วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ หารือปัญหาการศึกษาไทยที่เผชิญความเหลื่อมล้ำ ครูไม่ตรงสาย หลักสูตรล้าสมัย และค่าใช้จ่ายสูง พร้อมเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาเท่าเทียม ที่เน้นการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เครดิตแบงก์ และพอร์ตโฟลิโอแอป เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดภาระการเรียนพิเศษ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ โดยเสนอให้ใช้รายได้จาก Sin Tax สนับสนุนโครงการนี้ เพื่อลดต้นทุนการศึกษาและสร้างอนาคตที่เท่าเทียมให้กับเด็กทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ หลังจากที่ผมได้ฟังการแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี สิ่งแรกที่ผมอยากจะบอกก็คือ อยากจะขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ที่ท่านได้เห็น ความสำคัญของการศึกษาและได้กรุณาบรรจุนโยบายรัฐบาลในเรื่องของการศึกษา ซึ่งเรามีความต้องการที่ตรงกันครับ ระหว่างรัฐบาลรวมไปถึงผมและเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่เรากำลังจะเสนอนโยบายการปฏิวัติการศึกษา ผมเชื่อว่าพี่น้องสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ทุกท่านยอมรับครับ แล้วก็รับทราบดีว่า วันนี้ระบบการศึกษาไทยมีปัญหา พอมาดูปัญหา มีอะไรบ้าง ปัญหามันจะโดนแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่มหลักใหญ่ ๆ ๑. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง การศึกษา เด็กบางคนยากจนครับ บางคนอยู่ห่างไกล เข้าถึงการศึกษาได้ยาก ๒. ครูไม่ตรงสาย อันนี้โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก มีปัญหาเรื่องนี้เยอะมาก ๓. หลักสูตรที่เน้นการท่องจำ อันนี้เป็นสิ่งที่น้อง ๆ นักเรียนได้สะท้อนให้ผมฟัง และสิ่งที่จะมายืนยันความเห็นนั้นก็คือ ผลทดสอบของ PISA PISA ได้ทดสอบการอ่านและวิเคราะห์จาก ๘๑ ประเทศ ประเทศไทย อยู่ลำดับที่ ๕๘ ครับ ๔. หลักสูตรที่มีไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการ และไม่เท่าทัน ตามโลก ข้อสุดท้าย ๕. ค่าใช้จ่ายในการเรียนสูง แน่นอนครับ วันนี้พวกเราบอกว่ารัฐบาล ได้อุดหนุนเงินเพื่อที่จะสนับสนุนการศึกษา แต่มันเป็นค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น ค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน แต่ในความเป็นจริงแล้วเราจะไปโรงเรียนในแต่ละวัน มันยังมี ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง เด็กบางคนเดินทางไปกลับโรงเรียนวันหนึ่ง เสียเงินเป็นร้อยนะครับ และนี่มันคือสภาพความเป็นจริง นอกจากนั้นมีค่าอะไรบ้าง ค่าอุปกรณ์ คุณครูบอกว่าพรุ่งนี้มีกิจกรรมให้นักเรียนเตรียมนั่นมา เตรียมนี่มา สำหรับ เด็กบางคนท่านประธานครับ อย่าเพิ่งไปพูดถึงค่าอุปกรณ์กับเขาเลย แม้แต่เงินที่จะเอามา ซื้อข้าวกินพรุ่งนี้ตอนเที่ยง วันนี้ยังหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาหลักสำคัญ ด้วยเช่นกัน จากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมได้กล่าวไปนะครับ มันก็เลยเกิดคำถาม เกิดคำถาม ในหัวขึ้นว่า มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะทำให้การศึกษาในประเทศไทยเป็นของนักเรียน ทุกคน ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะมีข้อจำกัดด้านใดก็ตาม จะมีฐานะอย่างไร หรือจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน พวกเราเองได้คุยกันครับ และได้ร่างกฎหมายขึ้นมา ๑ ฉบับ มีชื่อว่า พ.ร.บ. การศึกษา เท่าเทียม พูดแต่ชื่อหลายท่านอาจจะยังไม่รู้จัก อาจจะไม่เข้าใจ เพราะว่ามันเป็นคำใหม่ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. การศึกษาเท่าเทียมจะประกอบไปด้วย ๓ กลไกหลัก ๑. ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ๒. เครดิตแบงก์ ๓. Portfolio App ดิจิทัล แพลตฟอร์ม คืออะไรครับ พูดง่าย ๆ ก็คือเปรียบเสมือนกับห้องเรียนพร้อมกับครูผู้สอนไว้ให้สำหรับนักเรียนที่สามารถจะเรียนได้ ในทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของท่านรัฐมนตรี อยู่แล้ว ที่จะสนับสนุนให้เด็กนักเรียนมี Tablet ใช้ทุกคน ในห้องเรียนห้องนี้ท่านประธานครับ มันจะประกอบไปด้วยวิชาองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาพื้นฐาน หลักสูตรของสถาบันกวดวิชา ที่พวกเราต้องเสียเงินหลาย ๆ พันบาทให้ลูกให้หลานเราไปเรียน หรือหลักสูตรเฉพาะ ที่ต้องไปลง Course ไปเสียเงินแพง ๆ ไปเรียน อย่างการพัฒนาเอไอหลักสูตร Live Streaming การเขียน Application หรือแม้กระทั่งหลักสูตรการลงทุน ดิจิทัล แพลตฟอร์มจะเป็นตัวที่จะเข้ามาแก้ปัญหาในเรื่องของการเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง การศึกษาได้ เราจะได้เห็นภาพเด็กบางคนที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะไปโรงเรียน ได้เรียน หลักสูตรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้สอน ได้เรียนหลักสูตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้สอน น้อง ๆ ที่มีศักยภาพจะสามารถหลุดออกมาจากกรอบการศึกษาเดิม ๆ ได้ ใครจะไปรู้ครับ สักวันหนึ่งเราอาจจะเห็นน้อง ๆ เหล่านั้นสามารถเขียน Application แล้วขายสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะเห็นน้อง ๆ เหล่านั้น โตขึ้นมาแล้วเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพได้ จากการเรียนในห้องเรียนห้องนี้ และสิ่งที่น่าสนใจ ยิ่งไปกว่านั้นท่านประธานที่เคารพ คือเรื่องของการสร้างหลักสูตร Skill Certificate คืออะไรครับ เป็นหลักสูตรที่เขียนขึ้นมาเพื่อรับรองความรู้เฉพาะด้าน เราอาจจะไปเชื่อมกับบริษัทเอกชน ก็ได้ในวันนี้ บริษัทเอกชนต้องการคนที่มีความรู้แบบใดเอามาเขียนหลักสูตรแล้วเอามา Join กัน คนที่เข้าไปเรียนสิ่งที่เขาจะได้รับคืออะไรนอกจากความรู้แล้ว เขาจะได้รับการพิจารณา เป็นพิเศษจากบริษัทเหล่านั้น เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้อย่างที่บริษัทต้องการ
