เราเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอีกยาวนานครับท่านประธาน การปฏิวัติรัฐประหารที่ซ้ำซ้อน ความขัดแย้งรุนแรงแบบแบ่งขั้ว การถอดถอนรัฐบาล การถอดถอนนายกรัฐมนตรี การยุบพรรคการเมือง ความเชื่อมั่นมันหายไปครับ ทั้งเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยจริง ๆ ผมต้องขอเรียนว่าน่าจะรู้ซึ้ง ถึงรสชาตินี้ดีที่สุดกว่าใคร โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดีมากกว่าทุกคน ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมเชื่อว่าการที่ประชาชนถูกยึดอำนาจมันส่งผลเลวร้ายและ สร้างปีศาจทางการเมืองที่น่าขยะแขยงออกมาอย่างไร แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นครับว่ารัฐบาล ที่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ คุณแพทองธาร ชินวัตร นี้ จะไม่เดินซ้ำรอยบาดแผลเดิม และเร่งหาทางแก้ไขให้หยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด อันนี้คือภาพรวมนโยบายที่ผม ได้ฟังมาและได้อ่านมาในตัวนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการแถลงเป็นส่วนแรกที่ผม จะขออภิปราย
ในส่วนที่ ๒ เป็นส่วนของการสะท้อนนโยบายการต่างประเทศของประเทศไทย นโยบายการต่างประเทศจริง ๆ แล้วต้องเรียนตรง ๆ ครับ ถ้าเปรียบเทียบกับนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้กับนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ดีขึ้น ต้องเรียนตรง ๆ คำชี้แจง ของท่านนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันกับท่านก่อนหน้านี้ ท่านก่อนหน้านี้ไม่มีคำเรื่องเกี่ยวกับ นโยบายการต่างประเทศออกมาชัดเจน แต่ครั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีบอกมาว่ามี ๒ ข้อ นโยบายการต่างประเทศ ดีครับ เห็นด้วยครับ ว่านโยบายการต่างประเทศจำเป็นจะต้อง ออกมาอยู่ในนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลทั่วโลกเขาจะเอานโยบายการต่างประเทศ เป็นนโยบายนำด้วยซ้ำไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราเห็นความชัดเจนเกิดขึ้น แต่ข้อเสียใจก็คง จะเป็นเสียใจเรื่องเดิมครับ เพราะว่ามาดูตัวนโยบายการต่างประเทศที่รัฐบาลชุดนี้ที่นำโดย คุณแพทองธาร ชินวัตร ได้ชี้แจงต่อรัฐสภาเห็นครับว่ามันมี ๒ เรื่อง
เรื่องแรก การไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีความจริงใจ ต้องสร้างสรรค์ต่อกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ บรรทัดฐานทางด้านสากล ยึดผลประโยชน์ ของชาติเป็นสำคัญ ทำงานร่วมกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงร่วม คนที่ทำงานทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นักวิชาการต่าง ๆ ที่อยู่ที่นี่ แล้วรวมถึง ที่อยู่ทางบ้านและรวมถึงทั่วโลกคงตกใจพอสมควร พอดูนโยบายตัวนี้เราจะเป็น Realism หรือสัจนิยมวิทยา หรือเราจะเป็น Liberalism ที่จะเป็นเสรีภาพ เราจะเป็นเสรีนิยม หรืออย่างไรดี ถ้าบอกว่าเป็นสัจนิยมวิทยาเราต้องมองถึงอำนาจ เราต้องมองว่าเราจะเป็น