ทวี ชี้ยาเสพติดลักลอบจากต่างประเทศ หนุนร่วมมืออาเซียน-ปรับกฎหมายใหม่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

ทวี สอดส่อง หารือปัญหายาเสพติดที่มีต้นตอจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการร่วมมือกันแก้ไขในระดับภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการของรัฐ โดยเสนอแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่คำนึงถึงหลักวิชาการ สาธารณสุข และจริยธรรม เพื่อเน้นการฟื้นฟูผู้เสพในฐานะผู้ป่วย แทนการลงโทษเพียงอย่างเดียว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและท่านสมาชิก จริง ๆ การอภิปรายนโยบายรัฐบาล ของเพื่อนสมาชิกผมคิดว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้เป็นรัฐบาลจะได้รับฟังข้อมูล แต่มันมีบางประเด็นถ้าเราปล่อยไว้ข้ามไว้ข้อมูลอาจจะไม่รอบด้านหรือไม่ครบถ้วน อาจจะ ทำให้สังคมไขว้เขวได้ ผมก็อยากจะขอตอบคำถามพยายามรวบรวมว่าจะมีคำถามเรื่อง ยาเสพติดเพิ่มขึ้นไหม แต่ว่าเมื่อผ่านไปยาเสพติดอยู่ในจุดนี้ก็จะขอตอบ คือรัฐบาลได้เห็น ความสำคัญการแก้ปัญหายาเสพติด โดยเขียนไว้ในนโยบายเร่งด่วนที่ ๘ ว่ารัฐบาล จะแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดครบวงจร เริ่มตั้งแต่ตัดต้นตอการผลิต การจำหน่าย ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน สกัดการควบคุม ลักลอบนำเข้า และเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด การปราบปราม การยึดทรัพย์ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด การค้นหาผู้เสพในชุมชน เพื่อเข้าสู่ระบบกระบวนการรักษา ตลอดจนการบำบัดรักษาผู้ติดยา ผู้เสพยา ฝึกอาชีพ การศึกษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคม รวมถึงมีระบบติดตามดูแลช่วยเหลือ ไม่ให้กลับกระทำผิดซ้ำ เพื่อให้คืนคนมีคุณภาพสู่สังคม นโยบายอาจจะเขียนไว้ไม่ยาวนัก เป็นเรื่องที่สั้น แต่ก็อยากจะกราบเรียนว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ทำลายคุณภาพมนุษย์ การทำลายประเทศที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ทำลายคุณภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เป็นปัญหาสำคัญ ประเด็นหนึ่งที่ต้องเรียนว่าเราไม่ได้โทษกันเราต้องแก้ปัญหา วันนี้สำนักงาน ป.ป.ส. และแล็บทั้งประเทศในการตรวจพิสูจน์ เราจะเรียกว่า Drug Profile ยาเสพติด ทุกเม็ด ทุกตัว การบรรจุหีบห่อเราจะมาตรวจ แล้วเราก็พบว่า ณ วันนี้สามารถประกาศได้ว่า ยาเสพติดที่อยู่ในเมืองไทยทั้งหมดไม่มีผลิตในประเทศไทยเลย ที่ว่าไม่มีผลิตในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์ ตัวยาส่วนผสม บรรจุหีบห่อ ซึ่งก็เห็นว่ามาตรการในประเทศที่เรา จะไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจเราทำได้เต็มที่ ปัญหาที่ตามมาก็คือว่ายาเสพติดก็มาจาก สามเหลี่ยมทองคำ ผมเพิ่งไปประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ๑๐ ประเทศ บวกจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีมา

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ก็ทุกคนยอมรับด้วยกันว่าคนที่ทำลายยาเสพติดในประเทศไทยก็มาจากประเทศอาเซียน แต่ไม่ใช่ประเทศไทย เราก็ต้องยอมรับว่า วันนี้ปรากฏการณ์ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน คือในสามเหลี่ยมทองคำนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือความแตกแยกในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีเสถียรภาพ จนเกิดการนำเข้าและลำเลียงยาเสพติดอย่างใหญ่ยิ่ง ซึ่งในครั้งนี้ผมก็เรียน ยืนยันว่าทั้ง ๑๐ ประเทศ บวก ๓ เราประกาศว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และปัญหาฉ้อโกงทางออนไลน์หรือปัญหาที่ทำลายเพื่อนมนุษย์ใน ๑๐ ฐานความผิดนี้ เราจะมีความรู้สึกเป็นร่างเดียวกันในการที่จะแก้ปัญหา ผมยกตัวอย่าง ผมเจออธิบดี กรมตำรวจของพม่า บอกว่าเขาเพิ่งส่งคนกลับประเทศจีน ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ที่เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด อันนี้ก็อยากให้เห็นว่า วันนี้เราต้องอาศัยความร่วมมือ ประเด็นที่เป็นห่วงก็คือว่า รัฐบาลทำมา ๑ ปี ประกาศมา ๑ ปี เป็นเวลาสูญเปล่าหรือเปล่า ซึ่งท่านหัวหน้า พรรคประชาชนแล้วก็หลายท่านพูด ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ผมเองผมไม่ค่อยชอบตัวเลข เชิงปริมาณ ถ้าเชิงปริมาณเราจะเห็นเลยเดี๋ยวท่านเห็นตัวเลขจับยาบ้า ถ้าสมัยปี ๒๕๖๖ ประมาณ ๔๐๐ ล้าน วันนี้เกือบ ๑,๐๐๐ ล้านแล้ว ขึ้นมาเท่าตัว หรือถ้าสมัยที่เรียกว่า เราแก้ปัญหายาเสพติดที่พึงพอใจมาก ปี ๒๕๖๔ เราจับได้ ๗๐ ล้านคน ยาที่จับอันนี้ เป้าหมายก็คือทำลายในประเทศไทย แต่ผมได้ขอร้องโดยท่านหมอมิ้งที่ผ่านมาก่อนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาจะต้องออกไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้สำรวจในหลายมิติ สำรวจระหว่างวันที่ ๑-๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ จำนวนผู้ถูกสำรวจ ๔๖,๐๐๐ รายทั่วประเทศ ก็อยากจะเรียนว่า ทั่วทั้งประเทศก็จะพบว่าเรื่องความพึงพอใจ กับรัฐบาล ๘๓.๕ เปอร์เซ็นต์ คือพึงพอใจระดับกลาง มาก มากที่สุด แต่พึงพอใจน้อยอะไรนั้น เราไม่ว่ากัน คือคำตอบว่าสูญเปล่ากับความพึงพอใจของประชาชน ผมคิดว่าเราไม่พอใจ หรอกครับ ถ้าประชาชนไม่พึงพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือประชาชนยังติดยาอยู่ ทีนี้พอมาถามเราก็มีจังหวัดเร่งด่วนที่จะต้องแก้ปัญหา เพื่อจะเป็นนำร่องใน ๒๕ จังหวัด เราก็พบว่า ๘๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนพึงพอใจ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เห็น ส่วนเรื่อง ความเชื่อมั่นก็ตัวเลขอันเดียวกัน คราวนี้การแก้ปัญหายาเสพติดต้องยอมรับว่า ใน ๑ ปี ที่ผ่านมาพวกเราทำงานหนัก เราเปลี่ยนมิติใหม่จากการที่ทำไว้เดิมก็คือฝ่ายปกครอง ก็คือ ผู้ว่า ตำรวจ สาธารณสุข เราก็มาเริ่มต้นฝ่ายปกครอง ตำรวจ ตำรวจรวมทหารด้วยนะครับ สาธารณสุข แล้วก็มารวมท้องถิ่นเพื่อจะให้ ๔ ส่วนนี้ช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งก็ยอมรับว่าตัวเลข ที่เกิดขึ้นก็เป็นตัวเลขอาจจะเป็นผลว่า ๓ เดือนสุดท้ายที่เราอยากจะมีความเชื่อมั่น ซึ่งผมลองดูผมก็ยังตกใจ อย่างความเชื่อมั่นสูงสุดในจังหวัดที่เชื่อมั่นสูงสุดกลับเป็น ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ เช่น ยะลามีความเชื่อมั่นถึง ๙๘.๖ เปอร์เซ็นต์ นี่คือประชาชน แล้วก็ส่วน ในเรื่องของความพึงพอใจก็เช่นเดียวกันครับ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวเลขหนึ่ง ที่อย่างน้อยที่สุดผมถูกตำหนิในที่นี้ แต่ประชาชน ๔๐,๐๐๐ กว่าคน ทำตามหลักวิชาการ ก็ยังยอมรับ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหายาเสพติดที่เราดำเนินการ ผมเห็นด้วยกับ เพื่อนสมาชิก เราอาจจะทำเป็นที่ปลายเหตุ แต่ผมอยากให้รู้ว่าเมื่อเรามีประมวลยาเสพติด มองผู้เสพเป็นผู้ป่วย คือเราหมายความว่าเราต้องการให้ลูกหลานเรา เราต้องการให้ คนรุ่นใหม่ เราต้องการให้อนาคตของชาติเป็นผู้มีสุขภาพดี ก็คือเป็นผู้ป่วย คือเป็นโรค ชนิดหนึ่งเป็นโรคการติดยา ที่สมองติดยาเพื่อจะไปสู่การรักษา ก็ต้องยอมรับว่าประมวล ยาเสพติดเริ่มใช้เดือนธันวาคมปี ๒๕๖๔ ใช้มา ๑ ปี ก็อาจจะต้องมีการปรับปรุง โดยเพื่อน สมาชิกต้องช่วยปรับปรุง แต่อยากจะให้ท่านเห็น ท่านดูใน Chart ขอเป็น Chart ผู้ต้องราชทัณฑ์นะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าราชทัณฑ์เรามีคดีระหว่างอยู่ตอนนี้เรื่องยาเสพติด อยู่ ๔๗,๓๘๓ คน ณ วันที่ ๑๒ กันยายน ท่านเห็นว่าในคดีระหว่างนั้นมีเพียง ๒๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นข้อหาเสพ ครอบครองเพื่อเสพ อันนี้อาจจะเป็นผลจาก ๑ เม็ด เพราะว่าท่านทราบไหมว่า เมื่อก่อนถ้า ๒ เม็ดนี่เขาเรียกว่าครอบครองธรรมดา ครอบครองธรรมดาโทษ ๑๕ ปี โทษ ๑๕ ปี เป็นศาลจังหวัด แต่ถ้า ๑ เม็ด ครอบครองเพื่อเสพโทษไม่เกิน ๒ ปี เป็นศาลแขวง เดิมเราเอา ๕ เม็ด อาจจะตัวเลขน้อยซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องเมื่อเราใช้ไประดับหนึ่ง ผมเห็นด้วย ว่าเราต้องมาประเมิน เพราะปัจจุบัน Methamphetamine ที่บรรจุในยาบ้ามันมีแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ต่อเม็ด เมื่อก่อน ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้า Ice ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหายาเสพติดต้องแก้ด้วยหลักกฎหมาย หลักวิชาการ หลักอาชญาวิทยา และหลักศีลธรรมต้องตามมาด้วย อันนี้อยากเรียนให้เห็น แล้วท่านดูสิครับ ในกลุ่มนี้ประมาณ ๒๒,๕๘๓ คน คือ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นข้อหาจำหน่าย ข้อหาส่งออก หรือข้อหาเพื่อจำหน่าย ก็คือนักค้าที่ท่านวิโรจน์สงสัยว่าทำไมมันน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่เป็น นักโทษเด็ดขาดก็เหมือนกันครับ ข้อหาเสพและครอบครองมี ๒๐,๐๐๐ คน จากจำนวน ๑๖๐,๐๐ คน อันนี้ยาเสพติดอย่างเดียวนะครับ ๒๕,๐๔๒ คน คือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นข้อหา เพื่อเสพ ก็คืออาจจะเป็นโทษทางกฎหมาย เม็ดยามากขึ้น ส่วนที่เป็นจำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย ผลิตจำหน่ายส่งออก มีถึง ๑๑๖,๖๙๒ คน ๗๒ เปอร์เซ็นต์ การที่บอกว่าเราไม่จัดการนักค้า วันนี้ถ้าดูตัวเลขในการจับกุมการดำเนินคดี เราให้น้ำหนักไปผู้ค้ายาเสพติด ท่านประธานที่เคารพครับ เราไม่พอใจหรอก ถ้าประชาชน คนไทยยังต้องถูกโจมตีด้วยยาเสพติด สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ดูนิดหนึ่ง พื้นฐานหนึ่งที่จะต้อง มาช่วยกันแก้และต้องให้ชุมชนแก้ อดีต ผมคิดว่าเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคต คือความรับผิดชอบ ก็คือความรับผิดชอบของรัฐบาลนี้ ท่านดูอดีตเราจะเห็นว่าผู้ต้องราชทัณฑ์ เราจะเห็นว่าทั่วไปมีการศึกษาต่ำกว่าการศึกษาพื้นฐาน คือ ม.๖ ถึง ๒๒๔,๓๑๔ คน หรือ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ คนไทยทุกคนได้รับเงินให้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือจบ ป.๖ พวกนี้ คือพวก Dropout แล้วพวก Dropout ก็คือออกกลางคัน แล้วออกกลางคันก่อนอายุ ๑๘ ปี ขึ้นไป รัฐบาลที่แล้วมีความมุ่งมั่นว่าจะทำ Zero Dropout คือการออกกลางคันต้องเป็นศูนย์ ถ้าออกกลางคันต้องเป็นศูนย์ วันนี้ถ้าเราให้คนจบ ม.