ท่านประธานครับ ข้อที่ ๒ ก็คือเรื่องของเครดิตแบงก์ อันนี้ตรงตัวเลยครับ ท่านประธาน ธนาคารหน่วยกิต วิชาต่าง ๆ ที่น้อง ๆ เขาได้เรียนมานี่ผ่านแพลตฟอร์มที่ผม ได้กล่าวถึงข้างต้นนี้นะครับ ผ่านการวัดผลแล้วก็จะถูกส่งมาเก็บไว้ที่เครดิตแบงก์ ว่าเราเรียน อะไรมาบ้าง เราได้เก็บสะสมอะไรมาบ้าง และวิธีการวัดผลเองวันนี้ผมก็อยากจะบอกเช่นกันว่า มันควรจะเปลี่ยนได้แล้ว แทนที่จะใช้หลักเกณฑ์คะแนนมาเปลี่ยน มันควรจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ ได้แล้วครับ ภาพที่เราเห็นวันนี้คือเด็กอายุ ๘ ปี ๙ ปี เรียนเสร็จจากโรงเรียน ๔ โมงเย็น ๕ โมงเย็น ต้องไปเรียนหนังสือ เรียนพิเศษต่อถึง ๓ ทุ่ม ผมถามว่านั่นคือภาพที่พวกเรา อยากจะเห็นลูกหลานพวกเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือ ผมเองก็มีลูกชายครับท่านประธาน ผมคนหนึ่งละที่ไม่อยากเห็นลูกผมอยู่ในสภาพแบบนั้น ผมอยากเห็นลูกผมได้เรียนรู้สิ่งที่เขา อยากจะเรียน อยากให้เขาใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างสนุกสนาน ได้มีประสบการณ์อย่างที่ควรจะมี ไม่ใช่ไปเรียนพิเศษ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นเครดิตแบงก์ยังมีหน้าที่ในการเทียบโอน ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีน้องคนหนึ่งที่เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย เรียนไปแล้วครึ่งปี ๑ ปี รู้สึกว่า สิ่งที่เรียนมันไม่ใช่ อยากที่จะเปลี่ยน โดยปกติแล้วเขาก็ต้องมาสอบใหม่เสียเวลาเรียนเพิ่ม ไปอีก ๑ ปี แต่เครดิตแบงก์จะเป็นตัวดูครับว่าอันไหนที่เรียนมาแล้วหรือสามารถเทียบโอนกันได้ ไม่ต้องไปเรียนซ้ำครับ เพราะฉะนั้นน้อง ๆ เหล่านี้จะประหยัดเวลาเรียนไปอีก ๑ ปี เวลา ๑ ปีนี้ อาจจะดูน้อยนะครับสำหรับใครบางคน แต่สำหรับคนที่มีต้นทุนชีวิตน้อยกว่าคนอื่นเขา ถือว่าเป็นเวลาที่มีคุณค่ามหาศาลมาก
ท่านประธานครับ ข้อที่ ๓ ก็คือ Portfolio App เมื่อเราเรียนเก็บเครดิต ครบตามหลักสูตรที่กำหนดไว้แล้วนี้นะครับ ก็จะโดนโยนมาเก็บไว้ มาบรรจุไว้ที่นี่ ซึ่งเปรียบเสมือนกับกล่องที่เอาไว้บรรจุความสำเร็จของทุกคน ท่านเชื่อไหมครับว่า วันนี้เวลา เราจะไปเรียนต่อ จะไปสมัครงาน จะไปยื่นอะไรก็แล้วแต่ หลายคนที่จะต้องไปจ้างบริษัท ให้ทำ Portfolio ออกมา แล้วค่าทำก็ไม่ใช่ถูก ๆ นะครับ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท บางเจ้า ดี ๆ หน่อย หรูหราหน่อย เป็นหมื่น เพื่อให้ Portfolio ของตัวเองออกมาดูดี ดูเด่น แต่ถ้ามี Portfolio App ตัวนี้ทุกอย่างจบ บาทเดียวก็ไม่ต้องเสีย นอกจากนั้นมันยังทำหน้าที่ เป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลให้เราด้วย ว่าถ้าเราอยากจะจบหลักสูตรนี้วิชาอะไรบ้าง ที่เราต้องเรียน ถ้าเราอยากจะทำงานแบบนี้เราควรจะจบหลักสูตรอะไร หรือแม้แต่ข้อมูล ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคตก็จะส่งมาให้เรา น้อง ๆ เองก็จะได้ วางแผนชีวิตการเรียนของตัวเองถูก และไม่ใช่ว่าเราจะใช้เฉพาะในการเรียนอย่างเดียวเท่านั้น ต่อไปพอเวลาเราสมัครงาน ง่าย ๆ ก็แค่ดาวน์โหลดข้อมูลจาก Application ตัวนี้ส่งให้เขา ทุกอย่างจบครับ ทีเดียวจบ เขารู้หมดว่าเราเรียนอะไร จบอะไร มี Skill Certificate ด้านไหน มาบ้าง ใช้ได้ตลอดชีวิต
นี่คือ ๓ กลไกหลักในการปฏิวัติการศึกษาที่พรรคภูมิใจไทยกำลังจะนำเสนอ ท่านจะเห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้คือทางออกที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบ การศึกษาไทย ท่านประธานครับ ลดต้นทุน ลดข้อจำกัด แก้ปัญหาบุคลากร เรียนในสิ่งที่ น้องเขาอยากจะเรียน และที่สำคัญที่สุดก็คือเรียนจบแล้วได้ทำงานในงานที่ตัวเองอยากจะทำ ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะสงสัยมีคำถามว่า ถ้าเราจะทำระบบนี้ขึ้นมานี้จะเอางบประมาณ จากไหน จริง ๆ แล้วมันไม่ใช้ไม่เยอะหรอกครับงบประมาณ แต่ถ้าเกิดมันไม่พอ เมื่อเช้า ท่านกรวีร์ก็พูดไปแล้วว่าในการเอาธุรกิจใต้ดินขึ้นมาบนดิน เราเก็บ Sin Tax เอาตรงนั้นละครับ มาบำรุงการศึกษา เอาตรงนั้นมาละครับ มาอุดหนุนการศึกษา และที่สำคัญที่สุดคืออะไร รู้ไหมครับ สิ่งที่ต้องคำนวณมากกว่าต้นทุนของภาครัฐคือต้นทุนของครอบครัว ต้นทุนของ พี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วนี้มันมากกว่าต้นทุนของภาครัฐ อย่างมหาศาล วันนี้สิ่งที่รัฐจัดสรรมาให้ว่าเรียนฟรีนี้มันฟรีไม่จริง เพราะฉะนั้นคนที่เป็น ผู้ปกครองต้องดิ้นรนทุกอย่างที่จะให้ลูกหลานตัวเองได้เรียนในสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าไม่มี ก็ต้อง ไปหยิบยืม ไปกู้หนี้ยืมสินมา และข้อมูลทางสถิติก็บอกชัดเจนว่าหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ๔๐ เปอร์เซ็นต์มันมาจากการศึกษา และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมวันนี้พรรคภูมิใจไทย จำเป็นต้องปฏิวัติการศึกษา ท่านประธานที่เคารพครับ ในสิ่งที่ผมได้เสนอไปนั้น ผมไม่ได้ หมายความว่าเราจะต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาทั้งหมดแล้วเปลี่ยนมาใช้สิ่งที่ผมได้พูดถึง ในมุมที่บางคนที่คิดว่าระบบเดิมดีอยู่แล้ว ใช้ระบบเดิมควบคู่กันไปได้เลยครับ แต่ผมเชื่อมั่น เป็นอย่างยิ่งว่า พ.ร.บ. การศึกษาเท่าเทียมนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะมาปิดช่องโหว่ปัญหา ของการศึกษาไทย และทำให้ระบบการศึกษาไทยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกเราทำวันนี้ ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่เรื่องของการแก้ปัญหาระบบการศึกษานะครับ แต่มันเป็นการมอบโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถสร้างชีวิตและเติบโตได้อย่างเท่าเทียมกัน และถ้าเกิดว่าเราทำเรื่องนี้ได้สำเร็จจริง ๆ ท่านประธานพลิกไปหน้าสุดท้ายครับ นโยบาย บรรทัดสุดท้ายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไป ท่านบอกไว้ว่าจะสร้างความหวังและอนาคต ที่ดีให้กับประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต ถ้าเราทำเรื่องนี้สำเร็จ ประโยคนี้เป็นจริงแน่ครับ ขอบพระคุณครับ