ผู้นำได้อย่างไรในเวทีระหว่างประเทศ พอบอกว่าถ้าเราเป็น Liberalism เราจะไม่มี ส่วนความขัดแย้ง เราต้องมีความร่วมมือกับนานาประเทศ นโยบายอันนี้เป็นการผสม กลมกลืน เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างสัจนิยมวิทยาและเสรีนิยมวิทยา หรือเราจะบอกว่า เราเป็น Neoliberalism หรือว่าเป็นเสรีแบบใหม่ ซึ่งผมก็ยังไม่มั่นใจนะครับว่าการที่บอกว่า การที่เราจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเป็นไปได้ไหม ยกตัวอย่าง ประเทศอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ณ ปัจจุบันนี้ ท่านบอกว่าท่านจะไม่มีความขัดแย้ง ท่านไม่เป็น ส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เกิดปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ๆ ปัญหาเกิดขึ้นจริง ๆ ท่านจะต้อง ตัดสินใจ ท่านจะเอาอย่างไร พี่น้องแรงงานไทยไปใช้แรงงานที่อิสราเอลจำเป็นต้องได้รับ ความคุ้มครอง และท่านจะไม่ Take Side หรือ รัฐบาลชุดนี้ต้องตอบให้ได้ว่าต่อไปท่านจะทำ อย่างไร ผมเชื่อมั่นว่าท่านต้อง Take Side ท่านต้องเลือกครับว่าท่านจะเข้าข้างฝ่ายใด ถ้าท่านไม่ Take Side ท่านอยู่ไม่ได้ในเวทีโลก
อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านบอกว่าท่านจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่าง ประเทศ จริงใจ ยึดหลักกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยึดหลักบรรทัดฐานสากล ให้เกิดขึ้น ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ท่านจะทำอย่างไร อยู่มันในห้องกักของ ตม. เรามาเป็นเวลา มากกว่า ๑๐ ปี มีแรงผลักดันของรัฐบาลประเทศจีนที่เข้ามาในประเทศไทย มีแรงผลักดัน ในเวทีระหว่างประเทศของโลกเสรีนิยมในการปล่อยออกพี่น้องชาวอุยกูร์ ๔๘ ชีวิตที่ออกจาก ห้องกักของ ตม. โดยเร็ว ท่านก็ต้องเลือก Take Side ท่านต้องตัดสินใจว่าท่านจะต้อง อยู่ตรงไหน เพราะว่าคนที่จะมีผลกระทบมากที่สุดคือผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ เขาตายครับ กักเขามา ๑๐ ปี เขาตายไปแล้ว ๕ ชีวิต ชีวิตพวกเขาโดนพราก พลัดพรากจากครอบครัว พ่อแม่ ลูกหลานพลัดพรากจากกัน เราจะยอมอย่างนั้นหรือ ท่านต้องเลือก รัฐบาลชุดนี้ต้องตัดสินใจ
นโยบายข้อที่ ๒ ที่ออกมาจากนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ผมเห็นครับ ดำเนินงาน เศรษฐกิจเชิงรุก การสร้าง Soft Power การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ตลาดใหม่ เพื่อเสริมให้มีความร่วมมือการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นทวิภาคี พหุภาคี เร่งทำ FTA : Free Trade Area ท่านประธานครับ เร่งอย่างเดียวคงไม่พอ ณ ปัจจุบันนี้ปัญหาอะไรเกิดขึ้น อาเซียนของ เรา ๑๐ ประเทศได้เซ็นสัญญากับประเทศจีนในการที่ทำเอฟทีเอ เราเร่งครับ เร่งในการจัดทำตัวนี้ การเร่งมันเป็นการดี แต่การที่มีความร่วมมือระหว่างกันมันจำเป็น ต้องเป็นความร่วมมือที่ในระดับเท่าเทียม ทำไมสินค้าต่าง ๆ มาจากประเทศจีนเข้ามาทะลัก ในประเทศไทยเยอะแยะไปหมด