๖ ขึ้นไป เราจะมีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ อยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคนเอง การศึกษาจึงเป็นสาเหตุหนึ่ง เมื่อมาอยู่ในเรือนจำ วันนี้ นโยบายของรัฐบาลจึงมีนวัตกรรมใหม่อยากให้ทุกท่านได้ดูว่า คือนอกจากการฝึกอาชีพ การศึกษา แล้วการฟื้นฟูสภาพทางสังคม การฟื้นฟูสภาพทางสังคมเมื่อสักครู่นี้ท่านวิโรจน์ ได้บอกว่ามีอยู่ ๒,๗๐๐ คน แต่คนไปฟื้นฟูอยู่ประมาณ ๒,๔๐๐ คน วันนี้สิ่งที่ต้องฟื้นฟู มากที่สุดก็เรือนจำ ๑๔๓ แห่ง ที่มีผู้ต้องราชทัณฑ์ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน คือเราไม่ชวนหักดิบ เขาให้ออกมา แล้วเขาก็ย้อนกลับมา ถ้า ๑๐ ปีนี่ย้อนกลับมา ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องให้เรือนจำหรือทัณฑสถาน รวมถึงกรมคุมประพฤติ และรวมถึงสถานพินิจว่าจะต้องให้เขาได้มีการฟื้นฟูก็คือได้รับการศึกษา คือคนที่เข้าราชทัณฑ์ ควรจะจบ ม.๖ ทุกคนตามการศึกษาภาคบังคับ เพราะปกติรัฐได้ส่งให้เรียน ๕๕,๐๐๐- ๖๐,๐๐๐ คน แต่ว่าที่เขา Dropout ไปเราจะทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ราชทัณฑ์ก็มีหลักสูตร มีการดำเนินการ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่เราจะคืนคนที่มีคุณภาพกลับไปสู่สังคม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ชัยชนะอยู่ที่หมู่บ้าน สันติสุข สันติภาพอยู่ที่หมู่บ้าน คนที่ทุกข์ก็อยู่ที่หมู่บ้าน เราจึงมีนโยบายการฟื้นฟูสภาพทางสังคม เราก็เรียกร้องให้องค์กรปกครองท้องถิ่น ต่อไปควร ของบประมาณไปฟื้นฟูสภาพทางสังคมให้กับในพื้นที่ ซึ่งเราคงจะต้องมีการ Re X-ray ใหม่ อดีตเป็นบทเรียนครับ ท่านแนะนำอย่างไรมาผมทำ แล้ววันนี้ก็เป็นวาระที่สำคัญ ผมยืนยันว่า ในมิติต่างประเทศเราจะเข้มข้น แล้วเราจะจัดการนักค้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการฟอกเงิน ส่วนท่านที่สงสัยว่าจำนวนเงินมากน้อยผมอยากให้ท่านยึดถึงหลักนิติธรรม ไม่ใช่จับมา แล้วยึดหมด เรามีกระบวนการศาล เรามีกระบวนการตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่กระบวนการ ที่ไปบีบบังคับว่าต้องยึดไว้ก่อน คือทุกอย่างเรามีทั้งท่านอัยการ มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะว่า เป้าหมายเราคือต้องยึดทรัพย์กับนักค้ารายสำคัญ เพราะนักค้ารายสำคัญจะไม่แตะยา จะไม่มีพยานหลักฐานไปถึง สิ่งที่เขาต้องการก็คือผลประโยชน์ เราจะมีความร่วมมือเรื่องฟอกเงิน ระหว่างประเทศที่จริงจังครับ อันนี้ก็อยากจะให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดความรอบด้าน แล้วผมก็ยืนยันว่าใน ๓ ปีหลังจากแถลงนโยบายมาสิ่งที่เราทำไปแล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งเป็นบทเรียน สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือยาเสพติดเป็นวาระของภูมิภาค ไม่ใช่เป็นวาระแห่งชาติแล้ว เพราะยาเสพติดไม่ใช่ทำลายแค่คนไทย ทำลายคนทั้งโลก แล้วการจะวัดประเทศว่าประเทศไหน มีความเจริญรุ่งเรืองกว่ากันเขาวัดกันที่คุณภาพคน ผมเคยพูดเสมอว่าถ้าจะดูอดีตสังคมใด ให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์ ถ้าจะดูปัจจุบันให้ไปดูที่หน่วยปฏิบัติ แต่ถ้าจะดูอนาคตให้ไปดู ที่การศึกษาหรือเยาวชน วันนี้เยาวชนเราจำนวนมากเรื่องการศึกษา และโดยเฉพาะเยาวชน ที่ไปติดยาเป็นวาระที่สำคัญที่เราจะต้องแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเร่งด่วน และถือว่าเป็นเรื่องท้าทายของรัฐบาลนี้นะครับ แล้วก็การแก้ปัญหายาเสพติดรัฐบาล อย่างเดียวคงไม่สามารถทำได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน แล้วเราก็จะมีนวัตกรรม มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