ประเทศไทยเราจะควบคุมตรงไหน แหล่งทุนต่าง ๆ พ่อค้า รุ่นเล็ก ๆ ต่าง ๆ นานา SMEs ต่าง ๆ ไม่สามารถต่อสู้ได้กับการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน ในประเทศไทย การยื่นทำเอฟทีเอต่าง ๆ เข้ามาร่วมกับอาเซียน กับประเทศจีน คราวนี้ รถก็เข้ามาในประเทศไทยตลอดเวลา ดูแลไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ พ่อค้าก็ตายไป ประชาชนก็แย่ เราจะทำอย่างไร อันนี้ท่านก็ต้องตอบโจทย์ให้ได้ ผมจะใช้เวลาอันน้อยนิด ตอนนี้ผมเหลือ ๕ นาทีท่านประธานครับ ผมจะขอใช้ในการที่เอาประสบการณ์ในการทำงานในเวทีระหว่าง ประเทศ ในการที่จะสร้างนโยบายการต่างประเทศแบบครอบคลุม ในการที่จะบอกว่าจริง ๆ แล้วนโยบายการต่างประเทศนี้เราคงจะสร้างกันอย่างไร หรือว่าอยากจะเรียกสั้น ๆ ว่า การสร้างนโยบายต่างประเทศ ๑๐๑ ท่านประธานครับ การเรียนการสร้างนโยบาย การต่างประเทศง่าย ๆ มี ๓ เรื่องเท่านั้นเอง
อันที่ ๑ ประเมินตัวเองให้ได้ว่าตัวเองมีศักยภาพอย่างไร ประเมินตัวเองให้ได้ ว่าตัวเองมีข้อด้อยอย่างไร ประเมินตัวเองให้ได้ว่าตัวเองมีข้อดีอย่างไร อันแรกท่านทำไปแล้ว ความท้าทายทั้ง ๙ แห่ง ท่านทำดี อันแรกจบ
อันที่ ๒ ประเมินให้ได้สถานการณ์ในอนุภูมิภาคที่ออกจากประเทศเราออกไป ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง ในภูมิภาคออกไปเป็นอย่างไรบ้าง ในเวทีระหว่างประเทศ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง มีความเสี่ยงอะไรบ้างไหม ที่หากเราไปเป็นสมาชิกทั้งอนุภูมิภาค ภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศมันจะกระทบอะไรกับเราบ้าง นั่นอันที่ ๒
อันที่ ๓ เราต้องมองประเมินให้ได้ความคาดหวัง Extension ของเวทีระหว่าง ประเทศที่มองประเทศไทย ว่าเขาต้องการอะไรจากเรา อันนี้คือสิ่งสำคัญ
หากเราพิจารณา ๓ เรื่องนี้ได้แล้วเราจะรู้ครับท่านประธาน ว่านโยบาย ที่แท้จริงที่ดี ที่เหมาะสมที่สุด ณ สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศเราเป็นอะไร เป็นอย่างไร และจะทำอย่างไร ผมจะชวนท่านประธานมาสร้างนโยบายการต่างประเทศร่วมกับผม จากการทำทั้ง ๓ เรื่องนี้
เรื่องแรก จบไปเรียบร้อยความท้าทายทั้ง ๙ แห่ง ดี เราเห็นครับ มีทั้ง เรื่องเกี่ยวกับการเมือง เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม เรื่องเกี่ยวกับงานการต่างประเทศ เรื่องความมั่นคงต่าง ๆ นานา มีเรียบร้อยแล้ว จบข้อหนึ่ง
เรื่องที่ ๒ เอาตัวเราออกไปครับ อนุภูมิภาคดูง่าย ๆ ว่าเขามีสถานการณ์อะไร เกิดขึ้น ประเทศไทยเราเป็นสมาชิกภาพของอาเซียนที่รวมด้วยกัน ๑๐ ประเทศ เอาแค่ใกล้ ๆ ท่านประธานครับ ณ ปัจจุบันนี้อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล้อมรอบ ในอนุภูมิภาคของเรา อาเซียนของเรา เอาแค่ Mainland Southeast Asia นะครับ คือประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีพื้นทวีปติดต่อกัน คือมีดินแดนนะครับ มี ๕ ประเทศ มีเมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ๕ ประเทศเท่านั้น ท่านดูครับว่าเกิดสถานการณ์ อะไรเกิดขึ้น แล้วมัน Reflect มันมีการผลสะท้อนในนโยบายการต่างประเทศของเราบ้าง หรือไม่ ดูที่ประเทศกัมพูชา ณ ปัจจุบันนี้เราพยายามทำอะไร เขาทำอะไรอยู่ สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่สุดที่เราไม่เคยพูดถึงกัน การขุดคลองฟูนันเตโชที่มาจากพนมเปญเมืองหลวงของกัมพูชา เข้ามาถึงจังหวัดแกบที่จะทะลุต่ออ่าวไทยของเรา ท่านประธานครับ ๑๘๐ กิโลเมตร คลองเส้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกัมพูชากับรัฐบาลจีน กัมพูชามี ๕๑ เปอร์เซ็นต์ จีนมี ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำเสร็จเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับท่านประธาน เรือที่เข้ามาจาก ฝั่งแปซิฟิกเข้ามาที่จะมาถึงอีอีซีที่เราพยายามผลักดันกันอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ อีอีซีคือ Megaproject ของพวกเรา ถ้าฟูนันเตโชเสร็จท่าเรืออ่าวน้ำลึกตรงนี้จะเกิดขึ้น จะมีการมีแห ดักเรือต่าง ๆ การเดินสมุทรที่จะมาถึงอีอีซีของเรา แต่ดักไม่หมดหรอกครับ ดักได้บางประการ เราจะทำอย่างไร อีอีซีที่เราพยายามจะมุ่งเน้นนโยบายต่าง ๆ บอกรีบทำ เร่งทำ มีนโยบาย มีงบประมาณ แต่ถึงเวลาแล้วโดนกับดักโดยแหของฟูนันเตโชเกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชา เราจะทำอย่างไร เรามีนโยบายอะไรหรือไม่ที่จะมาเสริมการสูญเสียเม็ดเงินต่าง ๆ ของอีอีซี ของเรา เราเคยคิดหรือไม่ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้เส้นทางการเดินบกจากอรัญประเทศ จากสระแก้วเข้ามาต่อที่สีหนุวิลล์ ที่ทุกอย่างโดนอิทธิพลของประเทศจีน ฟูนันเตโชนี้ถ้าเสร็จ เมื่อไรครับท่านประธาน จะมีการลาดตระเวนของเรือของจีน ตอนนี้ประเทศเวียดนามตกใจ ทำอย่างไรดี เรือลาดตระเวนของจีนจะขึ้นไป ๑๘๐ กิโลเมตร ตอนนี้เป็นยุทธศาสตร์การทหาร ของประเทศจีนที่จะมาครอบคลุมตรงนี้ อันนี้คือ One Belt One Road คือเส้นทางสายไหม ต่าง ๆ นานาที่เราพยายามจะผลักดันว่าประเทศเราต้องอยู่ตรงนี้ เรายังมีแลนด์บริดจ์ของเราอยู่ เวียดนามตื่นตัว พี่ไทยยังไม่ตื่นตัว ท่านประธานครับ เร็ว ๆ ถ้าจะไปที่ประเทศลาว ประเทศลาว สมัยก่อนเป็น Landlocked ไม่สามารถมีพื้นดินที่จะต่อไปสู่มหาสมุทรได้ แต่ตอนนี้กลายเป็น Land Link กับประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว อิทธิพล Megaproject ต่าง ๆ นานามาอยู่ ในประเทศลาวและมีจีนเป็นพี่ใหญ่ ๑,๘๑๐ กิโลเมตร พื้นที่ชายแดนไทยที่ติดกับประเทศลาว ณ ปัจจุบันนี้ไทยไม่สามารถใช้ยุทธศาสตร์ในเชิงพื้นที่ เชิงภูมิประเทศ ในการที่จะเป็นผู้นำ ในการที่มีความเชื้อชวนความมีสัมพันธ์กับประเทศลาวได้ ผมขอต่อสั้น ๆ ครับท่านประธาน จะไม่เกิน ๒ นาที ขอประทานโทษครับท่านประธาน นี่คือประเทศลาวได้เข้ามาเรียบร้อยแล้ว ประเทศเมียนมา เพื่อนสมาชิกของผมได้พูดไป คุณธิษะณา ชุณหะวัณ ขอประทานโทษที่พูดไปแล้ว ตอนนี้อิทธิพลของประเทศจีนที่เข้ามา หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องขอประทานโทษ เพราะว่า ของประเทศจีนที่ท่านมาเยือนประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ อันนี้ประเทศไทยก็ไปนะครับ ได้มีการพูดคุยกัน มีการหารือกัน รัฐบาลจีนต้องการที่จะเป็นผู้นำในการที่จะเข้ามามีอิทธิพล ในการสร้างสันติภาพในประเทศเมียนมาเกิดขึ้น ๒,๔๑๖ กิโลเมตร ที่เรามีชายแดนไทยติดกับ ประเทศเมียนมา เราจำเป็นจะต้องแสดงความเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น มิเช่นนั้นรอบประเทศเราตอนนี้อิทธิพลของมหาอำนาจอย่างประเทศจีนเข้ามา ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การค้า การลงทุน เราจะทำอย่างไร มันต้องแสดงออกไปในตัวนโยบาย การต่างประเทศของไทย ซึ่งผมยังไม่เห็นสำหรับนโยบายของท่านคณะรัฐมนตรี ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ คุณแพทองธาร ชินวัตร ที่แสดงออกมา
เรื่องสั้น ๆ เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน อันนี้เป็นแค่อนุภูมิภาค ๆ ขยับออกไป ในเวทีระหว่างประเทศ ต้องขอสั้น ๆ จริง ๆ ครับท่านประธาน ผมเห็นตัวนโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเข้ามาในวันนี้ตอนเช้า เรื่องการพัฒนาคนไทยในทุกช่วงวัย ความเสมอภาคทางเพศ อันนี้ละครับที่เวทีระหว่างประเทศเขามีความคาดหวังกับประเทศไทย ในการที่จะมองเห็นถึงการยอมรับในความแตกต่างและหลากหลาย ในเรื่องเกี่ยวกับ เพศสภาพ การยอมรับเพศสภาพของแต่ละคน แต่นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง เมื่อเช้านี้ ความเสมอภาคทางเพศ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ เพื่อให้ผู้หญิงไทยทุกคน ไม่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ คือตอนนี้เพศสภาพของเรามากกว่าชายและหญิง ถ้าเราจำเป็นจะต้องยอมรับว่าความคาดหวังของเวทีโลกมองเราเป็นอย่างไร เราต้องตามให้ทัน ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะเน้นเรื่องนี้ ผมขอให้ท่านเวลาไปที่ออฟฟิศแล้ว ตอนนี้ มีร่างพระราชบัญญัติการขจัดเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอยู่บนโต๊ะท่านแล้ว เป็นพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับการเงิน ท่านพิจารณาครับ ลงนามเสีย แล้วเราจะตอบโจทย์ในเวทีระหว่างประเทศ
ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้เรื่องสิทธิมนุษยชนผมคงไม่มีเวลาที่จะพูด แต่ขอนำเรียนท่านประธานว่า ขอให้เอาเรื่องนี้เป็นการติเพื่อก่อ ท่านเข้ามารับงานตอนนี้ เพิ่งเบื้องต้นในการชี้แจงนโยบายกับรัฐสภาไทย เพราะฉะนั้นยังมีเวลาในการปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายทั้งหมด ความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าท่านสามารถจัดลำดับ ความสำคัญเร่งด่วนใหม่จะเป็นการดี นโยบายการต่างประเทศ ท่านสามารถนำการสร้างนโยบาย ต่างประเทศ ๑๐๑ ไปพิจารณาใช้ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอขอบคุณครับ อย่างไรผมหวังว่า ทางคณะรัฐมนตรีจะรับฟังนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน