รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๒๕/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ
วันจันทร์ที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ด้วยในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อให้สภาพิจารณาเสนอแนะหรือให้ความเห็น ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว นอกจากมีการถ่ายทอด ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาตามปกติแล้ว ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการพิจารณาด้วย ทั้งนี้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ขอสงวนเวลาเพื่อตัดกลับไปเสนอข่าวในภาคเที่ยงระหว่าง ๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ นาฬิกา รายการเดินหน้าประเทศไทย ๑๘.๐๐-๑๘.๑๕ นาฬิกา ข่าวภาคค่ําและข่าวในพระราชสํานัก ระหว่าง ๑๘.๐๐-๒๐.๒๐ นาฬิกา และเหตุการณ์สําคัญที่ประชาชนควรรับรู้ในกรณีเร่งด่วน ของทุกวัน สําหรับวันศุกร์ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยขอสงวนเวลา เพื่อตัดกลับไปรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ระหว่าง ๒๐.๑๕-๒๑.๑๕ นาฬิกาด้วย ต้องขอขอบคุณทั้งกรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุ แห่งประเทศไทย รวมทั้งสถานีวิทยุและวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภาไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ จึงเรียนมาเพื่อที่ประชุมรับทราบครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง และส่งให้ คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามมาตรา ๓๖ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
วันนี้ขออนุญาต ให้นั่งได้ทั้ง ๒ ด้าน เพราะว่าจํานวนมากเกินกว่าที่นั่งที่มี
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันนี้เป็นการพิจารณาเพื่อเสนอแนะหรือ ให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อสภา ซึ่งสภาต้องพิจารณา ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐ วันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ ครบกําหนด ๑๐ วัน ในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘ แนวทาง การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามประกาศสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรื่องแนวทางการอภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๘ ซึ่งได้จัดส่ง ให้สมาชิกไปพร้อมกับหนังสือนัดประชุมและระเบียบวาระการประชุม และได้จัดวางไว้ ให้ท่านสมาชิกแล้ว มีรายละเอียดดังนี้นะครับ เวลาการอภิปรายทั้งหมด ๗๙ ชั่วโมง การแบ่งเวลาอภิปราย
๑. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาประมาณ ๑๕ ชั่วโมง วันแรก ใช้เวลาในการนําเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ชั่วโมง ใช้เวลาในการชี้แจง ๑ ชั่วโมง วันต่อ ๆ ไป จะใช้เวลาในการชี้แจงวันละประมาณ ๒ ชั่วโมง
๒. เหลือเวลาการอภิปรายของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติประมาณ ๖๔ ชั่วโมง แบ่งเวลาการอภิปรายเป็น
๒.๑ ประธานกรรมาธิการวิสามัญประจําสภา ๑๘ คณะ คณะละ ๓๐ นาที รวม ๙ ชั่วโมง
๒.๒ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติมีเวลาการอภิปรายรวมทั้งสิ้น ๕๕ ชั่วโมง หรือ ๓,๓๐๐ นาที หารด้วย ๒๐๘ คน ๒๐๘ คนก็คือสมาชิก ๒๔๙ คน หักด้วยผู้ที่ เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒๐ คน หักประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ รองประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อคํานวณเวลาแล้วสมาชิกจะมีสิทธิอภิปรายได้ประมาณคนละ ๑๕ นาที และอาจมีการเปลี่ยนแปลงเวลาได้ตามจํานวนสมาชิกที่แจ้งความประสงค์ใช้สิทธิอภิปราย ขณะนี้ได้ปิดการเสนอความประสงค์อภิปรายแล้ว เจ้าหน้าที่คํานวณอีกสักครู่คงจะได้ผลครับ การจัดลําดับอภิปราย การอภิปรายจะจัดลําดับตามบท ภาค และหมวดที่กําหนดไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมาธิการและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะใช้สิทธิอภิปราย ต้องแสดงความประสงค์ขออภิปราย และในกรณีที่มีการแจ้งความประสงค์ในบทใด ภาคใด หรือหมวดใดเป็นจํานวนหลายท่าน จะจัดลําดับการอภิปรายก่อนหลังโดยการจับสลาก ผู้ที่จับคือรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สองนะครับ เนื้อหาในการอภิปราย ผู้อภิปราย ทั้งประธานกรรมาธิการและสมาชิกแต่ละบุคคลที่ประสงค์จะอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ให้อภิปรายสาระในรายบท ภาค เฉพาะหมวดตามที่ได้แสดงความประสงค์ไว้ เงื่อนไข การอภิปราย สมาชิกไม่สามารถโอนเวลาการอภิปรายได้และไม่สามารถแลกลําดับ การอภิปรายได้ การจับสลากเพื่อจัดลําดับการอภิปรายของประธานกรรมาธิการและสมาชิก ในแต่ละบทหรือภาค จะดําเนินการในระหว่างที่ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นําเสนอร่างรัฐธรรมนูญ และในการจับสลากผมได้มอบหมายให้ท่านรองประธานสภา คนที่สองเป็นผู้ดําเนินการและจะแจ้งลําดับการอภิปรายให้สมาชิกทราบในทันทีที่แล้วเสร็จ ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําเสนอร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงครับ ท่านประธานขอฉายวีดิทัศน์เพื่อนําเรื่องประมาณ ๑๐ นาทีก่อนนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๒ กําหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการ จํานวน ๓๖ คน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้แต่งตั้งตามวีดิทัศน์ที่นําเสนอไปแล้ว เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ และในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๓/๒๕๕๘ เมื่อวันอังคารที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้มีมติเลือกนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทน นางทิชา ณ นคร ซึ่งพ้นจากกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพราะลาออก และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติจึงแต่งตั้งนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อนําเสนอที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาต่อไป
อนึ่ง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานและร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามเอกสารสําเนาใบตกเติมและแก้คําผิด ที่ได้นําเสนอต่อท่านประธานและที่ประชุมแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นวันที่ ๑๙๒ นับแต่เปิดประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ และเป็นวันที่ ๑๗๘ นับแต่วันที่ท่านประธานลงนามในคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓๖ คน ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ท่านรองประธาน และท่านสมาชิกอีก ๒๒๗ ท่าน รวมทั้งคุณทิชา ณ นคร ซึ่งลาออกไปแล้วที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้ความสําคัญ ติดตาม สนับสนุนการทํางานของกรรมาธิการเยี่ยงกัลยาณมิตร ที่ดีตลอดมา คณะกรรมาธิการจึงมีความสํานึกในความกรุณานั้นมาโดยตลอด จึงได้พยายาม ทํางานสนองเจตนารมณ์ของสภาปฏิรูปแห่งชาติมาด้วยประการต่าง ๆ ด้วยความทุ่มเท วิริยะอุตสาหะทุกประการ
ประการแรก หลังจากที่ได้รับฟังท่านสมาชิกให้ความเห็นก็ได้มีการประสานงาน กับคณะกรรมาธิการวิสามัญประจําสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้ง ๑๘ คณะ เพื่อรับข้อเสนอมา ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการนี้ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ศุภชัย ยาวะประภาษ ได้จัดทํา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตรวจสอบแล้ว แจ้งให้กระผมทราบว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นําข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง ๑๘ คณะ มาบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ถ้อยคําอาจต่างกันบ้าง แต่ความสําคัญอยู่ที่หลักการ บางครั้งถ้อยคํา ก็เป็นเรื่องเทคนิคการบัญญัติกฎหมาย ในการนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงได้ นําเสนอร่างรัฐธรรมนูญกับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอเปรียบเทียบมา ในเอกสารประกอบที่แจกให้กับท่านสมาชิกด้วย
ประการที่ ๒ เพื่อสนองความกรุณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผมเองได้ เป็นผู้เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการติดตามและประสานการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น เป็นประธาน และตั้งคณะอนุกรรมาธิการประสานการร่างรัฐธรรมนูญ กับสภาปฏิรูปแห่งชาติและองค์กรต่าง ๆ ซึ่งมี พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธาน ทั้ง ๒ หน่วยนี้ได้ทํางานประสานงานกันได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการวิสามัญ การติดตามและการประสานการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทําเอกสารร่างรัฐธรรมนูญแจกสมาชิก ทุกคนมาตลอดตามความก้าวหน้าของการร่างรัฐธรรมนูญ และยังส่งผู้แทนไปนั่งรับฟัง การประชุมในการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการด้วย ทั้งยังทําสรุปประเด็นและ มีข้อวิเคราะห์ต่าง ๆ ให้สมาชิกมาโดยไม่ขาดตกบกพร่องเลย
ประการที่ ๓ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดส่งรายงานสรุป การดําเนินการให้ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการติดตาม และประสานการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบความคืบหน้าทุกสัปดาห์ตั้งแต่เริ่มต้นมา จนปัจจุบัน
ประการที่ ๔ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เชิญท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติเข้ารับฟังการประชุมและแสดงความเห็นได้ทุกวันตลอดเวลา ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญบางคณะก็ได้ส่งตัวแทนไปร่วมประชุม โดยเฉพาะในภาคที่ ๔ ว่าด้วยการปฏิรูปด้วย อาทิเช่น คณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปสื่อได้ส่งคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ ไป คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็มีดอกเตอร์อมรวิชช์ นาครทรรพ และอาจารย์ประภาภัทร นิยม ไปร่วม คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ทั้งมหภาคและรายภาค ก็ได้ให้ดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล ไปร่วมพิจารณา เป็นต้น
ประการที่ ๕ คณะกรรมาธิการเกรงว่าท่านสมาชิกหลายท่านอาจมีภารกิจ ไม่สามารถไปร่วมรับฟังการประชุมของคณะกรรมาธิการได้ จึงได้หารือและได้รับความกรุณา จากท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ผู้แทนกรรมาธิการรายงานความคืบหน้าแก่ สภาปฏิรูปแห่งชาติทราบทุกสัปดาห์หลังจากหลักการและเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้ข้อยุติแล้ว นอกจากนั้นก็ได้ขออนุญาตท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปรายงานให้สภานิติบัญญัติ แห่งชาติทราบทุกสัปดาห์ด้วย
สําหรับการสื่อสารกับประชาชนโดยทั่วไปนั้นคณะกรรมาธิการได้ให้ สื่อมวลชนเข้ารับฟังการประชุมเกือบทุกครั้งเพื่อให้รายงานข่าวให้ประชาชนทราบทุกวัน นอกจากนั้นก็ให้โฆษกคณะกรรมาธิการได้แถลงเรื่องสําคัญที่เป็นมติของกรรมาธิการทุกวัน บางวันก็แถลงมากถึง ๒ ครั้งต่อวัน กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่ได้มีการปกปิด ไม่ได้มีพิมพ์เขียว ไม่ได้มีพิมพ์ชมพู ดังที่บางคนกล่าวอ้างเพื่อทําลายความน่าเชื่อถือของการร่างรัฐธรรมนูญ สําหรับ ตัวร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเอกสารประกอบอีก ๔ ชุด ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ส่งท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา เพื่อให้กําหนดเวลาเป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เดิมคณะกรรมาธิการก็คิดว่าจะส่งร่างนี้ให้ คสช. คณะรัฐมนตรีและ สนช. ในวันเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็สามารถแจกร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเอกสารให้สื่อมวลชนไปเผยแพร่ ให้ประชาชนทราบได้ตั้งแต่วันนั้นแล้ว แต่เมื่อได้รับการประสานจากรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ว่าคณะรัฐมนตรีและ คสช. ใคร่จะรับฟังการอภิปรายของสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจนถึงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘ ก่อน แล้วจึงขอให้กรรมาธิการส่งร่างให้ ในวันนั้น เพื่อให้กําหนดเวลาขอแก้ไขเพิ่มเติมไปสิ้นสุด ๓๐ วัน พร้อมกับของสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เมื่อเป็นเช่นนี้โดยมารยาทอันดีคณะกรรมาธิการ จึงไม่อาจแจกร่างรัฐธรรมนูญให้สื่อมวลชนและผู้อื่นได้ จนกว่าจะได้ส่งร่างเป็นทางการ ให้คณะรัฐมนตรี คสช. และ สนช. ผู้มีอํานาจหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อน หาไม่แล้วคณะกรรมาธิการจะถูกตําหนิว่ามองข้ามความสําคัญขององค์กรที่มีหน้าที่โดยตรง ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งยังทําผิดขั้นตอนด้วย จึงกราบขออภัยสื่อมวลชนที่อาจจะต้องทําให้รอช้า ไปถึงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘ เมื่อถึงวันนั้นคณะกรรมาธิการก็จะเผยแพร่ร่างทางการ ให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้โดยไม่ข้ามขั้นตอนและผิดมารยาท และยินดีที่จะเปิดเผยร่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเจตนารมณ์หลัก ๔ ประการ คือ ๑. สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ๒. ทําให้การเมืองใสสะอาด และสมดุล ๓. หนุนสังคมที่เป็นธรรม และ ๔. นําชาติสู่สันติสุข ในแต่ละเจตนารมณ์จะได้ มีกรรมาธิการที่รับผิดชอบแต่ละท่านขึ้นมาชี้แจงทีละเจตนารมณ์ตามลําดับต่อไป ณ ทีนี้ กระผมขอทําหน้าที่เสนอหลักการสําคัญที่คณะกรรมาธิการยึดถือในการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันดังนี้
ในเบื้องแรกสุดคณะกรรมาธิการพยายามดําเนินรอยตามปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจปัญหา คือ ๑. ยึดความพอประมาณ ซึ่งหมายถึงความพอดีไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป ๒. ถือความมีเหตุผล โดยดูเหตุปัจจัย ที่เกี่ยวข้องและคํานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ และ ๓. มีภูมิคุ้มกัน คือต้อง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบด้านต่าง ๆ ทั้งยังดําเนินตามเงื่อนไขของปรัชญาดังกล่าว ๒ ประการ คือ ประการที่ ๑ มีและใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกเป็น ประการแรก และต้องมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ อดทน มีความเพียรใช้สติปัญญาเป็นประการที่ ๒ หากจะสรุปสั้น ๆ ก็คือต้องมีความรู้คู่คุณธรรมด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ความรู้นั้น ต้องเป็นฐานในการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งความรู้ภูมิสังคมของไทยและวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ไม่เหมือนฝรั่ง และความรู้เรื่องประชาธิปไตยแบบฝรั่ง เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่ความคิด และพฤติกรรมของคนไทยมาแต่ก่อน การเลือกตั้งทุกรูปแบบเอาแบบมาจากฝรั่งทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งเขตเดียว คนเดียว ซึ่งเอามาจากประเทศอังกฤษ และ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือระบบปาร์ตี ลิสต์ (Party list) แบบคู่ขนานที่ใช้กันมาในปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ก็เป็น ของฝรั่งคิด เรานํามาใช้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาลและ สร้างภาวะผู้นําให้นายกรัฐมนตรี ผลแห่งการนั้นก็คือการเกิดขึ้นของเผด็จการเสียงข้างมาก เด็ดขาดของรัฐบาลที่สยายปีกไปแทรกแซงศาลและองค์กรตรวจสอบตลอดจนสื่อมวลชน ทั้งหลาย อันเป็นที่มาของความขัดแย้งร้าวลึกอยู่จนทุกวันนี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวัฒนธรรม อํานาจนิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยได้แสดงบทบาทให้วิธีการเลือกตั้งแบบฝรั่ง ทําให้ได้มา ซึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลอํานาจนิยมแบบไทย ซึ่งใช้อํานาจได้เด็ดขาดเต็มที่เพราะ มีเสียงเด็ดขาดข้างมากเข้าทํานองอํานาจเป็นของข้าคนเดียว ดังนั้นในการออกแบบระบบ การเมืองใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงต้องรู้ทั้งหลักสากลและวัฒนธรรมการเมืองไทย ทําให้ผู้ร่างหันมาเลือกใช้มาตรการ ๒ ทาง คือ
๑. ทําให้รัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดเป็นเผด็จการ เพราะอํานาจนิยมอีกต่อไปได้ และ
๒. ทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ ให้ความสําคัญกับการเมืองภาคพลเมืองซึ่งเป็น เจ้าของอํานาจอธิปไตยที่แท้จริง เพื่อคานกับการเมืองภาคนักการเมืองซึ่งเป็นผู้ทําการแทน พลเมืองเท่านั้น
เพื่อไม่ให้รัฐบาลได้เสียงข้างมากเกินความจริง เกินความนิยมที่พลเมืองมีต่อ พรรคการเมืองดังที่เป็นมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ซึ่งพรรคการเมืองใหญ่ที่สุด ได้คะแนนนิยมทั่วประเทศเพียง ๔๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้จํานวน ส.ส. ถึง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ เกินไปถึง ๓๘ คน คณะกรรมาธิการจึงตัดสินใจให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ซึ่งประเทศเยอรมันเคยใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อไม่ให้เกิดเผด็จการแบบฮิตเลอร์ ขึ้นมาอีก ในระบบนี้พลเมืองนิยมพรรคการเมืองใดโดยกาบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี ลิสต์พรรคนั้น พรรคนั้นได้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ๔๔ เปอร์เซ็นต์ พรรคนั้นก็จะได้ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร ๔๔ เปอร์เซ็นต์เท่ากับความนิยมจริงของพลเมือง ไม่ใช่ได้ ส.ส. ๕๔ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ผ่านมา นี่ก็สอดคล้องกับหลักการความพอประมาณของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือได้ ส.ส. พอดี พอประมาณกับความนิยมที่พลเมืองมีต่อพรรคนั้นไม่ใช่ได้มากเกินประมาณ จริงอยู่เมื่อใช้ ระบบนี้และใช้หลักความมีเหตุผลของปรัชญาดังกล่าวจับก็จะพบถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ก็คืออาจจะได้พรรคกลาง ๆ และพรรคเล็ก ๆ มากขึ้นทําให้เป็นรัฐบาลผสม ซึ่งอาจจะนําไปสู่ ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลเหมือนก่อนปี ๒๕๔๐ ผู้ร่างจึงใช้หลักภูมิคุ้มกันของปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ลดความเสี่ยงและผลกระทบลงด้วย กําหนดมาตรการดังนี้ คือ
๑. ห้ามการควบรวมพรรคการเมืองหลังเลือกตั้งเพื่อเลี่ยงระบบนอมินี (Nominee)
๒. ห้าม ส.ส. ลาออกจากพรรคหรือกลุ่มที่ตนสังกัดเพื่อแลกกับเงิน หาก ส.ส. ลาออกไปเข้าสังกัดกับพรรคหรือกลุ่มอื่นก็จะพ้นความเป็น ส.ส.
๓. กําหนดห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกันอันเป็นหลักการแบ่งแยก อํานาจเพื่อลดความอหังการของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ไม่ให้ออกมาต่อรองกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากถูกปลดก็ไม่อาจจะกลับมานั่งในสภาในฐานะ ส.ส. เพื่อสั่นคลอนรัฐบาลได้อีก
๔. กําหนดให้นายกรัฐมนตรีขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อส่งสัญญาณถึง ส.ส. ร่วมรัฐบาลทุกคนว่าถ้าจําเป็นและก่อความวุ่นวายเพื่อต่อรองกับรัฐบาล รัฐบาลจะยุบสภาจริง ๆ ไม่ใช่ขู่
๕. กําหนดให้รัฐบาลสามารถแถลงว่าร่างกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎร กําลังพิจารณานั้นเป็นการไว้วางใจรัฐบาล ถ้า ส.ส. ที่ต้องการต่อรองและบีบรัฐบาล ในการพิจารณากฎหมายสําคัญไม่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจภายใน ๔๘ ชั่วโมง กฎหมายดังกล่าวก็จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา หรือถ้ามีการยื่นญัตติ ไม่ไว้วางใจใน ๔๘ ชั่วโมง และรัฐบาลชนะโหวต (Vote) ร่างกฎหมายนั้นก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวการณ์ที่ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลจับร่างกฎหมายสําคัญ ของรัฐบาลเป็นตัวประกันอย่างที่เคยเกิดในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อปี ๒๕๑๑-๒๕๑๔ ในขณะเดียวกันก็ห้ามรัฐบาลใช้มาตรการนี้เกิน ๑ ครั้งใน ๑ สมัยประชุม เพื่อไม่ให้มาตรการนี้ กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ไม่สุจริต และต้องการทําตัวเป็นเผด็จการ
๖. กําหนดให้การลงมติไม่ไว้วางใจให้นับเฉพาะคะแนนไม่ไว้วางใจ ไม่ให้ประธาน ถามอีกว่าใครไว้วางใจ หรือใครงดออกเสียง เพื่อป้องกันพรรคร่วมรัฐบาลหักหลังกันเอง ดังที่ปรากฏในการเมืองที่ผ่านมา คือไม่ยกมือสนับสนุน มาตรการอันเป็นไปตามหลักความคุ้มกัน ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นมาตรการของประเทศไทยแท้ในร่างนี้ ไม่มีในเยอรมัน เพราะนักการเมืองเยอรมันไม่ได้มีวัฒนธรรมการเมืองเหมือนนักการเมืองไทย การเรียกระบบ เลือกตั้งนี้ว่าระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน จึงไม่ถูกต้อง มาตรการที่ ๒ เพื่อป้องกันความเสี่ยง อันเกิดจากวัฒนธรรมอํานาจนิยมของนักการเมืองไทยก็คือการยกระดับราษฎรให้เป็นพลเมือง คือทําให้ราษฎรผู้ตามแต่นักการเมือง ซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยที่แท้จริงเพียง ๑ นาที ตอนหย่อนบัตรเลือกตั้ง และต้องนั่งรอเฉย ๆ ให้นักการเมืองซึ่งเป็นผู้แทนของตนตัดสินใจ อะไร ๆ ก็ได้ เปลี่ยนไปเป็นพลเมือง ซึ่งแปลว่ากําลังสําคัญของเมือง ซึ่งเห็นการเมืองสําคัญ เท่ากับการบ้าน เห็นว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องของตัวสําคัญพอ ๆ กับการบ้าน อันเป็น การทํามาหากินของตัว มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและสังคม ตระหนักในหน้าที่พลเมือง และรักษาสิทธิเสรีภาพของตน ไม่ยอมให้นักการเมืองเท่านั้นที่บริหารบ้านเมือง แต่ตนเอง ในฐานะเจ้าของอํานาจสูงสุดต้องมีความกระตือรือร้นเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ร่วมตรวจสอบนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะผู้ร่างเชื่อว่า การเมืองภาคพลเมือง ที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงถ่วงดุลการเมืองของนักการเมืองที่มักจะอ้างว่าตนมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนได้ เพื่อการนี้ร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดให้พลเมืองเป็นใหญ่หลายทางดังนี้
ประการแรก กําหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาการฝึกอบรมความเป็นพลเมือง ทุกระดับอย่างแท้จริง เพราะความเป็นพลเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดขึ้นจากการสั่งสม อบรม เพื่อให้พลเมืองมีการตื่นรู้ ทั้งหน้าที่พลเมือง สิทธิเสรีภาพของตนและความรับผิดชอบ ต่อบ้านเมืองและสังคม
ประการที่ ๒ เพิ่มสิทธิเสรีภาพสําคัญ ๆ ให้พลเมืองดังที่ดอกเตอร์ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจะได้ขยายความต่อไป
ประการที่ ๓ เพิ่มส่วนร่วมพลเมืองในการบริหารทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยการสร้างเวทีหลายเวทีที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นองค์กรโดยตรง โดยเฉพาะสมัชชาพลเมือง ระดับจังหวัด สภาตรวจสอบภาคพลเมืองประจําจังหวัด และสมัชชาคุณธรรม เพื่อกํากับ จริยธรรมนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ทั้งยังกําหนดให้ร่างกฎหมายที่พลเมือง ๑๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อกันเสนอต่อสภาต้องพิจารณาภายใน ๑๘๐ วัน และเมื่อยุบสภาหรือ สภาสิ้นสุดลง ร่างกฎหมายนั้นไม่ตกไป และสภาชุดใหม่ต้องพิจารณาต่อไปโดยไม่ต้อง ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเหมือนร่างของคณะรัฐมนตรีหรือ ส.ส. ชุดเดิม ซึ่งต้องขอ ความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน และหากสภาไม่ผ่านร่างกฎหมายที่พลเมืองเสนอ ส.ส. หรือ ส.ว. จํานวน ๑ ใน ๑๐ เข้าชื่อกันส่งร่างนั้นไปให้ประชาชนออกเสียงเป็นประชามติได้ว่า จะใช้บังคับเป็นกฎหมายหรือไม่
ประการที่ ๔ กําหนดให้พลเมืองผู้เลือกตั้งเป็นผู้จัดลําดับ ส.ส. ในบัญชีรายชื่อ แทนที่จะให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้จัดโดยเอานายทุนพรรคและผู้ที่ตนชอบขึ้นมาอยู่ในลําดับต้น เรียกระบบนี้ว่าระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิดหรือโอเพน ลิสต์ (Open list)
ประการต่อไป กําหนดให้ประชามติเป็นการออกเสียงตัดสินใจสําคัญ เรื่องบ้านเมืองเป็นสิทธิของพลเมืองอย่างแท้จริง ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อพลเมืองเป็นใหญ่ ระบอบประชาธิปไตยที่ท่านอดีต ประธานาธิบดีลินคอล์นกล่าวว่าเป็นการปกครองโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่ใช่วาทกรรมลอย ๆ อีกต่อไป การปกครองโดยประชาชนพลเมืองเป็นใหญ่ได้ใช้อํานาจ อย่างแท้จริงนี่ละที่จะทําให้การปกครองประชาธิปไตยเป็นของเขา และเป็นเพื่อเขาอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญนี้เขียนขึ้นเพื่อให้พลเมือง ๖๕ ล้านคนได้ใช้ ไม่ใช่เพื่อนักเลือกตั้งหรือนักการเมือง เพียง ๕,๐๐๐ กว่าคนครับ
ท่านประธานครับ ข้อสังเกตข้อต่อไปก็คือร่างรัฐธรรมนูญนี้จะเหลียวหลังไป แลดูและแก้ปัญหาในอดีตเท่านั้น หรือจะเขียนเพื่ออนาคตให้ลูกหลานด้วย คําตอบก็คือ เราต้องเหลียวหลังไปแก้ปัญหาในอดีตให้ได้ก่อน แล้วจึงจะแลหน้าไปสร้างอนาคตให้ลูกหลาน ๒ ข้อใน ๔ ข้อของเจตนารมณ์เป็นการเหลียวหลังไปแก้ปัญหาในอดีต คือนําชาติสู่สันติสุข และทําให้การเมืองใสสะอาดและสมดุล อีก ๒ ข้อในเจตนารมณ์คือแลหน้า ได้แก่ สร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่และหนุนสังคมที่เป็นธรรม อดีตก็ต้องแก้ อนาคตก็ต้องสร้าง ความขัดแย้งวุ่นวาย กว่า ๑๐ ปี จึงต้องจบลงด้วยการสร้างความปรองดองแบบมีระบบ ไม่ใช่มุ่งแต่จะนิรโทษกรรม แต่ต้องหาสาเหตุและข้อเท็จจริงของความขัดแย้ง เจรจากับคู่ขัดแย้งอย่างมีระบบ หาผู้ผิด มาดําเนินคดี และกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสํานึกผิดแล้วออกไป ด้วยการให้อภัยโทษ เยียวยาผู้เสียหาย ทรงจําความผิดพลาดและความรุนแรงไว้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก และปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรม เมื่อเกิดความเป็นธรรมขึ้น ความขัดแย้งก็จะ ยุติลงครับ รายละเอียดนี้ปรากฏอยู่ในภาค ๔ หมวด ๓ และดอกเตอร์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ และคุณคํานูณ สิทธิสมาน จะมาขยายความต่อไป การทําให้การเมืองใสสะอาดและสมดุล เพื่อแก้ปัญหาความไม่สุจริต การคอร์รัปชัน (Corruption) ของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ ของรัฐในอดีตก็ต้องแก้ การทําให้การเมืองที่เสียสมดุลจนเกิดเผด็จการเสียงข้างมากมา ๑๗ ปี ก็ต้องแก้ ส่วนนี้ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุจิต บุญบงการ จะขยายความต่อไปครับ อะไรที่ดี ๆ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเก็บไว้หมด จนกล่าวได้ว่าอย่างน้อยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่ดี ยังคงอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่คณะกรรมาธิการก็ถือหลักว่ามาตรฐานของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ต้องไม่ต่ํากว่าปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๔๐ ครับ เหลียวหลังไปอย่างเดียวไม่พอ ต้องแลไปข้างหน้า และสร้างอนาคตให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย คณะกรรมาธิการจึงต้องการให้พลเมืองเป็นใหญ่ อย่างแท้จริงในอนาคต และต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ภาค ๔ หมวด ๑ และหมวด ๒ ว่าด้วยการปฏิรูป คือการสร้างอนาคตให้ลูกหลาน สร้างอนาคตให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สงบ สันติสุข และเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ การปฏิรูปเรื่องต่าง ๆ ๑๘ ด้าน ตั้งแต่ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การพลังงาน รวมทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมในทุกด้านตามเสียงเรียกร้อง ให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จึงถูกออกแบบโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปด้านต่าง ๆ ๑๘ ด้านของสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ และได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งได้ก่อตั้งสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเพื่อให้ สานต่องานการปฏิรูป ซึ่งนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคงไม่เต็มใจทําเท่าใดนักต่อไปอีก ๕ ปี เมื่อครบ ๕ ปี รัฐธรรมนูญภาค ๔ นี้จะสิ้นผลไปเองเว้นแต่พลเมือง ๕๐,๐๐๐ คน หรือรัฐสภา หรือ ครม. เห็นว่าควรใช้ต่อก็ให้หาประชามติจากพลเมืองให้ยืดอายุออกไปได้อีกไม่เกิน ๕ ปี แล้วจึงสิ้น ผลลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดํารัสอันเป็นอมตะว่าประชาธิปไตย ทางการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าจะมีประชาธิปไตยจริงทางเศรษฐกิจและสังคม ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างคนมั่งมีในเมืองและคนไม่มีในชนบทนี้เอง ที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งความไม่เป็นธรรมและระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง รวมทั้ง การซื้อสิทธิขายเสียง ต่อเมื่อเรามีการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมโดยลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ทําให้ช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนไม่มีลดไปจนหมด พลเมืองไทยก็จะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงทางเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นการสถาปนาประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ สังคมให้พลเมืองไทยทั้งหมดเป็นคนชั้นกลาง ที่มีความเป็นอิสระและเสรีภาพ ปลอดจากการพึ่งพานักการเมืองในระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง แบบไทย ๆ การสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้นจึงจะขจัดประชานิยม แบบมืดบอดได้ และประชาธิปไตยทางการเมืองที่พลเมืองเท่าเทียมกันจริงทั้งทางกฎหมาย และความเป็นจริงจึงจะเกิดขึ้นตามพระราชดํารัส รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้จึงมีขึ้น เพื่อสร้างอนาคตให้ลูกหลานไทย ชาติ และประเทศไทยต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพแม้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะพยายาม สุดความสามารถทั้งกําลังสติปัญญาและกําลังกายที่มีอยู่ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยยึดหลักการแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาในอดีตและ สร้างสังคมที่ดีในอนาคตแล้วก็ตาม คณะกรรมาธิการก็ยังเชื่อว่าร่างนี้ยังไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การที่ได้ฟังท่านสมาชิก สปช. ๒๔๙ คน ช่วยกันรังสรรค์ปั้นแต่งให้รัฐธรรมนูญนี้ ออกมาดีที่สุด การที่รับฟังความเห็นของประชาชนทั้งประเทศจึงเป็นความปรารถนาแท้จริง ของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการจึงหวังว่า ๗ วันนับแต่นี้ข้อเสนอแนะดี ๆ จะทําให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามเพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้สามารถ ปรับปรุงให้เข้ากับสภาพที่เหมาะสมของยุคสมัย คณะกรรมาธิการจึงบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐๓ กําหนดให้ทุก ๕ ปีนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้คณะผู้ทรงคุณวุฒิที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี ศาลทั้งหลายและองค์กรตามรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นเป็นผู้ประเมินผล การใช้รัฐธรรมนูญและหากเห็นสมควรแก้ไข ก็ให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาได้ อันเป็น ภูมิคุ้มกันรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับกาลสมัยอย่างแท้จริงตลอดไป บัดนี้กระผมขออนุญาต ท่านประธานให้ท่านดอกเตอร์ปกรณ์ได้นําเสนอเรื่องการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ในนาม คณะกรรมาธิการต่อไปครับ
เชิญดอกเตอร์ ปกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ ๑ ก็คือ การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ถือเป็นการทํางานร่วมกันที่สําคัญไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการร่วมกันของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่สมัครเข้ามาทําหน้าที่นี้ เพื่อการปฏิรูปประเทศนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยแท้จริง ถ้าเรามองในแง่ของ โครงสร้างของรัฐธรรมนูญในส่วนแรกซึ่งอยู่ในภาคที่ ๑ หมวด ๒ ประชาชน เราก็จะเห็นว่าได้กําหนดบทบาทพลเมือง ย้ําอีกครั้งหนึ่งที่ท่านประธานได้กรุณาชี้แจงให้เห็น ก็คือพลังที่สําคัญของการสร้างบ้านแปลงเมือง จึงได้กําหนดบทบาทของพลเมืองในฐานะ ที่เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยนะครับ โดยให้ความคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพด้านต่าง ๆ และกําหนดบทบาทให้รัฐมีหน้าที่ในการสร้างกลไกในการคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้รัฐมีหน้าที่ในการประกันสิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของประชาชนและได้กําหนดให้ประชาชนมีหน้าที่ในฐานะพลเมืองด้วย โครงสร้าง ของรัฐธรรมนูญในส่วนแรกในหมวดประชาชนจะประกอบไปด้วย ๔ ส่วนที่ผมจะชี้แจง เพื่อให้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอความคิดในเชิงของการปรับแต่ง ที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์ เพราะว่าท่านทั้งหลายนั้นรวมทั้งผมด้วย เมื่อถอดเครื่องแบบออก ถอดตําแหน่งออกเราคือประชาชน เราคือพลเมือง
ในเรื่องแรก เป็นเรื่องที่อาจจะเรียกได้ว่าการกําหนดหน้าที่พลเมือง ในการเสริมสร้างความเป็นชาติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดบทบาทของประชาชนชาวไทย ในฐานะที่เป็นพลเมืองให้มีหน้าที่ในหลายประการ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของคนในชาติ โดยพลเมืองมีหน้าที่ทั้งในการเคารพและปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เคารพหลักความเสมอภาค ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม ค่านิยมที่ดี มีวินัย ตระหนักในหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม รู้รักสามัคคี มีความเพียรและพึ่งตนเองเป็นสําคัญ หน้าที่ดังกล่าวนั้นถ้าท่านทั้งหลายติดตามไป ในร่างรัฐธรรมนูญก็จะอยู่ตั้งแต่ในมาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๘ ซึ่งผมคงจะไม่ลงลึก ในรายละเอียดเหล่านั้น แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นและเป็นเรื่องสําคัญที่อาจจะเป็น นิมิตหมายใหม่ของความเป็นใหญ่ของพลเมือง ก็คือหน้าที่พลเมืองในการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งทางสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นก็เป็นผู้ที่สร้างสรรค์งานนี้ ขึ้นมา นอกจากนั้นก็จะมีสมัชชาพลเมือง องค์กรตรวจสอบภาคประชาชน และองค์กร ที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญอย่างมีเกียรติและเข้มแข็ง ปราศจากอคติและด้วยความเสียสละ การบัญญัติถึงหน้าที่พลเมืองดังกล่าวข้างต้น ขอเรียนต่อท่านสมาชิกว่าเป็นกลไกสําคัญ ในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ของประเทศ ไม่เพียงแต่เฉพาะหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ และสร้างเครื่องมือต่าง ๆ ให้กับพลเมืองเท่านั้น หากแต่การสร้างความเป็นพลเมือง ให้กับประชาชนในการตระหนัก รับรู้และเข้าใจบทบาทในฐานะองค์ประกอบสําคัญ ของความเป็นชาติ และเป็นกลไกสําคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยต่อไป ผมเชื่อว่า เมื่อเราพิจารณาเรื่องของรัฐธรรมนูญในหมวด ๒ ในส่วนนี้ ท่านสมาชิกทุกท่านก็คงจะพิจารณา ส่วนที่อาจจะเสริมทําให้ความเข้มแข็งของพลเมืองมีมากขึ้นต่อไป
ในประการที่ ๒ ในหมวดประชาชน พูดถึงสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ ในรัฐธรรมนูญ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ในรัฐเสรีประชาธิปไตย การรับรองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนับว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง เพื่อการสร้าง กลไกต่าง ๆ ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มิให้รัฐนั้นใช้อํานาจในการจํากัดสิทธิและ เสรีภาพประชาชนเกินขอบเขต จึงได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการจํากัดเสรีภาพกระทําได้ ก็ต่อเมื่ออาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้ และเท่าที่จําเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อดํารงไว้ซึ่งดุลยภาพระหว่างสิ่งที่สําคัญมากก็คือประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ ส่วนบุคคล
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้จึงนับเป็นเครื่องมือสําคัญ ในการพัฒนากลไกในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้มีความสอดคล้องกับบริบททางสังคม ของประเทศไทย จัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ําในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในสังคม สร้างสังคมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและสร้างความเข้มแข็งของภาคพลเมือง อย่างเป็นรูปธรรม โดยสิทธิเสรีภาพในส่วนนี้อาจจําแนกลักษณะของการคุ้มครองจากรัฐ ใน ๒ ลักษณะ
ลักษณะแรกก็คือเสรีภาพทางความคิด ในความเชื่อ ในการนับถือศาสนา ในการสังกัดนิกายของศาสนาต่าง ๆ ย่อมได้รับการคุ้มครองจากรัฐโดยบริบูรณ์ กล่าวคือ รัฐไม่อาจจํากัดเสรีภาพทางความคิดของประชาชนได้
ในประการที่ ๒ เสรีภาพในการกระทําหรือเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งรัฐ ไม่สามารถจํากัดแดนแห่งเสรีภาพดังกล่าวโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามการจํากัดเสรีภาพดังกล่าวนี้รัฐจะต้องกระทําเท่าที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ เท่าที่จําเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นไม่ได้ นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญก็ยังได้คุ้มครองบุคคลที่ปราศจากสัญชาติที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมจากรัฐตามกฎหมายบัญญัติ หรือตามที่รัฐจัดไว้ให้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้จําแนกสิทธิออกเป็น ๒ ประการ
ในประการแรกก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ความสําคัญในการคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนซึ่งมีสถานะเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ และเป็นสิทธิที่ติดตัวกับความเป็นมนุษย์ มีความเท่าเทียมกันในแง่ของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิในการดํารงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และรัฐจะต้องให้การรับรองและคุ้มครองทุกคน ไม่อาจจะเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือสิ่งอื่น ๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือสัญชาติใดก็ตาม ย่อมได้รับการปฏิบัติจากรัฐโดยเท่าเทียมกัน
สิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ความคุ้มครองไว้ก็จะมีมากมาย หลายประการด้วยกัน เช่น สิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในการสมรสและครอบครัว เสรีภาพ ในการสื่อสาร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นสิทธิมนุษยชน โดยการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในลักษณะเช่นนี้ก็เพื่อคุ้มครองบุคคล ไม่ว่าจะมีสัญชาติใด ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ หากอยู่ในราชอาณาจักรไทยแล้วก็ย่อมได้รับ การคุ้มครองในสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น
ในประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญกับสิทธิพลเมือง เนื่องจาก เป็นเรื่องใหม่ที่เรายกขึ้นมาเพื่อที่จะยกระดับและเพิ่มพูนสิทธิของประชาชนชาวไทย ซึ่งหมายถึงว่า ในฐานะของการเป็นพลเมืองของไทยนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมประชาธิปไตย ซึ่งรัฐจะกําหนดกลไก ในการมีส่วนร่วมของประชาชนและการคุ้มครองสิทธิในเรื่องต่าง ๆ ที่พัฒนามาจากรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ และพัฒนาต่อมาในปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้มุ่งสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ ผมขออนุญาตที่จะยกให้เห็นถึงสาระสิทธิและเสรีภาพที่สําคัญในด้านต่าง ๆ ในลักษณะที่จะช่วยทําให้ท่านทั้งหลายได้ติดตามและเข้าใจมากขึ้น
ในเรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องของการสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิของครอบครัวในการที่รัฐจะต้องช่วยเหลือเรื่องของสวัสดิการ ให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข มีมาตรฐานในการดํารงชีวิตที่เหมาะสม มารดาได้รับการคุ้มครองสิทธิ และสวัสดิการตามสมควรจากรัฐ ทั้งก่อนและหลังในการให้กําเนิดบุตร รวมทั้งสิทธิของเด็ก และเยาวชน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สําคัญมาก เด็กและเยาวชนต้องมีสิทธิในการรับ การพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม และยังคุ้มครองเด็ก เยาวชน สตรีและบุคคลในครอบครัว ให้ได้รับสวัสดิการในความช่วยเหลือจากรัฐ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองพัฒนา และสร้างภูมิคุ้มกันแก่สถาบันครอบครัวให้มีความเป็นปึกแผ่นเพื่อเป็นรากฐานของสังคม ที่มีความเข้มแข็งต่อไป จากการอยู่ในครอบครัวแล้วนี่นะครับ อีกด้านหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรง ก็คือการพัฒนาสิทธิในการได้รับบริการด้านสุขภาพหรือด้านสาธารณสุข ทั้งในเรื่องของ การดํารงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดี การได้รับบริการสาธารณสุขจากรัฐ อย่างทั่วถึงมีมาตรฐานและได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐโดยเท่าเทียม รวมถึงการได้รับข้อมูล ด้านสุขภาพจากรัฐที่ถูกต้องทันสมัย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าสิทธิในการเข้าถึงการบริการสาธารณะ ด้านสาธารณสุขของรัฐตามรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการปฏิบัติหรือการปฏิรูปสิทธิด้านสาธารณสุข ที่ได้พัฒนามาจากรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกําหนดให้ผู้ที่ ได้รับความเสียหายจากการรับบริการด้านสาธารณสุขหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรม และมาตรฐานแห่งวิชาชีพจะได้รับการชดเชยค่าเสียหายด้วย ถือเป็นหลักประกันด้านสาธารณสุข จากรัฐที่มีความก้าวหน้าในการคุ้มครองสิทธิของพลเมือง ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ในเรื่องต่อไปก็คือเรื่องของการวางรากฐานทางการศึกษา ของพลเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ความสําคัญกับการพัฒนาด้านการศึกษา โดยบัญญัติคุ้มครองให้พลเมืองมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการศึกษาที่สอดคล้องกับ วัฒนธรรมท้องถิ่น ความถนัดและศักยภาพของตนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งอันนี้เป็นการขยายสิทธิจากเดิม ๑๒ ปี เป็น ๑๕ ปี รวมทั้งคุ้มครองสิทธิของผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ผู้ยากไร้ หรือผู้ที่อยู่ในสภาวะ ยากลําบากให้ได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างเท่าเทียม เป็นการวางรากฐานทางการศึกษาของพลเมือง ที่มีทางเลือกที่หลากหลาย ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต ยกระดับการพัฒนาทั้งปัญญา และจิตใจของประชาชน ในกรณีเช่นนี้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เสนอเรื่องของการปฏิรูป ของการศึกษาก็คงจะพิจารณาเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไป
ในเรื่องต่อไปนั้น เป็นเรื่องของการคุ้มครองเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ภายใต้การคุ้มครองของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พลเมืองมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ อาชีพ หรือวิชาชีพ และในขณะเดียวกันรัฐไม่อาจจะเกณฑ์แรงงานได้เว้นแต่กรณีตามที่ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ รวมทั้งมีสิทธิในการได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม มีหลักประกัน ทั้งระหว่างการทํางานในเรื่องความปลอดภัย สวัสดิภาพ สวัสดิการที่เหมาะสม และมีหลักประกันเมื่อพ้นภาวะการทํางานด้วย
ในอีกประการหนึ่งท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายเป็นเรื่องของการคุ้มครองเสรีภาพ ในการเดินทางและการเลือกที่อยู่อาศัยในราชอาณาจักร เว้นแต่การจํากัดเสรีภาพภายใต้ ขอบเขตในรัฐธรรมนูญและห้ามไม่ให้รัฐเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร
ในประการต่อไปเป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงและได้รับบริการ สาธารณะจากรัฐ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติหลักการสําคัญของการจัดทําบริการสาธารณะ ที่พัฒนามาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยให้ความคุ้มครองหลักการพื้นฐาน ในการจัดทําบริการสาธารณะเพื่อให้รัฐปรับปรุงบริการสาธารณะให้ทันสมัยอยู่เสมอ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน จัดทําบริการสาธารณะด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
ในประการสําคัญต่อไปนั้นเป็นเรื่องของการสร้างบทบาทในการมีส่วนร่วม ของพลเมืองในการพัฒนาประเทศ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ เราคงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า ในวันนี้ภาคประชาชนเติบโตและสามารถที่จะทํางานหลายด้านควบคู่ไปกับการทํางานของรัฐ หรือภาคเอกชน เพราะฉะนั้นในกรณีเช่นนี้บทบาทตรงจุดนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับ หลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการที่จะ สร้างกลไกภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็งและพัฒนาเครื่องมือในการเข้ามามีส่วนร่วม ของประชาชนในการดําเนินงานของรัฐระดับต่าง ๆ ถ้าเราจะแยกย่อยลงไปนี้นะครับ เราก็สามารถที่จะแยกได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นก็คือสิทธิในการได้รับรู้ที่กําหนดให้พลเมืองมีสิทธิ ในการได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของทางราชการ จากนั้นก็เป็นสิทธิในการพิจารณาในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณา โดยบัญญัติ รับรองและคุ้มครองให้พลเมืองมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของตน และพลเมืองก็มีสิทธิในการได้รับทราบข้อมูล คําชี้แจงและเหตุผลจากรัฐในการดําเนิน โครงการหรือกิจกรรมที่อาจจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ วิถีชีวิตของตน ส่งเสริม คุ้มครองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นผ่านกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ในการดําเนินการของหน่วยงานของรัฐ นอกจากนี้ยังกําหนดให้พลเมือง เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ชั้นของการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ คําคํานี้อาจจะเป็นคําใหม่ของพวกเรา และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย แต่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น ประชาชนไปไกล ถึงขนาดที่จะทําให้ยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นยุทธศาสตร์เพื่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่ เป็นยุทธศาสตร์เฉพาะของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เพราะฉะนั้นในลักษณะเช่นนี้การวางแผน พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการตรากฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชน จึงเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องพิจารณาด้วยความเคารพในความเป็นพลเมือง
อีกประการหนึ่งนั้นเป็นสิทธิในการร้องทุกข์โดยคุ้มครองให้พลเมืองมีสิทธิ ในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์เมื่อได้รับผลกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของตน สิ่งที่เราต้อง พิจารณาด้วยความเข้าใจอย่างมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิชุมชน ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับวันนี้ภาคประชาชน ซึ่งเขาเรียกตนเองว่า ภาคพลเมืองนั้น ได้พยายามที่จะพิจารณาถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นจากภาคพลเมืองซึ่งเขาอยู่กับปัญหา เขาอยู่กับความต้องการ เขาพร้อมที่จะเข้ามาพิทักษ์รักษาชุมชนของเขา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ความสําคัญกับชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญของประชาธิปไตย และส่งผลต่อการพัฒนา ประเทศอย่างยั่งยืน โดยให้ชุมชนมีสิทธิในการปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ภูมิปัญญาของประชาชน ถ้าเราจะขีดเส้นใต้คําว่า ภูมิปัญญาของประชาชนนั้นต้องบอกกันว่าประเทศนี้เข้มแข็งได้เพราะประชาชนมีภูมิปัญญา
อีกทั้งการมีส่วนร่วมที่สําคัญอีกประการหนึ่ง แล้วเราก็จะเห็นตลอดมา ในระยะเวลาไม่ต่ํากว่า ๒๐ ปี ก็คือความปรารถนาของประชาชนในการอนุรักษ์ รักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นส่วนสําคัญของชีวิตทั้ง ๒ ด้าน โดยพยายามที่จะเน้นย้ํา และน้อมนําเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการที่จะก้าวเดินไปสู่การพัฒนาในอนาคต อย่างสมดุล ยั่งยืน ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญก็ไม่ละเลยที่จะสนับสนุนให้ชุมชนมีบทบาท อย่างเป็นทางการในการมีส่วนร่วมในด้านต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งให้กับชุมชนเหล่านั้น การกําหนดให้พลเมืองมีส่วนร่วมกับชุมชนในการ ได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการคุ้มครอง ส่งเสริม รักษาสิ่งหนึ่งซึ่งเรากําลังจะสูญเสียไป ก็คือคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อให้พลเมือง และชุมชนดํารงชีวิตได้อย่างเป็นปกติ โดยการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจจะ ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง รัฐธรรมนูญฉบับนี้นํามากําหนดให้ต้องจัดทํากระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดําเนินการ รวมทั้งกําหนดให้มี การศึกษาผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยองค์การอิสระ ที่มีความเป็นกลาง ประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เห็นถึงการดําเนินชีวิตของเรา ต่อไปด้วย ในการประเมินสิ่งแวดล้อมอีกอันหนึ่งซึ่งเป็นหลักใหม่ก็คือการประเมินสิ่งแวดล้อม ในระดับยุทธศาสตร์ หลักประกันให้พลเมืองในการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร การแสดง ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งต่อไป จึงสนับสนุนให้มีการคุ้มครองเสรีภาพ ในการรวมกลุ่มการแสดงออกซึ่งเจตจํานงทางการเมือง ทั้งในแง่ของการจัดตั้งพรรคการเมือง หรือกลุ่มต่าง ๆ ในรูปแบบที่เราได้ใช้มาแล้ว
ท่านผู้มีเกียรติครับ ในการที่เราจะทําให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ข้อเรียกร้องจาก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เรารับฟังมาก็คือการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค
ในประการต่อไปของรัฐธรรมนูญในภาคที่ ๑ ก็คือการยกระดับการมีส่วนร่วม ทางการเมือง ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะมีความหลากหลายในหลายลักษณะตั้งแต่การรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร การมีส่วนร่วมทางตรงในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การเพิ่มบทบาทของประชาชน ในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการรักษาไว้ซึ่งการปกครอง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ในประการสุดท้ายนั้นเป็นเรื่องของการพัฒนากลไกการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยภาคประชาชน ซึ่งผมจะไม่อธิบายในรายละเอียดนะครับ ท่านทั้งหลาย สามารถพิจารณาได้ในส่วนที่ ๔ ของรัฐธรรมนูญในหมวดนี้ แต่สิ่งที่สําคัญมากที่สุดก็คือ ทําให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต้องเปิดเผยข้อมูลในการใช้เงินแผ่นดิน แต่พลเมือง มีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พลเมืองมีส่วนร่วม ที่สําคัญในการตรวจสอบโดยสภาการตรวจสอบภาคพลเมือง
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับอันนี้เป็นสาระโดยสรุปที่จะทําให้ ในท้ายที่สุด เราสามารถที่จะพัฒนากลไกการถอดถอนจากตําแหน่งและการตัดสิทธิทางการเมือง ให้เป็นอํานาจของพลเมืองด้วย ผมหวังว่าการนําเสนอในจุดนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อ ท่านสมาชิกทุกท่าน ในการที่จะพิจารณาสร้างสรรค์ปันแต่งเพิ่มเติมแล้วก็ผลักดันที่จะ ทําให้พลเมืองของประเทศนี้เป็นผู้ที่มีอํานาจและบทบาทโดยแท้จริง มิใช่มีอํานาจชั่วคราว ในวันที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านอาจารย์ สุจิตครับ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มีเกียรติทุกท่านนะครับ ผม สุจิต บุญบงการ ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ ๓ ได้รับมอบหมายจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจารย์บวรศักดิ์ให้มาขยายความเพิ่มเติม ในภาคที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองใสสะอาดแล้วก็การสร้างความสมดุลระหว่างสภา ระหว่างสถาบันทางการเมืองทั้งหลาย แล้วก็นักการเมืองกับการเมืองภาคประชาชนนะครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความสําคัญค่อนข้างจะสูง เพราะเนื่องจากว่า เป็นเรื่องหลักของการบริหารของการปกครองชาติบ้านเมืองของเรา ดังนั้นจึงมีเนื้อหาสาระ อันเป็นที่สนใจของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองเช่น พรรคการเมือง อดีตนักการเมือง แล้วก็ผู้นําทางการเมืองตลอดจนประชาชนทั้งหลาย ในการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะให้ได้มา ซึ่งการเมืองที่ใสสะอาดและมีความสมดุลอันเป็นหลักสําคัญของรัฐธรรมนูญที่เรายกร่างกัน ในวันนี้นะครับท่านผู้มีเกียรติ ก็อยากจะขอกล่าวย้ําว่าเราได้มาชี้แจงแล้วก็ปรึกษาหารือ กับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งหนึ่งแล้วก่อนที่เราจะยกร่างในรายละเอียด ก็คือ เมื่อเราได้มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการจัดทํากรอบในส่วนของภาคนี้ ซึ่งจะเป็นภาค ของการได้มาซึ่งผู้นําและผู้แทนที่ดี การได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี แล้วก็การสร้างความสมดุลแห่งอํานาจระหว่างสถาบันที่เกี่ยวข้องนั้น ก็ได้มีการมารับฟังความคิดเห็นจากพวกท่าน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มีเกียรติ แล้วเราก็นําเอาความคิดเห็นเหล่านั้นมาปรับใช้กับการยกร่างของเรา ซึ่งเราก็ได้ทํามา อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ แล้วก็มีนาคม เป็นเวลา ๓-๔ เดือน แล้วก็ในคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเราก็ได้รับความกรุณาจากท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่านที่ยอมสละเวลาเข้ามาช่วยเราในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ด้วย รวมทั้งโดยที่ไม่นับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปที่เป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เราก็ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านสมาชิกบางท่านที่มีความเห็นอยากจะเข้ามาช่วยนะครับ ดังนั้นในการดําเนินการยกร่างครั้งนี้ก็เรียกได้ว่าเราได้พยายามรับฟังความคิดเห็น ของหน่วยงานต่าง ๆ ของบุคคลต่าง ๆ แล้วก็นํามาสังเคราะห์แล้วก็มาอภิปราย มาพูดจากัน ในคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็นําข้อมติของคณะอนุกรรมาธิการมาสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการยกร่างอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งตัวร่างรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ขึ้น และในขณะเดียวกันในการมีมติที่ออกมาเป็นรูปร่างของร่างรัฐธรรมนูญในฉบับสมบูรณ์ ที่ท่านเห็นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นความสมบูรณ์ที่มันไม่มีการปรับปรุงแก้ไขนะครับ วันนี้แล้วก็ในช่วงเวลาอีก ๑๐ วัน แล้วก็ในอีกระยะเวลาในอาทิตย์ต่อ ๆ มาการรับฟัง ความคิดเห็นจากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็จะเป็นส่วนสําคัญในการที่เราจะนํามา ปรับปรุง แก้ไข ให้มีความเหมาะสมมากขึ้นนะครับ อันนี้เราก็หวังว่าจะได้รับข้อคิดเห็น แล้วก็ข้อแก้ไขที่จะเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างของคณะกรรมาธิการต่อไป ผมอยากจะสรุปสั้น ๆ ให้เห็นขยายความว่าในการสร้างการเมืองที่ใสสะอาดแล้วก็ความสมดุลนั้นเรายึดหลัก อะไรบ้างที่เป็นหลักสําคัญ
หลักแรกก็คือว่าเราถือว่าการเมืองที่ใสสะอาดตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้อง เป็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วในสังคมไทย โดยไม่ต้องมีการมาชี้แจงอะไรเพิ่มเติมครับ เป็นเรื่องของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทีนี้ประเด็นที่ มีการพูดจากันมากก็คือว่าระบบรัฐสภาที่เรานํามาใช้นั้นเรายอมรับว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพทางการเมือง หรือว่าทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ที่เปลี่ยนแปลงไป ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้กล่าวนําในตอนเริ่มต้นแล้วว่า จริง ๆ แล้วเรื่องของการปกครอง เรื่องของการเลือกตั้ง เรื่องของบทบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับสถาบันทางการเมืองนั้นใช่ว่าเราจะคิดเองทั้งหมดนะครับ มันก็เป็นการประสานแนวความคิด ของประเทศต่าง ๆ ดังนั้นเราไม่สามารถจะตัดขาดได้จากความคิดที่มันมีมาก่อนหน้านั้น เช่นเป็นต้นว่าในระบบรัฐสภานั้นประเทศที่เป็นตัวอย่างแล้วก็มักจะมีการนํามาอ้างอิง กันอยู่เสมอ ๆ แล้วเราก็เอามาใช้เป็นตัวอย่างในการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ก็คงจะไม่แคล้วเรื่องของระบบรัฐสภาที่ใช้อยู่ในอังกฤษ เพราะเนื่องจากว่าอังกฤษนั้น มีการปกครองในระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนั้นก็อาจจะเข้ากับ ประเทศไทยได้ดี แต่อย่างไรก็ตามเราไม่ได้หมายความว่าจะใช้ของต่างประเทศโดยไม่มี การปรับเปลี่ยน ดังนั้นวิธีการที่เราเอามาใช้นี้ก็ใช่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภาแบบที่เราใช้ภาษา ที่เข้าใจกัน แม้ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษก็คือแบบคลาสสิค (Classic) หรือเป็นระบบรัฐสภา แบบเวสต์มินสเตอร์ (Westminster) ซึ่งหลายประเทศที่เป็นเมืองขึ้นเก่าของอังกฤษ นําเอาไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย แคนาดา หรือนิวซีแลนด์ แต่เราไม่ได้ นําเอารูปแบบนั้นมาใช้อย่างไม่มีการปรับเปลี่ยน ทีนี้ในกรณีของการนําเอามาใช้นั้นเรามีโจทย์ ที่จะต้องแก้ไขก็คือว่าเราจะต้องแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่มันเกิดขึ้นก่อนเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นกรณีที่หลายคนตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามันเป็นประเด็นที่ไม่อยากจะให้ มีการเกิดขึ้นอีกหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังร่างอยู่นี้ ก็คือการมีผู้นําที่มีอํานาจอยู่อย่างมากเกินไปแล้วก็ใช้อํานาจในทางที่มิชอบ โดยที่ใช้พรรค ที่ตนเองมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ทําให้เกิดปัญหาที่หลายท่านมองว่านําไปสู่ การปกครองแบบระบบพรรคเดียว แล้วก็การเมืองแบบเผด็จการทางรัฐสภาได้ นอกจากนั้น การขยายตัวของการใช้อํานาจที่มิชอบในทางการบริหารราชการบ้านเมือง จนกระทั่ง ก่อให้เกิดการขยายตัวของการใช้นโยบายที่ผิดพลาด นําความเสียหายมาสู่ระบบเศรษฐกิจ และการค้าของประเทศชาติ รวมทั้งการคอร์รัปชัน (Corruption) ที่มีการแพร่ขยายค่อนข้าง จะกว้างขวาง ผมเองก็ไม่อยากที่จะกล่าวย้ําตรงนี้ แต่อยากจะขออ้างถึงบ้างเล็กน้อย เท่านั้นเอง ทีนี้ประเด็นที่เราจะต้องแก้ไขที่จะนํามาใช้ในเรื่องที่ทําให้การเมืองใสสะอาดนั้น มันควรจะเป็นเช่นไร ก็จะเป็นเรื่องของ
ในประเด็นแรกก็คือเราจะต้องสามารถได้ผู้นําทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี รวมทั้งผู้บริหารในระดับท้องถิ่น เราต้องการจะได้ผู้นําทางการเมืองเหล่านี้เป็นผู้นําทางการเมืองที่ดี ซึ่งหมายรวมถึง ผู้ที่จะต้องเป็นผู้ที่มีประวัติแล้วก็มีพฤติกรรมที่ชัดเจนว่าเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมในการที่จะ มาเป็นผู้นําในระบอบตามรัฐธรรมนูญที่เรากําหนดขึ้นไว้ในอนาคตนี้ ก็คือยกตัวอย่าง ผมไม่สามารถจะกล่าวในรายละเอียดได้นะครับ อยู่ในบทบัญญัติในภาค ๒ ค่อนข้างจะชัดเจน ในมาตราต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะดํารงตําแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็รัฐมนตรี ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ ก็อยากจะขอยกตัวอย่างสั้น ๆ ง่าย ๆ ให้เป็นที่ เข้าใจกันและเป็นสิ่งที่อาจจะมีการพูดขึ้นมาใหม่ อย่างเป็นต้นว่าจะต้องมีพฤติกรรมที่ไม่เคย หลีกเลี่ยงการเสียภาษี เช่นจะต้องมีการยื่นหลักฐานว่าตนเองนั้นเคยเสียภาษีย้อนหลัง ย้อนหลังให้เห็นว่าได้มีการเสียภาษีเป็นระยะเวลาจํานวนหนึ่งที่เราได้กําหนดไว้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อให้เห็นว่าเป็นพลเมืองที่ดี ไม่มีความพยายามที่จะเพิกเฉยต่อหน้าที่ที่ตนเองจะต้อง ดําเนินการ
อันที่ ๒ ก็คือจะต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยทําผิดทางอาญาแล้วก็ถึงขนาดถูกพิพากษา ถึงจําคุกแล้วก็ยังพ้นโทษมาแล้วไม่ถึง ๕ ปี อันนี้ก็เป็นจุดที่รู้สึกจะเป็นที่ยอมรับกัน ยกเว้น เป็นความผิดอันกระทําโดยประมาทหรือว่าเป็นความผิดโดยลหุโทษ อันนั้นก็ไม่เข้าข่ายตรงนี้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างสั้น ๆ ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงการที่ต้องการจะได้ผู้นําที่ดี
นอกจากนั้นแล้วยังมีบทบัญญัติในภาคนี้อีกจํานวนไม่น้อยที่พูดถึงคุณธรรม จริยธรรมที่จะต้องเป็นตัวกําหนดพฤติกรรมในการบริหารราชการของท่านเหล่านี้ว่า โดยภาพรวมภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ก็คือว่าจะต้องคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมทั้งของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นและระยะยาว โดยจะไม่คํานึงถึงประโยชน์ส่วนตัว ฉะนั้นในหมวด ที่ว่าด้วยผู้นําที่ดีซึ่งอยู่ในหมวดแรกของภาค ๒ เขียนไว้ชัดเจนว่าในการดําเนินงาน ในการ บริหารราชการบ้านเมืองนั้น ผู้นําเหล่านั้นจะต้องแยกให้ออกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน แล้วก็ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และต้องให้ความสําคัญของผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ หรือผลประโยชน์ของประชาชนสําคัญกว่าอย่างอื่น นอกจากนั้นแล้วจะต้อง ประพฤติปฏิบัติตามจริยธรรม คุณธรรมที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติได้บัญญัติไว้ เพราะถ้า ท่านไม่ปฏิบัติตามคุณธรรมเหล่านั้น ท่านอาจจะถูกเสนอเรื่องให้ถอดถอนได้ อันนี้ก็เป็น มาตรการอีกอันหนึ่งที่จะเป็นการบังคับให้ท่านผู้นําเหล่านั้นจะต้องประพฤติปฏิบัติ เรายอมรับครับว่าในการเสริมสร้างคุณธรรมให้บุคคลทั้งหลายที่จะเข้ามาสู่วงการเมืองนั้น ไม่ใช่เป็นของง่าย เราจะไปสอนท่านทั้งหลายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วให้เปลี่ยนพฤติกรรม ให้เคารพ ในคุณธรรม จริยธรรมอย่างที่เราต้องการเสมอไปนั้นก็อาจจะไม่ใช่เป็นของง่ายที่จะทํา แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องพยายาม และนอกจากจะพยายามพูดหรือว่ากําหนดในแง่ของ การเสริมสร้างแล้ว การบังคับใช้หรือว่าการบังคับพฤติกรรมให้อยู่ในร่องในรอยตามที่ สมัชชาคุณธรรมได้กําหนดไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญสูง ดังนั้นเรื่องของผู้นํา ที่จะต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมนั้นถือว่าเป็นส่วนสําคัญของการให้ได้มาของผู้นําในระดับต่าง ๆ ที่เราจะกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากนั้นแล้วก็เป็นที่รู้กันว่าจะต้องเป็นบุคคล ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยคํานึงถึงตัวบทกฎหมาย คือนอกเหนือจากจริยธรรมและคุณธรรมแล้ว จะต้องคํานึงถึงตัวบทกฎหมาย สิ่งสําคัญที่เราไม่อยากจะให้เกิดขึ้นก็คือว่าพยายามเลี่ยงกฎหมาย หรือพยายามที่จะตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองโดยที่ไม่คํานึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่บัญญัติไว้ ดังนั้นเพื่อจะให้ตัวเองสามารถได้ประโยชน์จากการตีความดังกล่าวหรือว่า เพื่อจะให้ตนเองนั้นสามารถเอื้อผลประโยชน์ให้กับญาติพี่น้อง พรรคพวกได้อย่างที่ เจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละฉบับไม่ได้พูดถึงอันนี้มีความสําคัญสูงนะครับ ดังนั้นก็เป็นเรื่อง ของการกําหนดการได้มาซึ่งกระบวนการโดยทั่ว ๆ ไปว่าผู้นําที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร แล้วก็ จะสามารถบังคับใช้ได้อย่างไร
คราวนี้ลงมาถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนก็คือ
ในประเด็นแรกเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งหรือให้ได้มาซึ่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอันนี้มีการพูดกันมาก แล้วก็เป็นจุดที่ผมว่าสังคมไทยให้ความสนใจ ในเรื่องนี้สูงมาก ทั้งนี้เพราะว่าเราได้มีการปรับเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งใหม่ โดยใช้ระบบ ที่เราได้พูดกันมาเยอะแล้วผมก็ไม่อยากจะพูดในรายละเอียดอีกมากไปกว่านี้ก็คือว่า เราใช้ระบบสัดส่วนผสมหรือในภาษาอังกฤษใช้คําว่า มิกซ์ เมมเบอร์ โพรพอร์ชันนอล ซิสเต็ม (Mix Member Proportional System) หรือว่าเรียกย่อ ๆ กัน เอ็มเอ็มพี (MMP) ท่านประธาน ท่านพูดไปเยอะแล้วเรื่องนี้ ผมเองก็ไม่อยากที่จะไปขยายความอีก แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การใช้แนวความคิดอันนี้หรือว่าระบบอันนี้ก็คือเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความถูกต้องของ เจตนารมณ์ของพลเมืองผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างแท้จริง
ส่วนในแง่ของในระบบนี้ที่เป็นระบบการคิดแบบสัดส่วนผสมนี้ เราก็ยังคง ให้มีการเลือกตั้งทั้งในส่วนของเขตที่เป็นจังหวัด ที่มีการแบ่งเป็นเขตเดียวคนเดียว มีสมาชิกได้เขตละ ๑ ท่าน แล้วก็การเลือกตั้งในส่วนของบัญชีรายชื่อซึ่งจะให้พรรคการเมือง ส่งบัญชีรายชื่อ รวมทั้งกลุ่มการเมืองที่ปฏิบัติตามกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งสามารถ ส่งผู้สมัครในบัญชีรายชื่อได้เช่นกัน แต่บัญชีรายชื่อที่ใช้จะเป็นบัญชีรายชื่อที่เรียกว่าเปิด คือหมายความว่าเราได้มีการแบ่งภาคของการเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อของประเทศไทย ออกเป็นประมาณ ๖ ภาค แล้วแต่ละภาคพรรคการเมืองก็จะส่งผู้สมัครที่จะเป็นผู้แทน ในบัญชีรายชื่อ รวมทั้งกลุ่มการเมืองก็จะส่งจัดทําบัญชีรายชื่อตามจํานวนที่จะกําหนดไว้ ในแต่ละภาคและรายชื่อที่ปรากฏออกมาจะต้องเปิดเผยให้ประชาชนเห็น เพราะฉะนั้น เวลาพลเมืองจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งท่านก็จะเลือกทั้งพรรค แล้วก็เลือกทั้งตัวบุคคล ในบัญชีรายชื่อ ๑ เบอร์ ๑ คน เพื่อจะให้เห็นว่าท่านมีความนิยมชมชอบในผู้สมัครคนนั้น ทั้งนี้เพื่อจะให้พลเมืองหรือว่าประชาชนผู้เลือกตั้งมีส่วนในการที่จะกําหนดอันดับของผู้สมัคร ในบัญชีรายชื่อ ไม่ใช่ให้พรรคการเมืองเป็นผู้กําหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว อันนี้ถือว่าเป็นการเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัครพรรคการเมือง และพลเมืองผู้ลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ในประเด็นนี้เราก็ได้รับการต่อว่าต่อขานจากพรรคการเมืองจํานวนไม่น้อย เราก็เอาคําคัดค้านเหล่านั้นมาพิจารณาอีกทีหนึ่ง แล้วเราก็ยังคงเห็นว่ามันก็เป็นข้อเสนอ คือหมายความว่ามติของเรานั้นเห็นว่าที่เราเสนอมาอย่างนี้ให้พลเมืองสามารถที่จะลงคะแนนได้ ในบัญชีรายชื่อได้ก็ถือว่ามันอาจจะมีข้อดีมากกว่าข้อด้อยที่มีการพิจารณามาก็ได้นะครับ
ทั้งนี้ข้อดีอีกประการหนึ่ง ก็คือว่าทําให้มีความเชื่อมโยงกันระหว่างผู้สมัคร ในบัญชีรายชื่อกับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะว่าก่อนหน้านั้นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง กาแต่พรรค แต่ไม่เคยสนใจเลยว่าในพรรคนั้นที่คุณกาไป ที่คุณลงคะแนนไปมีผู้สมัครคนไหนบ้าง ในบัญชีรายชื่อนั้นที่รู้สึกว่าใช้ได้ แล้วก็ที่รู้สึกว่าใช้ไม่ได้ มันเป็นการให้สิทธิพรรคการเมือง ในการไปกําหนดผู้สมัครในบัญชีรายชื่อพรรคมากเกินไป ดังนั้นจากการที่เราให้เป็นบัญชีรายชื่อ แบบเปิด แล้วก็ผู้สมัครลงได้นั้นก็อาจจะช่วยทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครกับประชาชน ผู้เลือกตั้ง หรือพลเมืองผู้เลือกตั้งนั้นดีขึ้น อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ลําบาก ไม่เหมาะสม ใช้ไม่ได้ จริง ๆ แล้วท่านผู้เลือกตั้งที่เป็นประชาชนพลเมืองนั้น ท่านกาเพิ่ม อีกทีเดียวเท่านั้นเอง คือธรรมดาตามการเลือกตั้งที่เราใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ท่านก็เลือก เขตเดียวคนเดียว แล้วท่านก็กาพรรคในบัญชีรายชื่อที่ท่านพอใจ อันนี้ท่านก็กาเพิ่มขึ้นมาอีก อันหนึ่งเท่านั้นเองว่าท่านชอบใครในบัญชีรายชื่อพรรคที่ท่านเลือก ที่ท่านกาไปแล้ว อันนั้น ก็จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพื่อที่จะให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง พรรคการเมืองกับผู้นําทางการเมืองที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ แล้วก็ประชาชนเพื่อที่จะให้ได้มา ซึ่งผู้นําทางการเมืองที่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน ก็เพื่อขจัดเอาคนที่ไม่เหมาะสมออกไปจากบัญชีรายชื่อได้อีกส่วนหนึ่ง อันนั้นก็เป็นเรื่องที่เรา ได้กําหนดไว้
นอกจากนั้นแล้วในการเลือกตั้งเพื่อให้มีการควบคุมการเลือกตั้ง ให้มีประสิทธิภาพ ก็ได้มีการให้อํานาจ กกต. ให้ดูแลการเลือกตั้ง ส่วนผู้ดําเนินการจัดการเลือกตั้ง ก็ยังมีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้เพื่อจะให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งสามารถที่จะใช้อํานาจในการดูแลการเลือกตั้งทั้งการจัดการการเลือกตั้ง รวมทั้ง เรื่องของผู้สมัคร การหาเสียง แล้วก็ผู้ลงคะแนนเสียงเพื่อจะให้การเลือกตั้งมีความชอบธรรม มากขึ้น เรายอมรับว่าเรื่องการซื้อเสียงไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะแก้ไข แต่ในขณะเดียวกัน เราก็พยายามที่จะทําให้การซื้อเสียงมันขยายตัวได้น้อยที่สุด หรือว่ามันลดน้อยลงไป และต่อไปในอนาคตก็อาจจะหมดไปจากสังคมไทย ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ ผมยอมรับว่า การที่จะทําให้การซื้อเสียงหมดไปนี้หาใช่แก้ไขโดยตัวระบบการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว หรือว่าแก้ไขโดยการเข้มงวดออกกฎหมายมาบังคับ มันจะต้องสร้างแนวความคิดใหม่ให้กับ ผู้เลือกตั้ง แล้วก็ผู้สมัครว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เฉพาะหน้าระหว่างผู้สมัครกับผู้เลือกตั้ง มันไม่ใช่อย่างนั้น และเป็นการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้ง มันเป็นการแสดงออกซึ่งอํานาจอธิปไตยซึ่งประชาชนพลเมือง ซึ่งเป็นผู้เลือกตั้งนั้นท่านเป็นผู้ มีอํานาจอยู่ อันนี้สําคัญนะครับ ดังนั้นอันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะขอย้ํา
มีอีก ๒ เรื่องที่ผมอยากจะขอย้ําในส่วนนี้ก็คือเรื่องของวุฒิสภาจะต้อง เป็นสภาพหุนิยม ทั้งนี้เพื่อจะให้มีความแตกต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เพราะว่าถ้าจะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพียงอย่างเดียว ลักษณะของสมาชิกก็จะไม่ ต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎร อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มันเคยเกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงแบ่งวุฒิสภา ออกเป็น ๓ กลุ่ม คือกลุ่มแรกเลือกกันเองได้แก่ กลุ่มอดีตข้าราชการชั้นปลัดกระทรวง และผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นสําคัญ กลุ่มที่ ๒ ก็สรรหาจากกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรด้วย และกลุ่มที่ ๓ ก็คือเลือกโดยผู้เลือกตั้งแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน จากที่คณะกรรมการกลั่นกรอง ได้คัดไว้ ๑๐ คนแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ที่เราออกแบบอย่างนี้ก็เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา อย่างน้อยวุฒิสภาก็สามารถพูดได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับ ประชาชนในระดับหนึ่ง มีความเชื่อมโยงกับพลเมืองในระดับหนึ่ง
เรื่องของคณะรัฐมนตรีก็เป็นเรื่องที่สําคัญที่มีการพูดกันมาก เมื่อเรายึดหลัก ในระบบรัฐสภาเราก็ถือว่านายกรัฐมนตรีจะต้องถูกเลือกโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราใช้กันมาตลอด เป็นแต่เพียงว่าในครั้งนี้ไม่ได้กําหนดลงไปว่าผู้ที่รับเลือกนั้น จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เราก็เปิดกว้างขึ้นว่าขึ้นอยู่กับความต้องการของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละขณะว่าคุณต้องการได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกสภา หรือไม่เป็นสมาชิกสภา ทั้งนี้เพื่อที่จะไม่ให้มีปัญหาวิกฤติเกิดขึ้นอีก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่าถ้าเป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันนั้นใช้เสียง เพียงครึ่งหนึ่งก็พอ แต่ถ้าเป็นการเลือกโดยบุคคลที่ไม่ใช่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ถือได้ว่าจะต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนความสมดุลในอํานาจระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎร ก็อยู่ที่อํานาจในระบบรัฐสภาโดยหลักการทั่วไปเรายังคงใช้อยู่ ก็คือว่าให้สภาผู้แทนราษฎร มีอํานาจที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็ให้อํานาจของนายกรัฐมนตรีที่จะกราบบังคับทูล ให้พระมหากษัตริย์ทรงยุบสภาได้ อันนี้ก็เป็นหลักของระบบรัฐสภาในปัจจุบันที่ใช้อยู่ แต่ในขณะเดียวกันเราได้มีมาตรการบางประการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความอ่อนแอ ของรัฐบาลผสมที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากระบบเอ็มเอ็มพี หรือระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในแบบสัดส่วนผสม ซึ่งจะมีโอกาสสูงในการที่จะเป็นรัฐบาลผสม เพราะว่ามันเป็นความต้องการ ของการเลือกตั้งแบบนี้ที่จะไม่ให้มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวมาครอบงํารัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎรอย่างที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นเมื่อใช้ระบบนี้จึงต้องมีมาตรการมองว่า จะทําอย่างไรรัฐบาลผสมจึงจะมีความเข้มแข็งไม่ให้เกิดความอ่อนแออย่างที่อดีตผู้นําทาง การเมืองและพรรคการเมืองหลายพรรคได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่ามันอาจจะนําไปสู่ความวุ่นวาย ทางการเมืองได้ ดังนั้นเราจึงให้การบริหารของรัฐบาลไม่ให้อยู่ภายใต้ความกดดันของพรรค ในรัฐสภาที่มีนโยบายหรือมีความต้องการจะล้มรัฐบาลอยู่เพียงอย่างเดียวหรือให้มี การเปลี่ยนพรรคร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มาตรการดังกล่าวอยู่ในมาตรา ๑๘๑ แล้วก็มาตรา ๑๘๒ ในมาตรา ๑๘๑ ก็คือว่าทางคณะรัฐมนตรีสามารถที่จะขอให้มีการลงมติ ไม่ไว้วางใจตนเองได้ หรือไม่ก็ในมาตรา ๑๘๒ ที่มีการระบุว่าคณะรัฐมนตรีสามารถระบุได้ว่า กฎหมายฉบับใดมีฐานะเหมือนกับการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล อันนั้นอยู่ในมาตรา ๑๘๑ แล้วก็มาตรา ๑๘๒ ทั้งนี้เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนว่าการขอเสนอมติที่จะไม่ไว้วางใจนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่มันเป็นเรื่องรุนแรงจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่หาเรื่องกันที่จะลงมติไม่ไว้วางใจ
สุดท้ายก็คือว่านักการเมืองยังต้องถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐ แล้วก็ จากภาคพลเมือง การตรวจสอบนี้ผมเองก็จะไม่ขยายความ แต่อยากจะให้ท่านกรรมาธิการ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้มาขยายความทีหลัง
ทั้งนี้เวลาจะมองการบริหารราชการในรูปแบบที่เรากําหนดไว้นี้จะต้องมอง ในภาพรวมทั้งหมด อย่ามองดูเฉพาะในส่วนที่เป็นมาตราบางมาตราเท่านั้น เพราะว่าทุกอย่าง มันยึดโยงด้วยกันหมดนะครับ การควบคุมผู้บริหารนั้นไม่ได้ควบคุมตามที่ปรากฏอยู่ในหมวดคณะรัฐมนตรีหรือหมวด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ยังต้องไปดูในแง่ของหมวดการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอีก ดังนั้นท่านทั้งหลายใคร่ขอความกรุณาดูให้ครบนะครับ ผมก็ขอใช้เวลาเพียงแค่นี้นะครับ และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจแล้วก็หวังว่าคงจะได้รับข้อคิดเห็นจากท่าน ที่จะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทางคณะกรรมาธิการรับผิดชอบในการยกร่างนี้ ให้สมบูรณ์และดีขึ้นต่อไป ขอบคุณมากครับ
เรียนเชิญ หมอชูชัย ครับ
ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สปช. ที่เคารพรักทุกท่านครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีหมวด ปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมตั้งแต่มาตรา ๒๗๙ ถึงมาตรา ๒๙๖ รวมทั้งสิ้น ๑๗ มาตราครับ โดย ๒ มาตราแรกพูดถึงบทบาทหน้าที่ของสภาขับเคลื่อน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ รวมทั้งกระบวนการทํางานร่วมกันกับวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ในการตราพระราชบัญญัติขึ้นบังคับใช้ สําหรับสาระการปฏิรูป ๑๕ ด้านนั้นบัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๖ ท่านประธานครับ ผมจะพูดถึงสาระการปฏิรูปในหมวดนี้ ๑๒ ด้านครับ อีก ๓ ด้าน ดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล จะพูดต่อจากผมคือเรื่องการปฏิรูป ด้านเศรษฐกิจมหภาค ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจรายภาค รวมถึงการปฏิรูปด้านการเงิน การคลัง และภาษีอากร นี่คือการปฏิรูปเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจครับ ประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจมันเป็นความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งนี่ไม่เพียงพอครับ เพราะว่าถ้าขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจบ้านเมืองจะหาความสงบสุขได้ยากยิ่ง ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ เขียนเรื่องการปฏิรูปที่ดินไว้ดีมาก พอมาถึงปี ๒๕๕๐ เราก็ได้นําเรื่องปฏิรูปที่ดินมาใส่ไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่ก็ไม่เกิดผลใด ๆ ครับ ทั้ง ๆ ที่กําหนดให้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ว่ารัฐสภาไทยไม่มีเวลามาทําหน้าที่ จะด้วย เหตุผลใดก็ตาม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปจึงบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๔ ให้มีการกระจาย การถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมตามข้อเสนอของเครือข่ายสมัชชาปฏิรูปที่ดิน ซึ่งทางเครือข่ายได้เตรียมการร่างกฎหมายไว้แล้วเรียกว่ากฎหมายเพื่อคนจนครับ กฎหมายว่าด้วย ธนาคารที่ดิน ว่าด้วยโฉนดที่ดิน ว่าด้วยการจัดเก็บภาษีและสิ่งปลูกสร้าง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ตอบสนองข้อเสนอนี้แล้วครับ ท่านประธานครับประเทศจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้หาก ไม่มีการปฏิรูประบบราชการ ระบบราชการเป็นเครื่องมือที่สําคัญในการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ แต่เครื่องมือนี้วิกฤติครับ จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูป ได้กําหนดไว้ในมาตรา ๒๘๔ ครับ ผมจะยกตัวอย่างประเด็นเดียวเท่านั้น ด้วยข้อจํากัดด้วยเวลา บัญญัติให้มีองค์กรบริหาร พัฒนาภาค ภาคในที่นี้หมายถึงกลุ่มจังหวัด ในประเทศไทยอาจจะแบ่งเป็น ๙-๑๒ กลุ่มจังหวัด ซึ่งจะต้องทํารายละเอียดในกฎหมายลูกต่อไปครับ ทําหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในภาคหรือกลุ่มจังหวัด ซึ่งไม่ซ้ําซ้อนกับงานของจังหวัดและองค์กรบริหารท้องถิ่น เช่น การวางโครงข่ายคมนาคมในภาค การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภาค หรือกลุ่มจังหวัดอันดามันเป็นต้น ทางศาสตราจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ จะมาอธิบายถึง องค์กรบริหารพัฒนาภาคในรายละเอียดต่อไป รวมทั้งท่านปรีชา วัชราภัย จะมาอธิบาย เรื่องการบริหารราชการแผ่นดินในเวลาที่เหมาะสมต่อไปครับ เพื่อนสมาชิกครับ ระบบราชการ ที่รวมศูนย์ใหญ่โต อุ้ยอ้าย เชื่องช้า จึงจําเป็นต้องกระจายอํานาจออกไปครับ ได้บัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๘๔ ให้ตรากฎหมายและจัดให้มีกลไกที่จําเป็นสําหรับการจัดตั้งองค์กรบริหาร ท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดให้เสร็จสมบูรณ์ภายใน ๑ ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และดําเนินการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นดังกล่าวขึ้นในพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสม โดยเร็วครับ เครือข่ายพลเมืองปฏิรูปจังหวัดจัดการตนเองนั้นได้ทําการขับเคลื่อน จังหวัดจัดการตนเองไปทั่วทุกภาคของประเทศแล้วในขณะนี้ รวมทั้งได้เตรียมร่างกฎหมายไว้ด้วยแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติตามข้อเรียกร้อง ของเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเองแล้วครับ ท่านประธานครับ เรื่องการปฏิรูปด้านพลังงาน น่าสนใจมาก ที่เครือข่ายปฏิรูปพลังงานซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความคิดทางการเมือง ที่หลากหลายและแตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือความรักชาติ รักแผ่นดิน หวงแหน ปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ให้คนรุ่นนี้และรุ่นหน้า ประเด็นเรียกร้องของเครือข่าย ได้รับการขานรับที่บรรจุไว้ในบัญญัติในมาตรา ๒๘๘ ตั้งแต่เรื่องบริหารจัดการพลังงาน อย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน ให้ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอื่นเป็นทรัพยากรของชาติ และมีไว้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน ขอเรียนว่า เพื่อประโยชน์สูงสุด ของประเทศและประชาชนนะครับ ให้ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียม ตามหลักการที่ผมบอกแล้ว ขณะนี้ทางสภานิติบัญญัติกําลังปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้อยู่ ซึ่งเชื่อว่าคงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรานี้ครับ การปรับปรุงสํารวจการผลิตการใช้ ปิโตรเลียมต้องคํานึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และสุขภาพของผู้คนในชุมชนครับ การให้ประชาชนได้รับรู้เข้าถึงเข้าใจข้อมูลด้านพลังงาน การมีส่วนร่วมกําหนดนโยบายและแผนทั้งระดับชาติและท้องถิ่น รวมทั้งติดตามตรวจสอบ การดําเนินนโยบายและแผนนั้นได้บัญญัติไว้แล้ว สิ่งสําคัญก็คือในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ด้านพลังงานนั้น ยังได้เน้นให้รัฐสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนทุกประเภท ให้เต็มศักยภาพ ผมขอเรียนว่า ทุกประเภทให้เต็มศักยภาพนะครับ ไม่ใช่เฉพาะแสงแดด ยังมีพลังงานลมหรือพลังงานชีวมวลที่ชุมชนพึ่งตนเองด้านพลังงานได้ รัฐต้องสนับสนุนอย่าง เท่าเทียมกัน มาดูด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อันที่จริงเครือข่ายพลเมืองสิ่งแวดล้อม มีความเข้มแข็งมาก แม้กระนั้นก็ตามก็ไม่สามารถที่จะต้านทานอิทธิพลของทุน ทุนที่ไม่สัมมา ทําให้ภูเขาหัวโล้นเพื่อปลูกพืชอาหารสัตว์ ชายฝั่งทะเลถูกเรืออวนลุน อวนลากทําลายแหล่งเกิด ของอาหารทะเลเลี้ยงคนไทยทั้งประเทศ อันที่จริงส่งออกไปต่างประเทศจํานวนมาก เพียงเพื่อเป็นอาหารสัตว์ราคาถูก แหล่งทําเหมืองทองในภาคเหนือทําสารไซยาไนด์ (Cyanide) ปนเปื้อนห่วงโซ่อาหาร ขยะสารพิษ ของเสียอันตรายถูกฝังกลบตามพื้นที่ในท้องถิ่นตําบลต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคตะวันออกครับ จากการศึกษาของแพทย์หญิงฉันทนา ผดุงทศ พบว่าคนระยอง เป็นมะเร็งโดยเฉลี่ยสูงกว่าคนจังหวัดอื่นถึง ๔ เท่า เพราะมลภาวะจากอุตสาหกรรมสกปรก ที่ขาดความรับผิดชอบ เพื่อนสมาชิกครับ เรื่องนี้ได้บัญญัติไว้อย่างครบถ้วนนะครับ ได้ให้มีการปฏิรูประบบโครงสร้างองค์กร และปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สิทธิชุมชน การกระจายอํานาจ เรื่องผังเมือง เรื่องการพัฒนาเมือง ดอกเตอร์บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ท่านกรรมาธิการจะมาพูดในรายละเอียดเรื่องนี้ต่อไป รวมทั้งการจัดทํารายงานประเมิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย มาทําการประเมินอีกต่อไปครับ รวมถึงได้นําการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์มาใช้ ในการกําหนดแผนและนโยบาย ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์ ผลกระทบ จากขยะผลิตภัณฑ์ เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ มือถือ ๑๐๐ กว่าล้านเครื่อง ในเมืองไทยนะครับ เป็นขยะที่กํากลังวิกฤติ ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบ
มาดูด้านสาธารณสุขมีทั้งหมด ๕ ประเด็น ผมเอาแค่ ๒ ประเด็นหลัก ๆ ครับ เร่งพัฒนาระบบสุขภาพ ให้ความสําคัญต่อการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ ที่เน้นพื้นที่เป็นฐาน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เจตนารมณ์ก็คือ มุ่งทุ่มเททรัพยากรงบประมาณ ไปที่ระบบบริการที่เชื่อมต่อกับชุมชนครับ ที่นั่นมีโรงพยาบาลชุมชน ระดับอําเภอ มีโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตําบลหรือเดิมเรียกชื่อสถานีอนามัยครับ หรือสุขศาลาเดิม มุ่งไปที่อาสาสมัครสาธารณสุขประมาณล้านกว่าคนเศษ รวมทั้งผู้นําจิตอาสา ในชุมชนอีกหลายล้านคน เพื่อทําให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในแผ่นดินนี้สามารถเข้าถึง ระบบบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมมากขึ้น
ประเด็นถัดมาเรื่องกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังมีความเหลื่อมล้ํามากครับ เราจึงได้บัญญัติว่าจะต้อง มีการปฏิรูปการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพให้มีลักษณะและมาตรฐานใกล้เคียงกัน มีความเสมอภาคและเป็นธรรมเพียงพอและยั่งยืน
มาดูด้านสังคมครับ ด้านสังคมท่านประธานครับ มีหลายประเด็นเลย ถ้าทําสําเร็จ บ้านเมืองนี้จะน่าอยู่น่าอาศัยที่สุดแห่งหนึ่งครับ ผมขอหยิบเพียง ๒ ประเด็นนะครับ คือการปฏิรูป ระบบสวัสดิการทั้งด้านการให้บริการสังคม การประกันสังคมทุกกลุ่มบ่อย เน้นครอบครัว และชุมชนเป็นฐาน สร้างระบบส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคมและจิตอาสา
ประเด็นที่สําคัญคือเรื่องผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุเกือบ ๑๐ ล้านคน ในประเทศนี้นะครับ ในสภาแห่งนี้ก็เกือบทั้งหมดครับ ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุ ประมาณ ๑๔,๕๐๐,๐๐๐ คน คือร้อยละ ๒๐ ของประชากร คนไทย ๕ คน เดินมา ๑ คน เป็นผู้สูงอายุ ก็เลยได้กําหนดว่าจะต้องจัดทําแผนระยะยาวเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ของประเทศ โดยเฉพาะการจัดให้มีระบบการออมเพื่อการดํารงชีพยามชรา การเตรียมพร้อม สู่วัยผู้สูงอายุที่เหมาะสมของประชาชน การปรับปรุงระบบการเกษียณอายุที่เหมาะสม อาจจําเป็นต้องยืดระบบเกษียณอายุออกไปนะครับ การปฏิรูประบบสวัสดิการผู้สูงอายุ ที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ให้ได้รับการยังชีพที่เหมาะสมอย่างมีศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ รวมทั้งสนับสนุนการรวมตัวเป็นกลุ่มและเครือข่าย ท่านเป็นทุนทางปัญญาให้สังคมเป็นอย่างดี จัดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปสังคมและชุมชนขึ้นคณะหนึ่งภายใน ๑ ปี เพื่อผลักดันการปฏิรูป ด้านสังคมและชุมชนต่อไป
มาดูด้านแรงงาน เพื่อนผู้ใช้แรงงานซึ่งได้เรียกร้องมานานนับศตวรรษ ให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ (ฉบับที่ ๘๗) และ (ฉบับที่ ๙๘) บัดนี้ได้รับ การตอบสนองแล้วครับ นี่คือเสรีภาพของผู้ใช้แรงงาน และนี่คือประชาธิปไตยของ ผู้ใช้แรงงานครับ เราได้บัญญัติให้ตรากฎหมายและกําหนดกลไกเพื่อรองรับเสรีภาพผู้ใช้แรงงาน ในการสมาคม การรวมตัวกัน การเจรจาต่อรองให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อเป็นกองทุนการเงินของผู้ใช้แรงงานในการส่งเสริม การออมและพัฒนาตนเอง อันนําไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อนผู้ใช้แรงงาน ๑๖,๙๐๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๖๐ กว่า ๑๐ ล้านคน อยู่ในวังวนของความยากจน เป็นหนี้นอกระบบสูงมาก ในระยะเริ่มแรกเงินเพียงร้อยละ ๕ จากกองทุนประกันสังคม คือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เพียงแต่จะแก้ความทุกข์ยาก ลดความเหลื่อมล้ําในสังคมแล้ว หากยังสร้างโอกาสการศึกษาต่อหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของเพื่อนผู้ใช้แรงงานต่อไป
มาดูด้านวัฒนธรรม ด้านวัฒนธรรมได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๐ สนับสนุน ให้มีสมัชชาศิลปวัฒนธรรมระดับชาติและระดับท้องถิ่นซึ่งมาจากภาคประชาสังคม ตามความพร้อมในแต่ละพื้นที่ กําหนดให้จัดตั้งกองทุนที่เรียกว่า ทุนทางวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นกองทุนภาคประชาสังคมเพื่อเสริมสร้างศิลปวัฒนธรรม เพื่อนสมาชิกครับ นักท่องเที่ยว มาเที่ยวเมืองไทย เพราะต้องการเยี่ยมชมความประณีต วิจิตรศิลป์ ทางวัฒนธรรมปีละ ไม่น้อยกว่า ๒๖ ล้านคน การหักเงินประกันจากนักท่องเที่ยวคนละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ย่อมชอบ ด้วยหลักการและเหตุผล กองทุนทางวัฒนธรรมจะปกป้องฟื้นฟูสืบสาน สร้างเสริม ความจําเริญงอกงามทางวัฒนธรรมและศิลปะในทุกพื้นที่ แผ่นดินจึงงดงามไปทุกหย่อมหญ้า ไม่เว้นแม้กระทั่งหัวไร่ปลายนา จึงเป็นการคืนความสุขให้แผ่นดินโดยแท้
มาดูด้านการศึกษาครับ ท่านประธานครับ เป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้รัฐบาล ไม่รอแล้ว บอกได้เริ่มการปฏิรูปการศึกษาแล้วโดยท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษาด้วยตัวเองนะครับ เราได้บัญญัติในมาตรานี้ ว่าให้กระจายอํานาจจัดการศึกษาโดยลดบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้จัดการศึกษาให้เป็น ผู้จัดให้มีการศึกษา ส่งเสริม สนับสนุนรวมทั้งกํากับนโยบายแผนมาตรฐาน และติดตาม ประเมินผลการจัดการศึกษา ส่งเสริมให้สถานการศึกษาสามารถบริหารจัดการการศึกษา ได้อย่างมีอิสระ มีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษา จัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัว โดยตรงแก่ผู้เรียนทุกคนอย่างพอเพียง นั่นเป็นสาระหลัก ๆ ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาแต่ว่าจะต้องมีกลไกคณะกรรมการนโยบายการศึกษา และพัฒนามนุษย์แห่งชาติอยู่ในกํากับของนายกฯ ภายใน ๑ ปีนับตั้งแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความหวังที่จะเห็นการศึกษาของชาติได้ปฏิรูป เริ่มเห็นอนาคตครับ
ต่อเนื่องจากการปฏิรูปการศึกษาคือการปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้กําหนดว่าจะต้องลงทุนการศึกษาวิจัย และสร้างนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศให้เพียงพอนะครับ รวมทั้งมีมาตรการจูงใจ ให้นักวิทยาศาสตร์ไทยที่อยู่ในต่างประเทศและในประเทศนําความรู้ ความเชี่ยวชาญพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศ ผมอยากจะเรียนเพื่อนสมาชิกครับว่าขณะนี้ เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์วิศวกรผู้ทรงคุณวุฒิคนไทยในต่างแดนได้รวมตัวกันนะครับ และพร้อมจะกลับมารับใช้บ้านเกิดเมืองนอนต่อไป อยู่ที่ว่าเราจะวางกลไกรองรับทุนทางปัญญา ที่มีคุณค่านี้อย่างไร ตามที่บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อนสมาชิกครับ เราจะเห็นว่า เกษตรกรชาวนา ชาวไร่ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว สามารถช่วยเหลือตนเองและพึ่งพากันเองได้ เพราะเข้าถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั่นเอง เราจึงบัญญัติว่าให้สนับสนุนหรือลงทุน ให้องค์กรบริหารท้องถิ่นชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในภาคเกษตรกรรม ภาคการผลิต และภาคบริการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ นั่นคือ สาระสําคัญนะครับ แต่ว่าจําเป็นต้องมีกลไกที่เรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใน ๑ ปีนับจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ
เรื่องปฏิรูปสื่อมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกเหนือจากการมีเสรีภาพ ของสื่อแล้วต้องควบคู่กับความรับผิดชอบครับ แล้วก็จะมีการเร่งพัฒนากลไกที่เป็น หลักประกันความเป็นอิสระจากการถูกครอบงําและแทรกแซงโดยอํานาจทุนและอํานาจรัฐ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่เลยครับ การกํากับดูแลสื่อมวลชนนอกจากดูแลกันเองแล้วจะต้อง มีการกํากับโดยภาคประชาชน กลไกการจัดสรรและแบ่งปันทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน สื่อสันติภาพ รวมทั้งการผลิตเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชน ได้เตรียมร่างกฎหมายไว้แล้ว ๓ ฉบับนะครับ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปสื่อต่อไป รายละเอียดในเรื่องนี้รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์มานิจ สุขสมจิตร ซึ่งเป็นเสาหลักของวงการสื่อมวลชน คงจะได้มาชี้แจงรายละเอียดต่อไป
ท่านประธานครับ ด้วยเวลาที่จํากัดก็ต้องพูดถึงปฏิรูปอันสุดท้ายแล้วละครับ เรื่องกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ก็จะต้องให้ศาสตราจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ และ ศาสตราจารย์จรัส สุวรรณมาลา มาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังต่อไปนะครับ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง สํานักงานตํารวจแห่งชาตินี่ได้กําหนดไว้แล้วครับ ที่สื่อไปลงว่าไม่มีการปฏิรูปตํารวจนั้น ก็ได้บัญญัติไว้แล้ว
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะชี้แจงครับ คือหากหน่วยงานหรือกลไกที่รับผิดชอบ ในการปฏิรูป แต่เพิกเฉยไม่ดําเนินการใด ๆ เช่น ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ได้เคยประสบมาจะมีมาตรการใด ผมอยากเรียนเพื่อนสมาชิกว่าคําตอบอยู่ที่มาตรา ๒๗๗ หมวด ๑ บททั่วไป ภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองเขียนไว้อย่างนี้ครับ บทบัญญัติในภาคนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ ทุกหน่วยงาน และพลเมืองที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูป และการสร้างความปรองดองตามหลักการ และระยะเวลาที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อนสมาชิกครับ เมื่อมีความรับผิดชอบ จึงเป็นหน้าที่ หากไม่ดําเนินการถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ครับ ถ้าหากไปดู มาตรา ๑๐๒ ก็กําหนดไว้ชัดนะครับ ผมไม่มีเวลาที่จะพูดตรงนี้ต่อไปนะครับ ในมาตรา ๑๐๒ นี่อะไรที่รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้บัญญัติไว้ แต่ว่าถ้าไม่ดําเนินการก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติ และจะต้องเกิดความเสียหาย ผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ ท่านประธาน เพื่อสมาชิก เพื่อนคนไทยที่ติดตามการถ่ายทอดในขณะนี้ บัดนี้หน้าต่างแห่งโอกาส ได้เปิดแล้วครับ อยู่ที่ท่านทั้งหลายจะใช้โอกาสนี้ร่วมกันในการให้เกิดการเปลี่ยนใหญ่ ในบ้านเมืองนี้ ร่วมกันสร้างแผ่นดินนี้ให้งดงาม ให้น่าอยู่น่าอาศัยที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ หรือปล่อยให้เป็นเช่นในอดีตที่ผ่านมา อนาคตของชาติบ้านเมืองอยู่ในมือของท่านแล้วครับ ด้วยความขอบคุณครับ
เชิญคุณกอบศักดิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ๖ นาทีในการพูดถึง ประเด็นเชิงเศรษฐกิจครับ ซึ่งเกี่ยวเนื่องไปถึงปัญหาปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน วินัยการใช้จ่ายของภาครัฐ ความมีเสถียรภาพของประเทศ และความสําเร็จในการพัฒนา ระยะยาว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นอกจากสิ่งที่ปรากฏในแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐในมาตรา ๘๘ ถึงมาตรา ๘๙ ได้บรรจุประเด็นปฏิรูปใน ๓ ส่วนสําคัญที่มาจากการทํางานร่วมกันกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง และคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งประกอบด้วย
ส่วนที่ ๑ ก็คือการปฏิรูปด้านการเงิน การคลังและภาษีอากร ในมาตรา ๒๘๓ ซึ่งจะทํางานอย่างประสานสอดคล้องกับกรอบการเงิน การคลังและการงบประมาณใหม่ ในภาคที่ ๒ หมวด ๕ ในมาตรา ๑๙๙ ถึงมาตรา ๒๐๕
ส่วนที่ ๒ คือการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจมหภาคในมาตรา ๒๙๒
ส่วนที่ ๓ คือการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจรายภาคในมาตรา ๒๙๓
โดยทั้ง ๓ ส่วนนี้จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหาสําคัญในเชิงเศรษฐกิจของประเทศ ใน ๓ ด้าน คือ ปัญหาวินัยการคลัง ปัญหาความเหลื่อมล้ํา และปัญหาการพัฒนาประเทศ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นจะช่วยแก้ไขปัญหาสําคัญทั้ง ๓ ด้าน
ในด้านแรกก็คือสิ่งที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญจะเป็นการยกเครื่องการคลัง ครั้งสําคัญที่จะวางกรอบใหม่ในการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินที่ปิดช่องการรั่วไหล ตลอดจน การปิดช่องโหว่ด้านประชานิยมที่จะสร้างความเสียหายให้กับเงินภาษีของประชาชน โดยมีมาตรการต่าง ๆ ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณ ๒ ขา การกําหนดเงินกู้ เป็นเงินแผ่นดิน การบังคับว่าเมื่อมีการแปรญัตติ ลด ตัดทอน โครงการต่าง ๆ แล้วไม่สามารถ นําไปใช้ใหม่ได้ รวมไปถึงการสามารถฟ้องร้องในกรณีที่เกิดความเสียหายจากโครงการ ประชานิยม และมีการปฏิรูปของระบบภาษีเพื่อลดการลดหย่อน การกําหนดให้บุคคล ต้องยื่นแบบภาษี แล้วก็ขณะเดียวกันก็จะมีการให้ความสําคัญกับภาษีระดับท้องถิ่นด้วย
ในด้านที่ ๒ การแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ําและความไม่เท่าเทียมของโอกาส ปัญหาช่องว่างของรายได้ระหว่างคนจน คนรวย ระหว่างเมืองและชนบท เพื่อนําไปสู่สังคม ที่เป็นธรรม ซึ่งในประเด็นนี้นั้นเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้าง ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จนผู้รู้หลาย ๆ ท่านบอกว่าถ้าเกิด รัฐธรรมนูญฉบับนี้และการปฏิรูปของ สปช. ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ก็ถือว่าการปฏิรูป ครั้งนี้ไม่สําเร็จ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นก็มีหลายเรื่องที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหานี้รวมไปถึง เรื่องของการตั้งหน่วยงานกลางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํา การให้ประชาชนเข้าถึง ทางด้านการเงิน การปฏิรูปที่ดิน การจัดงบประมาณเพิ่มเติมพิเศษสําหรับพื้นที่ที่ยากจน การใช้ระบบภาษีเพื่อแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ํา การที่สนับสนุนให้เอกชนและ ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ แล้วก็สร้างสังคม ที่เอื้ออาทร ทั้งหมดนี้จะนําไปสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม การอยู่ร่วมกันของกลุ่มต่าง ๆ อย่างมีความสุข สันติ และที่สําคัญจะเป็นการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจการเงิน ที่จะเป็นพื้นฐานสําคัญในการพัฒนายกระดับระบบการเมืองของประเทศต่อไป
ในด้านสุดท้ายครับ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ การวางรากฐาน ของการพัฒนาประเทศและสร้างอนาคตให้กับลูกหลาน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้นเศรษฐกิจไทย ก็เริ่มมีสัญญาณอันตรายที่ชี้ว่าเราไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ดีเช่นเคย โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดให้มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสําคัญ โดยจะมีการปฏิรูปกฎหมายเรื่องของการผูกขาดเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม การปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจเพื่อให้รัฐวิสาหกิจนั้นเปลี่ยนจากการเป็นภาระแก่ภาครัฐไปสู่ การเป็นกําลังสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การปฏิรูปภาคการเกษตรที่มีคน ถึง ๑๓.๕ ล้านคน ให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้และประเทศไทยเป็นฐานความมั่นคง ทางอาหารให้แก่ภูมิภาคและโลก และขณะเดียวกันก็จะทําให้เกษตรกรนั้นได้รับการคุ้มครอง ความเป็นธรรมจากการผูกขาดและจากระบบเกษตรพันธะสัญญา การสร้างระบบประกัน ความเสี่ยงให้กับเกษตรกรในกรณีที่มีความเสี่ยงด้านการผลิตหรือการตลาด
สําหรับด้านอื่น ๆ ก็จะมีการส่งเสริมภาคเศรษฐกิจที่จะเป็นแหล่งรายได้สําคัญ ของประเทศต่อไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ (Logistics) การสร้างสังคมผู้ประกอบการ และท้ายที่สุดก็จะส่งเสริม ให้ประเทศไทยนั้นมีภาคเอกชนที่ก้าวไปสู่การลงทุนในต่างประเทศเพื่อให้เป็นบริษัทภูมิภาค ระดับโลก แล้วกลับมาเป็นกําลังสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ทั้งหมดนี้ครับ เมื่อนํามาประกอบกับวาระปฏิรูปที่ทาง สปช. กําลังดําเนินการอยู่ในขณะนี้ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะได้ยกร่างกันต่อไปจะช่วยปิดช่องโหว่ทางการคลัง ลดความเหลื่อมล้ํา สร้างสังคมที่เป็นธรรมแล้วก็สร้างอนาคตให้กับลูกหลานของเราทุกคน ขอบคุณครับ
เชิญอาจารย์อเนกครับ
ท่านประธาน สปช. เพื่อนสมาชิก สปช. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นะครับ จะขอ นําเสนอว่ารัฐธรรมนูญนี้จะนําชาติสู่สันติสุขอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นกระบวนทัศน์ที่สําคัญ เป็นกระบวนทัศน์ใหม่เพราะว่ารัฐธรรมนูญปกตินี้ก็จะพูดถึงเรื่องจะสร้างประชาธิปไตย อย่างไร จะทําให้ดีขึ้นได้อย่างไรนะครับ แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่พวกเรากําลังจะร่วมกัน สร้างประวัติศาสตร์นั้นจะต้องสร้างสันติสุขให้แก่ประชาธิปไตย ให้แก่ประเทศชาติด้วย ผมคิดว่าปัญหาที่สําคัญที่สุดก็คือว่าทําอย่างไรจะให้พรรคฝ่าย ๓ พรรคฝ่ายนะครับ คือแดง เหลือง แล้วก็ฝ่ายที่ ๓ ได้ปรองดอง ได้ทํางานร่วมกัน ได้รู้รักสามัคคี ดังนั้นสิ่งที่รัฐธรรมนูญ ออกแบบไว้จึงมีหลาย ๆ ประการที่ผมอยากจะขอสรุปให้ได้เห็นชัด ๆ ก็คือ
ประการแรก เราจะให้มีรัฐบาลผสม เจตนารมณ์ของเรา ความมุ่งมั่นของเรา คืออยากจะให้เกิดรัฐบาลผสม มันจะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ เพราะว่าแบบเดิมตอนที่ คุณสมัคร คุณสมชายเป็นนายกรัฐมนตรีก็เกิดความวุ่นวายและนองเลือดในปี ๒๕๕๑ เมื่อคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายและนองเลือดในปี ๒๕๕๒ และ ปี ๒๕๕๓ เมื่อคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายและนองเลือด ในปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราไม่มีวันที่จะถอยกลับได้แล้ว เรากลับไป เป็นแบบเดิมไม่ได้ จึงได้คิดสร้างระบบรัฐบาลผสมขึ้นมา ระบบผสมนี้สิ่งที่จะทําได้ยาก ก็คือจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แล้วก็รวมกับพรรคเล็ก ๆ อีกไม่กี่พรรคที่ไม่มีความหมาย แล้วก็ ให้อีกพรรคหนึ่งไปเป็นฝ่ายค้านจะทําได้ยากมาก แต่จะทําได้ง่ายก็คือสร้างรัฐบาลผสม แล้วผมก็ยังอยากจะร้องขอไปยังพรรคการเมือง พรรคฝ่ายต่าง ๆ ด้วยนะครับว่าของอย่างนี้ ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างอย่างเดียว ต้องอยู่ที่จิตใจ ความมุ่งมั่นของพรรคฝ่ายทั้งหลายด้วย ที่จะสร้างประเทศไทยใหม่ให้เกิดความสันติสุข เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะวิงวอน สปช. ทั้งหลาย ให้สนับสนุนระบบการเลือกตั้งแบบนี้ที่จะทําให้เกิดรัฐบาลผสมขนาดใหญ่ อันนี้ก็จะเป็น การปรองดองระหว่างพรรค ปรองดองระหว่างสี ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมมีข้อที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งก็จะทําให้ ภาคใต้ไม่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์หมด ภาคเหนือ ภาคอีสานไม่เป็นของพรรคเพื่อไทยหมด กรุงเทพฯ ไม่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์เกือบหมด เพราะว่าในระบบบัญชีรายชื่อถ้ามีสัดส่วน อยู่เท่าไร มันก็จะต้องมี ส.ส. อยู่เท่านั้น ถ้าไม่ได้รับแบ่งเขตเลยก็จะต้องได้คะแนนเสียงจาก ปาร์ตี ลิสต์ มาเติมจนได้ตามสัดส่วนของระบบพรรค อันนี้ก็จะเป็นการปรองดองระหว่างภาค นานเหลือเกินแล้วที่เราถูกมายาคติทําให้เราเห็นว่าภาคใต้ผูกขาดโดยพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น ภาคเหนือนี่ผูกขาดโดยพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ภาคอีสานผูกขาดโดยพรรคเพื่อไทย เท่านั้น กับกรุงเทพฯ หลายครั้งผูกขาดโดยพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ความเป็นจริงเสียงของ ประชาชนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ระบบผสมของเราจะทําให้เสียงของประชาชนมันเป็นสัดส่วน กับอํานาจทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ ส.ว. ของเราจะมาจากคนละฐานกับ ส.ส. แล้วก็จะมีบทบาท มากขึ้น ส.ว. จะเสนอกฎหมายได้ด้วย แล้วก็การที่เรายืนยันว่า ส.ว. ต้องเป็นแบบนี้มันจะ เป็นการปรองดองระหว่างประชาชนที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียง นี่คือการเลือกตั้งแบบทั่วไป ที่เราเลือก ส.ส. กัน กับอีกส่วนหนึ่งก็คือประชาชนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ประชาชนที่เป็น ตัวแทนอาชีพ ประชาชนที่เป็นตัวแทนวิชาชีพ ประชาชนที่เป็นอดีตข้าราชการ รวมทั้ง ที่น่าสนใจก็คือประชาชนที่มาจากผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร ระบอบของเรานานเหลือเกิน แล้วที่เราใช้คนจนไปเลือกคนรวยเข้ามาในสภา คนจนที่สําคัญก็คือแรงงานและเกษตรกรไม่เคยได้เข้ามาในสภาเลยนะครับ แต่ในระบบเลือกตั้ง แบบของเราเขาจะได้เข้ามาในวุฒิสภาอย่างแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็จะเป็น การปรองดองระหว่างประชาชน ๒ ส่วน แต่ว่าโดยทั่วไปเรามักจะคิดถึงส่วนเดียว คือประชาชนที่เป็นโหวตเตอร์ (Voter) ประชาชนที่เป็นผู้หย่อนบัตร แต่คราวนี้มันจะมี ประชาชนอีกส่วนหนึ่งซึ่งจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จะเป็นตัวแทนวิชาชีพ จะเป็นตัวแทนของ ชุมชนท้องถิ่น จะเป็นตัวแทนของแรงงานเกษตรกร จะเป็นตัวแทนของชุมชนวิชาการก็จะได้ เข้ามาอยู่ในนี้นะครับ ก็จะเป็นการปรองดองอีกอย่างหนึ่ง
ข้อที่ ๔ เราก็จะให้ประชาชน พลเมืองมีบทบาท มีอํานาจมากขึ้น ไม่ใช่เป็น เจ้าของประชาธิปไตยเพียง ๔ นาที แล้วก็โอนอํานาจทั้งหมดให้นักการเมือง พรรคการเมือง ไปอีก ๔ ปี เราจะเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยจากเดิมที่เป็นแบบเลือกผู้แทน ผู้นําเป็นหลัก หรือเกือบจะอย่างเดียวนี้นะครับ ให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีอํานาจโดยตรง มากขึ้น เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย สามารถเข้าไปมีส่วนในการบริหารบ้านเมือง ตรวจสอบ แล้วก็ถอดถอนได้ด้วยนะครับ เราจะมีสมัชชาพลเมือง เราจะมีสภาตรวจสอบภาคพลเมือง เราจะมีสมัชชาคุณธรรม แล้วนอกจากนั้นพลเมืองของเราก็สามารถที่จะกระทั่งลงประชามติ ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพร้อม ๆ ไปกับที่เราหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงในการ เลือกตั้งทั่วไปที่เราเรียกว่า อิมพีชเมนท์ ลิสต์ (Impeachment list) นอกจากนั้นพลเมือง ยังสามารถที่จะเปลี่ยนบัญชีรายชื่อได้ด้วย ลําดับบัญชีรายชื่อที่เราเรียกว่าโอเพน ลิสต์ บัญชีระบบเปิดนี้นะครับ การที่เราให้ประชาชนมีบทบาทมาก มีอํานาจมากมันก็จะเป็น การปรองดองระหว่างประชาชนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาเมื่อประชาชน ไม่พอใจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีแทบจะทางเดียวคือต้องลงสู่ท้องถนน แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เราออกแบบให้ประชาชนเข้าไปมีบทบาท เข้าไปมีส่วนร่วม เข้าไปมีสัดส่วน เข้าไปมีการตรวจสอบต่าง ๆ ในระบอบการเมืองของเราได้อย่างกว้างขวางนะครับ นี่ก็จะเป็น การปรองดองอีกอย่างหนึ่ง
แล้วก็สุดท้าย เราก็จะมีการปฏิรูปอย่างที่คุณหมอชูชัยได้พูดไปแล้วนะครับ การปฏิรูปกล่าวสําหรับคนทั่ว ๆ ไปก็เหมือนกับการพัฒนา การทําอะไรให้ดีขึ้น ทําอะไรให้ดีขึ้น อย่างขนานใหญ่ แต่สําหรับผมแล้วการปฏิรูปคือการปรองดองครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ เพราะว่านานเหลือเกินแล้วที่เรามีความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ระหว่างกลุ่มชน มีความขัดแย้ง ระหว่างเมืองกับชนบท มีความขัดแย้งระหว่างราชการกับภาคประชาชน ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ความเสมอภาค มันเกิดน้อย มันยังมีน้อยอยู่นะครับ การปฏิรูปจึงจะนํามาสู่ความปรองดองในด้านต่าง ๆ อย่างที่กระผมได้กล่าวมาแล้วนะครับ
แล้วก็ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญของเราได้มีคณะกรรมการอิสระเสริมสร้าง ความปรองดองแห่งชาติทําหน้าที่ต่าง ๆ ในระยะเวลา ๕ ปีแรก ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยา ดูแลผู้ที่เสียหาย ผู้ที่ได้รับผลกระทบกระเทือน มีหน้าที่อํานวยความยุติธรรม มีหน้าที่เสนอ พระราชกฤษฎีกาให้อภัยโทษ แล้วก็เสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ให้คําแนะนําต่าง ๆ แก่รัฐบาล ที่จะทําให้บ้านเมืองเกิดสันติสุขนะครับ ให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ให้เห็น ความจําเป็นของการที่จะต้องอยู่กันบนความแตกต่าง ให้เห็นความจําเป็นของการที่จะต้อง แก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและด้วยระบอบประชาธิปไตย
ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมคงไม่สามารถที่จะพูดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะสามารถที่จะทําให้ประเทศไทยและชาติไทยเกิดสันติสุขได้แต่ฝ่ายเดียว ที่สําคัญที่สุดก็คือ จากท่าน ณ เวลานี้ก็เกิดจากพวกเราเพื่อน สปช.ทั้งหลายจะต้องช่วยกันให้คําแนะนํานะครับ หลายอย่างที่พวกเราเขียนเอาไว้ อะไรที่มันยังไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้องก็ต้องขอคําแนะนํานะครับ เราไม่ได้มีเจตนาที่จะซ่อนอะไรไว้ทั้งสิ้นนะครับ การที่เรายังไม่ได้เขียนรายละเอียดเอาไว้ ก็เป็นการดีที่จะเปิดโอกาสให้ท่าน สปช. ทั้งหลายได้เสนอในรายละเอียดนะครับ รัฐบาลปรองดองสมานฉันท์ รัฐบาลผสมขนาดใหญ่เราอยากให้เกิดมาก แต่ว่าเราก็ยังคิด ไม่ค่อยออกว่ามันจะเกิดได้อย่างไรให้เต็มที่นะครับ นอกจากพรรคการเมืองที่กําลังรณรงค์ ขับเคี่ยวกันจะต้องช่วยแล้ว ผมคิดว่าเพื่อน สปช. ทั้งหลายก็กรุณาช่วยให้คําแนะนํากับเราด้วย ที่จะเกิดรัฐบาลที่สมานฉันท์ด้วยนะครับ ทํางานได้ด้วย แล้วก็นําประเทศไทยไปสู่การปฏิรูป และปรองดองได้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปจะเป็นการเริ่มการอภิปรายเพื่อเสนอแนะหรือให้ความเห็น โดยจะขอให้ท่านอภิปราย ตามลําดับบทหรือภาคและหมวดที่กําหนดไว้ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เริ่มจากบททั่วไป แล้วก็จะเริ่มจากประธานกรรมาธิการวิสามัญประจําสภาเป็นผู้อภิปรายก่อน ถ้ามี ถ้ามีประธานที่แสดงความจํานงนะครับ จากนั้นจะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก เป็นรายบุคคล ข้อมูลขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จแต่มีผู้แสดงความจํานงทั้งหมด ๑๖๕ คน ทําให้เวลาของสมาชิกอภิปรายได้เพิ่มขึ้นไปเป็นคนละไม่เกิน ๒๐ นาที สําหรับท่านที่ประสงค์ จะอภิปราย ๒ ส่วนก็คงจะต้องส่วนละ ๑๐ นาที จะเริ่มจากบททั่วไปนะครับ มีทั้งหมด ๗ มาตรา ผู้ขออภิปราย ๑ ท่าน คุณอลงกรณ์ พลบุตร ๑๐ นาทีครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผมจะอภิปรายครั้งเดียวจะใช้สิทธิ ๒๐ นาที วันนี้ถือว่า เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสําคัญของประเทศอีกครั้งหนึ่ง หลังจากต้องเผชิญ ความท้าทายว่าจะก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างไร รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่าง ใช้เวลา ๑๒๐ วัน หลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ส่งความเห็นเป็นประเด็นปฏิรูปและ ความเห็นประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๖ ประเด็น ถือได้ว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความแหวกแนวจะเหาะเหินเกินลงกาหรือไม่ แต่ว่ามีนวัตกรรมใหม่ ๆ ใน ๒๓ ปีที่กระผม อยู่ในแวดวงการเมืองนั้นได้ผ่านรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ ฉบับที่สําคัญมากก็ต้องอ้างอิง เปรียบเทียบก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในตอนนั้นมีกลิ่นอายของนมเนยค่อนข้างมาก เป็นการศึกษา เป็นการลอกเลียนแบบ เป็นการเรียนรู้จากต่างประเทศแล้วมาบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่วันนี้เมื่อได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของน้ําพริกปลาทูครับ นั่นคือเจตนารมณ์ของการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติก็ดี กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ได้นําบริบทของสังคมไทย นําบทเรียนของวิกฤตการณ์ ทางการเมืองและปัญหาหมักหมมสะสมมาเป็นเวลาหลายสิบปีนั้นนํามาออกแบบใหม่ แต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดนั้น กระผมต้องเรียนท่านประธานว่าการสืบเจตนาและการทํางาน ๑๒๐ วัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ากรรมาธิการยกร่างชุดนี้ไม่ใช่กรรมการร่างทรง ไม่ได้มีร่างรัฐธรรมนูญใต้ตึกที่มีคนนํามามอบแล้วยกร่างตามนั้น เมื่อได้พินิจพิเคราะห์ จากการทํางาน รวมทั้งสมาชิก สปช. ๒๑ ท่าน รวมทั้งท่านประธานศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อยู่ในกรรมาธิการยกร่าง ก็เชื่อมั่นได้ว่ามีความบริสุทธิ์ใจได้พิสูจน์ว่าไม่ใช่ร่างทรง เมื่อไม่ใช่ร่างทรงก็มาดูว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ในการจัดทํายกร่าง ๓๑๕ มาตรา ประกอบไปด้วย ๓ บท ๔ ภาค ๑๔ หมวดที่เป็นสารัตถะสําคัญ บททั่วไปถือได้ว่าเป็นบทที่สําคัญที่สุด ของทุกรัฐธรรมนูญ เป็นบทที่แสดงออกถึงการใช้โครงสร้างของรัฐธรรมนูญนั้นกําหนด กฎกติกาเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายใด ๆ จะละเมิดมิได้ ความโปร่งใสดังกล่าวนั้นได้พิสูจน์ ให้เห็นว่าการยกร่างนั้นเป็นไปโดยเปิดเผย มีการแถลงทุกวัน มีการประสานกับ สปช. ทุกสัปดาห์ ทั้งในระดับของที่ประชุมใหญ่ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ มีการรับฟังความคิดเห็น ทั้งกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งไม่ว่าจะเป็น นปช. กปปส. และประชาชนทุกภาคส่วน ทั่วทั้งประเทศ จากการจัดเวที ๓๐-๔๐ ครั้งที่ผ่านมา หรือการรับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งพรรคใหญ่ พรรคกลาง พรรคเล็ก ที่ผมต้องกล่าวตรงนี้เพราะว่าการจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในบททั่วไปนั้น ซึ่งจะก่อไปด้วยเจตนารมณ์และแนวทางสําคัญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นตัวชี้นําแนวทางไปสู่อีก ๓๐๘ มาตราที่เหลือนั้นจําเป็นต้องสืบค้นให้เกิดความมั่นใจ ดังนั้นในประเด็นที่สําคัญที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้นั้นก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะตอบโจทย์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของประเทศหรือไม่ จะเป็นก้าวแรก ก้าวเริ่ม หรือก้าวถอยหลัง จะเป็นจุดเปลี่ยนหรือจุดดับ นั่นคือสิ่งที่กระผมจะได้นําเสนอ แน่นอนที่สุดว่าโดยเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ต้องการให้การเมืองใสสะอาด และสมดุล ต้องการหนุนสังคมให้เป็นธรรมและนําชาติสู่สันติสุขนั้น กระผมมีอยู่ ๕ โจทย์ด้วยกัน ๕ โจทย์ที่เป็นอดีตและเราหวังว่าจุดเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น จะนําประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น จะเดินหน้าประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น
โจทย์ใหญ่ประการแรกก็คือว่า ความแตกแยกของคนในชาติ
ประการที่ ๒ ก็คือ การทุจริตคอร์รัปชันและการทุจริตทางการเมือง โดยเฉพาะ การเลือกตั้ง
ประการที่ ๓ คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ํา ความยากจน การผูกขาดทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
ประการที่ ๔ ก็คือ ปัญหาในเรื่องของความล้าหลังยากจนของประเทศ
สุดท้ายก็คือ ปัญหาความถดถอยของประสิทธิภาพของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคการเมืองและภาคเอกชน
ถ้าโจทย์เหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ เป็นโจทย์หลักของประเทศ รัฐธรรมนูญจะต้อง ออกแบบเพื่อที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อวันนี้แต่เพื่อวันหน้าด้วย ไม่ใช่เพื่อคนรุ่นนี้ แต่เพื่อคนรุ่นต่อไป ดังนั้นในตัวร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กําหนดไว้ในบททั่วไปท่านประธาน ก็จะเล็งเห็นว่า
มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้
มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข
มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง
มาตรา ๕ ปวงชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากําเนิดเพศหรือศาสนาใดย่อมอยู่ใน ความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน
และสําคัญมากคือในมาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
ส่วนมาตรา ๗ นั้นเป็นสิ่งที่กันไว้สําหรับกรณีบทบัญญัติลายลักษณ์อักษร ไม่ได้เขียนไว้ก็ให้ถือตามประเพณีการปกครอง
ท่านประธานจะได้เห็นว่าในบททั่วไปนั้นคือหลักของประเทศ เมื่อมาประกอบ เข้ากับในส่วนของโจทย์ใหญ่ ๕ ประการของประเทศดังกล่าวนั้นก็มาพิเคราะห์ดูว่าจากบททั่วไป นําไปสู่อีก ๓๐๘ มาตรา
ไม่ว่าจะเป็นภาค ๑ ที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และประชาชน
ภาค ๒ ที่ว่าด้วยผู้นําการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี
ภาค ๓ หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และ
ภาค ๔ ก็คือการปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง
บทสุดท้ายคือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและตามมาจบด้วยบทเฉพาะกาล ๓๑๕ มาตราดังกล่าวนั้นจะกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญนี้ฉบับนี้ได้แสดงออกถึงความเป็น รัฐธรรมนูญฉบับ ๔ ป ด้วยกัน ที่โดดเด่นมากแล้วก็แหวกแนว เหาะเหินเกินลงกาก็คือ การที่เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ๑๙ ฉบับในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่จะมี ป แรก ก็คือหมวดว่าด้วยการปฏิรูป
ประการที่ ๒ ก็คือการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย
ประการที่ ๓ ก็คือการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือพลเมือง
ประการที่ ๔ คือการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม สปช. ของเราได้กล่าวคําที่เป็นวลีที่จับใจด้วย คํากล่าวที่ว่า ทุกตัวอักษรของร่างรัฐธรรมนูญแฝงไว้ด้วยอนาคตของประเทศชาติ การตอบโจทย์ อนาคตของประเทศเมื่อเราพยายามตอบโจทย์ ๕ ประเด็นปัญหาหลักของประเทศแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดเด่น จุดด้อยอะไรบ้างประการแรก การเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญในอดีตที่เคยบัญญัติหมวดมาตราเหล่านี้ไว้เลย แต่ถามว่าทําไมต้อง มีหมวดว่าด้วยการปฏิรูป เพราะประเทศของเราถดถอยมามากแล้วทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของเราย่ําเท้าอยู่กับที่ การพัฒนา ในครึ่งศตวรรษ คือ ๕๐ ปี ย้อนหลังที่ผ่านมา ไม่ได้ทําให้ประเทศไทยนั้นพัฒนาสมศักยภาพ ของประเทศที่พึงควรจะเป็น ดังนั้นการปฏิรูปในทุกมิติที่เป็นภารกิจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ได้นําเสนอ ๒๑๖ ประเด็นความเห็นก็ดี หรือ ๑๘ คณะกรรมาธิการที่ได้จัดทําพิมพ์เขียว แผนแม่บทปฏิรูปประเทศ และจะมีกลไกขับเคลื่อนให้การปฏิรูปนั้นปรากฏเป็นจริงเสียทีหนึ่ง ให้ประเทศไทยนั้นก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนําของเอเชียของอาเซียน (ASEAN) จึงปรากฏ อยู่ในภาคที่ ๔ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีความแตกต่าง นอกจากนั้นยังเป็นรัฐธรรมนูญที่กําหนดในการแก้ปัญหาใหญ่คือการเสริมสร้างความปรองดอง ไม่ว่าเราจะปฏิรูปมีแผนพิมพ์เขียวดีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าบ้านเมืองยังเต็มไปด้วยความแตกแยก โดยเฉพาะเกิดจากการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่ไม่สามารถใช้วัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่ดีในการที่จะแก้ปัญหาความแตกต่างที่ไม่แตกแยก หรือความเชื่อมั่น ในระบบรัฐสภาที่จะต่อสู้กันในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมาย จริยธรรมและคุณธรรม ถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศก็เดินหน้าไปไม่ได้ จุดเด่น ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในเรื่องของการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง อันเป็นพื้นฐาน รากฐานเหมือนเส้นทางถนนที่จะต้องทําให้ราบเรียบ มั่นคงให้จงได้
ประการที่ ๒ ก็คือการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือพลเมือง นี่เป็นครั้งแรกครับที่ได้มีการปรับฐานส่วนบนของการเมืองมาขยายฐานส่วนล่างของการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ทฤษฎีรัฐศาสตร์ ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศกําลังพัฒนานั้นที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยนั้น ในช่วงแรกจะเป็นประชาธิปไตยแบบผู้แทนที่เรียกว่า เรพรีเซนเททีฟ ดีมอคเครซี (Representative Democracy) เราใช้มาเป็นเวลากว่า ๘ ทศวรรษแล้ว ยังเป็นการเมือง ของพรรคการเมืองของนักการเมืองไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่มีการสร้างฐานใหม่ของระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นฐานที่แท้จริงที่เราลืมเลือน มาตลอดเวลา ๘๐ กว่าปี ก็คือประชาธิปไตยบนฐานของพลเมือง ในอดีตเราเรียนหนังสือ หน้าที่พลเมือง ต่อมาเราก็ละทิ้งหนังสือตําราและคําว่า พลเมือง วันนี้รัฐธรรมนูญได้นําคําว่าพลเมืองและ เป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้นที่เรียกว่า แอคทีฟ ซิติเซน (Active Citizen) ประชาธิปไตย ไม่ใช่เวลา ๑ นาทีที่เข้าไปในคูหาและหย่อนบัตรเลือกตั้ง และอีก ๔ ปี ค่อยมาว่ากันใหม่ แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชนนั้นจะต้องเป็น ประชาธิปไตยครบทั้ง ๔ ปี การวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศครั้งนี้ไม่ง่ายที่จะทําให้ พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเข้าใจ เพราะเหมือนกับเป็นน้ําใหม่ แต่การที่เพิ่มบทบาท การมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองไม่ว่าจะมีรูปแบบของสมัชชาพลเมืองของสภาตรวจสอบ ภาคพลเมืองหรือสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ หรือการให้กําหนดมาตรฐานจริยธรรม คุณธรรม และธรรมาภิบาลถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ เป็นนวัตกรรมใหม่ จะเหาะเหินเกินลงกาหรือไม่เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดีสร้างมิติใหม่ให้กับกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าหากว่า จะผ่านความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันสุดท้ายคือวันที่ ๖ สิงหาคมนั้น จะอยู่ที่ การยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ผมเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตและจะเชื่อมั่น ต่อไปว่าประเทศนี้จะต้องเดินหน้าด้วยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่เดินหน้าด้วย ระบอบเผด็จการ แม้ว่าเผด็จการหรือการรัฐประหารที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนา แต่เพราะวิกฤตการณ์ทางตันที่เกิดขึ้นคนไทยจะฆ่ากันเอง บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ แผ่นดิน จะแตกแยก สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็เข้ามาแก้ไขปัญหา เราย้อนอดีตไม่ได้ครับ สปช. ๒๔๙ คน บวกคุณทิชา ณ นคร อดีต สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ ท่าน ผมมีความเชื่อมั่นว่าเราไม่ใช่เป็นร่างทรงของใคร เรามีความอิสระรับฟังได้ไม่ต้องเชื่อฟัง และที่ผ่านมาก็ยอมรับว่าไม่ได้มีการครอบงําหรือการใช้อิทธิพลใด ๆ จากคณะรัฐมนตรี หรือ คสช. แต่ความเป็นประชาธิปไตยนั้นจะต้องปรากฏอยู่ในตัวร่างที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีหลายประเด็นที่เป็นข้อขัดข้องหมองใจอยู่ เป็นคําถามที่จะต้องตอบและอธิบาย ให้ประชาชนคนไทยได้เกิดความเข้าใจ เพราะเราร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นประเด็นเรื่องของที่มานายกรัฐมนตรี ประเด็นของที่มา ส.ว. ประเด็นอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ประเด็นในเรื่องของบทบาทภาคพลเมืองที่มีต่อการเมือง และต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินก็ดี หรือประเด็นความสงสัยในการ สืบทอดอํานาจ ๔-๕ ประเด็นเหล่านี้คือประเด็นที่จะต้องมีสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นต่อจากนี้ไป และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีสิทธิที่จะชี้แจงและสามารถจะทบทวนแก้ไข เมื่อพ้นจากการพิจารณาหลังวันที่ ๒๖ เมษายน ในช่วง๖๐ วันนั้น ก่อนที่จะมีการลงมติ เห็นชอบภายในวันที่ ๖ สิงหาคม สุดท้ายคือจะต้องทําให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้ได้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและ สปช. จะบอกว่าอาภัพก็ว่าได้ เรามีที่มาที่ไปด้วย อํานาจพิเศษไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เราก็ย้อนอดีตไม่ได้ เราจะจมอยู่กับ อดีตไม่ได้ หน้าที่เราคือสร้างอนาคต การสร้างอนาคตที่เป็นเครื่องมือสําคัญสําหรับประเทศ คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตามมาตรา ๖ ดังนั้นการประชามติ จึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง นั่นคือการสร้างความชอบธรรมและการยอมรับและจะทําให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน จะทําให้รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๔ ป คือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป ฉบับประชาธิปไตย ฉบับประชาชน พลเมือง และฉบับประชามติ จะกลายเป็นสิ่งที่ทําให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของและต้องปกป้อง ถึงเวลาที่จําเป็นจะต้อง ก้าวข้ามความขัดแย้ง ถึงเวลาต้องก้าวข้ามอดีต มิเช่นนั้นเราไม่สามารถที่จะก้าวสู่อนาคต ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้
ประเด็นสําคัญสุดท้ายที่กระผมใคร่ขอเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการก็คือว่าท่านต้องมีความกล้า ทองแท้ต้อง ไม่กลัวการพิสูจน์ การลงประชามติเป็นหัวใจสําคัญ ไม่ว่าพรรคการเมือง นักการเมือง หรือ สื่อมวลชน หรือภาคส่วนใด ๆ จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างใดก็ตาม แต่เราต้องกล้าที่จะ นํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู่มือของประชาชน ไปสู่อ้อมกอดของประชาชนให้ได้ แล้ววันนั้นก็คือ วันของจุดเปลี่ยนที่สําคัญเมื่อรัฐธรรมนูญบังคับใช้และเป็นกฎหมายสูงสุด และจะเป็นอนาคต ของประเทศดังที่กล่าวไว้แล้วว่าทุกตัวอักษรแฝงไว้ด้วยอนาคตของประเทศชาติและคนไทย ทุกคน ทั้งรุ่นนี้และรุ่นหน้า ขอบพระคุณท่านประธาน
มีอีกท่านหนึ่งนะครับ ที่ได้ขออภิปรายในบททั่วไปไว้ รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ๑๐ นาทีครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกทุกท่าน และประชาชนที่กําลังติดตามรับฟังค่ะ สําหรับ ๑๐ นาทีแรก ดิฉันจะมีข้อเสนอแนะอยู่ ๒ ช่วง
ช่วงแรกเพื่อเสนอความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น ดิฉัน รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๕๕ ขอมีความเห็น ๓ ประการดังต่อไปนี้
ในประการแรกดิฉันขอแสดงความชื่นชมที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ประสบผลสําเร็จในการรักษาโครงสร้างและสาระสําคัญในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ลายลักษณ์อักษรไทยได้ตามธรรมเนียมปฏิบัติไทยที่มีมาและยังผสมผสานเอาแนวคิดใหม่ ที่จําเป็นในการพัฒนาประเทศไทยในอนาคตเอาไว้ได้มากทีเดียว กฎหมายที่ดีที่สุดที่ควร ยกร่างขึ้นในสภาของประเทศใดก็ตามก็ควรจะเป็นกฎหมายที่ตอบสนองความต้องการ ของประชาชนในประเทศนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญยิ่งแล้ว ก็จะยิ่งต้องตระหนักในปัญหาและโอกาสที่ประเทศเป็นอยู่และควรจะเป็น และคําว่า ประเทศ นั้น ย่อมจะต้องให้ความสําคัญกับประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะประชาชนที่ด้อยโอกาส ดิฉันก็ตระหนักได้ในหลายวรรคตอนในหลายมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่รับรองสิทธิ ของเหล่าคนด้อยโอกาสและกระบวนการตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่รับรอง พัฒนาสิทธินี้ให้แก่บุคคลที่อยู่ในความดูแลของรัฐไทย ดิฉันจึงมีความชื่นชมและมีความหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะนําไปสู่การจัดการให้ความเหลื่อมล้ําทางสังคมที่มีอยู่ในประเทศไทย หมดไปโดยเร็ว และป้องกันปัญหาใหม่ให้แก่สังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพความยุติธรรม ทางสังคมย่อมจะเกิดขึ้นโดยการปฏิรูปประเทศไทยที่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกลไก ประสิทธิภาพที่สําคัญ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีหลายช่วงตอนที่ยังมีความคลุมเครือ หรือดูมีความไม่สอดคล้องกันจนอาจนําไปสู่ความสับสนในการบังคับใช้จริงในเวลาต่อไป หรืออาจมีความขาดไปซึ่งหลายเรื่องราวที่สําคัญของประเทศไทยที่ควรจะเพิ่มเติม ดิฉันคงไม่อาจกล่าวถึงในรายละเอียดในทุกปัญหาดังกล่าวมา คงกล่าวถึงได้เพียงบางส่วน และส่งประเด็นที่พบเห็นให้แก่เพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้เสนอแนะต่อไป
ในประการที่ ๒ ดิฉันใคร่ขอกล่าวถึงประเด็นสําคัญเกี่ยวกับปัญหาการรับรองสิทธิ ในสถานะบุคคลตามกฎหมายที่ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมองเห็นด้วยว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสําคัญ สําหรับประเทศไทย เนื่องจากประชาชนจํานวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาการรับรองสถานะบุคคล ตามกฎหมาย อันนําไปสู่ปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติ หรือความหลายรัฐ หลายสัญชาติ ที่รัฐควรจะต้องมีกฎหมายเพื่อกําหนดกลไกในการจัดการ โดยเฉพาะปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ซึ่งสร้างความด้อยโอกาสทางกฎหมายแก่มนุษย์ทั้งที่อาจมีสิทธิในสัญชาติไทย โดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย เราคงต้องตระหนักว่าในประเทศไทยของเรานี้มีคนในพื้นที่ป่าเขา กะเหรี่ยง ๙ เผ่าดั้งเดิม รวมตลอดถึงในหมู่เกาะทะเลไทยนะคะ พวกมอแกน อูรักลาโว้ย เป็นต้น ที่ยังประสบปัญหาความไร้สถานะบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงที่ฟังได้ชัดเจนว่า มีสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย แต่เมื่อไม่ถูกบันทึกในทะเบียนราษฎร ของรัฐใดเลยบนโลก ก็จะตกเป็นคนไร้รัฐ และสถานการณ์ดังกล่าวก็ทําให้ไม่ถูกรับรอง สถานะคนมีสัญชาติของรัฐใดเลยบนโลก จึงตกเป็นคนไร้สัญชาติ สถานการณ์ดังกล่าว จึงทําให้ไม่มีบัตรประชาชนที่แสดงสถานะคนที่มีสัญชาติไทย ซึ่งเป็นทางเข้าสู่สถานะพลเมือง ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้แต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อมิให้คนในสถานการณ์ดังกล่าวยังตกหล่น จากสิทธิที่พวกเขาพึงมี ดิฉันจึงขอเสนอให้มีการเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับรองสิทธิ ในสถานะบุคคลตามกฎหมายในรูปแบบที่ยอมรับในทางปฏิบัติระหว่างประเทศที่เริ่มต้น โดยข้อ ๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. ๑๙๔๘ หรือ พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งประเทศไทยยอมรับในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยเพิ่มในวรรคสองของมาตรา ๔ ในบททั่วไปของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งข้อเสนอนี้ ก็เป็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย ดังนั้นดิฉันจึงขอให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติรับรองเพิ่มเติมแก่มนุษย์ หรือบุคคลธรรมดาว่าบุคคลมีสิทธิจะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย และหากปรากฏในบททั่วไปของรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมมีความหมายว่ารัฐไทยตระหนักในหน้าที่ ที่ตนจะต้องรับรองและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานดังกล่าวแก่มนุษย์ที่จะได้รับ การรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย ตามที่กฎหมายธรรมชาติที่มนุษย์แต่ละคนพึงมี การจัดการปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในทางปฏิบัติของทุกรัฐบนโลกก็มีอยู่ ๓ ลักษณะ กล่าวคือ
ประการที่ ๑ การจดทะเบียนคนเกิด
ประการที่ ๒ การจดทะเบียนคนอยู่ และ
ประการที่ ๓ การจดทะเบียนคนตาย
การยืนยันทางปฏิบัติที่ประเทศไทยก็มีมานี้จะทําให้กลไกตรงนี้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น ปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทยซึ่งมีไม่ต่ํากว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ปรากฏมา แล้วก็คั่งค้างที่จะได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วก็จะหมดไป สิ้นสุดลงเสียทีหนึ่ง มีการป้องกันปัญหาในอนาคตได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ความเข้าใจผิดว่าการรับรองสถานะ บุคคลตามกฎหมายให้แก่มนุษย์เป็นการทําลายความมั่นคงของประเทศก็จะหมดไป ทั้งนี้ พอปรากฏความชัดเจนในแนวคิดนี้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การระบุถึงสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดคานงัด ที่ทําให้มนุษย์เข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ได้ในความเป็นจริง ทั้งนี้กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ของประเทศไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษรเริ่มต้นมาตั้งแต่ ปี ๒๔๕๒ รวมถึงแนวนโยบายที่ออก ตามกฎหมายดังกล่าวมาอย่างมากมาย มีความพร้อมอยู่แล้วในการให้ความคุ้มครองบุคคล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ อุปสรรคที่จะทําให้กฎหมายตัวนี้มีประสิทธิภาพน่าจะอยู่ ที่ความชัดเจนของแนวคิดการสร้างความชัดเจนของภารกิจของรัฐไทยในครั้งนี้จึงคุ้มค่ามากที่สุด ที่ไม่ควรมองข้ามในโอกาสที่จะมีการปฏิรูปประเทศไทย
ประการสุดท้าย ประการที่ ๓ นะคะ ดิฉันขอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตระหนักในภารกิจที่จะคุ้มครองคนสัญชาติไทยในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะปรากฏมีคน สัญชาติไทยจํานวนไม่น้อยที่อพยพไปทํางาน ตลอดจนตั้งถิ่นฐานบนดินแดนของรัฐ ต่างประเทศ และปรากฏชัดเจนว่าด้วยความเจริญก้าวหน้าของศักยภาพในการเดินทาง และสื่อสาร คนสัญชาติไทยดังกล่าวก็ไม่ได้ขาดความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับประเทศไทย ยังมีทรัพย์สินในประเทศไทย ยังคงไปมาหาสู่กับประเทศไทย ในหลายสถานการณ์คนดังกล่าว เป็นปัจจัยเด่นในการพัฒนาการค้า การลงทุนระหว่างประเทศไทย และประเทศที่พวกเขา ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ การปรากฏตัวของพวกเขาก็คือการปรากฏตัวของสินค้าไทย ของวัฒนธรรมไทย ในต่างประเทศ แม้รัฐธรรมนูญจะนิ่งเฉยในประเด็นนี้รัฐไทยก็มีอํานาจที่จะให้ความคุ้มครอง แก่คนสัญชาติไทยในต่างประเทศ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วย ดิโพลเมทิค โพรเทคชัน (Diplomatic protection) หรือสนธิสัญญาทางไมตรี หรือความตกลง ส่งเสริมการค้าการลงทุนหลายฉบับ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้กฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว จะมีความผูกพันรัฐไทยแต่ก็ไม่สร้างแรงกระตุ้นที่จะสร้างก้าวเดินที่เป็นจุดคานงัดในกลไก การบริหารประเทศเพื่อดูแลคนสัญชาติไทยในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพดังที่ปฏิบัติ ในทางปฏิบัติของนานาประเทศ การคิดใหม่ในเรื่องนี้น่าจะทําให้รัฐไทยย่อมมีการปฏิรูป ครั้งใหญ่ทีเดียว ดิฉันขอเสนอให้บัญญัติวรรคสองในมาตรา ๕ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ว่าคนสัญชาติไทยย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหรือนอกประเทศไทย บทบัญญัติในลักษณะนี้จะสร้างการปฏิรูปในหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลคนสัญชาติไทย ในต่างประเทศอยู่แล้ว และอาจมีหน่วยงานใหม่ และแนวคิดใหม่ที่จะไปดูแลสุขภาวะ ของคนสัญชาติไทยในต่างประเทศทั้งที่รวยและจน คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและช่วยตัวเองได้ ดิฉันคิดว่าจุดคานงัดอันนี้จะนํามาสู่การที่เราสามารถดูแลคนที่มีจุดเกาะเกี่ยวไทยอย่างเข้มข้น ข้อเสนอนี้เป็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายเพื่อให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญตามลําดับในภาค ๑ หมวด ๑ ค่ะ โดยมีท่าน พลเอก จิรพันธ์ เกษมศานติ์สุข ขอเชิญค่ะ ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีค่ะ
ขออนุญาตครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก จิรพันธ์ เกษมศานติ์สุข หมายเลข ๓๖ จากจังหวัดกระบี่ครับ คือที่ผมยื่น ขออภิปรายในมาตรานี้ ผมมีข้อคิดเห็นหรือมีข้อสังเกตอยู่นิดเดียว ในหมวดนี้ในมาตรา ๑๘ คือพูดว่าเมื่อพระมหากษัตริย์แต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ หลังจากแต่งตั้งเสร็จ ก็มันจะไปกระทบถึงมาตรา ๒๑ คือต้องปฏิญาณตนก่อนรับหน้าที่ เช่นกันมาตรา ๑๙ กรณีที่แต่งตั้งไม่ได้องคมนตรีเป็นผู้เสนอ เมื่อแต่งตั้งเสร็จก็ต้องไปปฏิญาณตนในมาตรา ๒๑ ทีนี้ที่ผมสงสัยคือมาตรา ๒๐ ในกรณี ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ก็ให้ประธานองคมนตรี เป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ในวรรคแรก ในวรรคที่สอง เมื่อแต่งตั้งได้ในมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ประธานองคมนตรีทําหน้าที่ผู้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ คําพูด ๒ คํานี้มีความรู้สึกว่าต่างกัน คือความรู้สึกผมคําว่า เป็น มันก็เหมือนกับ เป็นการทําหน้าที่โดยตรง สําหรับการทําหน้าที่ก็เป็นเรื่องที่ทําการแทนหรือว่ามีตัวจริงทําอยู่แล้ว แล้วก็ตัวเองไปทําหน้าที่ แต่คําว่า เป็น ความรู้สึกว่าน่าจะเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวรก็แล้วแต่ ทีนี้ในมาตรา ๒๐ ไม่ได้ไปกระทบกับมาตรา ๒๑ คือประธานองคมนตรีไม่ว่าจะเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ หรือเป็นผู้ทําหน้าที่ก็แล้วแต่ ไม่ต้องปฏิญาณ ไม่มีการปฏิญาณตน ผมมีความรู้สึกว่าผู้ที่ทําหน้าที่เป็นผู้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ ซึ่งได้รับเกียรติ ได้รับความไว้วางใจจากพระมหากษัตริย์ น่าจะต้องแสดงตน ในความจงรักภักดีหรือแสดงความรู้สึกต่าง ๆ ถึงแม้ว่าประธานองคมนตรีจะเคยปฏิญาณตน ในมาตรา ๑๕ ก็แล้วแต่ แต่ในมาตรา ๑๕ เป็นการปฏิญาณในฐานะองคมนตรีหรือประธาน องคมนตรี เพราะฉะนั้นในข้อนี้ผมก็อยากจะเรียนถามทางกรรมาธิการว่ามีความเป็นไปได้ อย่างไรบ้าง หรือมีเหตุผลอย่างไรที่ไม่ต้องปฏิญาณตน ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของภาค ๑ ในหมวด ๒ ซึ่งมีประธานคณะกรรมาธิการ ทั้งหมดที่ได้เสนอแจ้งความประสงค์ไว้ ๖ ท่านด้วยกัน คือท่านประธานจุมพล รอดคําดี ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ท่านประธาน อําพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส มีท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข มีท่านคุรุจิต นาครทรรพ แทนประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป ป.ป.ช. แล้วก็ท่านสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งดิฉันขอเชิญท่านประธาน จุมพล รอดคําดี ค่ะ ท่านมี เวลา ๑๕ นาทีค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมรองศาสตราจารย์ จุมพล รอดคําดี ในหมวดนี้ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่ได้มีปรากฏอยู่ ในรัฐธรรมนูญฉบับร่างนี้ ซึ่งจริง ๆ ก็ได้ประกันเสรีภาพของประชาชนหลาย ๆ ด้าน แล้วก็ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางด้านสื่อสารมวลชน ก็ได้นําเอาสิ่งที่เป็นข้อเสนอแนะหรือความเห็น ต่าง ๆ ได้บรรจุเข้าไว้อยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอย่างยิ่งนะครับที่ได้นําเอาไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมมีข้อสงสัยบางอย่าง เกี่ยวกับเรื่องของหลักคิด ในเรื่องของการสื่อสารมวลชนในเรื่องเสรีภาพ คือในสังคมเสรี ประชาธิปไตยนี้เรามีความเชื่อว่าเสรีภาพการสื่อสารของประชาชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของมนุษย์ ประชาชนเขาสามารถพูดเขียนหรือแสดงความคิดเห็นเผยแพร่ โฆษณาแสวงหา ข่าวสาร แล้วก็รับข่าวสารได้อย่างเสรี ตราบที่การสื่อสารนั้นไม่ไปมีผลกระทบต่อเสรีภาพ การสื่อสารของผู้อื่น แต่บังเอิญว่าสิ่งที่ได้ปรากฏนี้ ผมพยายามดูว่าในเรื่องตอนที่ ๒ สิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๔๐ ก็ดี หรือมาตรา ๔๒ ก็ดี หรือมาตรา ๔๘ ก็ดี ซึ่งก็น่าจะ มีความสัมพันธ์กันในเชิงของการอ้างอิงในเรื่องของสิทธิเสรีภาพดังกล่าว
มาตรา ๔๐ ได้เขียนบอกว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา ๔๒ เขียนบอกว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นของตนโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อ ความหมายโดยวิธีอื่น
แล้วมาตรา ๔๘ บอกว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพ ตามจริยธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและรอบด้าน รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมย่อมได้รับการคุ้มครอง
เรื่องที่ผมจะพูดตรงนี้ก็คือว่าเวลาเราคิดหรือหลักคิด เราพูดถึงเรื่องเสรีภาพ ของสื่อมวลชน เรามักจะอ้างถึงในเรื่องของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชน นั่นก็คือว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนก็คือการแสวงหาข้อมูลข่าวสารมารองรับสิทธิ ขั้นพื้นฐานดังกล่าวนี้ แต่ปรากฏว่ายังไม่เห็นในส่วนไหนที่เขียนในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ที่พูดถึงเรื่องของเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวในเรื่องของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน มีแต่เขียนในลักษณะอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่ามาตรา ๔๐ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสาร ถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วมาตรา ๔๒ เองก็ได้กล่าวไปแล้วว่าบุคคลย่อมมี เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นของตนโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ถ้ามาตรา ๔๒ นี้เอามาจากเรื่องปฏิญญา สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานว่าได้เขียนเอาไว้ในอาร์ทิเคิล (Article) ที่ ๑๙ ซึ่งปฏิญญานี้ได้เขียน เมื่อปี ๑๙๔๘ ก็ได้พูดถึงในเรื่องของการรับรองในเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าวนี้ในเรื่องของ การแสวงหาและรับและส่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีทั้งรับทั้งส่ง แต่ในนี้ไม่มีเรื่องของการรับ ผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่ามันอาจจะตกหล่นหรือว่าไปอยู่ในตรงไหนกันแน่ เพราะว่าในแต่ละมาตรา ที่ผมอ่านที่มีความเชื่อมโยงกันนี้ยังไม่เห็นในเรื่องของคําว่า สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมันเป็นหลักขั้นพื้นฐานของการทํางานด้านสื่อสารมวลชนที่จะต้องสนองสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๔๘ ที่เขียนบอกว่า เสรีภาพของสื่อมวลชน ในการประกอบวิชาชีพตามจริยธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ อันนี้ก็คือก็อ้างเช่นเดียวกัน คืออ้างสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่ไม่ได้เขียนว่าการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารตรงนี้อยู่ที่ใด เป็นแต่เพียงเขียนในมาตรา ๔๒ ว่าเสรีภาพนั้นเผยแพร่ ความคิดเห็นของตนโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมาย โดยวิธีอื่น ซึ่งอันนี้ก็ไปพูดถึงในเรื่องการส่งหรือการสื่อสารส่งออกไป แต่การรับไม่ทราบว่า อยู่ตรงไหน อันนี้อยากจะเรียนถามทางท่านกรรมาธิการหรือตั้งข้อสังเกตว่าท่านได้นําเอา เรื่องนี้ไปเขียนไว้ ณ ที่ใด ซึ่งผมก็พยายามหาแต่ไม่เจอ อันนี้ก็อยากจะเรียนฝากเอาไว้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอําพล จินดาวัฒนะ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ขอขอบคุณและขอชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านมีความมุ่งมั่นตั้งใจทํางานยกร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างเต็มที่ แล้วก็สามารถทําได้อย่างดี ทันเวลานะครับ และได้ส่งให้เรามาพิจารณาให้ความเห็นเพิ่มเติมกันในวันนี้นะครับ กระผมขออนุญาต อภิปรายในนามของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมาย และในนามของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ขออนุญาตอภิปราย ๒ ส่วนคือในภาพรวมและในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานของกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมาย อันนี้หมายถึงในส่วนแรก และผมได้ขอสงวนเวลาไว้เล็กน้อยที่จะไปอภิปรายในส่วนตอนหลัง อีกนิดหนึ่งนะครับ อยากกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าดูในภาพรวม ผมเคยได้ยินปรมาจารย์ ทางด้านกฎหมายท่านให้คําแนะนําและสอนว่ากฎหมายที่ดีนั้นถ้าเปรียบเสมือนต้นไม้ ก็ต้องมีราก มีลําต้นและมีกิ่งใหญ่ ๆ และเมื่อกฎหมายออกมาเป็นกฎหมายแล้วต้นไม้นั้น จะเติบโตขึ้นแตกกิ่งก้านสาขาใบและดอกผลต่อไป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราได้พิจารณากันอยู่ ที่กรรมาธิการได้ทํากันอย่างเหน็ดเหนื่อยมานี้ ถ้าเป็นต้นไม้นั้นก็เป็นต้นไม้ที่ใหญ่มาก มีทั้งราก ลําต้น กิ่งใหญ่ กิ่งเล็ก ใบดกหนาแน่นทีเดียว ผมก็เห็นใจท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเมื่อเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศใคร ๆ ก็อยากจะใส่อะไรทุกอย่างเอาไว้ในนั้น ในเรื่องที่ตนสนใจและให้ความสําคัญลงไปสู่ในรายละเอียด ผมได้รับเอกสารจากเครือข่าย ที่ส่งมาที่จะขอเพิ่มเติมอะไรต่าง ๆ ก็จํานวนหลายมาตราเป็นสิบ ๆ มาตรานะครับ คนไทยเรานั้น ชินกับการเขียนกฎหมายที่ลงรายละเอียด เพราะว่ารัฐ หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ไม่ค่อย ยอมทําตามกฎหมายที่เขียน แม้แต่มีกฎหมายแล้ว หรืออาจจะทําตรงกันข้ามด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ที่ผ่านมาและมีกฎหมายนี่เราก็ไม่ค่อยไว้ใจ ก็เลยต้องการ เขียนอะไรที่มันเติมไปให้ครบถ้วนให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นกฎหมายเราก็เลยละเอียดมาก ใครที่เติมได้ก็ถือว่าได้ ใครที่เติมไม่ได้ก็ถือว่าเสีย ร่างรัฐธรรมนูญเราถึงละเอียดครับ อันนี้ด้วยความเห็นใจทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าถ้าเราร่างกันไปเรื่อย ๆ มันก็คงจะยาวขึ้นไปเรื่อย ๆ นะครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่ากรรมาธิการท่านได้พยายามที่จะ จัดหมวดหมู่ ราก ลําต้น กิ่งใหญ่ กิ่งน้อยเป็นหมวดหมู่เข้าใจง่าย ขอชื่นชมครับ เมื่อดูต้นไม้ ทั้งต้นหรืออาจจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งถ้าเราดูช้างทั้งตัว หรือดูรถยนต์ทั้งคัน เราจะเห็น ภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจัดระบบโครงสร้าง กลไกและกติกาของประเทศไทย สําหรับใช้สําหรับอนาคต ถ้ามองในเชิงโครงสร้างของอํานาจนะครับ อาจจะกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีการเฉลี่ยอํานาจครับ อํานาจรัฐ อํานาจการเมือง แบบตัวแทน ประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นดูเหมือนว่าจะลดลง อํานาจกลไกภาคราชการ ส่วนกลางและองคาพยพของราชการไม่ลดครับ และบางส่วนดูเหมือนจะมีอํานาจมากขึ้น อํานาจขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นดูว่าทิศทางนั้นจะเพิ่มขึ้น อํานาจภาคสังคม อํานาจประชาชน สังคม ชุมชน ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยทางตรงเพิ่มขึ้น ค่อนข้างมาก อํานาจด้านทุน ด้านธุรกิจไม่ได้ลดลงนะครับ และมีระบบกลไกควบคุมกํากับ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐค่อนข้างหนาแน่น ซึ่งก็เข้าใจได้นะครับจากการชี้แจง และจากเจตนารมณ์ต่าง ๆ เพราะที่ผ่านมาคนไทยเรามีประสบการณ์จากการใช้อํานาจรัฐ ของผู้ที่ถืออํานาจรัฐนั้นเกินขอบเขตพอดีพอควรจนประชาชนค่อนข้างจะเข็ดขยาดนะครับ ในภาพรวมนั้นอาจจะกล่าวได้ว่ามีข้อห่วงใยสําคัญที่มีคนจํานวนไม่น้อยเป็นห่วงเป็นใยก็คือว่า ในสถานภาพหรือสถานการณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราจะใช้กลไกใดที่จะมีพลัง มีประสิทธิภาพ และมีสมรรถนะสูงในการขับเคลื่อนประเทศไทยของเราให้พ้นจากหล่ม ๓ หล่มด้วยกัน หล่มที่ ๑ คือความเหลื่อมล้ํา หล่มที่ ๒ คือความถดถอย และหล่มที่ ๓ คือความแตกแยก ที่มากมายในบ้านเรา เพื่อจะพาประเทศทะยานไปข้างหน้าให้ทันโลกนะครับ เรื่องนี้ก็เป็น เรื่องที่สําคัญที่คงไม่ใช่เป็นเรื่องความรับผิดชอบเดียวของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นของคนไทยทั้งประเทศครับ เพราะระบบต่าง ๆ ค่อนข้างจะมีเยอะและมีกลไก โครงสร้างที่มันค้ํายันกันค่อนข้างเหนียวแน่น ดังนั้นตัวเครื่องมือกลไกประสิทธิภาพสูง ที่จะผลักดันประเทศก้าวไปข้างหน้านั้นเป็นข้อกังวลว่าจะใช้กลไกตรงไหน อย่างไร อันนั้น คือภาพรวมครับท่านประธาน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตไปสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งจะอยู่ในภาค ๑ หมวด ๒ ที่กําลังพูดอยู่นี้ และผมขออนุญาตท่านประธานโยงไปถึงภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ภาค ๔ หมวด ๒ เรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ซึ่งสัมพันธ์กันในส่วนที่สัมพันธ์กันเท่านั้น ผมต้องขอขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านได้กรุณารับข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ไปพิจารณาบรรจุไว้เป็นสาระบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นจํานวนมาก สอดคล้องกับข้อเสนอขององค์กรเครือข่ายต่าง ๆ ค่อนข้างมาก แต่มีบางส่วน ที่อาจจะยังขาดหายหรือบางส่วนที่คลาดเคลื่อนหรือควรจะปรับปรุงให้สมบูรณ์ จะได้อภิปราย ให้ข้อสังเกตและจะได้ทําเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อส่งเป็นคําแปรญัตติในโอกาสต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มาดูภาค ๑ หมวด ๒ ประชาชน มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๖ อยู่ในหน้า ๗ ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง ซึ่งในมาตรา ๕ ในบททั่วไปก็จะใช้คําว่า ปวงชนชาวไทย ซึ่งมีค่าเท่ากันถ้าดูแล้ว เรื่องนี้เป็นเจตนารมณ์ที่ดี และเป็นเรื่องที่ดีครับ ท่านกรรมาธิการมีเจตนาที่จะมองว่าควรยกระดับประชาชนชาวไทย เป็นพลเมือง ท่านประธานกรรมาธิการท่านก็ได้ชี้แจงในหลายกรรมหลายวาระในเอกสาร ก็ชัดเจน และในวรรคสี่ได้เขียนไว้ว่าให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการปลูกฝังส่งเสริมให้ประชาชน ชาวไทยเพิ่มความเป็นพลเมือง ซึ่งก็ดีมากเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมอยากจะกราบเรียน เป็นข้อสังเกตว่าสมัชชาพลเมืองซึ่งควรจะเป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างความเป็นพลเมือง ได้ถูกลดรูปไปอยู่ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือในการกระจายอํานาจ อยู่ในมาตรา ๒๑๕ หมวด ๗ ภาค ๒ เสียดายครับน่าจะเป็นกลไกใหญ่กว่านั้นและเป็นกลไก ในเชิงไม่ใช่องค์กรแต่ควรจะเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมพลังพลเมือง ผมอยากจะกราบเรียน ฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาช่วยตรงนี้ มองอีกนิดหนึ่งซึ่งจะมีเพื่อน คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส จะได้อภิปรายลงลึกในโอกาสต่อไปครับ เราเสียดายเครื่องมือนี้ที่ถูกลดรูปหลบไปอยู่คล้าย ๆ จะเป็นองค์กรจัดตั้ง ไม่ใช่เป็นการเคลื่อนไหวของภาคพลเมือง ผมเข้าใจว่าท่านกรรมาธิการ คงจะไปช่วยตรวจสอบตรงนี้ครับ ในมาตรานี้ท่านประธานอยากจะกราบเรียนว่า ในเจตนารมณ์ได้อธิบายชัดเจนนะครับ ท่านประธานก็ได้กล่าวไปแล้วว่าความเป็นพลเมืองนี้ ไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ รัฐจึงต้องปลูกฝังอุดมการณ์ความเป็นพลเมือง ก็คือเป็นระดับ การพัฒนาความเป็นพลเมืองคือเป็นผู้ที่เป็นพละกําลังของบ้านเมือง คําถามต่อเรื่องนี้ครับ แล้วถ้าเกิดว่าประชาชนชาวไทยมีฐานะเป็นพลเมือง ประเด็นว่าประชาชนชาวไทย เป็นพลเมืองทุกคนหรือยัง แล้วพลเมืองต่างกับความเป็นพลเมืองอย่างไร ผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนพลเมืองหรือเปล่า ทะเบียนราษฎรจะต้องเป็นทะเบียนพลเมืองหรือไม่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เราให้ความสําคัญกับตรงนี้เพราะเราเห็นเจตนาของท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขียนเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญเดิมเราใช้ว่า ประชาชนชาวไทย ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ใช่ราษฎร ไม่ใช่ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน แต่เป็นประชาชนชาวไทย คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมาย เราเห็นว่ามาตรา ๒๖ ถ้าเราใช้คําว่า ประชาชนชาวไทย ทุกอย่างชัดเจน ในวรรคสี่ยังมีเหมือนเดิม ก็คือส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทย เพิ่มพลังและสร้างให้เขามีความเป็นพลเมือง แต่คําว่า ประชาชนชาวไทย ไม่น่าจะเท่ากับ พลเมืองและทําให้สับสนพอสมควร อันนี้เรากราบเรียนเป็นข้อเสนอแนะไปด้วยความเคารพ ท่านคณะกรรมาธิการนะครับ แล้วเราก็ช่วยกันส่งเสริมความเป็นพลเมืองในทุกจุดทุกที่ที่เรา พยายามเขียนไว้ ตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่และขณะนี้ก็มีความสับสนกันพอสมควร ผมเข้าใจ เจตนาของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการเราก็เข้าใจเจตนาตรงนี้ครับ แต่อยากจะฝากว่าถ้าไม่ให้สับสนนั้นเรากลับมาใช้ประชาชนชาวไทยนี่ชัดเจนมาก คือท่านพูดชัดเจน ว่านี่คือคนที่มีสัญชาติไทย ถ้าไม่มีสัญชาติไทยเราเรียกว่าบุคคล และรวมทั้งประชาชนชาวไทยด้วย ส่วนความเป็นพลเมืองและพลเมือง ความเป็นพลเมืองก็อธิบายไปแล้ว และพลเมืองจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เท่ากับประชาชนชาวไทยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๓๔ เรื่องบุคคล บุคคลนี้ก็คือสัญชาติไทย บวกกับสัญชาติอื่นนะครับ พูดถึงชายและหญิงมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน ในมาตรา ๗๖ ได้พูดถึงบัญชีรายชื่อส่งสมัคร ส.ส. ให้มีเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ แล้วก็มาตรา ๑๕๘ กรรมาธิการที่จะพิจารณากฎหมายเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ให้มี สัดส่วนชายหญิงใกล้เคียงกัน อันนี้ดีครับ อยากจะกราบเรียนว่าเมื่อเป็นอย่างนั้นก็น่าจะ ขยายให้สัดส่วนชายหญิงในกรรมาธิการพิจารณากฎหมายอื่น ๆ ในนัยเดียวกันด้วย เพราะไม่มีเหตุผลใดว่าทําไมจะต้องให้มีสัดส่วนชายหญิงเฉพาะกรรมาธิการที่พิจารณาเกี่ยวกับ เรื่องเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส อันนี้ก็เสนอไว้และจะมีเพื่อนสมาชิก ในคณะกรรมาธิการได้พูดประเด็นชายหญิงเพิ่มเติมต่อไปครับ
ในตอนที่ ๓ เรื่องสิทธิพลเมือง ซึ่งกราบเรียนแล้วว่าจริง ๆ ก็คือสิทธิปวงชน ชาวไทย พอใช้คําว่า สิทธิพลเมือง มันก็เลยไปสับสนกับคําว่า ความเป็นพลเมือง นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่า มาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๖๔ ที่ท่านอยู่ในสิทธิพลเมือง ซึ่งมีตัวแทนกรรมาธิการชี้แจงเมื่อเช้าครับ ฝากท่านตรวจสอบการเรียงลําดับนิดหนึ่ง มีความสับสนค่อนข้างเยอะนะครับ ขึ้นด้วยครอบครัวตามไปด้วยพลเมือง ไปเสรีภาพสื่อ ไปคลื่นความถี่ ไปเสรีภาพวิชาการ กลับมาเรื่องประชาชนใหม่ กลับไปเรื่องชุมชน กลับมา เรื่องพลเมืองอีกทีหนึ่ง ผมคิดว่าตรงนี้ง่ายนิดเดียว ท่านอาจจะตรวจสอบแล้วเรียงไม่ยากครับ จากเรื่องประชาชน จากเรื่องครอบครัว เรื่องชุมชน แล้วก็สิทธิด้านอื่น ๆ อันนี้คงเป็นเรื่อง ของเทคนิคซึ่งไม่ได้ยากอะไร ก็กราบเรียนเสนอไว้ครับ มาตรา ๔๖ เรื่องครอบครัวนะครับ ขออนุญาตชื่นชมกรรมาธิการที่ท่านได้กําหนดสิทธิเรื่องครอบครัวเป็นครั้งแรก ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้เสนอ ต้องขอบคุณครับ แต่ในวรรคแรกถ้าท่านอ่านดู ท่านพูดถึงปัจจัยสี่ ท่านมีแค่ปัจจัยสาม ขาดเรื่องการรักษาโรค เราเสนอแนะว่าควรจะปรับประโยคนี้ เป็นว่าครอบครัวย่อมมีสิทธิได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือจากรัฐอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปึกแผ่น และเป็นสุข มีสิทธิได้รับและเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิตและการบริการสาธารณะ ตามมาตรฐานการดํารงชีพที่เหมาะสม ก็จะคลุมเรื่องปัจจัยสี่และอื่น ๆ รายละเอียดนั้น เราจะได้เขียนเป็นคําแปรญัตติเสนอท่านต่อไป และจะมีท่านรองประธานกรรมาธิการ ได้ลงรายละเอียดในมาตรา ๔๖ ต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๔๖ มาตรา ๕๒ ในหมวดนี้ ในภาคนี้ เชื่อมโยงไปถึงภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐาน มาตรา ๘๕ ภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๙๕ มีการใช้คําว่า เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ ผู้ยากไร้ ผู้อยู่ในภาวะ ยากลําบาก ผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ ทั้งเหมือนกันและต่างกันอยู่ อยากจะขอความกรุณา ท่านกรรมาธิการได้ตรวจสอบเพื่อให้สอดคล้องกัน และเราจะได้ช่วยตรวจสอบด้วย แล้วก็ ช่วยเสนอต่อกรรมาธิการเป็นลายลักษณ์อักษรในโอกาสต่อไปด้วยครับ
มาตรา ๕๔ โดยรวมทั้งหมดนี้ดีมากนะครับ เรื่องการรวมตัวกันของประชาชน ก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเดิม เราเสนอท่านกรรมาธิการครับว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเติม วรรคสี่ครับ ให้รัฐมีหน้าที่สร้างเสริมสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนชาวไทยหรือพลเมือง ของท่านนี้นะครับ เพื่อพัฒนาความเป็นพลเมืองและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันนี้ก็จะย้ําในทิศทางเรื่องที่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดไว้นะครับ
เรื่องถัดไปเรื่องสําคัญมากคือเรื่องของชุมชน ซึ่งชุมชนเข้มแข็งนี้เป็นเรื่องของ หัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยก็คือทําให้ฐานรากเข้มแข็ง ในภาพรวมกรรมาธิการ ได้กรุณาบรรจุสารบัญญัติไว้ทั้งในภาค ๑ หมวด ๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ ภาค ๒ หมวด ๒ มาตรา ๘๓ และภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๙๕ (๑) ส่วนใหญ่สอดคล้องกับที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสเสนอ อันนี้ ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ จะมีบางประเด็นเท่านั้นที่อาจจะขออนุญาตเสนอ เป็นเชิงการปรับปรุง เช่น มาตรา ๖๔ มีการพูดซึ่งผมจะไม่ลงรายละเอียด มีการพูดถึงเรื่อง การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีความเข้าใจผิดครับว่าเรื่องประเมินผล กระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต้องเป็นเรื่องเดียวกันและอยู่ด้วยกันที่เรียกว่า อีเอชไอเอ (EHIA) แท้ที่จริงแล้วทั้งอยู่ด้วยกันได้และแยกกันได้ครับ เราเสนอปรับคําเป็นว่าประเมินผล กระทบด้านสิ่งแวดล้อมและประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ซึ่งมีลักษณะการทํางาน ที่แตกต่างกัน และเอาไปรวมกันได้ และแยกกันได้ แล้วควรจะแยกกันครับ มาตรา ๖๔ ครับ
มาตร ๘๓ ขออนุญาตท่านประธานที่กราบเรียนว่ามันจะข้ามภาคไปนิดหนึ่ง แต่เกี่ยวพันกันนะครับเรื่องชุมชน มาตรา ๘๓ เราเสนอว่าเนื่องจาก สปช. ได้เห็นชอบ หลักการกรอบความคิดปฏิรูปสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ มีหลักใหญ่อยู่ ๓ ข้อ และมีเสาหลักในการปฏิรูปเพื่อชุมชนเข้มแข็งอยู่ ๔ ประการ เราขออนุญาตเสนอท่านกรรมาธิการปรับข้อความ คือของท่านมีอยู่แล้ว เราปรับเติม ให้สมบูรณ์ขึ้นนะครับ ในมาตรา ๘๓ รัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น เราขออนุญาตเติมไปว่า โดยการเพิ่มสิทธิ อํานาจ และทรัพยากร ชุมชนควรพึงเป็นเจ้าของ รวมถึงการส่งเสริมความสามารถในการจัดการตนเองของชุมชน ส่งเสริมสนับสนุนการเสริมพลัง ขจัดอุปสรรคปกป้องคุ้มครองให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ และท่านมีรายละเอียดอยู่ ๕ ข้อ เราขออนุญาตเสนอเติมไปอีก ๓ ข้อนะครับ
ข้อที่ ๖ คือพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยชุมชน ทําให้ชุมชนมีการรวมกลุ่ม เป็นนิติบุคคลเพื่อความเป็นเจ้าของ สามารถจัดการตนเองได้กับทุกภาคส่วน
ข้อ ๗ สร้างหลักประกันทางสังคมที่เท่าเทียมให้กับชุมชน ทั้งสวัสดิการชุมชน และบริการสาธารณะอื่น ๆ ครับ โดยให้ชุมชนท้องถิ่นร่วมจัดบริการสาธารณะเหล่านั้น และ
ข้อที่ ๘ คือพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน สัมมาชีพชุมชน เศรษฐกิจฐานราก อันนี้รายละเอียดจะได้เป็นเอกสารมอบให้กับท่านกรรมาธิการในโอกาสต่อไปครับ
ในส่วนของที่เกี่ยวกับชุมชนนะครับ ยังอยู่ในภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๙๕ (๑) ตรงนี้มีการเสนอปรับปรุงเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกัน ซึ่งจะมีกรรมาธิการที่เป็นสมาชิก สปช. กรรมาธิการชุดนี้ได้นําเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป ผมขอข้ามไปครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกลับมาที่ภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐอีกนิดหนึ่ง ขอชื่นชมกรรมาธิการนะครับ ท่านได้ดึงเอาแนวนโยบายพื้นฐาน เรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบในรัฐธรรมนูญเดิมขึ้นมาไว้ อยู่ในหมวดสิทธิ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการยกระดับ เป็นเรื่องที่ดีมากนะครับ ถ้าใครติดตามจะ พบว่าเปลี่ยนที่มาอยู่ ซึ่งดีครับ
เรื่องของมาตราถัดไปที่อยากจะขออนุญาตเรียนไว้เพิ่มเติมคือมาตรา ๘๖ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพที่มีให้รัฐจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่เหมาะสม ซึ่งสัมพันธ์กับแนวการปฏิรูปในมาตรา ๒๙๔ นะครับ เราเสนอมีการปรับข้อความเพิ่มเติม ก็คือให้รัฐให้ความสําคัญกับมิติสุขภาพในการจัดทํานโยบายสาธารณะ รวมทั้งการจัดทํา ธรรมนูญสุขภาพเพื่อกําหนดทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้นการมีส่วนร่วม ตรงนี้ จะสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาระบบสุขภาพในระดับสากลและระดับบ้านเราด้วยนะครับ ที่เรียกว่า เฮลธ์ อิน ออล โพลิซี (Health in all policy) คือทุกนโยบายให้ความสําคัญกับ เรื่องสุขภาพด้วย ก็จะเป็นความก้าวหน้า แล้วก็สอดคล้องกับทิศทางที่ควรจะเป็น เราเสนอว่าอาจจะปรับปรุงอยู่ในมาตรา ๘๖ และหรือมาตรา ๒๙๔ ก็จะทําให้เกิดความสมบูรณ์ มากขึ้นครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านั้นได้กราบเรียนไปก็เพื่อจะเป็นการเสริมเติมเต็ม แล้วก็เป็นการเพิ่มมุมมองให้กับทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมกราบเรียนไปแล้วว่า ท่านได้มีความมุ่งมั่นตั้งใจและทําออกมาได้ดีมากเลยนะครับ ผมขอใช้เวลาในการอภิปราย เพียงเท่านี้ และขออนุญาตสรุปจบท้ายชื่นชมและขอบคุณกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งครับ ที่ได้ตั้งใจทํางานนี้เพื่อให้ สปช. และคนไทยทั้งสังคมได้ร่วมกันพิจารณา รัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายแม่บทสังคมที่ผมกราบเรียนแล้วว่าเป็นการสร้างระบบโครงสร้างกลไกกติกา ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องมีส่วนร่วม ต้องเข้าใจ และที่สําคัญที่สุดต้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญจึงจะมีชีวิตและมีพลังครับ ขณะนี้เราได้ร่างแล้ว เรากําลังทํางานกับสังคม เรากําลังให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันทํางาน เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องช่วยกัน เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายในการขยายวงให้คนในสังคมทุกภาคส่วน ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ ร่วมก่อ ร่วมร่าง ร่วมสร้าง และร่วมปรับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นของคนไทย ทั้งแผ่นดินและเป็นรัฐธรรมนูญที่มีชีวิตและมีพลัง ต้องขอขอบคุณท่านประธาน และท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิง พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันขออภิปรายในเรื่องของสิทธิพลเมือง ในด้านของสาธารณสุข ซึ่งเริ่มต้นจากมาตรา ๕๘ ในวงเล็บต่าง ๆ เป็นต้นไป ซึ่งในมาตรานี้ ได้ระบุว่าประชาชนมีสิทธิในด้านสาธารณสุขตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งก็ได้ครอบคลุม สิ่งที่ประชาชนควรจะได้รับเพื่อสุขภาวะ ในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชนที่พึงได้ตามหลักสากล ไว้อย่างครบถ้วนซึ่งก็ต้องขอขอบคุณด้วย แต่ว่าสิ่งที่อยากจะทําความเข้าใจให้ถูกต้องก็คือ ใน (๒) ของมาตรา ๕๘ ซึ่งได้กล่าวถึงการรับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน อันจําเป็น อย่างเท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นหัวใจของการปฏิรูป ซึ่งความจริงก็ได้ดําเนินมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่อันนี้ก็ได้ขยายขอบเขตให้เป็นสิทธิของประชาชนทุกคนที่อยู่ ในแผ่นดินไทยที่จะได้รับสิทธิเหล่านี้ แต่ที่จะต้องทําความเข้าใจให้ชัดเจนตามเจตนารมณ์ ของ (๒) อันนี้ เพราะว่าที่ไปปรากฏอยู่ในเจตนารมณ์ที่เขียนเอาไว้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่แนบมา ท่านไปให้คําจํากัดความคําว่า ได้มาตรฐาน หมายถึงการได้รับบริการที่ต้อง มีมาตรฐานในระดับเดียวกันเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ําในการรับบริการสาธารณสุข ดิฉันคิดว่าอันนี้ยังไม่ได้ตรงกับเจตนารมณ์ของกรรมาธิการสาธารณสุข ซึ่งเราได้ใช้เวลาในการที่จะ ถกแถลงแล้วก็ทําความเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นดิฉันขอถือโอกาสนี้เรียนให้ท่านประธานทราบว่า มันมีความหมายอย่างไรใน (๒) นี้ การรับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม บริการที่เหมาะสม หมายถึงบริการที่เหมาะกับสถานะสุขภาพของแต่ละบุคคล ถ้าเป็นการเจ็บป่วยก็จะต้องได้รับ การรักษาที่ถูกต้องกับโรคนั้น ๆ ถ้าเป็นผู้เจ็บป่วยเรื้อรังก็จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้มีชีวิตกลับไปดําเนินชีวิตได้อย่างปกติอย่างเดิมอันนี้เป็นตัวอย่างนะคะ ทั้งนี้การรับบริการ ก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางสุขภาพของแต่ละบุคคล ส่วนที่บอกว่าอย่างทั่วถึงก็หมายถึงบริการดังกล่าว ครอบคลุมประชาชนทุกคนในผืนแผ่นดินไทยโดยถ้วนหน้าไม่มีการยกเว้น มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน อันนี้ละค่ะเป็นจุดสําคัญเป็นหัวใจที่เราอยากจะพูด คําว่า ได้มาตรฐาน ในความหมายของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ก็คือการไปขยายบริการที่มีคุณภาพ บริการที่มีคุณภาพนั้นจะต้องได้มาตรฐานดังต่อไปนี้ อันนี้เป็นหลักสากลขององค์การอนามัยโลก ที่เรายึดถืออยู่ บริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพต้องได้มาตรฐานดังต่อไปนี้ ที่กําหนดเอาไว้ ก็คือมีประสิทธิภาพหรือว่าขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษเอฟเฟคทีฟเนส (Effectiveness) เป็นการให้บริการที่ใช้วิชาการเป็นหลักตามความต้องการของประชาชนหรือชุมชน เพื่อให้สถานะสุขภาพดีขึ้น แล้วดิฉันขอเรียนให้ทราบว่าบริการสาธารณสุขที่ท่านใช้อยู่ ในขณะนี้ มันประกอบด้วยทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพไม่ใช่เฉพาะการรักษาพยาบาลเท่านั้น เพราะฉะนั้นคําว่าคุณภาพนี้ ก็จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งไปประกอบส่วนต่าง ๆ ของบริการสาธารณสุข ที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากประสิทธิภาพแล้วยังต้องมีความคุ้มค่าคือใช้ทรัพยากรที่จําเป็น และไม่สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เข้าถึงได้ง่ายและทันเวลา ไม่ใช่ว่าทําให้ต้องเสียโอกาสไป การเจ็บป่วยมากไป เพราะว่าเข้าไม่ถึงบริการ อันนี้รวมถึงการที่บริการนั้นอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม โครงสร้างของระบบบริการที่เอื้อต่อความต้องการทางด้านการแพทย์ของประชาชนด้วย เป็นที่ยอมรับในทุกสังคมและวัฒนธรรมที่ผู้ป่วยนั้นอยู่ในระบบ มีความเป็นธรรม อิควิทะเบิล (Equitable) คือการให้บริการที่มีคุณภาพโดยไม่ใช้ฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ เชื้อชาติมาเป็น ตัวตัดสินว่าควรจะได้รับบริการอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีความเป็นธรรม เสมอภาคกันหมดทุกคน ที่เจ็บป่วย สุดท้ายก็คือปลอดภัย ต้องเกิดความเสี่ยงหรือเกิดอันตรายน้อยที่สุดต่อผู้ให้บริการ อันนี้คือความหมายของบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน แต่ย้อนกลับมาดูที่ ท่านเขียนเอาไว้ในเจตนารมณ์ก็คือคําว่า มาตรฐาน หมายถึงการได้รับบริการที่ต้องมีมาตรฐาน ในระดับเดียวกันเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ําในการได้รับบริการสาธารณสุข อันนี้จึงเป็นคํา ที่แปลคําว่ามาตรฐานนี่ไม่ตรงกับที่คณะกรรมาธิการได้ระบุไว้ในการนําเสนอมาตรานี้ เพราะฉะนั้นคําว่า มาตรฐานเดียวกัน อันนี้มันค่อนข้างจะลําบากในการที่จะนํามาสู่การปฏิบัติ ก็จะต้องมีคําถามอีกว่ามาตรฐานในระดับเดียวกันนั้นหมายถึงบริการชนิดใด ถ้าเป็น การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค ถ้าบริการเหล่านี้ทําตามมาตรฐานคุณภาพดังกล่าว แล้วก็จะไม่ต้องกังวลถึงว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ําอันนี้เกิดขึ้น เพราะทุกคนจะได้รับบริการ ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ระบุไว้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้เดฟฟินิชัน (Definition) อย่างที่ระบุไว้ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างมานี้อาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้ว่าการรักษาโรค ทุกโรคนี้จะต้องเหมือนกันหมด หรือมีอาการอย่างใดก็จะต้องได้รับการตรวจรักษาหรือยา ที่ใช้เหมือนกัน เพราะคําว่ามาตรฐานในระดับเดียวกันนั้นในทางปฏิบัติจะทําอย่างไร เพราะว่า ในการรักษาโรคแต่ละโรคนี้มันก็มีที่เขาเรียกว่าไกด์ ไลน์ (Guide Line) ของการรักษาอยู่แล้ว เป็นมาตรฐานสําหรับแพทย์และพยาบาลทุกท่านอยู่ หรือที่เราเรียกกันว่าเบสท์ แพรคทิส (Best practice) แต่จะให้เหมือนกัน รักษาเหมือนกันหมดแม้กระทั่งในโรคเดียวกันอันนั้น เป็นไปไม่ได้ในเรื่องของการรักษาพยาบาล ดิฉันจึงอยากจะให้แก้ไขเพื่อไม่ให้ประชาชน ไปเข้าใจผิดว่าเมื่อเขามีอาการอย่างไรจะต้องได้รับการตรวจที่เหมือนกัน จะต้องได้รับยา ที่เหมือนกันหมดทุกโรค เพราะอันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางของการแพทย์ และการรักษาพยาบาลจึงอยากจะให้แก้ไขในเจตนารมณ์ให้ถูกต้องด้วย เพราะว่าใน ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็เห็นว่าครบถ้วนดีอยู่แล้ว แต่ว่าการแปลเจตนารมณ์นั้นผิดเพี้ยนไป อย่างชนิดที่ว่าตรงกันข้าม แล้วก็ไม่อยากให้อันนี้มันเกิดขึ้นเพราะว่าเมื่อไรมันติดตามไปถึง การใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในโอกาสต่อ ๆ ไป ถ้าหากว่ายังคงเจตนารมณ์ที่บิดเบือนเช่นนี้ มันก็จะทําให้เกิดความเข้าใจผิดและนําไปใช้อย่างชนิดที่ผิดพลาดไปด้วย ก็เรียนมาเพื่อทราบนะคะ
แล้วอีกข้อหนึ่งก็คือใน (๓) ที่ประชาชนย่อมมีสิทธิในด้านสาธารณสุข ก็คือได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ ในข้อนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่ได้ระบุเจตนารมณ์ไว้ว่าเพื่อให้พลเมืองได้รับข้อมูลที่จําเป็นสําหรับการดูแลสุขภาพของตน เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐทางด้านสาธารณสุขที่ไม่จําเป็น แล้วก็ได้ย้ําไว้ใน (๓) ของมาตรา ๒๙๔ อีกว่าควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถ มีข้อมูลพื้นฐานในการดูแลสุขภาพของตัวเอง ดิฉันคิดว่าการเขียนเช่นนี้มันค่อนข้างจะ เป็นไปได้ยากในเชิงปฏิบัติที่จะเชื่อมโยงโดยตรงกับความรู้ในเรื่องของด้านสุขภาพ ข้อมูลในด้านสุขภาพกับการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ท่านจะได้เห็นว่าถ้าเผื่อคิดเป็นขั้นตอนไป ก็จะเห็นได้ว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่ได้รับข้อมูลแล้วก็แปลงเป็นข่าวสาร จากข่าวสารคนจะต้องคิด วิเคราะห์ออกมาเป็นความรู้ว่าสรุปแล้วข่าวสารอันนี้มันทําให้เกิดอะไรขึ้น จะได้ประโยชน์ อะไรบ้าง วิเคราะห์ ตัดสินใจ แล้วถึงจะนํามาซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรม อันนี้เป็นหลายสเต็ป (Step) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็หวังว่าจะลดการเกิดโรคที่ป้องกันได้แล้วก็นํามาซึ่ง การลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ท่านคงจะทราบดีว่าโดยขบวนการของการนําความรู้คิดวิเคราะห์ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นใช้เวลาแล้วก็ใช้ความสามารถ ข้อมูลจากสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังระบุว่าการศึกษาส่วนใหญ่ของคนไทย ยังอยู่ในระดับมัธยมต้นนะคะ ยังมีปัญหาเรื่องการคิดวิเคราะห์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันคิดว่า น่าจะต้องเพิ่มเติมก็คือจําเป็นที่จะต้องมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วยเพื่อที่จะให้ข้อมูลที่ได้รับนั้น นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพนะคะ สิ่งเหล่านั้นก็คือการสํานึกว่า มันเป็นหน้าที่ที่ควรจะกระทําหรือไม่ หรือเป็นการเกรงต่อการเสียประโยชน์บางอย่าง ถ้าไม่ประพฤติ หรือในทางตรงกันข้ามก็คิดว่าถ้าประพฤติแล้วอาจจะได้ประโยชน์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้กรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขเราได้ระบุไว้ในข้อเสนอ ยกร่างรัฐธรรมนูญด้านสาธารณสุขว่านอกจากสิทธิต่าง ๆ ในการได้รับบริการอย่างทั่วถึง มีคุณภาพแล้ว พลเมืองควรมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัวและสังคมด้วย ซึ่งหน้าที่นี้รวมถึงการงดเว้นพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งรวมทั้งการระบุความจริงในพยาธิสภาพของตน กับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขก็เป็นหน้าที่ของพลเมืองด้วยเช่นเดียวกัน อันนี้จะทวี ความสําคัญมากยิ่งขึ้น ในขณะที่การรักษาพยาบาลบางอย่างสลับซับซ้อนและอาจจะ ส่งอันตรายต่อคนรอบข้างของผู้ป่วยได้ ตัวอย่างของการฝังวัสดุกัมมันตรังสี อันนี้คงจะ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าถ้าหากว่าประชาชนไม่บอกความจริงกับครอบครัวหรือว่าบุคลากร ทางด้านสาธารณสุขเขาก็แพร่อันตรายไปสู่คนอื่นโดยอาจจะโดยไม่ได้ตั้งใจหรือว่าไม่ทราบ ไม่รู้ตัวนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้สิทธิกับหน้าที่นั้นควรจะไปด้วยกันแล้วก็จะทําให้ ประสิทธิภาพในการใช้บริการสาธารณสุขอย่างคุ้มค่าเพื่อลดค่าใช้จ่ายเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว มากยิ่งขึ้นแล้วก็ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นด้วย อันนี้ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ ใน ๒ เรื่องแค่นี้ก่อนนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ แทนท่านประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานค่ะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ สปช. ในฐานะรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน คนที่หนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการ ดอกเตอร์ทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ซึ่งขณะนี้ ท่านอยู่ต่างประเทศให้มาปฏิบัติหน้าที่อภิปรายแทนท่าน และในนามของส่วนตัวที่เป็น สปช. ก็ขออภิปรายด้วยนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓๖ ท่าน ที่ท่านได้ทุ่มเทด้วยความวิริยะอุตสาหะเป็นเวลาเกือบ ๕ เดือนที่ผ่านมาในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วเสร็จ ส่งให้พวกเราได้อ่านซึ่งมีความยาวถึง ๓๑๕ มาตรา ๑๓๐ หน้า พร้อมทั้งจัดทําตารางสรุปให้เราอีก ๕ เล่มด้วย ผมเองก็ใช้เวลา ๒ วัน ที่ผ่านมาไม่ได้ทําอะไร นั่งอ่านอันนี้มาตลอดนะครับ สําหรับเรื่องของพลังงานร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้กล่าวถึงไว้ใน ๒ ที่ก็คือ เรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ในภาค ๒ หมวด ๒ มาตรา ๙๓ และในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมซึ่งอยู่ในภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๘๘ แต่ในภาค ๑ ขณะนี้ส่วนที่ ๒ ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ไม่ได้มีการเอ่ยถึงเรื่องพลังงานตรง ๆ แต่ก็อาจจะมีเกี่ยวข้องบ้างในมาตรา ๖๔ ที่ว่าด้วย การพัฒนาโครงการจากทรัพยากรธรรมชาติ และการดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่พูดถึง กระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหรืออีเอชไอเอ และเอ่ยถึง การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์หรือเอสอีเอ (SEA) ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ในเวลาที่มีอยู่จํากัดนี้นะครับ เนื่องจากภาคพลังงานอยู่ในภาคที่ ๒ ผมก็อยากจะขอเลือก หยิบประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญในภาคส่วนหมวด และมาตราต่าง ๆ ที่ผมสนใจหรืออ่านแล้ว มีข้อสงสัย บางครั้งอาจจะถึงขั้นกังวลและเป็นห่วงว่าบทบัญญัติในมาตราเหล่านั้นจะนําไปใช้ ปฏิบัติจริงแล้วจะเกิดผลดีกับประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราจริงหรือไม่นะครับ
ประเด็นแรกที่ผมอยากตั้งคําถามและข้อสังเกตก็คือ เรื่องของการออกเสียง ประชามติตามร่างมาตรา ๖๗ ในภาค ๑ อ่านดูเผิน ๆ ก็เหมือนว่านําหลักการเดิมที่กําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๕ มากําหนดไว้ โดยเพิ่มเพียงกรณีให้มีการออกเสียง ประชามติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ด้วย อย่างไรก็ดีเมื่อได้ไปอ่านในตารางสรุป เจตนารมณ์ เล่มที่ ๑ หน้า ๑/๘๒-๘๓ ก็จะทําให้เข้าใจได้ว่าการออกเสียงประชามติ ของประชาชนอาจมีถึง ๔ กรณี คือ
๑. การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๐๒
๒. กรณีที่มีพระบรมราชโองการให้ทําประชามติ ซึ่งกรณีนี้ก็เข้าใจได้ว่าเป็น เรื่องที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีที่ควรขอประชามติ
๓. กรณีรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ทําประชามติ ซึ่งผมยังอ่านไม่พบว่าอยู่ ตรงไหนอีกนะครับ
๔. กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ทําประชามติ
ที่ผมสงสัยประการแรกก็คือ ทําไมในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน กรณีที่ ๒ กําหนดให้เพียง ครม. เห็นควรให้ทําประชามติก็ปรึกษากับประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภาแล้วก็ประกาศให้มีการทําประชามติลงในราชกิจจานุเบกษาได้เลย เหตุใด ในรัฐธรรมนูญนี้จึงต้องนําเรื่องในกรณีที่ ๒ ขึ้นทูลเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชโองการด้วย ในขณะที่อีก ๓ กรณีไม่ต้องทําเป็นพระบรมราชโองการ ที่ผมสงสัยประการที่ ๒ ก็คือ ในมาตรา ๖๗ นี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้อธิบายไว้ในเจตนารมณ์รายมาตรา ที่อยู่ในเอกสาร เล่มที่ ๑ หน้า ๘๒ และหน้า ๘๓ ว่าการจัดทําประชามติมี ๒ ระดับ คือระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่ผมสงสัยก็คือระดับท้องถิ่นครับว่าในการสัมมนารับฟัง ความคิดเห็นที่ศูนย์ราชการ เซ็นทารา เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ผมก็ได้มีโอกาสฟัง ท่านประธานกรรมาธิการยกร่าง ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อธิบายว่าเราอาจจะทําประชามติ เป็นเชิงพื้นที่ในท้องถิ่นก็ได้ เช่นดูว่าจะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นหรือไม่ก็ให้คนในจังหวัดนั้น โหวตเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมฟังแล้วในใจก็พยายามคิดให้คล้อยตามนะครับ แต่คิดอย่างไรก็ยังไม่สามารถทําใจให้คล้อยตามได้ ด้วยความเคารพนะครับ ผมเป็นห่วงว่าโครงการพัฒนาระดับใหญ่ ๆ ของประเทศ เช่น โครงการสร้างเขื่อนเพื่อการชลประทานก็ดี หรือป้องกันน้ําท่วมก็ดี การก่อสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนนมอเตอร์เวย์ (Motor way) แห่งใหม่หรือรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ก็ดี เป็นโครงการในระดับชาติที่ก่อเกิดให้ผลประโยชน์เป็นส่วนรวมแก่คนทั้งประเทศ แต่ถ้าได้ศึกษาดีแล้ว มีมาตรการป้องกันผลกระทบและชดเชยที่ดีแล้วและเป็นธรรมแล้วต้องไปเสนอ ในเวทีประชามติท้องถิ่นด้วย แล้วเกิดไม่ผ่านขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราครับ เราก็เกิดมีความขัดแย้งเป็นภาคนิยมหรือไม่ ท่านยังจําในกรณีน้ําท่วมใหญ่เมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ในภาคกลางหรือกรุงเทพฯ ได้ไหมครับ การแก้ไขก็อาจจําเป็นต้องมีการลงทุนสร้างเขื่อน ขนาดใหญ่ หรือฟลัดเกท (Floodgate) ฟลัด พรีเวนชัน เกท (Floodprevention gate) ในจังหวัดทางตอนเหนือเพื่อให้เกิดการระบายและบริหารจัดการน้ําอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราเปิดให้มีการทําประชามติในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเป็นการเฉพาะที่เป็นที่ก่อสร้าง และผลออกมาว่าคนในท้องถิ่นเขาไม่เห็นด้วยเราจะทํากันอย่างไรครับ เราจะพัฒนา เพื่อส่วนรวมได้อย่างไรครับ สิ่งที่ผมเป็นห่วงและกังวลไปในอนาคตอีกก็มีในอีกหลาย ๑๐ ปี ข้างหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าสถานการณ์ของประเทศเราจะเป็นอย่างไร เกิดมีจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งอยากขอทําประชามติแบ่งแยกไปปกครองตนเองนี้จะเกิดมีปัญหา ขึ้นได้หรือเปล่าครับ แบบที่ประเทศสกอตแลนด์ขอทําเรฟเฟอร์เรนดัม (Referendum) เมื่อเดือนกันยายนที่แล้วว่าจะรวมอยู่กับสหราชอาณาจักรหรือไม่ หรือแคว้นคาตาโลเนีย ของประเทศสเปน ซึ่งได้จัดทําประชามติไปเองว่าจะขอปกครองตนเองเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะตอบว่ามาตรา ๖๗ นี้เขียนไว้แล้วว่าจะจัดทํา ประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่อย่าลืมนะครับ วิธีชงเรื่องหรือเขียน ประเด็นที่จะทําประชามติในระดับท้องถิ่นก็อาจจะมีคนสมองไวเขียนประเด็นที่ไม่ใช่ เรื่องของการแบ่งแยกไปปกครองตนเอง แต่ก็มีผลเสมือนกัน เช่น ขอมีอํานาจจัดเก็บภาษีเอง มีกองกําลังตํารวจท้องถิ่นเอง เป็นต้น และเราจะคิดอ่านอย่างไรในอนาคตถ้าเราเปิดช่องไว้ ก็อยากขอความชัดเจนในเรื่องการทําประชามติในเจตนารมณ์นี้ด้วย ผมเห็นว่าการทํา ประชามติควรเป็นเรื่องที่ทําในระดับชาติเท่านั้น และไม่ควรทําบ่อย ๆ ด้วย เพราะเป็นเรื่อง ที่ต้องมีการให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเพียงพอครบถ้วนและรอบด้าน ซึ่งจะต้องใช้เวลาและ ในการทําประชามติแต่ละครั้งก็ใช้งบประมาณมหาศาลด้วย
ในประเด็นต่อมานะครับ สําหรับภาค ๑ ที่ผมอยากจะขออภิปรายในวันนี้ ก็คือ เรื่องขององค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นหลายองค์กรดังเช่นที่ได้ระบุ ไว้ในภาค ๑ หมวด ๒ มาตรา ๒๘ อาทิเช่น สมัชชาพลเมืองและสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ในแต่ละจังหวัด ๗๖ จังหวัด ตามมาตรา ๗๑ ผมขอพูดถึงสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ประจําจังหวัดตามมาตรา ๗๑ ก่อนนะครับว่าเรามีความจําเป็นและมีความพร้อมแค่ไหน ที่จะต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่เพื่อทําหน้าที่ที่ดูเหมือนซ้ําซ้อนกับหน่วยงานอื่นที่มีอยู่แล้ว การจะตั้งองค์กรอะไรขึ้นมาใหม่สักอันมันควรจะต้องมีการศึกษาว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งยวด เสียก่อน เพราะท่านได้กําหนดไว้เองในมาตรา ๒๘ ว่าองค์กรตั้งใหม่เหล่านี้รัฐจะต้องจัดสรรเงิน ไปสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารงานองค์กรของเขาเหล่านี้ด้วย มันคุ้มค่าหรือเปล่า องค์กรนี้ท่านมั่นใจว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือเปล่า และงานที่ท่านจะให้สภาตรวจสอบ ภาคพลเมืองเขาทําส่วนใหญ่ก็มีหน่วยงานอิสระของรัฐทําอยู่แล้ว ได้แก่ การตรวจสอบ ความชอบด้วยกฎหมาย การประพฤติทุจริตหรือการจัดซื้อจัดจ้างก็มีทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน มีทั้ง ป.ป.ช. ซึ่งต่อไป ป.ป.ช. เขาก็จะมี ป.ป.ช. ประจําจังหวัดด้วย มีสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเขาก็มี สตง. ในภูมิภาคดูแลทั้งส่วนราชการภูมิภาคและส่วนราชการท้องถิ่นอยู่แล้ว ทําไมเราถึงไม่มุ่งที่จะพัฒนาส่งเสริมให้หน่วยงานอิสระเหล่านี้ ซึ่งก็เป็นหน่วยงาน ตามรัฐธรรมนูญให้เขาทํางานอย่างมีประสิทธิภาพแทนที่จะเอางบประมาณที่มีค่าของแผ่นดิน ไปทดลองกับหน่วยงานใหม่อีก ๗๖ แห่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนที่จะมาทําหน้าที่ในสภาตรวจสอบนี้ จะมีความรู้ประสบการณ์เพียงพอหรือไม่ หากเขาเหล่านั้นที่จะมาเป็นสภาตรวจสอบ เป็นคนดี คนเก่งจริง เราน่าจะส่งเสริมให้คนเหล่านั้นตั้งเป็นกลุ่มการเมืองเพื่อสมัครเป็น ส.ส. หรือคัดสรรเข้าไปเป็น ส.ว. มิดีกว่าหรือครับ บ้านเมืองต้องการคนดี ๆ คนเก่ง คนซื่อสัตย์สุจริตเข้าไปบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า มากกว่าต้องการคนเข้าไปตรวจสอบนะครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๗๑ ตามที่ คณะกรรมาธิการยกร่างได้ยกร่างขึ้นมา นั่นก็ทําให้ผมมาคิดดูว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ในภาพรวม ก็อยากให้กําลังใจท่านนะครับว่าผมคิดว่ามีความสมบูรณ์สัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ มีกลไกและหลักการพื้นฐานต่าง ๆ ที่ดีหลายประการ แต่ถ้าเราหวังที่จะแลไปข้างหน้าที่จะให้ ประเทศเจริญก้าวหน้ามีเศรษฐกิจดี ประชากรอยู่ดีมีสุข มีสวัสดิภาพและความปลอดภัย เราก็ต้องมุ่งหวังที่จะให้ประเทศมีรัฐบาลที่ดีและเก่ง และต้องให้อํานาจและความคล่องตัว กับรัฐบาลที่เขาจะไปบริหารตามสมควร ไม่ใช่ออกแบบระบบให้เต็มไปด้วยผู้ตรวจสอบจนคนดี ๆ คนเก่ง ๆ ไม่อยากอาสาเข้ามาช่วยบ้านเมือง เราไม่ควรหยุมหยิมหรือเขียนกฎกติกาให้เพิ่ม ขั้นตอน หรืออาจถูกตีความได้ทุกเรื่องมิฉะนั้นประเทศของเราหากยังปรองดองและแตกแยก ความคิดอย่างมากมายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็คงจะมีคนส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความมากมายจนศาลท่านปวดหัวและรับไม่ไหว เราไม่ควรออกแบบให้การกําหนดนโยบาย บริหารประเทศเมื่อมีข้อขัดแย้ง ชิงไหวชิงพริบทางการเมืองแล้วต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่านโยบายนั้นเหมาะสม เหมาะควรกับประเทศหรือไม่ แบบนั้นไม่ใช่การปกครอง แบบประชาธิปไตยนะครับ
ในความรู้สึกของผมเราต้องปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ที่ประชาชนเขาเลือกมา แต่ขณะเดียวกันเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องพึงรับฟังและความกังวลและห่วงใยที่มีเหตุผลของ เสียงส่วนน้อย พร้อมทั้งหามาตรการมารองรับที่เหมาะสม มิใช่ว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่เขาตัดสิน แล้วว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้เหมาะสมกับประเทศ เสียงส่วนน้อยก็ไม่ยอมจบ แล้วก็จะใช้กลไก ตามรัฐธรรมนูญเข้าขัดขวางจนบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เหมือนบางกรณีที่เกิดขึ้นในอดีต
ผมจึงอยากขอวิงวอนต่อท่านกรรมาธิการยกร่างได้โปรดกรุณาทบทวนดู ในรอบที่ ๒ บ้างว่ามีอะไรแปลกใหม่ที่ท่านได้ออกแบบใส่เข้าไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะเป็น ด้วยเจตนาที่ดี แต่บางครั้งก็อาจจะแฝงไปด้วยความระแวงหรือกลัวจนเกินพอดีหรือเปล่า น่าจะใช้ทางสายกลางรับฟังเสียงท้วงติงจากพวกเรา สปช. บ้าง ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง มิฉะนั้นแล้วผมเกรงว่ารัฐธรรมนูญที่ท่านและเราหวังจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดการเหลียวหลังและสร้างความปรองดองและแลหน้าคือประเทศเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจดี มีเกียรติภูมิ แข่งขันเชิดหน้าชูตาได้ในเวทีโลกก็อาจจะไม่ไปถึงเป้าหมายเหล่านั้น
ประเด็นสุดท้ายในรอบแรกที่ผมอยากฝากข้อคิดไว้ก็คือองค์กรรัฐธรรมนูญ ที่เอ่ยถึงไว้ในมาตรา ๗ วรรคสอง ว่ามีสิทธิที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีที่อาจจะ เห็นว่าไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้ยึดถือตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัตินั้น
มาตรา ๗ วรรคสอง เป็นบทที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ก็คงด้วยหวังว่าเพื่อช่วยป้องกัน เดทล็อก (Deadlock) ที่กรณีอาจเกิดขึ้นในอนาคตจึงเขียนว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ชี้ขาด แต่ขณะเดียวกันก็อาจมองได้ว่าเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถบัญญัติได้เอง ในบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเอาไว้จะดีหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ผมเองก็ขอยก ความเป็นห่วงในข้อนี้ไว้ว่าถ้าไม่เพิ่มวรรคสองนี้ในมาตรา ๗ เข้าไปแล้วเขียนไว้แบบเดิม ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๗ จะเสียหายอะไรหรือไม่ และถ้าท่านตอบว่า ไม่ได้ ยังควร เขียนวรรคสองอยู่ผมก็อยากจะเสนอให้ตัดคําว่า หรือองค์กรรัฐธรรมนูญ ออกไปจากลิสต์ (List) ในหน่วยงานในวรรคสองที่อาจยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา ๗ นี้ได้ เพราะเป็นการเปิดช่องมากเกินไป ให้หน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในเสาหลักของอํานาจอธิปไตย ของประเทศมีอํานาจให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องที่มีความสําคัญในขนาดมาตรา ๗ นี้ได้
เมื่อพูดถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๗ แล้ว ผมก็อยากจะขอพูดถึง องค์กรสักองค์กรหนึ่งในเวลาที่เหลืออยู่นะครับ คือองค์กรอัยการ ท่านได้มีการปรับปรุงแก้ไข ในหลายประเด็นที่ผมจําเป็นต้องขออภิปรายดังนี้นะครับ อัยการเป็นทนายของแผ่นดิน องค์กรอัยการไม่ใช่องค์กรอิสระเสียทีเดียว แต่องค์กรนี้พนักงานอัยการจําเป็นต้องมีอิสระ ในการพิจารณาสั่งคดีให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม หลักการนี้ควรคงอยู่เพราะมิฉะนั้นก็อาจถูก ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซง หรือพนักงานอัยการอาจถูกกลั่นแกล้งฟ้องคดีจากการใช้ดุลยพินิจ ตามอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยสุจริตได้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เขียนหลักการนี้ไว้ โดยชัดแจ้ง แต่ท่านกรรมาธิการยกร่างท่านได้แก้ให้หายไปโดยไม่พูดถึงเลย
เรื่องที่ ๒ ผมอ่านดูในมาตรา ๒๒๘ เรื่องขององค์กรอัยการ ก็พบว่าองค์กร บริหารบุคคลของอัยการซึ่งอยู่ถัดเพียง ๓ มาตรามาจากมาตรา ๒๒๕ องค์กรบริหารบุคคล ของศาลหรือ กต. ท่านได้แก้ไขไม่ให้อัยการสูงสุดเป็นประธาน กอ. แต่ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่เคยเป็นอัยการเลย ขณะที่ประธาน กต. มาจากประธานศาลสูงสุดของศาลนั้น ผมก็อยากขอทราบว่าในทางปฏิบัติ กอ. ซึ่งดูแลเรื่องการบริหารบุคคลของอัยการ แล้วถ้าเอาคน ที่ไม่รู้จักอัยการมาเป็นประธาน กอ. มันจะดีหรือเหมาะสมหรือไม่นะครับ
แล้วเรื่องสุดท้าย ขอเวลาท่านประธานนาทีเดียวจะจบแล้วนะครับ เรื่องของ การห้ามไม่ให้ข้าราชการอัยการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้น ท่านเขียนหนักมากว่า ห้ามปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ เลยในรัฐวิสาหกิจ ผมเองเคยทํางานและยังทํางานร่วมกับอัยการ ที่น่าเคารพหลายท่านในรัฐวิสาหกิจ ผมเห็นว่าท่านเหล่านั้นทุ่มเทความรู้ ความสามารถ เพื่อปกป้องรักษาประโยชน์ของประเทศ รัฐวิสาหกิจมีทั้งดีและไม่ดี ทั้งที่ผลประกอบการดี และไม่ดี จําเป็นต้องมีผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมาย กฎระเบียบและการตีความสัญญามาเป็น กรรมการของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนมีวัคซีนอยู่ในองค์กรก่อนที่จะเป็นโรคและไปให้ อัยการหรือนักกฎหมายมารักษา ผมคิดว่าท่านไม่ควร ห้ามขาด อย่างน้อยปัจจุบันเขาตั้ง ซุปเปอร์ โฮล์ดิง (Super holding) กรรมการรัฐวิสาหกิจ ถ้าเขาร้องขอว่าบุคคลใดก็ตาม ที่เหมาะสม ท่านก็ควรจะเปิดช่องให้เป็นได้ และไม่ควรห้ามทําหน้าที่ใด ๆ เลยแม้แต่ เป็นอนุกรรมการนะครับ ในรอบแรกนี้ผมก็มีเรื่องที่อยากจะฝากไว้เนื่องจากเวลาหมดแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบค่ะ ท่านมีเวลา ๑๕ นาทีค่ะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประมนต์ สุธีวงศ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ อยากจะขอในเบื้องต้นเนื่องจากว่าไม่ได้มีการอภิปราย ในภาพรวมของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งหมด เพราะว่าเราใช้วิธีอภิปราย รายหมวด ผมอยากจะขอเรียนว่า เนื่องจากว่าเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนี้ ได้กระจัดกระจายไปอยู่ในหลายหมวดหลายหมู่ แต่ว่าในชั้นนี้ขอปูพื้นในเบื้องต้นสักเล็กน้อย ผมต้องขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสนใจแล้วก็ได้เอาประเด็นต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการของเราได้นําเสนอไปประมาณ ๓๐ รายการเข้าไปบรรจุอยู่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอย่างที่เรียนให้ทราบว่ากระจัดกระจายอยู่ทั่วไปแต่ก็เป็นประโยชน์ สิ่งที่เราได้นําเสนอไป จะเป็นเรื่องที่ทั้งมีการป้องกัน ปราบปราม และในเวลาเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้าง จริยธรรมไปด้วยนะครับ แต่ต้องเรียนว่ามีเรื่องสําคัญที่ยังมีความเห็นต่างในระหว่าง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็องค์กรที่จะมาดูแลในเรื่องของการปราบปรามการทุจริต อยากจะเรียนว่าอย่างนี้ ขณะนี้ทางกรรมาธิการของเราเองมีความเห็นว่าอยากจะให้มีความเข้มงวด แล้วอยากจะให้ มีความเข้มแข็งในการที่จะมีองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้และปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งอันนี้ จะเป็นความเห็นต่างที่ผมขอว่าเราอภิปรายในภาค ๒ ซึ่งตอนที่มีท่านอื่นที่รับหน้าที่ในที่นี้ จะทําหน้าที่ต่อไปนะครับ การอภิปรายข้อคิดเห็นของผมที่อยู่ในหมวดที่สําคัญในวันนี้จะอยู่ บนพื้นฐานที่ว่าเราตอบโจทย์ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวตามมาตรา ๓๕ ใน (๓) ที่พูดถึงว่ากลไก ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตรวจสอบและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อ ประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชนหรือไม่ ผมก็ได้พยายามทบทวนดู ในหลาย ๆ มาตราที่มีอยู่ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะวิจารณ์แล้วก็จะให้ความเห็นเพิ่มเติม ในกรณีที่เห็นว่ามีความเห็นต่าง การนําเสนอของผมในวันนี้ก็อยู่ในภาค ๑ หมวด ๒ ที่เกี่ยวกับประชาชน เป็นเรื่องที่มีความยินดีครับที่ทางคณะกรรมาธิการได้ยกให้เรื่อง ของพลเมืองเป็นใหญ่ เป็นเรื่องที่เรียกว่าหนึ่งในเสาหลักของรัฐธรรมนูญชุดนี้ การที่เราจะมีพลเมืองเป็นใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทําให้พลเมืองมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ เพราะการที่จะสร้างประชาธิปไตยในอนาคตพลเมืองจะต้องเป็นพื้นฐานสําคัญในการที่เรา จะทําให้มีคุณภาพเกิดขึ้น ผมจะเน้นไปที่หมวดที่พูดถึงสิทธิของบุคคลครับ โดยเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการเงินและการคลัง แล้วก็การบริหารราชการแผ่นดิน ในแนวทางที่ว่าเพื่อเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอเริ่มต้นที่มาตรา ๓๐ ที่ได้พูดถึงว่าสิทธิของบุคคลก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐและหน่วยงานของรัฐให้ดําเนินการ ให้สัมฤทธิผล อันนี้เป็นมาตราใหม่ที่เป็นประโยชน์ เพราะว่าเวลาเราพูดถึงมีสิทธิ แต่ว่าถ้าเผื่อไม่ได้กําหนดว่ารัฐจะต้องทําอะไรต่อไปก็มักจะเป็นปัญหาในภายหลังนะครับ
มาตรา ๖๑ พูดถึงเรื่องพลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้น จะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชนหรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับ ความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือข้อมูลส่วนบุคคล แล้วตบท้ายด้วยว่าทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและบางท่านเมื่อเช้าได้พูดถึงว่าในอดีตปัญหาของ รัฐธรรมนูญก็คือว่ารัฐบาลชุดที่ตามมาอาจจะไม่ประสงค์ที่จะทํากฎหมายต่าง ๆ ที่รองรับ กับข้อเสนอในรัฐธรรมนูญนะครับ ตรงนี้เองก็เป็นปัญหาที่เป็นความกังวล แต่ได้รับทราบว่า ในมาตรา ๑๐๒ ที่ได้เขียนตามเอาไว้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐถ้าไม่เป็นไป ตามที่บัญญัติไว้นี้ก็ถือว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็ยังมีมาตราอื่นที่จะตามมา แต่ผมคิดว่าอันนั้นไม่น่าจะพอเพียง ในกรณีที่เราเห็นว่ามาตราใดมีความสําคัญพอที่จะ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะเห็นว่ามันมีความชัดเจนมากกว่าที่เขียนไว้ว่า ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ ควรจะมีกําหนดเวลาถ้าเป็นไปได้ในหลายเรื่องที่เรารู้ว่าเวลาควรจะเป็น ตัวชี้วัดได้ หรือว่าต้องเขียนไว้ว่าการเปิดเผยข้อมูลควรจะเป็นไปตามทุกขั้นตอน ทุกระดับ ไม่ใช้เปิดเอาไว้เฉย ๆ การเปิดเผยข้อมูลต้องถือว่าเป็นหัวใจของความโปร่งใส เพราะเราถือว่า ที่ไหนมีความสว่างที่นั้นคือการทุจริตลดน้อยลงนะครับ แล้วการที่พลเมืองจะเป็นใหญ่ได้ ก็หมายความว่าพลเมืองจะต้องเข้าถึงข้อมูล โดยที่ไม่มีหรือมีการกีดกันหรือมีการกีดขวาง น้อยที่สุดในข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นนะครับ
ในมาตรา ๗๐ ได้พูดถึงว่าเพื่อประโยชน์แห่งการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ พลเมืองย่อมมีสิทธิร้องขอข้อมูลรวมทั้งติดตามและตรวจสอบ ในเรื่องดังนี้ แล้วก็มีอยู่หลายอนุมาตราด้วยกัน แต่มีอนุมาตราที่เกี่ยวข้องกับการที่ผม จะกล่าวถึงก็คือ (๒) พูดถึงการใช้จ่ายเงินแผ่นดินและการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐซึ่งมีเงินเป็นหลายแสนบาทต่อปีเป็นจุดที่มีการรั่วไหล มากที่สุดในอดีต ผมได้พยายามดูในมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญนี้ว่าเมื่อพูดในตรงนี้แล้ว มีส่วนไหนบ้างที่ตอบรับกับการที่จะมีเรื่องของการที่จะมารองรับว่าในการจัดซื้อจัดจ้าง ของภาครัฐในอนาคตจะมีมาตรการที่รัดกุมขึ้นยังหาไม่พบนะครับ ถ้าเผื่อว่ามีท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะชี้แจงให้ผมทราบในภายหลัง แต่อยากจะเรียนว่าอย่างนี้ครับ ในประเด็นนี้ขณะนี้รัฐบาลนี้ และ คสช. เอง ความจริงได้ก้าวหน้าไปกว่าที่รัฐธรรมนูญยกร่าง เอาไว้ เพราะว่านอกจากว่าพยายามที่จะยกร่าง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างขึ้นมาใหม่แล้วจะนําเสนอ สนช. ในเร็วๆ นี้แล้ว ยังได้มีบทบัญญัติว่าให้มีประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และมีการกําหนดชัดเจนว่ากระบวนการในการที่ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นอย่างไรนะครับ ถ้าเผื่อว่ารัฐธรรมนูญยังไม่มีในที่นี้ผมคิดว่าน่าจะดูแล้วก็อาจจะไปเขียนกําหนด ให้มันมีการสอดรับกันในเรื่องนี้นะครับ
จาก ๓-๔ มาตราที่พูดถึงว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูล อันนี้นําไปสู่ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ได้มีกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ ซึ่งความจริง เป็นหลักการเดิมแต่ว่ามีมาตรการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ได้พูดไว้ว่ารัฐต้องดําเนินการแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดระบบราชการและงานของรัฐซึ่งมีอยู่ ๗ อนุมาตราด้วยกัน ใน (๔) พูดถึงว่าให้มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ตรงนี้ผมขอชื่นชมครับ เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาพูดกันเสมอว่า การทุจริตมันประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย และภาคเอกชนเองมักจะถูกหลงลืม และคิดว่า ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ตรงนี้เองผมคิดว่ามีประโยชน์ในการที่จะกําหนดว่าความรับผิดชอบ เป็นทั้งรัฐและเอกชนนะครับ
ในมาตรา ๘๙ รัฐต้องดําเนินนโยบายเรื่องการเงิน การคลังและงบประมาณ ภาครัฐ โดยยึดหลักการรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง และการใช้เงินแผ่นดิน อย่างคุ้มค่า แล้วก็พูดถึงว่าให้มีกลไกป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยม ทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน ในระยะยาว และมีกลไกตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐให้มีประสิทธิภาพ ตรงนี้ เป็นมาตราที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มาก เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีการใช้เงินแผ่นดิน ไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมเองอยากจะเห็นว่าตรงนี้เมื่อมีความสําคัญพอน่าจะมีกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญในอันนี้ตามไปด้วย เพราะว่าตัวอย่างของประชานิยมที่เราเห็นหลาย ๆ เรื่องที่เกิดความเสียหายเกิดขึ้นเป็นเพราะว่าในอดีตไม่ได้มีกฎหมายพอเพียงที่จะคุ้มครอง ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นประโยชน์แต่ว่าอยากจะเห็นว่ามีความเข้มข้นนะครับ
มาตรา ๖๙ เมื่อมีการกําหนดว่ารัฐจะต้องทําอะไรแล้ว ข้อปฏิบัติอีกอันที่ผม เห็นว่าเป็นประโยชน์ มาตรา ๖๙ ได้พูดถึงหน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรเอกชน หรือองค์กรใดดําเนินกิจกรรมใดโดยใช้เงินแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ การดําเนินงานดังกล่าวต่อสาธารณะเพื่อให้พลเมืองได้ติดตามและตรวจสอบ ตรงนี้ก็เขียนไว้ อีกเหมือนกันว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผมก็เข้าใจครับว่าทางรัฐธรรมนูญเองต้องเขียนกว้าง และไม่อยากจะลงไปในรายละเอียดมากเกินไป แต่ก็อยากจะฝากว่ามาตราที่มีความสําคัญ เช่นนี้น่าจะมีวิธีการที่จะทําให้กระชับกว่านี้นะครับ
ท่านประธานครับ มีอีก ๒-๓ รายการ ในกรณีที่มาตรา ๒๐๒ ซึ่งผมเห็นว่า เป็นประโยชน์ใน (๓) เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินเหมือนกันนะครับ ในกรณีที่มีการแปรญัตติ ในทางลดหรือตัดทอน จะนําไปจัดสรรสําหรับรายการกิจการแผนงานหรือโครงการใด ไม่ว่าจะมีอยู่แล้วหรือตั้งใหม่ไม่ได้ อันนี้เป็นประโยชน์มาก เพราะว่าในอดีตการที่ ส.ส. สามารถจะอภิปรายงบประมาณไปไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่ง และอภิปรายต่อเพื่อไปใช้ในท้องถิ่น ของตัวเอง เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเกิดขึ้นบ่อย ๆ อันนี้เป็นมาตราที่ผมเชื่อว่าจะทําให้ กระบวนการที่จะเอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางมิชอบลดน้อยลง
มาตรา ๒๐๕ ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน อันเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิด ความเสียหายแก่รัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดินและ ป.ป.ช. อาจไต่สวนข้อเท็จจริงและยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครองแผนกคดีวินัยการเงิน การคลังและงบประมาณ ซึ่งอันนี้เป็นข้อเสนอใหม่ ที่ได้มีการพูดปรึกษาหารือกัน และผมเชื่อว่ากรรมาธิการของเราในขณะที่ปรึกษากับกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ เพราะอันนี้เป็นกระบวนการที่จะป้องกันการทุจริต ในเบื้องต้น ยับยั้งเสียก่อนที่จะมีความเสียหาย หลาย ๆ โครงการที่เกิดขึ้นในอดีตถ้าเผื่อ มีมาตรการนี้ก็ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายมาก เรื่องนี้เองทางผู้บรรยายในคณะกรรมาธิการ ผมจะเสริมในเรื่องนี้ เพราะว่ามีเพียงแผนกคดีอาญานี้ไม่พอ อยากจะเห็นว่าในกระบวนการ ที่เราจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตนี่ นอกจากป้องกันอันนี้แล้วนี่น่าจะต้องมีกระบวนการ ที่มีศาลยุติธรรมที่นําไปสู่การตัดสินหรือว่าการพิจารณาคดีอาญาต่าง ๆ ให้รวดเร็วกว่านี้ ซึ่งทางผู้แทนของผมคงจะนําเสนอในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ
มีมาตรา ๒๐๙ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการที่จะทําให้ในอนาคต ข้าราชการดี ๆ ของเราจะได้มีความสามารถในการที่จะไม่รับคําสั่ง มาตรา ๒๐๙ เขียนไว้ อย่างนี้ครับ การสั่งราชการแผ่นดินต้องทําเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน หรือเร่งด่วนสั่งด้วยวาจาได้แต่ต้องตามด้วยลายลักษณ์อักษร อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะทําให้ ข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความตั้งใจที่จะทําในสิ่งที่ถูกต้องสามารถที่จะยืนหยัด อยู่ได้ เพราะว่าในอดีตใช้วิธีการยกมือสั่งหรือว่ากระซิบสั่งโดยที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร แล้วผลสุดท้ายผู้ที่รับผลเสียก็คือทางข้าราชการเอง ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเบื้องต้นของการวินิจฉัยเรื่องของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ในส่วนของประเด็นที่เรายัง มีความเห็นต่างผมหวังว่าหลังจากที่ได้มีการอภิปรายแล้วท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คงจะได้นําประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ไปพิจารณาเพิ่มเติมและผมขอขอบคุณที่ได้รับความร่วมมือ มาโดยตลอดครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภค ท่านมี ๑๕ นาทีค่ะ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เรียนท่านประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะคะ ก่อนอื่นดิฉันก็ต้อง ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ทํางานหนักแล้วก็ให้ความสําคัญ เรื่องพลังพลเมือง ดิฉันขออนุญาตเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อที่จะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนที่เราอยากเห็นพลเมืองเป็นใหญ่นะคะ
มาตราแรกในส่วนของสิทธิมนุษยชนก็คือมาตรา ๔๕ พูดถึงบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติ และมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยจะมีสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมและวัฒนธรรมเพียงใด ให้เป็นไปตามหลักการที่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติหรือตามที่รัฐจัดให้ ดิฉันมีข้อเสนอว่า อยากให้ทบทวนหรือยกเลิกทั้งมาตรา เพราะว่าการแยกหมวดสิทธิมนุษยชนกับสิทธิพลเมือง เพื่อแยกสิทธิมนุษยชนที่คุ้มครองทุกคนกับสิทธิพลเมืองที่มีสัญชาติไทยจะไม่มีความหมายเลย ถ้าเราเขียนมาตรานี้ เพราะฉะนั้นจะทําให้สิทธิมนุษยชนตามมาตรา ๓๔ ถึงมาตรา ๔๔ ไร้ความหมาย เพราะว่าปัจจุบันเรามีกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าคนไทยพลัดถิ่น ผู้ไร้สถานะบุคคล ไม่มีบัตรประจําตัวประชาชนแต่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานอย่างเช่น ไทยพลัดถิ่นมากกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ที่รัฐขึ้นทะเบียนไปแล้วประมาณ ๑๒,๐๐๐ คน ชุมชนชาวเล อีก ๔๑ ชุมชน ชนเผ่าพื้นเมือง ๒๓ ชนเผ่า แล้วก็ถ้าหากเรายึดบุคคลที่มีปัญหาสถานะสิทธิ ที่ยังตกค้างอีกประมาณ ๑๕๐,๕๓๕ คน ที่ได้รับสิทธิบริการสาธารณสุขและตามมติ คณะรัฐมนตรีปี ๒๕๕๓ คนเหล่านี้ยังไม่มีบัตรประจําตัวประชาชน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากให้เขียน ครอบคลุมไปถึงคนกลุ่มนี้ที่อย่างน้อยก็เป็นคนไทยที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลานาน อันนั้นก็เป็นข้อเสนอต่อมาตรา ๔๕
ส่วนมาตรา ๕๐ จริง ๆ ดิฉันก็สนับสนุนมาตรา ๕๐ นะคะ เนื่องจากว่า ก็เป็นมาตราที่ถือว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องคลื่นความถี่ แต่ว่าดิฉัน ขอความกรุณาในวรรคสองที่พูดถึงการดําเนินการต้องให้ความสําคัญกับการแข่งขันโดยเสรี อย่างเป็นธรรมและการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการดังกล่าวต้อง ให้ความสําคัญกับการให้บริการที่ทั่วถึง ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และ ให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แล้วก็มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐ หรือเข้าองค์กรดังกล่าว ดิฉันขออนุญาตให้ตัด มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กร ดังกล่าวทิ้ง ด้วยเหตุรูปธรรมที่ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างว่าการประมูลคลื่น ๓ จี (3G) ราคาประมูลของบริษัทก่อนที่จ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐอยู่ที่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เอไอเอส จ่ายให้กับองค์การโทรศัพท์อยู่ประมาณ ๑๔,๖๒๕ ล้านบาท ดีแทคจ่ายอยู่ที่ ประมาณ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท และทรูจ่ายอยู่ที่ประมาณ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ประมาณ ๔๑,๖๒๕ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในระยะเวลา ๑๕ ปี นั่นหมายความว่า ๓ บริษัทจ่ายเพียง ๒,๗๗๕ ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่ในระบบ ๒ จี (2G) ที่มีการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐ ทั้ง ๓ บริษัท จ่ายมากถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเราประมูล ๓ จี ไปแล้วทั้ง ๓ บริษัทจ่ายให้กับรัฐ เพียง ๒,๗๗๕ ล้านบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นแสดงว่าบริษัทได้ประโยชน์จากการประมูลคลื่น ไปถึง ๑๕ เท่า แต่ขณะที่ประชาชนอย่างเราไม่ได้ประโยชน์เลย ค่าโทรศัพท์ซึ่งบอกว่าจะลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้ลด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าราคาในการประมูลไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับ แต่เราต้องมีการกํากับดูแลที่ดี มีมาตรการกํากับดูแลที่ดี อันนี้ ก็ชัดเจนจากรูปธรรมที่เกิดขึ้นว่าเราประมูลถูก แต่ผู้บริโภคจ่ายแพง ขณะนี้ทุกคนทราบดีว่า เราจ่ายค่าโทรศัพท์ ถ้านอกเหนือแพ็คเกจ (Package) อยู่ที่ ๑.๕๐ บาท เพราะฉะนั้นดิฉันว่า การที่เราเขียนวรรคนี้ไว้ทําให้ประเทศอาจจะสูญเสียรายได้ที่จะเข้ารัฐ แล้วอาจจะเป็นภาระ ให้กับหน่วยงานในการที่จะต้องไปสนับสนุนภาวะขาดทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ดิฉัน เอ่ยนามมา
ขออนุญาตไปในมาตรา ๖๐ ซึ่งเป็นมาตราของผู้บริโภคโดยตรง แต่ก่อนที่จะไป มาตรา ๖๐ ดิฉันขอไปมาตรา ๕๒ สั้น ๆ ว่า มาตรา ๕๒ ดิฉันก็สนับสนุนที่เพิ่มจาก ๑๒ ปีเป็น ๑๕ ปี แต่ด้วยความเคารพ ดิฉันคิดว่าเราพูดกันเรื่องลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรมมาก เพราะฉะนั้นการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่สําคัญ เป็นการลงทุนที่สําคัญ ดิฉันอยากเห็น กรรมาธิการเพิ่มเติมไปจนถึงปริญญาตรีทั้ง ๒ สาย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในส่วนมาตรา ๕๒ อยากให้การศึกษาขยายไปถึงปริญญาตรีทั้งสายสามัญและสายอาชีพ
มาตรา ๖๐ ซึ่งเป็นประเด็นที่กรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอ แล้วก็ขณะนี้กรรมาธิการเองก็สับสนเนื่องจากว่าทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ ฉบับยกร่างนี้ก่อนหน้านี้ก็เขียนว่าให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจาก หน่วยงานของรัฐ แต่ขณะนี้ถูกแก้ไขเป็น ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานรัฐ คําถามก็มีอยู่ว่าถ้าไม่ใช่หน่วยงานรัฐแล้ว องค์การที่เขียนอยู่ ในมาตรา ๖๐ เป็นองค์การประเภทใด ในประเทศไทยเรามีองค์การแบบนี้หรือเปล่า แล้วถ้าองค์การผู้บริโภคที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐแล้วยังถือเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่จะ ต้องส่งกฎหมาย ช่วยสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายไหม กฎต่าง ๆ ที่จะบังคับใช้ต้องให้ องค์การผู้บริโภคนี่พิจารณาหรือเปล่า แล้วก็รวมถึงสิ่งที่หน้าที่ต่าง ๆ จะอาศัยอํานาจใด ในการที่จะเข้าไปดําเนินการถ้าไม่ใช่หน่วยของรัฐ อย่างเช่นการตรวจสอบการกระทําที่เป็น การละเมิดสิทธิผู้บริโภค เพราะฉะนั้นการที่จะให้บุคคลเข้ามาชี้แจง การที่จะขอให้บุคคลให้ข้อมูล สิ่งเหล่านี้จะสามารถทําได้หรือไม่ แล้วก็ชัดเจนหลายคนก็พูด สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้มีการพูดถึงกันว่าถ้าไม่ใช่หน่วยงานรัฐ และรัฐจะเข้าไปสนับสนุนงบประมาณได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เป็นการดําเนินการในลักษณะโครงการ
แล้วก็ประเด็นสุดท้าย ก็คือเรื่องสิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง ซึ่งกรรมาธิการได้เสนอให้มีการระบุถึงสิทธิผู้บริโภคที่ถูกคุ้มครองอยู่ในระดับสากล แต่ก็จะ เห็นว่าถูกตัดไป แต่ว่ากรรมาธิการเองได้เขียนไว้อย่างดี ดิฉันคิดว่าเขียนไว้อย่างดีในเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้นดิฉันขอความกรุณาว่าขอให้กรรมาธิการยกเจตนารมณ์ในการยกร่างมาเขียนไว้ ให้ชัดเจนเพื่อลดข้อถกเถียง ต้องเรียนว่ากฎหมายฉบับมีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ สิ่งที่ถกเถียงกัน ก็คือว่าจะเป็นอิสระอย่างไร จนกระทั่งเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ออกแบบมาว่าเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ เพราะเดิมตอนปี ๒๕๔๐ ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ก็อยู่กับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หลายส่วนก็บอกว่าคุณจะให้ตรวจสอบ หน่วยงานรัฐ มันก็เหมือนให้ลูกน้องไปจับเจ้านาย มันจับไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นปี ๒๕๕๐ ก็เขียนไว้ให้ชัดขึ้นว่าเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ปัจจุบันก็บอกว่าไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ก็เลยงงว่าตกลงแล้วจะเป็นหน่วยงานประเภทไหน เพราะฉะนั้นสิทธิของผู้บริโภคที่ย่อมได้รับ ความคุ้มครอง ดิฉันขอให้รวมไปถึงการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง เป็นธรรม สมดุล เข้าถึง สินค้าและบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพ ราคาเป็นธรรม มีสิทธิร้องเรียนได้รับการเยียวยา ความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค และอ้างถึงการรับฟัง ความคิดเห็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่มีข้อเสนอจาก เครือข่ายผู้บริโภค ในส่วนมาตรา ๖๐ ให้เพิ่มสิทธิในการฟ้องคดี ดิฉันคิดว่าขณะนี้ร่างที่ สมาชิกสภาปฏิรูปดําเนินการหรือแม้กระทั่งที่ผ่านกรรมาธิการร่วมเดิมก็มีข้อถกเถียงว่า การที่เราขอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาว่าจะสามารถพิจารณาการสั่งฟ้องคดี อันนี้เป็นเรื่อง ที่เกินรัฐธรรมนูญไหม เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าเราเขียนในส่วนนี้ให้ชัดเจน และเสนอ แนวทางแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ฟ้องคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งเหล่านี้ ก็จะทําให้เกิดความชัดเจนแล้วไม่ต้องถกเถียงกันว่าการเขียนกฎหมายเกินเลยรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประเด็นสุดท้ายในส่วนมาตรา ๖๐ ก็อยากให้เพิ่มเติมเหมือนอย่างที่ข้อเสนอ ของกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคว่าให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดําเนินการ ที่เพียงพออย่างเป็นอิสระของการดังกล่าวด้วย ในส่วนมาตรา ๖๐ ซึ่งเรื่องการฟ้องคดี จริง ๆ ปัจจุบันผู้บริโภคก็ฟ้องคดีได้ องค์กรผู้บริโภคก็ฟ้องคดีได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค และเรากําลังจะทําองค์กรตามรัฐธรรมนูญแต่ไม่มีอํานาจในการฟ้องคดี ดิฉันก็คิดว่า มันจะกลายเป็นเสือกระดาษตัวที่ ๒ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็น่าจะเขียนไว้ให้ชัดเจนมากขึ้น
ส่วนประเด็นถัดมาเรื่องมาตรา ๖๖ ซึ่งอันนี้ดิฉันต้องชื่นชมเลยนะคะว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ร้อยการเสนอกฎหมายของประชาชนไว้ในหลายมาตรามาก อย่างเช่น มาตรา ๖๖ ให้ประชาชนเข้าชื่อกัน ๑๐,๐๐๐ ชื่อ มีส่วนร่วมในกรรมาธิการ ๑ ใน ๓ มาตรา ๑๔๗ มาตรา ๑๕๒ มาตรา ๑๕๓ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๑๕๕ มาตรา ๑๕๖ มาตรา ๑๖๒ แล้วก็มาตรา ๒๘๐ แต่ประเด็นที่ขาดหายไปในการเขียนเรื่องการเสนอกฎหมาย ของประชาชนตามประสบการณ์ที่เราเสนอกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคก็คือ เมื่อออกมาจากกรรมาธิการร่วม ๒ สภาแล้วไม่มีระยะเวลา พ.ร.บ. องค์การอิสระเป็นรูปธรรมว่า เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๖ หลุดออกจากกรรมาธิการร่วมของ ๒ สภา ภายใน ๓๐ วันวุฒิสภา เอาไปพิจารณาแล้วก็เห็นชอบเลย แต่ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีการดําเนินการเลย จนกระทั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภา เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าตรงนี้ขาดอยู่ประเด็นเดียว ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเพิ่มเติมอย่างไรที่จะทําให้สิทธิในการเสนอกฎหมาย โดยประชาชนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วก็มีขั้นตอนที่ชัดเจน ดิฉันคิดว่าในส่วนของมาตรา ๖๖ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับหลายมาตรา เรื่องการเสนอกฎหมายโดยประชาชนก็อยากให้เพิ่มเติม ในประเด็นขั้นตอนที่ออกมาจาก ๒ สภาแล้วจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนอย่างไร
ประเด็นมาตรา ๘๘ ซึ่งดิฉันก็คิดว่ามาตรา ๘๘ จริง ๆ เป็นเรื่องที่ดี แล้วก็สําคัญมากที่เขียน จริง ๆ เราก็มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ด้วย แต่ดิฉันขออนุญาต เพิ่มเติมว่าขอให้เรายกระดับการดําเนินการในเรื่องนี้โดยที่ขอเพิ่มอีก ๑ วรรคนะคะ ในเรื่องที่รัฐต้องส่งเสริม รัฐไม่พึงแข่งกับเอกชนเว้นแต่มีความจําเป็น รัฐต้องส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดย่อม ขนาดกลาง ดิฉันขออนุญาตให้ไปถึงรัฐต้องจัดให้มีกฎหมายและมาตรการควบคุม การลงทุนการค้าของต่างประเทศในประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศ ผู้ลงทุน อันนี้ดิฉันยกตัวอย่างนะคะว่า อย่างเช่น บริษัทต่างประเทศจํานวนมากเลิกใช้ สารเคมีในประเทศของตัวเอง แต่ยังส่งสารเคมีนั้นมาในประเทศกําลังพัฒนา เพราะฉะนั้น เราก็ต้องให้บริษัทต่างประเทศเหล่านั้นยึดตามมาตรฐานของประเทศผู้ลงทุน ร่างมาตรฐาน ของประเทศไทย แล้วก็รวมไปถึงขณะนี้มีความพยายามที่จะให้เอกชนและรัฐวิสาหกิจ ที่ไปลงทุนในต่างประเทศให้ความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การทุจริต การคุ้มครองผู้บริโภค โดยอย่างน้อยต้องมีมาตรฐานตามกฎหมายไทยนะคะ ซึ่งทําไมดิฉัน ถึงเสนอเรื่องนี้ ดิฉันเองได้มีโอกาสรับฟังเรื่องมาตรา ๘๘ ท่านประธานขออีกนิดหนึ่งนะคะ ก็คือโครงการขนาดใหญ่ส่งผลกระทบเยอะมาก อย่างเช่น ทวาย คนพม่าบอกเองว่า จะมีคนทวายอย่างน้อย ๓๐,๐๐๐ คน สูญเสียที่ดินทํากิน แล้วคนอีกไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน จะเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นจริง ๆ มันไม่ใช่กระทบที่ทวายเท่านั้น แต่ว่า จะกระทบกับการไหลของแรงงานที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นดิฉันอยากเห็นว่า มาตรา ๘๘ รัฐต้องดําเนินการในส่วนนี้ด้วย แล้วก็ขอชื่นชมเรื่องผู้หญิงในมาตรา ๓๔ แล้วก็ ขอให้เสนอกรรมาธิการเพิ่มเติมหลักการเช่นเดียวกันในการกระจายอํานาจ และการบริหาร ส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะในส่วนของสมาชิกไม่ใช่เฉพาะตําแหน่งที่มีบุคคลเดียวนะคะ แล้วก็ กรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเราได้เสนอเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ดิฉันเสิร์ช (Search) ทั้งหมดเราไม่เห็นถ้อยคําเรื่องความมั่นคงด้านอาหารเลย ดิฉันขออนุญาตให้ระบุ เรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งอาจจะกรุณาเขียนในมาตรา ๙๒ ได้นะคะ ความมั่นคง ด้านอาหารที่หายไปเลยนะคะ แล้วก็ต้องเรียนว่า ดิฉันคิดว่าภารกิจของพวกเราวันนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก แล้วเรามาช่วยทําให้จินตนาการที่เราอยากเห็นรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญของทุกคน รัฐธรรมนูญที่อยากเห็นพลเมืองเป็นใหญ่ตลอดเส้นทางของ ความเป็นใหญ่ของพลังพลเมือง ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะขณะนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป ๖ คณะ ซึ่งได้ แสดงความประสงค์ที่จะอภิปรายในภาค ๑ หมวด ๒ นี้ได้อภิปรายครบแล้วนะคะ ต่อไป จะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกแต่ละบุคคลซึ่งได้แจ้งความประสงค์ไว้เช่นกัน และดิฉัน ได้จับสลากเรียงลําดับไว้แล้วนะคะ ดิฉันจะขอเรียนรายนามในชุดแรกนี้ก่อนนะคะ ท่านผู้ว่าฯ ธวัช สุวุฒิกุล ท่านผู้ว่าฯ อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ท่านรองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม ท่านนิพนธ์ นาคสมภพ ท่านผู้ว่าฯ สยุมพร ลิ่มไทย ท่านพลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ท่านอาจารย์ประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ แล้วก็ท่านอธิบดีเกษมสันต์ จิณณวาโส ค่ะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านผู้ว่าฯ ธวัช สุวุฒิกุล ค่ะ ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีนะคะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายธวัช สุวุฒิกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดชัยภูมิ ผมต้องกราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้นะครับว่า ประชาชนหรือจะเรียกว่าพลเมืองก็แล้วแต่เป็นส่วนที่มีความสําคัญยิ่งในการปกครองบ้าน ปกครองเมือง แม้ว่าในขณะนี้คําว่า พลเมือง เราใช้มานานแล้ว เช่น อยู่ในเรื่องของวิชาหน้าที่พลเมือง แต่ว่าในเมื่อเรามีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจึงจําเป็นอย่างยิ่งตรงนี้ที่จะต้องทําความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชนให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อที่ว่าพี่น้องประชาชนจะได้ไม่มีความสับสน เพราะว่าในเรื่องของความเป็นพลเมืองนั้นในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ผมคิดว่าดีมากครับ ดีอย่างไรครับ ในมาตรา ๒๖ เราจะพูดถึงว่าพลเมืองหรือประชาชนนั้นจะต้องเป็นคน ที่มีคุณภาพ มีคุณภาพ มีความรู้ มีความเป็นประชาธิปไตยครอบคลุมทุกอย่าง รู้จักเสรีภาพ รู้จักรับฟังความคิดเห็น เรื่องของเสมอภาค มีความมีวินัย ท่านครับสําคัญมากนะครับ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ อันนี้ต้องย้ําและขีดเส้นใต้ ๓-๔ เส้นสําหรับพี่น้องประชาชนคนไทยเลยที่ท่านกําลังรับฟัง การอภิปรายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้อยู่ว่า หน้าที่ความรับผิดชอบนั้นเป็นส่วนสําคัญอย่างยิ่ง ของมนุษย์ทุกนามที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไปดูมาตรา ๒๗ ครับ ท่านครับ เราได้ระบุบัญญัติไว้ว่า พี่น้องพลเมืองต้องมีหน้าที่อะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหน้าที่ที่มีส่วนสําคัญอย่างยิ่ง ก็คือใช้สิทธิการเมืองโดยสุจริตและมุ่งถึงประโยชน์ส่วนรวม ในอดีตที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า ความยุ่งยากสับสนต่าง ๆ นี้เพราะว่าเกิดจากการที่พี่น้องประชาชนไปใช้สิทธิโดยที่ไม่รู้หน้าที่ ตรงนี้ก็มีการย้ําไว้และรวมถึงมาตรา ๒๗ เราพูดถึงมีคุณธรรม อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนต่อ ที่ประชุมแห่งนี้ว่า ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปจากสายจังหวัด ได้รับข้อเสนอแนะ จากพี่น้องชาวชัยภูมิว่าขณะนี้บ้านเมืองมันล้มเหลวเพราะว่าคนไม่มีคุณธรรม ไม่มีคุณธรรม ทั้งระดับขององค์กรและระดับบุคคล เพราะฉะนั้นการที่ทางรัฐธรรมนูญได้บัญญัติตรงนี้ไว้ ก็เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะสามารถทําให้สังคมของเรานั้นมีความบริสุทธิ์ แจ่มใสขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผมในความคิดส่วนตัวผมก็ยังมีความกังวลอยู่บ้างในเรื่องของกลไกการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยภาคพลเมือง ซึ่งการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเป็นสิ่งที่มีสําคัญ และมีความจําเป็นครับในระบอบประชาธิปไตย เพราะเมื่อมีการเข้ามาใช้อํานาจรัฐไม่ว่าจะ โดยฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายข้าราชการประจําก็ตาม บางครั้งกรณีเกิดการใช้อํานาจดังกล่าว ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง อันนี้ก็ทําให้เกิดความเสียหาย จะเห็นได้ว่า การคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของพลเมืองโดยกําหนดให้แยกอํานาจอธิปไตยไว้ ๓ ส่วน ก็เป็น อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร อํานาจตุลาการ ซึ่งตรงนั้นก็ใช้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุล อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็คงจะต้องว่ากลไกการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐโดยทั่วไปนั้นเราจะพบว่า มีอยู่ ๒ ลักษณะได้แก่การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐขององค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ในภาค ๓ และกลไกการตรวจสอบโดยภาคพลเมืองซึ่งบัญญัติไว้ในภาค ๑ มาตรา ๒๖ ถึงมาตรา ๒๘ จึงขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญ ในการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองในการเป็นกลไกการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายของภาครัฐนั้นที่มุ่งส่งเสริมให้ภาคพลเมือง เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างจริงจัง และการจัดตั้งองค์กรต่าง ๆ เพื่อทําหน้าที่ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคพลเมือง ควรคํานึงถึงความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความคุ้มค่าเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๓๓ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ กล่าวโดยสรุปนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุมว่า โดยส่วนตัวนั้นผมเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการที่ดีในเรื่องของพลเมือง แต่ยังมีข้อกังวลและห่วงใย ในบางเรื่อง เช่น กลไกการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐโดยภาคพลเมืองที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ถึงมาตรา ๒๘ จึงขอให้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ให้ความสําคัญในส่วนนี้ครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานได้โปรดรับทราบ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ว่าฯ อนุสรณ์ แสงนิ่มนวลค่ะ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ดอกเตอร์ อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล สปช. ครับ ผมก็อยากจะขออภิปรายมาตรา ๖๔ ความจริงมาตรา ๖๔ นี้ เป็นมาตราที่ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน แล้วก็ตอนรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ผมต้องเรียนว่าในช่วงที่มีการปรับปรุง ผมขอเอ่ยนามนิดหนึ่ง อาจารย์คุณหมออําพล ก็ได้มีการใส่ในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มีการเติม ในเรื่องของการดูแลในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง จะดีมาก แต่ว่าตอนที่รัฐธรรมนูญออกไปก็เกิดปัญหาพอสมควรอยู่เหมือนกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าพอรัฐธรรมนูญออกไปนี้ ผู้ประกอบการที่ได้ทํารายงานผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม อีไอเอ (EIA) ที่เสนอเข้าไปต่อภาครัฐ ก็ฉุกละหุกเหมือนกัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มีผลแล้วว่าจะต้องกลับไปทําพวกเอชไอเอ (HIA) หรือผลกระทบต่อสุขภาพ ก็ไม่รู้จะทํา อย่างไรเหมือนกัน ทางภาครัฐเองก็งง ๆ เหมือนกันว่าตัวผลกระทบต่อสุขภาพรายละเอียด ควรจะเป็นอย่างไร ก็ใช้ระยะเวลาอยู่ระยะหนึ่งก็พอสมควรเหมือนกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือโครงการต่าง ๆ ดีเลย์ (Delay) ออกไปค่อนข้างเยอะ พอดีเลย์ออกไปมันก็มีผลกระทบ ต่อผู้ประกอบการค่อนข้างมาก ตอนนี้ในมาตรา ๖๔ ที่ผมพูดถึงเอ่ยนําเรื่องเมื่อสักครู่นี้ เพราะผมก็มีความกังวลใจว่าพอมาตรานี้ สมมุติว่ารัฐธรรมนูญนี้ออกไปแล้วก็มีผลเลยนี้ มี ๒ เรื่องด้วยกันที่ความแตกต่างเพิ่มเติมจากในฉบับก่อน เรื่องแรกก็คือว่าคนที่จะทําอีไอเอ เอชไอเอนี้จะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียนะครับ ตอนนี้พอคนทําอีไอเอ เอชไอเอนี้ส่วนใหญ่ จะเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางสิ่งแวดล้อมเป็นคนจัดทําหรือว่าทางอาจารย์มหาวิทยาลัยนะครับ แล้วก็ปกติแล้วผู้ประกอบการเองจะเป็นคนจ้าง คนทํา แต่คราวนี้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ บอกว่าผู้ไม่มีส่วนได้เสียในการจัดทําจะต้องไม่ถูกจ้างโดยเจ้าของโครงการ ตอนนี้ไม่ถูกจ้าง โดยเจ้าของโครงการ เจ้าของโครงการก็อาจจะงงว่าแล้วใครจะเป็นคนจ้าง แล้วใครจะเป็นคน จ่ายสตางค์ แล้วจะจ่ายกันอย่างไร อันนี้ก็เกิดความไม่ชัดเจนขึ้นมา ถ้าความไม่ชัดเจน อันนี้เกิดขึ้น ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถทําอะไรได้ถ้าเกิดรัฐธรรมนูญนี้มีผลแล้วนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่พูดถึงเรื่องของการประเมินสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ เรื่องนี้ถ้ามองดูผิวเผินต้องบอกว่าก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าในแต่ละพื้นที่ถ้าเรามีการทํา ที่เราเรียกว่า ประเมินสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ หรือที่เรียกว่า เอสอีเอ (SEA) นี้นะครับ ก็น่าจะดีว่าตรงจุดไหน พื้นที่ไหนเราควรจะให้มีโครงการขนาดใหญ่เข้าไปอยู่นะครับ แต่สิ่งที่ จะเกิดขึ้นก็คือว่าถ้าเกิดว่ารัฐธรรมนูญมีผลโครงการของรัฐต่าง ๆ ที่กําลังดําเนินการอยู่ โดยเฉพาะเรื่องอีไอเอ แล้วก็จะต้องไปจัดทําเรื่องเอสอีเอขึ้นมานี้ จะต้องใช้เวลาอีกเยอะมาก โครงการต่าง ๆ ก็อาจจะดีเลย์ไป ผมยกตัวอย่างเช่น โครงการรถไฟรางคู่หรือโครงการรถไฟ ความเร็วปานกลาง แม้กระทั่งโครงการรถไฟที่ในกรุงเทพมหานครนี้ก็ตามอาจจะต้องช้า ออกไปเพราะว่าด้วยเอสอีเอที่จะต้องไปดูก่อนว่ามันมีผลกระทบมากน้อยขนาดไหน อย่างไรนะครับ แม้กระทั่งโครงการของภาคเอกชนที่วันนี้ก็ยังสงสัยอยู่ในนี้ว่า จะต้องไปให้สอดคล้องกับเอสอีเอ ด้วยหรือเปล่า แต่เจตนารมณ์ของการร่างก็บอกว่าเอสอีเอทําโดยภาครัฐ เอกชนไม่ต้อง แต่ว่าถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่จริง ๆ ผมอยากเรียนถาม ยกตัวอย่างเช่น โครงการโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่ ถ้าเกิดว่าทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตหรืออีแกต (EGAT) เป็นคนทํา ก็จะต้องให้ สอดคล้องกับเอสอีเอ แต่ถ้าเป็นเอกชนทํา ไอพีพี (IPP) ขนาดใหญ่จะต้องทําด้วยหรือเปล่า จะต้องสอดคล้องด้วยหรือเปล่า เพราะฉะนั้นความไม่ค่อยชัดเจนตรงนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่แคลงใจ อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าในมาตรา ๖๔ สิ่งที่อยากให้คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญลองไปพิจารณาดูก็คือว่า โดยหลักแล้วก็เห็นด้วยแต่เราควรจะมีบทเฉพาะกาล หรือเปล่าในเรื่องของการที่จะบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาตรานี้ เพราะถ้าเกิดว่าเราออกไปมันจะ ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบการจํานวนมากที่อาจจะสงสัยแล้วก็งงว่าจะทําอย่างไร กันดีนะครับ ถ้าเกิดว่าเราออกไปเลยผมก็กลัวว่าจะเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนที่ ทําให้ผู้ประกอบการโครงการต่าง ๆ ดีเลย์ออกไปค่อนข้างเยอะแล้วก็ทําให้การลงทุนนี้ หยุดชะงักลง ก็อยากจะเรียนฝากทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ที่นี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ประภาภัทร นิยม ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ประภาภัทร นิยม ดิฉันขอโอกาสที่ประชุมที่จะได้นําเสนอความคิดเห็นบางเรื่องในภาค ๑ หมวด ๒ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้นะคะ ในเรื่องของสิทธิพลเมือง ดิฉันอยากจะได้ลงไปที่ประเด็นของ มาตรา ๕๒ ซึ่งอยากจะกราบเรียนต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะคะว่า ในภาพรวมทั้งหมดก่อนที่จะเข้าไปในมาตรา ๕๒ ดิฉันขอแสดงความชื่นชมท่านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้ามองจากมุมมองเรื่องของกรรมาธิการด้านการศึกษา เราจะเห็นว่าในมาตราต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างได้บรรจุหรือตราเอาไว้ในหลาย ๆ มาตรา มีความเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของการศึกษาค่อนข้างเห็นชัดเจนมากนะคะ ซึ่งอันนี้ดิฉันต้องขอแสดงความชื่นชม แล้วก็ขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ท่านได้ให้ความเอาใจใส่ในเรื่องนี้ เป็นอย่างดียิ่ง อย่างไรก็ดีมันยังมีภาพบางอย่าง ยกตัวอย่างในมาตรา ๕๒ ที่เป็นเรื่องของสิทธิ ในการได้รับการศึกษาที่ได้เขียนเอาไว้ว่า พลเมืองย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน ในการรับการศึกษา ที่มีคุณภาพและหลากหลายอย่างทั่วถึงนี้นะคะ เพื่อการพัฒนาตนเอง ที่สอดคล้อง กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ความถนัด และศักยภาพของแต่ละบุคคลตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึง ระดับมัธยมศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ แล้วก็มีคําวลีหนึ่งที่ว่า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นี้ค่ะ ในวลีนี้มีความสําคัญมากเลยนะคะ วลีนี้เคยถูกบรรจุไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นะคะ ซึ่งดิฉันก็เข้าใจว่าเป็นเจตนารมณ์ที่ดีอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญที่จะ พูดถึงการที่ประชาชนหรือว่าบุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้นะคะ คือในสังคมไทยเราไม่ใช่รัฐสวัสดิการ คือโครงสร้างในการ ใช้งบประมาณต่าง ๆ ของเราไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการ เพราะฉะนั้นในการที่ท่านจะจัดการศึกษา ให้กับทุกคน ทุกระดับ ทุกวัย ทุกคุณภาพ โดยที่ผู้รับการศึกษาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อันนี้ มันไม่เคยเป็นไปได้อย่างนั้นนะคะ สิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากการที่มีวลีนี้อยู่ ในรัฐธรรมนูญนี้ มันเป็นอย่างนี้ คือว่าปรากฏการณ์มันเกิดขึ้นว่า แต่เดิมรัฐเป็น ผู้จัดการศึกษาแต่ผู้เดียวด้วย แล้วก็เป็นผู้ซื้อแต่ผู้เดียว เพราะฉะนั้นมันไม่เกิดกลไก ในการแข่งขันเชิงคุณภาพขึ้น อันนี้มันเป็นจุดที่เราอาจจะมองข้ามไปนะคะ แล้วก็ เป็นการที่ทําให้เกิดความอ่อนแอในเรื่องของคุณภาพโดยไม่รู้ตัว เพราะในเมื่อไม่มี การแข่งขันเกิดขึ้นรัฐซึ่งเป็นผู้จัดจะจัดอย่างไร ตัวเองก็เป็นผู้ซื้อซึ่งถ้าหากว่ากลไกระบบบริหาร อื่น ๆ เช่น บริหารบุคคลหรือบริหารด้านวิชาการอ่อนแอลงนี้นะคะ ทั้งหมดก็จะทรุดลงทั่วกัน ทั้งหมดเลยนะคะ ทั้งประเทศพร้อมกันเลย แล้วก็โอกาสที่จะหาจุดตั้งต้นที่จะมีความเข้มแข็ง เพื่อที่จะยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่งนี้ ยากมากเลยค่ะเพราะฉะนั้นในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ครั้งนี้นะคะ เราพยายามที่จะเน้นปฏิรูปใน ๓ ระบบ คือระบบการกระจายอํานาจการจัดการศึกษา แล้วก็ระบบการกระจายเรื่องของการเงิน การคลังเพื่อการศึกษา แล้วก็ระบบการกระจาย การบริหารวิชาการนะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกระจายงบประมาณ การเงิน ทรัพยากร เพื่อการศึกษาเป็นหนึ่งใน ๓ หลักของการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งตรงนี้ได้บรรจุอยู่ใน มาตรา ๒๘๖ เช่นกันนะคะ ข้อความมันจึงจะต่างกันจากที่อยู่ในมาตรา ๕๒ ในมาตรา ๒๘๖ นี้ ระบุไว้ว่ามีการจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวโดยตรงแก่ผู้เรียนทุกคนอย่างพอเพียง ตามความจําเป็น และเหมาะสมของผู้เรียนนะคะ สําหรับการศึกษาระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาทั้งการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ เพราะฉะนั้นข้อความในมาตรา ๒๘๖ (๒) จึงค่อนข้างจะเป็นแนวทางของการปฏิรูปที่ชัดกว่า แล้วถ้าหากว่า ๒ วลีนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญเดียวกัน มันก็จะเกิดความขัดแย้งกันพอสมควร ทีเดียวนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า คําว่า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็อาจจะถูกตีความ แล้วก็ทําให้มิติของเรื่องของการศึกษายังกลายเป็นเรื่องของผู้รับแล้วก็ผู้จัดแต่เพียงผู้เดียว และผู้รับไม่จําเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องของการลงทุนเพื่อการศึกษาเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ดิฉันก็คิดว่าเราคงจะลองดูว่าผลกระทบ ถ้าหากว่ายังเขียนเช่นนี้ต่อไปอะไรจะเกิดตามมา อย่างเช่นเราไม่สนับสนุนให้เกิดผู้ลงทุนทางด้านการศึกษาขึ้นเพราะว่าเราไม่มีผู้ซื้อ ตรงนี้สิ่งที่ เกิดขึ้นแล้วก็คือว่าเมื่อสถานศึกษาใดก็ตามได้รับเงินค่าอุดหนุนรายหัวของผู้เรียนจากรัฐแล้ว ห้ามเก็บค่าเล่าเรียนอีก ตรงนี้ก็หมายความว่าในการพัฒนาเชิงคุณภาพซึ่งต้องลงทุนค่อนข้างสูง จะมีข้อจํากัดทันที แล้วก็สถานศึกษาเอกชนหลาย ๆ แห่งอยู่ยาก พากันปิดไปเป็นจํานวนมาก เพราะว่าสู้ไม่ไหวในภาวะเช่นนี้ รวมทั้งการที่เราไม่สนับสนุนให้มีการลงทุนทางด้านการศึกษา โดยผู้จัดที่หลากหลายที่ผ่านมาด้วยนี่นะคะ ก็ยิ่งเป็นการดึงเอาบุคลากรดี ๆ จากสถานศึกษา เอกชนไปอยู่ภาครัฐอีกด้วยเช่นกัน ก็เหมือนกับว่าเราไม่ได้ไปเสริมความเข้มแข็งให้กับ การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ แล้วก็ไม่ได้ไปสร้างความสมดุลของอํานาจผู้ซื้อกับอํานาจ ผู้ให้บริการ อันนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นความซับซ้อนอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วเราต้องดูโครงสร้าง ในภาพรวมของประเทศว่ารัฐไม่มีความสามารถที่แท้จริงที่จะไปอุดหนุนการศึกษาโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายเลยให้เกิดคุณภาพได้ในทุกระดับเป็นไปได้ยากมาก เรายังต้องการผู้มีส่วนร่วม ในการลงทุนเพื่อการศึกษาอีกเป็นจํานวนมาก ดิฉันจึงคิดว่าอาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องใช้วลี คําว่า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ท่านอาจจะใช้วลีอื่นก็ได้ที่จะเป็นการกระตุ้นอินเซนทีฟ (Incentive) ในการที่จะให้เกิดการแข่งขันเชิงคุณภาพทางด้านการศึกษาขึ้นนะคะ
แล้วก็อีกประการหนึ่งในมาตรา ๕๒ เช่นกัน ที่เขียนถึงว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิ เท่าเทียมกันในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพและหลากหลาย ในมุมมองอีกมุมหนึ่งถ้าหากเรา มองในแง่ของการกระจายอํานาจการจัดการศึกษา ประชาชนหรือพลเมืองก็ย่อมมีสิทธิ ที่จะจัดการศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราระบุสิทธิตรงนี้ไว้ด้วย ดิฉันว่าก็จะเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็เปิดทางให้กับการปฏิรูปการศึกษาง่ายขึ้น ก็ขอนําเรียนกรรมาธิการไว้ ๒ ประเด็นหลัก ๆ เท่านี้นะคะ ขอขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านนิพนธ์ นาคสมภพ ท่านมี ๑๐ นาทีค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ นาคสมภพ สมาชิกสภาปฏิรูปหมายเลข ๑๑๓ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่งที่ได้บรรจุสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนใหญ่ ที่เราได้พูดกันนะครับ แต่อย่างไรก็ดีผมเห็นว่ายังมีบางเรื่องเช่นเรื่องของเทคโนโลยีที่เป็นเรื่อง ของอนาคต เป็นพัฒนาการที่รวดเร็ว เป็นเรื่องที่ไม่ควรนํามาบรรจุไว้ เพราะว่าเราคาดการณ์ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีบางเรื่องที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ไม่ค่อยได้หยิบยกมาอภิปรายนะครับ ผมจึงขออภิปรายแสดงความเห็นเฉพาะส่วนนี้นะครับ
ในมาตรา ๔๘ วรรคห้า ความว่าเจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องเป็นพลเมือง และเป็นพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือผู้ถือหุ้นไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อม หลายกิจการในลักษณะที่อาจจะมีผลเป็นการครอบงําหรือผูกขาดในการนําเสนอ ข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคม ท่านครับ การครองสิทธิข้ามสื่อไม่ได้กําหนดไว้ เฉพาะเจาะจงเป็นสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ สื่อเคเบิลทีวี (Cable TV) ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเพลง วิดีโอเกม (Video Game) สื่อออนไลน์ (Online) เจ้าของสื่อมีมากกว่า ๒-๓ สื่อ ๓-๔ สื่อรวมกันนะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเขาต้องทําธุรกิจ ความจริง แนวคิดการครองสิทธิข้ามสื่อ วิทยุและโทรทัศน์เป็นแนวคิดของยุคตั้งแต่สงครามเย็น เพราะว่า ๒ สื่อนี้เป็นสื่อที่ประเทศมหาอํานาจได้นํามาเป็นยุทธปัจจัยเพื่อการส่งสาส์น ให้เข้าถึงประชาชนแล้วก็สร้างความเข้าใจ โน้มน้าว ครอบงําความคิดเห็นประชาชนทุกระดับ เพราะว่าสมัยนั้นประชาชนส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ค่อยออก ประเทศไทยก็เหมือนกันครับ เป็นประเทศที่ถูกครอบงําด้วยการส่งสื่อวิทยุคลื่นสั้นเข้ามารบกวนเป็นภาษาไทย ทั้งโน้มน้าว ทั้งชวนเชื่อเพื่อต่อสู้กันระหว่างลัทธิทุนนิยมกับสังคมนิยม อันนี้เป็นเรื่องเก่ามากนะครับ มหาอํานาจบางประเทศถึงกับว่าจ้างรายการละครบางรายการในประเทศไทยให้แทรกแซง ความเชื่อถือต่อต้านลัทธิบางลัทธิ นั่นเป็นเรื่องเก่ามากครับ วันนั้นวิทยุมีอิทธิพลมาก ต่อความคิด ต่อความเชื่อถือของประชาชน ของคนไทยส่วนหนึ่ง วันนั้นอิทธิพลเป็นเรื่องที่ หลายคนรับไม่ได้ถึงได้มีกฎหมายของการครองสิทธิข้ามสื่อมาในหลายประเทศ วันนี้ผ่านไป กว่า ๔๐ ปีแล้วครับ วิทยุกระแสหลักเปิดเพิ่มมีถึง ๕๐๐ สถานีทั่วประเทศ แบ่งเป็นเอเอ็ม (AM) กับเอฟเอ็ม (FM) อย่างละ ๒๕๐ วิทยุเอฟเอ็มในยุคสื่อเสรีเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ๕ ปีที่แล้ว หรือ ๒ ปีที่แล้วนะครับ ได้เปิดกันมากถึง ๗,๐๐๐ คลื่น คลื่นความถี่นะครับ ในเมื่อเปิดกันมาก ก็แน่นอนบางคลื่นก็สามารถโน้มแน้วให้ประชาชนในท้องถิ่นลุกขึ้นมาต่อสู้กับความคิดและ เลยไปถึงก่อความรุนแรง ต้องยอมรับนะครับ วิทยุในช่วงที่ผ่านมาเป็นพลังหนุนให้เกิดความ รุนแรงจริง ๆ แต่ไม่ใช่เป็นเพราะการหลอมรวมสื่อ เป็นการใช้สื่อหนึ่งสื่อเดียว หรือสื่อโฆษณาชวนเชื่อบางสื่อ บางคลื่นเท่านั้น บางครั้งใช้เป็นรหัสในการระดมพลด้วยซ้ํา เป็นการครอบงําไม่ได้แปลว่าเป็นการครองสิทธิข้ามสื่อ ก่อนยุคหลอมรวมสื่อมีหลายประเทศ ไม่อนุญาตให้เจ้าของกิจการโทรทัศน์เป็นเจ้าของกิจการวิทยุ แต่ก็มีหลายประเทศให้ได้ ทั้งกิจการโทรทัศน์และวิทยุ แต่จํากัดจํานวนผู้รับสาส์นให้มากพอที่จะไม่สามารถโน้มน้าว และครอบงําประชาชนได้ ประเทศไทยมีความคิดตรงกันข้ามนะครับ การให้สัมปทานกิจการ โทรทัศน์ในยุคที่เป็นอนาล็อก (Analog) ที่ผ่านมาถ้ามีโทรทัศน์ ๑ ช่อง ต้องให้วิทยุ ๑ คลื่น มี ๔ ช่อง ได้ ๔ คลื่น ฉะนั้นเราจะเรียกว่าเป็นวิทยุแถมโทรทัศน์ด้วยนะครับ อันนี้คือ การหลอมรวมในเบื้องต้น ต่อมามีการหลอมรวมมากกว่านั้น มีทั้งออนไลน์นะครับ ออนไลน์ ไปหลอมรวมกับทั้งโทรทัศน์ วิทยุ แล้วก็หนังสือพิมพ์ งานวิจัยเรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อ ในยุคของการหลอมรวมสื่อนี้ก็มีอยู่ เขียนไว้นะครับ ผมไปอ่านในบทคัดย่อเขียนไว้ว่า หนังสือพิมพ์และสื่อบันเทิงจํานวนมากข้ามสื่อไปทําโทรทัศน์ดาวเทียม แนวคิดห้ามครองสิทธิ ข้ามสื่อเป็นหลักการที่ดีแต่อาจจะใช้ไม่ได้กับประเทศไทย เนื่องจากเมืองไทยมีการทําธุรกิจ ข้ามสื่อมานานแล้ว มีสื่อและช่องทางการรับสาส์นหลากหลาย เมืองไทยยึดหลักการแข่งขัน ตามกลไกของตลาดเสรีและการครองที่ทําให้เกิดการผูกขาดและการกระจุกตัว และผลการกระทบ เชิงลบ งานวิจัยนั้นยังได้บอกอีกว่าแนวทางที่จะกํากับดูแลได้ก็คือจํากัดจํานวนการเป็น เจ้าของสื่อหลัก การส่งเสริมการกํากับดูแลกับสร้างพลังผู้บริโภคให้สื่อมีความเข้มแข็ง และการรู้เท่าทันสื่อ คําแนะนําดังกล่าวมีอยู่แล้วในส่วนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การจํากัดจํานวนการเป็นเจ้าของสื่อที่เผยแพร่โดยความถี่ของชาติมีอยู่ในมาตรา ๕๐ นะครับ การส่งเสริมกํากับดูแลร่วมกันมีกําหนดไว้แล้วในมาตรา ๔๙ วรรคสี่ การสร้างพลังผู้บริโภคสื่อ ให้มีความเข้มแข็งก็มีกําหนดไว้แล้วในมาตรา ๖๐ สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็ได้ร่วมกับสถาบันอิศราก็ออกมาชี้นะครับว่าวันนี้ไม่จําเป็นต้องออกกฎหมายบังคับ เรื่องการครองสิทธิข้ามสื่อแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราติดตามเรื่องผลงานทางวิชาการ หรือว่าติดตามความคิดเห็นเหล่านี้ส่วนใหญ่นะครับ เรื่องของการครองสิทธิข้ามสื่อเป็นเรื่องของ กฎหมายที่ล้าสมัยนะครับ เขียนไว้ดีวิเศษอย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีอีก ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า ไม่ทันนะครับ ยิ่งเขียนไว้ยิ่งเป็นข้อจํากัดของความเจริญทางด้านเทคโนโลยีนะครับ ผมจึงเห็นว่า ไม่เหมาะกับการนํามาไว้ให้รกรุงรังในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ นะครับ ถ้าตัดออกได้ก็น่าจะ ตัดออกนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าตัดออกแล้วประเทศก็ยังมีความมั่นคงอยู่นะครับ เพราะว่า ความมั่นคงเป็นเรื่องของการจํากัดการให้เจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในกิจการสื่อมวลชนต้องมีข้อจํากัดว่าไม่ให้เข้าถึงประชาชนได้มากกว่าที่กฎหมายกําหนด เช่น ไม่ให้เกินร้อยละ ๓๐ ไม่ให้เกินร้อยละ ๔๐ ไม่ให้เกินร้อยละ ๕๐ แต่ขณะนี้สื่อที่เข้าถึง ประชาชนได้มากที่สุดก็เข้าไม่ถึงเกินร้อยละ ๑๐ ในแต่ละสื่อนะครับ ๒-๓ สื่อรวมกันไม่เกิน ๓๐ ไม่เหมือนสมัยก่อนละครเรื่องเดียว ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เดี๋ยวนี้ไม่ถึงแล้วครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่จําเป็นนะครับ ดังนั้นจึงขอให้ยกเลิกมาตรา ๔๘ วรรคห้าออก และถ้ายังห่วง เรื่องที่จะเป็นสาระของเรื่องนี้ ของเรื่องความมั่นคงก็ต้องเพิ่มการจํากัดสัดส่วนผู้รับสาส์น แต่ละภูมิทัศน์สื่อครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากเสนอคือมาตรา ๕๐ วรรคสองนะครับ เรื่องของการ ให้องค์กรของรัฐองค์กรหนึ่งทําหน้าที่เป็นองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ คําว่า องค์กรหนึ่ง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีนะครับ แต่มีปรากฏอยู่ในพุทธศักราช ๒๕๕๐ การที่มีองค์กรหนึ่ง ณ ขณะนี้เราก็มีองค์กรหนึ่งขึ้นมาจริง ๆ แล้วก็ทําหน้าที่นี้ แต่จากการตามรับฟังความคิดเห็น ขององค์กรอิสระหรือกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กสทช. นี่นะครับ มีความเห็น หลากหลายมาก จากหลายมุมมองมากนะครับ ปัญหาเหล่านั้นคือปัญหาของการที่มีองค์กรเดียว แล้วมีปัญหานะครับ เมื่อมีปัญหา เรามาดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง บังเอิญผู้กําหนดกติกา ผู้ปฏิบัติ ตามกติกาและผู้ติดตามประเมินผลมาอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นมันถึงเป็นช่องทางที่ทําให้เกิด การทุจริตได้ง่าย ผมไม่ได้แปลว่า กสทช. ทุจริตนะครับ แต่มันเป็นช่องทางที่กําหนดได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีคําว่า องค์กรหนึ่ง เราอาจจะมีองค์กรเดียวก็ได้ เราอาจจะมีหลาย องค์กรก็ได้ แล้วก็ผู้ติดตามและประเมินผลก็อาจจะมีอิสระในการทํางานของเขานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าตัดคําว่า องค์กรหนึ่ง ออกก็จะทําให้มาตรา ๕๐ เป็นมาตราที่ค่อนข้าง จะสมบูรณ์ทีเดียวนะครับ
เรื่องที่ ๓ เป็นมาตรา ๕๑ เสรีภาพในทางวิชาการย่อมได้รับการคุ้มครอง เขียนไว้ดีหมดเลยครับ ขาดอยู่อย่างเดียว ปัญหาที่เราพบ วันเลือกตั้ง เราส่งคนออกไปเก็บข้อมูล เชื่อไหมครับ ในการเก็บข้อมูลบางที่ถูกทําร้าย คนเก็บข้อมูลถูกทําร้าย บางที่คนเก็บข้อมูล ถูกห้ามไม่ให้เก็บ ทําไมครับ ขออีก ๑ นาที เมื่อเก็บข้อมูลแล้วจะทําให้เขาสามารถจะล่วงรู้ ได้ว่าในแต่ละที่ ในแต่ละแห่งสามารถที่จะมีตัวเลขจริงของคะแนนเสียงเท่าไร ตัวเลขปลอม เท่าไร เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องคุ้มครองครับ ต้องคุ้มครองตรงนี้ไว้ครับว่าให้มีการเก็บข้อมูล การวิจัยในสนามจริง ต้องได้รับความคุ้มครองด้วย ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสยุมพร ลิ่มไทย ค่ะ ท่านมี ๑๐ นาทีค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย ก่อนอื่นผมอยากจะให้กําลังใจคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ภายใต้การนํา ของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ซึ่งผมคิดว่าท่านได้ทุ่มเทการทํางานด้วยความเสียสละอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดก็ขอให้กําลังใจท่าน สิ่งที่ผมจะพูดมี ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกเกี่ยวกับเรื่องสิทธิพลเมือง
ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
ประเด็นแรกเรื่องสิทธิของพลเมือง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนเรื่องสิทธิ ของพลเมืองไว้จํานวนมากในมาตราต่าง ๆ โดยเฉพาะในหมวด ๒ เรื่องประชาชนเป็น การเขียนเพื่อรับรองการมีสิทธิในเรื่องต่าง ๆ ของพลเมืองนะครับ อย่างไรก็ตามในหลายข้อ ของสิทธิพลเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ได้ดําเนินการไปตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดสิทธิดังกล่าวขึ้น ซึ่งผมเรียนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้นะครับ สิทธิของ พลเมืองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมันก็จะไปอยู่ที่กฎหมายลูก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกลไกของรัฐที่จะตามมา ถ้าหากว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ได้ทําสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญก็เป็นหมัน เขียนไว้ดีอย่างไรก็ไม่นําไปสู่การปฏิบัติเหมือนกับไม่ได้เขียนขึ้นครับ ผมยกตัวอย่างในเรื่องสิทธิพลเมือง หมวด ๒ ตอนที่ ๓ มาตรา ๖๔ เขียนเรื่องสิทธิของ พลเมืองในการที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นธรรม แล้วไปเขียนในวรรคสองไว้นะครับว่า การดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้าน คุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทําไม่ได้ ห้ามไว้นะครับ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ในชุมชน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายต่าง ๆ ให้ความเห็นประกอบ ก่อนมีการดําเนินการดังกล่าว ข้อนี้ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๓ ฉบับย้อนหลังไป ฉบับปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ เขียนไว้แบบเดียวกันทั้งนั้นนะครับ แต่ผมจะขอยกตัวอย่างตอนที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่จังหวัดระยอง เรื่องของ มาบตาพุด เป็นกรณีที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนนะครับว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่เกิดผล ในการรับรองสิทธิของประชาชนในเรื่องนี้นะครับ เนื่องจากว่าขณะนั้นมีการดําเนินโครงการ จํานวนมากที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง โดยการอนุญาตของ หน่วยงานภาครัฐ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าไม่ได้มีการกําหนดให้มีองค์กรอิสระ ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญในการที่จะมาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาในโครงการดังกล่าว เพราะฉะนั้นโครงการต่าง ๆ ก็ผ่านการอนุมัติมาอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้ายพอมีเรื่องมาบตาพุด เกิดขึ้นมีการฟ้องคดีไปที่ศาลปกครอง ศาลปกครองถึงสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยสั่งให้ชะลอ โครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง ๖๗ โครงการ แล้วก็ให้ย้อนกลับ มาให้มีการทําให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อให้ความเห็นประกอบ ตอนนั้นต้องใช้ประกาศ สํานักนายกรัฐมนตรีนะครับ เพื่อให้มีองค์กรอิสระเกิดขึ้น แล้วก็มาให้ความเห็นประกอบการ พิจารณาในโครงการดังกล่าว ๖๗ โครงการนะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมอยากจะเรียน ให้เห็นนะครับว่าถึงแม้ว่ามีการเขียนรับรองสิทธิไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีผลนะครับ เพราะว่าไม่มีกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องที่จะออกมาภายหลัง แล้วไม่มีบทบังคับด้วยว่า ภาครัฐจะต้องออกกฎหมาย ออกระเบียบเหล่านี้มาเมื่อไร อย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนในประเด็นแรกว่า สิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ในหลายมาตรา ถ้าหากว่าไม่สามารถบังคับให้นําไปสู่การปฏิบัติได้เขียนให้ดีอย่างไร มันก็ไม่มีประโยชน์ ก็อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการว่าต้องทําให้เกิดผลการบังคับ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างจริงจังด้วย อันนี้เป็นประเด็นแรกที่ผมขอเรียนเพื่อประกอบ การพิจารณานะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เมื่อตอนเช้าท่านอาจารย์บวรศักดิ์ พูดไว้ชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการเขียนให้เกิดความพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป คือเดินอยู่ในทางสายกลางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมเห็นว่ามีบางเรื่อง ที่ยังมีลักษณะที่ผมคิดว่าเป็นการเขียนที่มากเกินไป ซึ่งน่าจะต้องปรับลงมาให้สู่ความพอดี เรื่องของการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมีการเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายเรื่อง ให้มีสมัชชาพลเมือง เขียนไว้ว่า เพื่อประโยชน์ในการมีส่วนร่วมของประชาชนพลเมือง อาจรวมกันเป็นสมัชชาพลเมือง แล้วก็เขียนอํานาจหน้าที่ไว้ตอนหนึ่งบอกว่า ให้มีหน้าที่ ในการตรวจสอบการดําเนินงานขององค์กรบริหารท้องถิ่น หมายความว่าองค์กรนี้จะอยู่ คู่กับองค์กรท้องถิ่นทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เลย ตั้งแต่ อบต. เทศบาล องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด เพื่อทําหน้าที่หลักอย่างหนึ่งก็คือตรวจสอบการดําเนินงาน ในขณะเดียวกัน ในภาค ๑ มาตรา ๗๑ ก็ยังเขียนให้มีสภาตรวจสอบภาคพลเมืองในระดับจังหวัด อันนี้ ก็ตรวจสอบเหมือนกันเพียงแต่ว่าเป็นการตรวจสอบในระดับจังหวัด แต่ผมคิดว่ามันก็มี ความซ้ําซ้อนกันก็คือต่างก็มีหน้าที่ส่วนหนึ่งในการตรวจสอบ และนอกจากนั้นผมคิดว่าการที่ ไปใช้คําบางคําในการกําหนดองค์กรเหล่านี้ขึ้นผมคิดว่าประชาชนไม่เข้าใจ นั่นก็คือไปใช้คําว่า สมัชชาพลเมือง แล้วก็ไปมีสมัชชาพิทักษ์คุณธรรมแห่งชาติ สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากก็คือ เรื่องการตรวจสอบในระดับท้องถิ่น ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะที่เคยอยู่ ในพื้นที่ คือถ้าเรามองในแง่ดี ดีครับ ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบอย่างใกล้ชิด แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง มุมที่เป็นความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ สมัชชานี้จะเป็นที่รวมตัว ของนักการเมืองท้องถิ่นที่สอบตก ไปเป็นนายกท้องถิ่นไม่ได้แล้วก็มาอยู่ในสภาแห่งนี้ ไม่มาอยู่โดยตรงก็ส่งนอมินี มา แล้วก็ไปตั้งหน้าตั้งตาที่จะตรวจทุกเรื่องในการดําเนินงาน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้คนที่ชนะเลือกตั้งซึ่งเป็นคู่แข่งขันของตัวเองทํางานไม่ได้ คือผมมองในแง่นี้นะครับว่าถ้าในมุมนี้มันจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น ตรวจทุกวันเลยนะครับ ตรวจทุกเรื่องแล้วก็จะทําให้ฝ่ายบริหารลําบากในการทํางาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมฝากไว้ ก็คือว่า
ประการแรก เขียนให้มันง่าย ๆ ที่ประชาชนเข้าใจ ให้มีสภาเดียวได้ไหมครับ ใช้คําว่า สภาพลเมืองไปเลย อันนี้ประชาชนเข้าใจ คําว่า สภา เป็นที่เข้าใจ แล้วก็ให้มี สภาพลเมืองอาจจะให้เป็นสภาในระดับจังหวัดก็น่าจะเพียงพอ โดยให้ประกอบไปด้วยผู้แทน ของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดนั้น ๆ ให้สามารถเข้ามาได้อย่างหลากหลาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเรียนไว้ก็คือว่า ที่ทางท่านกรรมาธิการได้พูดไว้ตอนต้นนี้นะครับ คือผมเห็นด้วยว่าเจตนารมณ์นั้นต้องการให้พลเมืองเป็นใหญ่ แต่คําว่า พลเมืองเป็นใหญ่ ผมคิดว่ามันยังมีความสําคัญน้อยกว่าการทําให้พลเมืองมีคุณภาพ ถ้าหากว่าเรานึกถึงแต่ว่า ประชาธิปไตยคือการให้พลเมืองเข้ามาเป็นใหญ่แล้วถือว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว ในขณะที่ คนที่เข้ามายังมีข้อสงสัยในเรื่องของคุณภาพเราน่าจะไปเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพ ของพลเมืองให้เป็นจุดเน้นที่สําคัญจะไม่ดีกว่าหรือครับ ในขณะเดียวกันก็ทําให้ระดับของ การตรวจสอบและการมีส่วนร่วมให้มันลดระดับลงมาอยู่ที่ความพอดีแล้วก็ความพอเพียง อย่างแท้จริงครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญ พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ครับ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสาธารณสุข ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานใช้เวลาอภิปรายเพียงครั้งเดียว ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาประมาณสัก ๑๐ กว่านาที ก่อนอื่นกระผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่เสียสละเวลาอันมีค่า ประกอบด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และเจตนาอันดีงามในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จนเป็นผลสําเร็จ ผมขอเป็นกําลังใจให้ต่อทุกท่านเป็นอย่างยิ่งนะครับ ในภาพรวมของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้มีเจตนารมณ์และมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะทําให้บ้านเมือง เปลี่ยนแปลงไปใน ๔ ทิศทาง เริ่มตั้งแต่การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองต้องใสสะอาด และสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นําชาติสู่สันติสุข นอกจากนี้ผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังมีเนื้อหาที่สําคัญที่ไม่เคยกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ คือในเรื่องของการปฏิรูป และสร้างความปรองดองเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม อันนําชาติสู่สันติสุข อย่างแท้จริง ซึ่งผมเห็นด้วยและขอสนับสนุนในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ
สําหรับภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะด้านสาธารณสุขซึ่งผมอยู่ด้าน สาธารณสุข มีเนื้อหาสาระสําคัญอยู่ในสิทธิพลเมืองในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และในส่วน การปฏิรูปด้านต่าง ๆ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นทิศทางที่นําไปสู่ความสําเร็จได้เป็นอย่างดี ตรงตามเป้าหมายของการสาธารณสุข คือคนไทยทุกคนมีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อเป็นกําลังสําคัญของชาติในการร่วมพัฒนาประเทศในทุกด้าน สุขภาพดีหมายถึงสุขภาวะ ที่สมบูรณ์ ทั้งทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคมและทางปัญญาที่มีความเป็นองค์รวมของสุขภาพ ที่เชื่อมโยงกันทั้ง ๔ มิติ และสุขภาวะทั้ง ๔ มิตินี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องประกอบด้วยบุคคล ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีทิศทางการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ พลเมืองเป็นศูนย์กลางซึ่งหมายถึงสุขภาพที่ดีของพลเมือง ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านได้กรุณาขยายสิทธิและเพิ่มสิทธิต่าง ๆ ของพลเมืองในด้านสาธารณสุข ครอบคลุมตั้งแต่สิทธิด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคและภัยต่อสุขภาพ และมีการเพิ่มมาตรการที่สําคัญอยู่ในส่วนการปฏิรูปงาน ด้านสาธารณสุขอีกด้วย ตัวอย่างเช่น การเพิ่มสิทธิพลเมืองในการรับข้อมูลด้านสุขภาพ ที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการสร้างพลเมืองให้มีความรอบรู้ ด้านสุขภาพ นําไปสู่พลเมืองที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเป็นพลเมืองที่สร้าง ให้เป็นใหญ่ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยและขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนบทบัญญัติด้านสาธารณสุขทุกมาตรา และผมขออภิปรายในบางมาตราเพื่อสนับสนุน และปรับปรุงข้อความให้มีความสําคัญชัดเจนขึ้นดังต่อไปนี้ครับ
ในมาตรา ๕๘ เฉพาะใน (๓) ที่บัญญัติไว้ว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิในการ รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ พลเมืองซึ่งได้รับความเสียหาย จากการรับบริการสาธารณสุขและผู้ให้บริการสาธารณสุขซึ่งได้รับความเสียหาย จากการปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพย่อมได้รับความคุ้มครอง ที่เหมาะสมจากรัฐทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผมเห็นว่าข้อความในวรรคแรกและวรรคสอง เป็นข้อความที่ไม่สอดคล้องกัน แต่ทั้งสองอย่างนี้มีความสําคัญทั้งคู่นะครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ในการคุ้มครองพลเมืองตามสิทธิของพลเมืองที่พึงจะได้รับอย่างเต็มที่ ผมจึงขอเสนอให้แยก ข้อความการคุ้มครองพลเมืองที่ได้รับความเสียหายมากําหนดอยู่ใน (๔) เพิ่มขึ้น โดยในมาตรา ๕๘ (๓) จะมีข้อความเพียง ได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ สิ่งนี้จะทําให้พลเมืองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ดูแลตนเองและจัดการสุขภาพ ของตนเองได้ มีพฤติกรรมด้านสุขภาพที่ดีขึ้น ทําให้มีสุขภาพที่ดี ลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรค ไม่ติดต่อเรื้อรังและมีผลทําให้ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของชาติได้อย่างมหาศาล เรื่องนี้เป็นการให้ความสําคัญที่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในด้านนี้จะต้องทําให้สําเร็จนะครับ เพราะว่าถ้าไม่สําเร็จสิ่งที่กําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่มีความหมาย ผมขอสนับสนุน มาตรา ๕๘ (๓) ครับ สําหรับ (๔) ที่เพิ่มจะมีข้อความ ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมจากรัฐ กรณีที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขหรือกรณีให้บริการสาธารณสุข ที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ผมขอยกตัวอย่าง ในเรื่องนี้นะครับ เช่น แพทย์ พยาบาลที่เข้าไปรักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อ ร้ายแรง เช่นโรคอีโบล่า (Ebola) เกิดได้รับเชื้อโรคแล้วก็ได้ป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง จากผู้ป่วย แพทย์หรือพยาบาลผู้นั้นควรจะได้รับการคุ้มครอง หรือในอีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ แพทย์ พยาบาลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงภัย ต่อชีวิต แพทย์ พยาบาลเกิดได้รับการบาดเจ็บถึงกับพิการ สมควรจะได้รับการคุ้มครอง ผมเห็นด้วยและขอสนับสนุน (๔) ครับ
ในมาตรา ๕๙ ได้บัญญัติว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงและได้รับบริการ สาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน โดยที่ต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่เสมอ สําหรับมาตรานี้ผมคิดว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัยจะมีค่ามากกว่าเรื่องของ ความทันสมัย ผมจึงขอเพิ่มข้อความในการคํานึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ลงในวรรคแรก และขอเพิ่มวรรคที่สองว่า ผู้ได้รับความเสียหายจากบริการสาธารณะย่อมได้รับ ความคุ้มครอง ทั้งนี้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งผู้ได้รับความเสียหายในที่นี้หมายถึง ผู้รับบริการและผู้ให้บริการ และการบริการสาธารณะดังกล่าวอาจจะเป็นการบริการสาธารณะ ที่รัฐจัดให้ หรือบริการสาธารณะที่รัฐควบคุม ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันสวัสดิภาพของพลเมือง ผมขอยกตัวอย่างนะครับ กรณีการบริการเดินทางโดยพาหนะบริการสาธารณะรัฐมีหน้าที่ ที่จะจัดให้ หรือควบคุมให้มีการบริการที่มีประสิทธิภาพแล้วก็ความปลอดภัย ผู้รับบริการ อาจได้รับความเสียหาย เช่น ได้รับความบาดเจ็บจากการตกจากรถประจําทางเพื่อเป็นหลักประกัน สวัสดิภาพของผู้รับบริการจึงต้องมีการคุ้มครอง
อีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ การก่อสร้างอาคาร รัฐมีหน้าที่ควบคุม ดูแล และอนุญาต ให้มีการก่อสร้างได้ หากการควบคุมการก่อสร้างการดูแลบกพร่อง ขาดประสิทธิภาพ อาจจะทําให้ตึกถล่มและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้บริการ เช่น กรณีเหตุการณ์โรงแรมรอยัลพลาซ่า ที่จังหวัดนครราชสีมา พังถล่มเมื่อ ๒๐ ปีก่อนนี้ เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วก็บาดเจ็บจํานวนมาก กรณีดังกล่าวผู้เสียหายสมควรที่จะได้รับการคุ้มครองและชดเชยค่าเสียหาย ทั้งนี้ถ้าหากมีกองทุน ในการคุ้มครองดังกล่าวผู้เสียหายก็จะได้รับการชดเชยทันท่วงที เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชน ในเรื่องนี้ในมาตรา ๕๙ ผมขอปรับแก้ไขเป็นข้อความดังนี้ พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึง และได้รับบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่อง ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน โดยที่ต้อง มีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ทันสมัยอยู่เสมอ ผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากบริการสาธารณะย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในมาตรา ๒๙๔ ซึ่งเป็นมาตราอยู่ในเรื่องของด้านสาธารณสุขนะครับ ผมเห็นด้วยครับกับการปฏิรูปด้านสาธารณสุขตามที่บัญญัติทุกข้อของอนุมาตรา แต่ผม ขอเพิ่มเติมข้อความใน (๓) จากเดิมที่กล่าวว่าควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพด้วยการส่งเสริม ให้ประชาชนสามารถมีข้อมูลพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตนเองไปเป็นข้อความ ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพด้วยการปฏิรูปการสื่อสารสุขภาพเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถ มีข้อมูลพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตนเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารด้านสุขภาพเป็นจํานวนมาก มาจากสื่อต่าง ๆ หลากหลายช่องทาง มีข้อมูลหลายอย่าง ที่นํามาเสนอไม่ถูกต้อง เป็นข้อมูลหลอกลวงอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน ประเทศเราไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ขาดการคัดกรองความถูกต้องของข้อมูลสุขภาพ และขาดการโต้ตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ขาดกลไกการบริหารจัดการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านข้อมูลข่าวสารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ การสื่อสารด้านสุขภาพควรมีการกําหนดนโยบายในระดับประเทศให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีศูนย์ดําเนินงานในการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ไปสู่พลเมือง ทั้งยามปกติ ยามเกิดโรคระบาด หรือยามเกิดภัยพิบัติ การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร ด้านสุขภาพจะต้องครอบคลุมสื่อทุกช่องทางให้มีการสื่อสารสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกกลุ่ม ทุกวัยของพลเมืองเพื่อเป็นการให้ความสําคัญในเรื่องนี้ จึงควรบรรจุข้อความในมาตรา ๒๙๔ (๓) เป็น ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพด้วยการปฏิรูปการสื่อสารสุขภาพเพื่อส่งเสริมให้ประชาชน สามารถมีข้อมูลพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตนเอง
จากที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผมขอเน้นว่าการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่นั้นสุขภาพที่ดีของพลเมืองเป็นสิ่งสําคัญ การดูแลและส่งเสริมสุขภาพส่วนตน ครอบครัวและสังคมเป็นหน้าที่ของพลเมืองครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เพราะฉะนั้นคําอภิปรายของท่านในภาค ๔ หมวด ๒ จะเหลือเวลา ๓ นาที ๒๐ วินาทีครับ เชิญคุณประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ ครับ ๑๐ นาทีครับ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๓๖ จะขออนุญาตอภิปรายในประเด็นซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะมีลักษณะ หรือสอดคล้อง หรือจะพูดว่าซ้ํากับท่านประธานพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ข้างต้นได้พูดไปแล้วนะครับ แต่ขอเรียนว่ามิได้มีการตกลงกันมาก่อนเลย แต่เนื่องจากว่า ตัวกระผมเองเป็นแพทย์ดูแลรักษาผู้ป่วยมาตลอดชีวิตในการรับราชการ จึงทราบและเข้าใจ ในประเด็นของการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี จะขออภิปรายในประเด็นมาตรา ๕๘ (๒) ที่บรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญว่ารับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานอันจําเป็นอย่างเท่าเทียมกัน ในประโยคหลักนี้ยอมรับว่าครอบคลุมและสมบูรณ์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว แต่เมื่อดูในเจตนารมณ์ รายมาตราของวงเล็บนี้กลับมีการอธิบายความที่ไม่น่าจะตรงกับประโยคหลักในร่างรัฐธรรมนูญ เสมือนเป็นการแอบแฝงวัตถุประสงค์ หรือความต้องการเป็นการบิดเบือนข้อหลักที่บรรจุ ในร่างรัฐธรรมนูญ ในเจตนารมณ์เขียนอธิบายความของคําว่า ได้มาตรฐาน ว่าหมายถึง การได้รับบริการที่ต้องมีมาตรฐานในระดับเดียวกันเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ํา ในการรับบริการสาธารณสุข ก็ไม่รู้ว่าอธิบายเจตนารมณ์ได้อย่างไรจึงออกมาในรูปแบบนี้ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วทําไมไม่กล้าที่จะเขียนลงไปชัด ๆ เลยว่ามาตรฐานระดับเดียวกัน ในประโยคหลักไปเลย ไม่จําเป็นต้องแอบซ่อนไว้ในเจตนารมณ์ให้คนเข้าใจผิดเช่นเดียวกับ ที่เขียนไว้อย่างชัดเจนในประโยคหลักเดียวกันที่ว่า และได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุข ขั้นพื้นฐานอันจําเป็นอย่างเท่าเทียมกัน มาตรฐานระดับเดียวกันและขั้นพื้นฐานอันจําเป็น อย่างเท่าเทียมกัน เขียนลงไปในประโยคหลักเลย แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่เห็นด้วยกับคําว่า มาตรฐานระดับเดียวกัน มาตรฐานในระบบ ขององค์การอนามัยโลกได้จํากัดความโดยเน้นเรื่องของการเข้าถึงบริการ ความเท่าเทียมกัน ของโอกาสการเข้าถึงบริการ ซึ่งใช้คําว่า มาตรฐานการเข้าถึง และอธิบายเรื่องของคุณภาพ ที่ได้มาตรฐานซึ่งใช้คําว่า มาตรฐานคุณภาพ เพราะฉะนั้นในความเป็นมาตรฐานมันน่าจะ หมายถึงคุณภาพแล้วก็การเข้าถึงหรือโอกาสการเข้าถึงบริการ แต่คุณภาพพูดไว้แล้ว ในประโยคหลัก ดังนั้นคําว่า ได้มาตรฐาน จึงน่าจะหมายถึงโอกาสการเข้าถึงบริการซึ่งเท่าเทียมกัน น่าจะเหมาะสมกว่า คําว่า มาตรฐานระดับเดียวกัน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ทุกคนฟังแล้วเข้าใจ ตัวอย่างชาย ๓ คน สูง ๑๕๐ เซนติเมตร ๑๖๐ เซนติเมตร และ ๑๗๐ เซนติเมตร ต้องการดูกีฬาแต่มีกําแพงกั้นไว้สูง ๑๗๕ เซนติเมตร มาตรฐาน ระดับเดียวกันคือให้ม้ารองเท้าทุกคนขนาดสูงเท่ากันคือ ๓๐ เซนติเมตร เพื่อให้คนทั้ง ๓ คน มองเห็นกีฬาข้ามกําแพงได้ ชายคนที่ ๑ สูง ๑๕๐ เซนติเมตร ได้ม้ารองเท้าได้ ๓๐ เซนติเมตร จะสูง ๑๘๐ เซนติเมตร เกินไป ๕ เซนติเมตร ชายคนที่ ๒ สูง ๑๖๐ เซนติเมตร ได้ม้ารองเท้า ๓๐ เซนติเมตร จะสูง ๑๙๐ เซนติเมตร เกินไป ๑๕ เซนติเมตร ชายคนที่ ๓ สูง ๑๗๐ เซนติเมตร ได้ม้ารองเท้า ๓๐ เซนติเมตร จะสูง ๒๐๐ เซนติเมตร เกินไป ๒๕ เซนติเมตร ทั้ง ๓ คน ดูกีฬาได้ทุกคน แต่สูงเกินจําเป็นไป ๒ คน แต่ถ้าชายทั้ง ๓ คน ได้ม้ารองเท้าระดับเดียวกัน สูงแค่ ๑๐ เซนติเมตร จะมีชายคนที่ ๓ เท่านั้นที่สามารถดูกีฬาข้ามกําแพงได้ การได้ม้ารองเท้า ที่สูงไม่เท่ากันแต่ทําให้ชายทั้ง ๓ คน ได้ดูกีฬาได้อย่างเหมาะสม การได้ม้ารองเท้าทุกคนก็คือ โอกาสการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน การได้ม้ารองเท้าไม่เท่ากันแต่ทุกคนได้ดูกีฬาข้ามกําแพง นั่นคือมาตรฐานคุณภาพ ความสูงของม้ารองเท้าที่ไม่เท่ากันให้ชายทั้ง ๓ คน เขาจะมอง หรือไม่ครับว่าไม่เท่าเทียม ไม่ใช่ระดับเดียวกัน เขาคงไม่มองเช่นนั้นแต่รู้สึกพอใจมากกว่า ยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งเช่นการขึ้นเครื่องบิน มีทั้งชั้นธุรกิจ มีทั้งชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ ได้ขึ้นเครื่องบินก่อนได้นั่งเก้าอี้ใหญ่กว่า เสิร์ฟอาหารที่มีทางเลือกแล้วดีกว่า ชั้นประหยัด ขึ้นเครื่องบินทีหลังกว่า ได้นั่งเก้าอี้ตัวแคบกว่าและได้อาหารที่มีตัวเลือกน้อยลง แต่ทั้งเครื่องบินทั้งหมดสามารถบินไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยและไปถึงที่หมาย พร้อมกัน การไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยพร้อมกันถือว่าเป็นมาตรฐานระดับเดียวกันหรือไม่ เท่าเทียมกันไหม ง่าย ๆ อย่างนี้ แต่ละมุมมองและแต่ละทัศนคติของแต่ละบุคคลยังอาจจะ คิดไม่เหมือนกันเลยครับ ถามกลับไปว่าการบริการทางการแพทย์สามารถหรือไม่ที่จะอธิบาย และให้เข้าใจได้อย่างง่าย ๆ เช่นเดียวกับม้ารองเท้าหรือไม่ เท่ากับการขึ้นเครื่องบินหรือไม่ ประชาชนจะเข้าใจไหมว่าสิ่งที่เขาได้รับการรักษาพยาบาลนั้นเหมาะสมกับตัวเขาแต่ละคน แม้จะไม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ระดับเดียวกัน ผู้ป่วยแต่ละคน มีลักษณะร่างกายไม่เหมือนกัน ระยะเวลาที่เป็นโรคก่อนมาโรงพยาบาลแม้เป็นโรคเดียวกัน ก็อาจจะรุนแรงไม่เท่ากันเพราะว่าระยะเวลาที่เป็นโรคนั้นยาวนานไม่เท่ากัน ดังนั้นความเข้าใจว่า ต้องเป็นระดับเดียวกันอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เจตนารมณ์ที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ต้องชัดเจนไม่แอบแฝง ไม่ต้องการคําอธิบายแล้วอธิบายอีกซ้ําซ้อนไปเรื่อย ๆ จนไม่มีที่สิ้นสุด จึงขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า มาตรา ๕๘ (๒) ที่ระบุไว้ว่ารับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง มีคุณภาพได้มาตรฐาน และได้รับ สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานอันจําเป็นอย่างเท่าเทียมกันนั้นดีอยู่แล้ว แต่เจตนารมณ์รายมาตรา ของวงเล็บนี้ขอให้คําอธิบายความของคําว่า ได้มาตรฐานที่เขียนไว้ว่า หมายถึงการได้รับ การบริการที่ต้องมีมาตรฐานระดับเดียวกันเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ําในการบริการสาธารณสุข ให้ตัดออกไป ไม่จําเป็นต้องอธิบายความ เพราะถ้าใช้ความเดิมแล้วจะก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง เกิดความขัดแย้งโดยไม่จําเป็นและไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ําใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากกรณีนี้ไม่มีความเหลื่อมล้ําอยู่แล้ว แพทย์ทุกคนดูแลผู้ป่วย หวังจะให้ผู้ป่วยหาย และปลอดภัยทุกคน คําว่า เลี้ยงไข้ เป็นความเข้าใจผิด ไม่มีในสารบบของแพทย์ ผมเป็นหมอมา ตลอดชีวิต ผมรู้ว่าแพทย์ทุกคนคิดอย่างไร ผมอยู่โรงเรียนแพทย์ ผมสอนนักศึกษาแพทย์ เรื่องจริยธรรมของการแพทย์มาตลอด แพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นแพทย์ เท่านั้นถึงจะรู้ว่า การรักษาพยาบาลคนไข้นั้นเป็นอย่างไร ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเกษมสันต์ จิณณวาโส
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกษมสันต์ จิณณวาโส สมาชิกสภาปฏิรูปลําดับที่ ๑๖ ในโอกาสต่อไปที่อยากจะแสดง ความเห็นประกอบการจัดทํารายละเอียดในรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทํา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลายมาตราที่ได้กําหนดไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๙๒ แล้วก็มาตรา ๒๘๗ หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน อยากจะนําเรียนอย่างนี้ว่าในบางมาตรานั้น เราพูดถึงเรื่องกระบวนการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ มีเรื่องของการที่บางมาตราไม่ได้พูดถึง ยุทธศาสตร์ชาติ อย่างเช่น ในมาตรา ๑๔๕ ตรงนี้ผมคิดว่าต้องทําความเข้าใจให้ตรงกันว่า ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าในทุก ๆ กระบวนการที่พบเราเน้นเรื่องการมีส่วนร่วม ในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทําแผน การจัดทํานโยบาย การแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ การจัดทํากิจกรรมแผนงานโครงการ รวมทั้งเมื่อแผนงานหรือโครงการจะนําไปสู่การปฏิบัติ เราก็ยังมีบางมาตราไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิชุมชน หรือสิทธิพลเมืองในมาตรา ๖๔ เมื่อเช้ามีท่านสมาชิกได้อภิปรายที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้ไว้ค่อนข้างชัดเจน ผมอยากเรียนเสริม อย่างนี้ว่าในฐานะที่ทํางานทางด้านนี้โดยตรง ในเรื่องกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ของอีไอเอนั้น หรืออีเอชไอเอนั้นทางกระทรวงก็พยายามปรับปรุงหลาย ๆ ด้านให้มีความคล่องตัว แต่ส่วนที่มานั่งอ่านหรือพิจารณาในตัวเจตนารมณ์ที่กําหนดไว้ โดยจะเอาเรื่องของกระบวนการ จัดทํา อีไอเอ หรืออะไรต่าง ๆ นั้นไปให้หน่วยงานภายนอกนั้น ผมคิดว่าคนที่กําหนด หรือเขียนไว้ในตัวร่างนี้อาจจะยังไม่เข้าใจประเด็นที่ชัดเจนว่าความเป็นกลางนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เข้าใจตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะลองพิจารณาทบทวนดูอีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต สิ่งที่ผมอยากนําเรียนก็คือว่าในการจัดทํางานหลาย ๆ ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะที่เป็นปัญหามากคือเรื่องของอีเอชไอเอ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีหลายกลุ่มมาพบ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งนั้น หลายกลุ่มก็ให้ความเห็น ส่วนใหญ่แล้ว เป็นประเด็นในเรื่องของการรับฟังการเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น ผมอยากนําเรียนอย่างนี้ ก็คือว่าท้ายที่สุดก็ให้ข้อเสนอแนะไปว่าทุกคนก็เห็นพ้องกันว่าสิ่งที่ท่านหรือหลายฝ่าย เรียกร้องนั้น จริง ๆ แล้วแก้ง่าย เราไปแก้ที่ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟัง ความเห็น ทุกอย่างจะจบหมดเลยครับ ถ้าเราแก้ประเด็นนี้ในสิ่งที่ท่านอยากจะให้เกิด กระบวนการหรือท่านอยากจะให้มีการทํารายละเอียดตั้งแต่รับฟังความเห็น ตั้งแต่เรื่อง ของการจัดเตรียมโครงการ หรือเราเรียกกันในภาษาที่วางแผน คือทําโพรเจคท์ ฟอร์มูเลชัน (Project formulation) นั้น ถ้าชุมชนหรือท้องถิ่นไม่เห็นด้วย ตั้งแต่ต้นอย่างอื่นไม่ต้องทําแล้ว ทุกอย่างจบหมด ผมคิดว่าถ้าเราอยากจะทํานั้นเราน่าจะเริ่ม ตั้งแต่ท้องถิ่นเป็นต้นไป
เรื่องต่อมาที่อยากจะนําเรียนอีกประเด็นหนึ่งก็คือเราพูดถึงการประเมิน สิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ที่เราใช้ภาษาอังกฤษว่า เอสอีเอ นั้น เรื่องนี้มันเป็นประเด็น ที่เรามองด้านเดียวเท่านั้นเองของกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืน กระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืน เขามองถึงเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมหรือโครงการที่เกิดขึ้น ในเรื่องเศรษฐกิจหรือในสังคมนั้น หรือแม้แต่ในสิ่งแวดล้อม สิ่งที่สําคัญคือเขาดูเรื่อง แอบซอร์พทีฟ คาพาซิตี (Absorptive capacity) ของกระบวนการพัฒนาทั้งระบบ แต่ที่เราพูดกันอยู่ เราไปมุ่งเน้นในเรื่องของเอสอีเอเรื่องเดียว ถ้าเน้นในเรื่องอย่างที่ผมนําเรียนต่อท่าน กระบวนการเรื่องการวางผังเมือง กระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงทั้งอีไอเอ (EIA) หรืออีเอชไอเอ ทั้งหมดมันจะสอดคล้องซึ่งกันและกัน สิ่งที่ผมอยากจะนําเรียน โดยเฉพาะ ในวรรคสองของมาตรา ๖๔ ได้มีโอกาสหารือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านบอกว่า เหมือนมาตรา ๖๗ วรรคสองของเดิม เกือบจะใช่ครับ แต่ท่านย้ายถ้อยคําอย่างเช่นถ้อยคําว่า และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและมีผู้มีส่วนได้เสียก่อน ท่านตัด จากบรรทัดที่ ๒ มาไว้บรรทัดที่ ๔ กระบวนการซึ่งมันจะเกิดขึ้นและเป็นผลในอนาคตนั้น แตกต่างจากมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยสิ้นเชิง ตรงนี้ต่างหาก คือสิ่งที่ผมคิดว่าท่านต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าท่านคิดไม่รอบคอบสิ่งที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ท่านคงทราบดี เราพยายามจะพัฒนาประเทศเพื่อรองรับเรื่องเศรษฐกิจในภูมิภาค เรื่องเออีซี (AEC) เราอยากจะทําเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ เราจะเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่กําหนด กติกาไว้นั้นจะทําให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนเสียเวลามาก ที่ผมนําเรียนอย่างนี้ก็หมายความว่า กรณีอย่างนี้ถ้าเอาเอสอีเอมาเขียนไว้แล้วขาดความชัดเจนนั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้น ที่เราอยากจะเห็นเป็นวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ทุกอย่างเกิดไม่ได้ ตรงนี้ต่างหาก คือสิ่งที่ผมคิดว่าควรจะต้องช่วยพิจารณาทบทวนหรือจะปรับปรุง หรือถ้าไม่แน่ใจท่านจะ ชะลอไว้บางส่วนหรือจะตัดออกก็ยังได้
อีกเรื่องหนึ่งในมาตรา ๖๔ ที่ผมอยากนําเรียนก็คือว่าบทบาทขององค์กรอิสระ ที่ผ่านมานั้น ผมมีโอกาสกํากับกับองค์กรนี้มาก่อน สิ่งที่มันเป็นปัญหามากที่สุด คือบุคลากรขององค์กรในระดับบริหารที่ลงไปแทรกแซงงานประจํา ถ้าท่านไม่แก้ไขบทบาท ของกรรมการกับฝ่ายบริหารหรือฝ่ายธุรการออกจากกัน ท่านจะให้เขาทํางานอย่างเป็นอิสระ และมีคอนทริบิวชัน (Contribution) ที่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการพัฒนาของประเทศนั้น มันเกิดไม่ได้ ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่ผมอยากจะฝากเรียนท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยกลับไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
ทีนี้ในหลาย ๆ โครงการที่ท่านกล่าวถึงโดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในภาษาของกฎหมายหรือความหมาย ของคําว่า สิ่งแวดล้อม มันรวมความเรื่องทรัพยากรไว้แล้ว เพราะฉะนั้นในหลายส่วนที่ท่านกล่าวไว้ ยกตัวอย่างเช่นในมาตรา ๒๘๗ เราไปพูดถึงเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ การเร่งรัดอะไรต่าง ๆ นั้น ผมยังมองอย่างนี้ด้วยซ้ําไปว่าในมาตรา ๒๘๗ (๑) กับ (๒) ที่ท่านกล่าวไว้ ในประโยคแรกของทั้ง ๒ วงเล็บนั้นท่านจับมารวมกัน ท่านไม่ต้องยกตัวอย่าง เพราะแผนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมเรื่องทรัพยากรรายสาขา รวมเรื่องมลพิษทุกประเภทอยู่แล้ว คือถ้าเราไปใส่รายละเอียดมาก เมื่อเช้ามีท่านสมาชิก หลายท่านให้ความเห็นว่าถ้าเราใส่รายละเอียดมากมันก็จะไม่เป็นรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้ รัฐธรรมนูญในหลายมาตราเราลงรายละเอียดมากเกิน ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่ผมค่อนข้างกังวล และที่กังวลหนักขึ้นไปใหญ่ก็คือว่าวันใดก็แล้วแต่ที่ตัวร่างนี้ผ่านความเห็นชอบ กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ปัจจุบันมันจะเกิดช่องว่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันจะเกิดช่องว่างตรงนี้ ต่างหากคือสิ่งที่มันเป็นผลกระทบอย่างมหาศาล ขอความกรุณาท่านช่วยกรุณาดู ทบทวนหรือปรับปรุงในบางประเด็นให้ชัดเจนด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วแทนที่จะเป็นผลดี กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ ขออนุญาตให้ผมได้ระบุชื่ออีก ๕ ท่านเพื่อได้เตรียมตัว คุณไกรราศ แก้วดี คุณวินัย ดะลันห์ คุณอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ และคุณศิรินา ปวโรราฬวิทยา เชิญคุณไกรราศ แก้วดี ก่อนครับ ทุกท่านมีเวลาคนละ ๑๐ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ไกรราศ แก้วดี สปช. ๒๐ จังหวัดสกลนครครับ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตนําเรียน ให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณารับทราบว่าเป็นความปิติใหม่ของคนไทย ที่เราไม่ค่อย ได้เห็นพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญ มีครั้งนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้บรรจุร่างรัฐธรรมนูญตามความเห็นของพี่น้องประชาชน ซึ่งมีอยู่ ๓ สายทางที่เข้ามาสู่รัฐสภาของเรา
ในประการแรกก็คือพี่น้องประชาชนได้ส่งมาทางรัฐสภา เช่น เฉพาะของ พี่น้องชาวจังหวัดสกลนคร ได้รับการบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๓ (๔) เรื่องของ การบํานาญประชาชน และได้กําหนดให้มีการส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นความปรารถนา ของพี่น้องประชาชน
และในประการที่ ๒ ก็เวที ๑๑ เวทีของแต่ละจังหวัด พี่น้องประชาชน ชาวสกลนครก็ได้ต้องการที่จะให้เห็นการเมืองที่สุจริต ต้องการให้เอาจริงเอาจังกับการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต และต้องการที่จะกระจายอํานาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับงบประมาณ
ในประการที่ ๓ ในการอภิปรายของ สปช. ของเราเอง ได้เสนอแนะประเด็น ที่ต้องการปฏิรูปและได้รับการบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เช่น ในมาตรา ๒๘๒ ในร่างรัฐธรรมนูญ ได้บรรจุเรื่องของกระบวนการยุติธรรมชุมชน เพื่อต้องการให้คดีความนั้นได้สําเร็จในชั้น ระดับตําบล หมู่บ้าน และในมาตรา ๒๙๓ ให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมจากธุรกิจการผูกขาด รวมถึงให้รัฐต้องป้องกันการผูกขาด และในมาตรา ๙๒ ให้รัฐส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๖ เรื่องของนิยามซึ่งท่านเพื่อนสมาชิกได้กรุณานําเรียนให้ทราบซึ่งอาจจะเกิด ความสับสน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ส่วนมากในรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาอย่างมากเราก็จะใช้คําว่า ประชาชน หรือ บุคคล ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในภาค ๑ หมวด ๒ ส่วนที่ ๑ มาตรา ๒๖ ได้บัญญัติซึ่งก่อให้เกิดความสับสนพอสมควร เช่น ใช้คําว่า ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย มาตรา ๓ อํานาจและอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ในมาตรา ๓ เหมือนกันนะครับ ใช้คําว่า อํานาจอธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่าน่าจะใช้คําที่พี่น้องประชนได้คุ้นเคยเช่น ใช้คําว่า พี่น้องประชาชนคําเดียว เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความสับสนในเรื่องของการตีความตามกฎหมาย เช่น ในกฎหมายรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เราจะใช้คําว่า เสมอภาค แต่ว่าประชาชนกับพลเมือง ก็ไม่เสมอภาคกัน แม้แต่ในเรื่องของหน้าที่ของพี่น้องประชาชน พลเมืองมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ตามมาตรา ๒๗ นั่นหมายถึงว่าประชาชนไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งในข้อเท็จจริงในองค์กรปกครองท้องถิ่น ปัจจุบันมีประชากรแฝงอยู่มาก แล้วเขาก็ได้รับงบประมาณตามประชากรที่มีในทะเบียนราษฎรนั้น ขณะที่คนเหล่านั้นไม่ต้องเสียภาษี แต่องค์กรปกครองท้องถิ่นต้องดูแลคนทั้งหมด ผมยกตัวอย่างเช่น ที่ระนอง มีประชากรที่ไม่ใช่พลเมืองอยู่มากกว่าคนที่เป็นพลเมือง ที่เทศบาลป่าตองก็มีประชากรแฝงที่ไม่ใช่พลเมืองตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มีมากกว่า พลเมืองด้วยซ้ําไปนะครับ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ในร่างรัฐธรรมนูญที่น่าสนใจไม่ได้กําหนดให้การเลือกตั้ง เป็นหน้าที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ซึ่งพี่น้องประชาชนคุ้นเคยมา ๑๗ ปี เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นความกลัวของคนถ้าหากว่าไม่ได้ไปเลือกตั้งเพราะจะเสียสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นความคุ้นเคยที่น่าจะทําให้ต่อเนื่อง แต่ผมดูในเหตุผลประกอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ในมาตรานี้ไม่ได้กําหนดให้การไปเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชน ซึ่งอาจจะให้ประชาชน ไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อย นอกจากนั้นอาจจะให้มีความรู้สึกว่า ส.ส. ส.ว. ไม่ใช่ตัวแทนของ คนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดให้เป็นหน้าที่ ให้พี่น้องประชาชนมีหน้าที่ในการเลือกตั้งเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐
ประการที่ ๓ ซึ่งเพื่อน ๆ สมาชิกได้กรุณานําเรียนหลายท่านแล้วนะครับ เป็นความห่วงใยที่มีองค์กรตรวจสอบภาคประชาชนมากขึ้น ความจริงผมไม่ได้ห่วงเรื่อง องค์กรภาคประชาชน ผมเห็นว่ามีข้อดีอยู่บ้างในเรื่องของการตรวจสอบเรื่องของการทุจริต มีข้อดีอยู่บ้างในเรื่องของการเข้ามาร่วมกิจการในการบริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะในการบริหาร ในองค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งน่าจะมีกรรมการระดับที่เกี่ยวข้องกับระดับกรรมการที่ทําแผน ทํางบประมาณในโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้อยู่ในรูปองค์กรปกครองท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งในการมีส่วนร่วมนั้นมีเพียงแต่การมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔ นาที ต่อปีนะครับ แต่ว่าเนื่องจากว่ามีประสบการณ์เมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้กําหนด ให้มีองค์กรภาคประชาชนเข้ามาร่วมในการดําเนินการ ยกตัวอย่างเช่น ให้มีการแก้ไขปัญหา ที่ดินที่อยู่อาศัยของราษฎร มีกรรมการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดตั้งขึ้น แล้วก็ มีสมัชชาเกษตรกร ๔ ภาคเข้ามาร่วม ในเวลาที่ดําเนินการจริง ๆ ก็จะมีกลุ่มหนึ่งแอบอ้าง พี่น้องประชาชนไปอาศัย ไปแบ่งแปลง แบ่งเขตจนเกิดเรื่องที่ปะทะ ประดังกันทั้งที่สุราษฎรธานี และในหลายจังหวัดไปใช้ที่เป็นที่สาธารณะ สร้างกระต๊อบเป็นร้อย ๆ หลัง อ้างชื่อของ เครือข่ายพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวครับ ถ้าเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับ ในกฎหมายแล้วก็ไม่มีการควบคุมดูแล พี่น้องประชาชนเองก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบ ควบคุมดูแลให้ทั่วถึง ในข้อนี้ผมเห็นว่าควรจะได้กําหนดให้มีจริยธรรมสําหรับสมัชชาพลเมือง จริยธรรมสําหรับสภาตรวจสอบภาคพลเมือง จริยธรรมสําหรับองค์กรที่เกี่ยวข้องที่สามารถ ให้คุณให้โทษหรือสามารถที่จะเรียกรับผลประโยชน์ได้ เพื่อจะได้มีความเท่าเทียมกันระหว่าง การมีจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับการมีจริยธรรมขององค์กรภาคประชาชนที่เข้ามา มีอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
ผมมีเรื่องนําเรียนไว้สุดท้ายครับ ความจริงหลายท่านก็นําเรียนแล้วนะครับ มองเตสกิเออร์ เมธีฝรั่งเศสได้พูดไว้ในหลักการของร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่จําเป็น ไม่ต้องอธิบายเหตุผลเพราะเสี่ยงต่อการโต้แย้ง ผมเห็นหลายมาตรา อย่างเช่นมาตรา ๓๔ เราใช้คําว่า พลเมือง ใช้คําว่า ประชาชน แล้วเรารองรับว่าทุกคนมีความเสมอภาคตามกฎหมาย แล้วก็ใช้คําว่า สถานะบุคคล และอธิบายว่าเหตุที่มีบทบัญญัตินี้ไว้ก็ต้องการให้มีความเสมอภาค ระหว่างประชาชนด้วยกัน ก็จะมีความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นก็นําเรียนนะครับว่าหลายอย่าง ก็จําเป็น ที่จริงไม่ใช่ยาวนะครับ ปี ๒๕๕๐ ก็มี ๓๐๙ มาตรา แต่ยาวกว่าประเทศฝรั่งเศส นิดหนึ่งครับ ประเทศฝรั่งเศสมี ๘๙ มาตรา ร่างตั้งแต่ปี คศ. ๑๗๙๓ สาธารณรัฐที่ ๑ แก้ไข กันมาหลายฉบับ สุดท้ายปี คศ. ๑๙๕๘ แต่ที่ตรงกันก็คือมาตรา ๓ ให้อํานาจอธิปไตย เป็นของประชาชนโดยใช้ผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร แต่เขาก็เขียนล็อก (Lock) ไว้ว่า ห้ามผู้ใดอ้างการใช้อํานาจอธิปไตยไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ครับ
ขอบพระคุณมากครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมได้อ่านสัก ๒-๓ รอบนะครับ แล้วก็มีความรู้สึกประทับใจแล้วก็สุขใจ อย่างยิ่ง ไม่คิดว่าจะมีส่วนใดที่พวกเราจะไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามในกรณีของผมขออนุญาต นําเสนอในส่วนที่เห็นว่าเป็นประเด็นเล็ก ๆ นะครับ ที่อยากจะมานําเสนอในเรื่องของความเห็น ดังต่อไปนี้ครับ
ในกรณีของหมวด ๑ ภาคประชาชน หมวด ๒ เรื่องของประชาชนนั้น ก่อนอื่นนั้นเวลาเราเขียนมาตรฐานในเชิงวิทยาศาสตร์นี้เราจะมีนิยามนะครับ แต่ว่าในกรณี ของรัฐธรรมนูญนี้เผอิญว่าไม่มี อาจจะไปเขียนกันในเจตนารมณ์ ผมก็อยากจะให้เราทํา ความเข้าใจสัก ๒-๓ คํา เผื่อว่าเราจะเข้าใจไม่ตรงกันนะครับ คําแรกเลยนี้นะครับ คําว่า สุขภาพ คําว่า สุขภาพ นี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๓๔ จะมีคําว่า สุขภาพ อยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ ๓๒ คํา จะเห็นได้ว่ามีความหมายที่เราอาจจะมีความสับสนกันเล็กน้อยนะครับ แต่เดิม คําว่า สุขภาพ นั้นจะมีความหมายว่าสภาพที่ดีของร่างกาย ใจ ปัญญาหรือว่าสังคมนะครับ แต่ปัจจุบันนี้ทางองค์การอนามัยโลกเขาเปลี่ยนนิยามเอาเรื่องของจิตวิญญาณปนเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นมันจะมีเรื่องของสุขภาพที่ดีของกาย ใจ สังคมและจิตวิญญาณ ดังนั้นถ้าเราคุยกัน ในเรื่องของสุขภาพก็จะต้องครอบคลุมเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม เข้าไปด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของกายเพียงอย่างเดียวนะครับ ในหลายมาตรามีเรื่องของสุขภาพ ผมก็อยากจะให้ทางท่านกรรมาธิการได้มองพิจารณาในเรื่องของสุขภาพทางจิตวิญญาณด้วย ในเรื่องวัฒนธรรมมีอยู่ ๒๕ ครั้งที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ ในเรื่องของวัฒนธรรมนั้น ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา เราได้คุยกันมา โดยตลอด ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านประธานนี้ ท่านก็บอกอยู่ตลอดนะครับว่า วัฒนธรรมนั้นครอบคลุมไปถึงค่านิยม ศิลปะ ศาสนาและจริยธรรมด้วย ผมก็อยากจะนําเสนอ ไปที่มาตรา ๙๔ อันนี้เป็นเรื่องของนิยามเท่านั้นนะครับ เพราะในนั้นจะมีเรื่องของการนําเสนอวัฒนธรรมในทุกมิติ รวมถึงการบริหารจัดการวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ในตรงนี้นั้นก็อยากจะขยายความ เพิ่มว่ามันครอบคลุมในเรื่องของคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล (Halal) ในศาสนาอิสลาม ที่เขาจะนํามาใช้ในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและสังคมด้วยครับ เผื่อจะลืมนะครับ คําว่า ปรองดองนั้นมี ๑๗ ครั้งก็อยากจะให้เราเข้าใจนะครับว่า คําว่า ปรองดอง ไม่ได้หมายถึง เรื่องของการปรองดองในความขัดแย้งในเรื่องของความขัดแย้งในทางการเมืองอย่างเดียว มันยังมีประเด็นในเรื่องของความขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ แล้วก็ ในความเป็นมาของประวัติศาสตร์ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในบางเรื่องก็อยากจะให้นํามาเสนอ ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ในเรื่องของคําว่า ไทย มีอยู่ ๕๑ ครั้งนะครับ ก็ไม่อยากจะให้เรา เข้าใจว่าเรื่องของไทยนั้นหมายถึงความเป็นไทยอย่างเดียวนะครับ อยากจะให้หมายถึง กลุ่มชนต่าง ๆ ที่มีพื้นเพอยู่ในภูมิภาคนี้ ผมยกตัวอย่างกรณีของมาตรา ๘๖ พูดถึง แพทย์พื้นบ้านไทยนะครับ ถ้าเราลงไปดูที่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขามีแพทย์พื้นบ้าน ที่ได้พัฒนาขึ้นมาในแผ่นดินนี้นานเป็นได้หลายร้อยปีนะครับ ก็ไม่อยากจะให้ไปลืมเขา ในกรณีแบบนั้นเราจะพิจารณาได้ไหมว่าเป็นแพทย์พื้นบ้านไทย-มาลายู หรือว่าในพื้นที่อื่น ๆ ในเรื่องของมาตราต่าง ๆ ผมขออนุญาตนําเสนอกรณีของมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๖ มีคําว่า แข่งขัน คําว่า แข่งขัน นั้นมีการพูดถึง ๘ ครั้งในรัฐธรรมนูญนี้นะครับ แต่ว่าส่วนใหญ่จะ เป็นลักษณะของเชิงรับมากกว่าเชิงรุกนะครับ อย่างเช่น ให้ความสําคัญกับการแข่งขัน ขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ความสามารถในการแข่งขัน การป้องกันการกีดกัน จะมีอยู่ในเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุนอยู่ในมาตรา ๒๙๒ ก็อยากจะให้ใช้คําว่า กระตุ้นการแข่งขัน เพราะว่าการแข่งขันนั้นถ้ามีการกระตุ้นทําให้เกิดการแข่งขันแล้วนั้น คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือภาคเอกชนแล้วก็ภาคผู้บริโภคได้ประโยชน์ไปพร้อม ๆ กัน ในมาตรา ๕๒ มีคําว่า พลเมืองย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพ และหลากหลายอย่างทั่วถึง เพื่อการพัฒนาตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งกรณีนี้ ผมก็ขออนุญาตนําเสนอในเรื่องของมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่อื่น ที่มีมุสลิมเป็นประชากรหลัก อย่างเช่น ในจังหวัดกระบี่ แล้วก็ในกรุงเทพมหานครนะครับ คนเหล่านั้นต้องการอย่างยิ่งในกรณีที่อยากจะได้รับการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้าน อิสลามศึกษา ซึ่งบางครั้งบางคราวมีปัญหาในเรื่องที่เขาไม่ได้รับนะครับ ในกรณีอย่างนี้นั้น ในกรณีที่เขาไม่ได้รับนะครับ เราจะเพิ่มถ้อยคําในมาตรา ๕๓ ว่า การจํากัดสิทธิ ตามวรรคหนึ่งนั้นจะกระทําไม่ได้ จะได้หรือไม่นะครับ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าพลเมือง ที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ทางศาสนาหรือวัฒนธรรมจะได้รับการปกป้องทางด้าน การศึกษานะครับ ในมาตรา ๖๐ ซึ่งท่านประธานสารี อ๋องสมหวัง พูดไปแล้วก็คือเรื่องของ สิทธิผู้บริโภค เรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เขียนไว้ชัดเจน แต่ครั้งนี้ไปใส่ไว้ ในเจตนารมณ์นะครับ ก็อยากจะขอให้นํากลับเข้ามาในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ผ่านมา ๑๘ ปีแล้วนะครับ องค์กรอิสระทางด้านการคุ้มครองผู้บริโภคก็ยังไม่เกิดนะครับ จะเป็นไปได้ หรือไม่ที่เราจะให้เขียนคําว่า ให้นําเรื่องนี้ดําเนินการภายใน ๑ ปีนับจากวันประกาศรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖๑ พลเมืองย่อมมีสิทธิในการที่จะได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในการครอบครองของรัฐ นั้นเป็นมาตรา ๖๑ แต่อย่างไรก็ตามในมาตรา ๖๙ นั้นมันจะมีเรื่อง ของหน่วยงานของรัฐ แต่มันจะเป็นลักษณะของหน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรเอกชน หรือว่าองค์กรใดที่ดําเนินกิจกรรมโดยใช้เงินแผ่นดิน อันนี้จําเป็นที่จะต้องเปิดเผยข้อมูล จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ในมาตรา ๖๑ นั้นให้ครอบคลุมคําว่า รัฐ นั่นหมายถึงหน่วยงานของรัฐ แล้วก็องค์การภาคเอกชน แล้วก็องค์การใดที่ได้รับ งบประมาณสนับสนุนจากเงินแผ่นดิน ในมาตรา ๖๔ เองนั้นใช้คําว่า องค์การเอกชน หรือว่าองค์การภาคเอกชน ปัจจุบันนี้เขาจะนิยมใช้คําว่า องค์การภาคประชาสังคม หรือว่าซีวิล โซไซตี ออร์แกนไนเซซัน (Civil Society Organizations) ซีเอสโอ (CSO) ถ้าเรา ไปดูในศัพท์นี้นะครับ เมื่อก่อนนั้นเราใช้คําว่า เอ็นจีโอ (NGO) ปัจจุบันหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศโออีซีดี (OECD) เขาใช้คําว่าซีเอสโอ เพราะฉะนั้นในกรณี ของซีเอสโอนั้นก็จะมีความหมายที่กว้างกว่า ถ้าสมมุติว่าเราสามารถที่จะนําเอาคําเหล่านั้น มาใช้เป็นองค์การภาคประชาสังคมก็จะมีความหมายกว้างขึ้น เอ็นจีโอก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของซีเอสโอเท่านั้นนะครับ ในกรณีของซีเอสโอหรือว่าองค์การภาคประชาสังคมนั้นเขานับ องค์กรศาสนาที่ทํางานในเชิงการพัฒนาสังคมไม่ว่าจะเป็นองค์กรศาสนาอิสลาม องค์กรศาสนาคริสต์ หรือแม้กระทั่งองค์กรศาสนาพุทธในบางองค์กรนั้นนับเป็นองค์กรซีเอสโอด้วย นอกจากนี้แล้วในมาตรา ๖๙ นั้นคําว่า องค์การภาคเอกชน ถ้าเราจะเปลี่ยนไปเป็นองค์กร ภาคประชาสังคมนั้นจะเหมาะสมหรือไม่ ผมก็ขออนุญาตนําเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ ก่อนอื่น ดิฉันต้องบอกก่อนว่าชื่นชมรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างอยู่ในหลาย ๆ ประการ คือชื่นชม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการพยายามแก้ไขปัญหาในอดีตที่ผ่านมาของประเทศเรา ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งในเรื่องการเมือง การมีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน แล้วก็ยังมีการสร้างกลไกในการกํากับดูแลควบคุมการใช้อํานาจรัฐ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
แล้วก็ในประเด็นที่ ๒ ที่ชื่นชมคือการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนด ความต้องการ มีความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เป็นหูเป็นตาให้แก่ภาครัฐในการตรวจสอบ การดําเนินงานของฝ่ายการเมืองรวมทั้งการทํางานของฝ่ายรัฐด้วย
อีกประเด็นก็คือยอมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ในขั้นตอนเริ่มต้น ของการทํางาน อย่างเช่นการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งดิฉันดีใจมากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ พูดถึงการทํายุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นมิติใหม่ที่น่ายินดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนไทยทุกคน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดความต้องการของตนในการพัฒนาประเทศว่าจะให้ไป ในทิศทางใด โดยพิจารณาความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วย่อมจะเป็นการดีอย่างแน่นอน และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้มีการกําหนดคําว่า มีการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นนิมิตหมายซึ่งดิฉันชื่นชมมากนะคะ จากที่กล่าวมาแล้วใน ๓ วิธีนี้ เราวางมาตรการป้องกันการป้องกันประพฤติมิชอบอย่าง มีประสิทธิภาพทั้งภาครัฐแล้วก็ภาคเอกชน มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจนดิฉันเชื่อว่า หลายคนมีความกริ่งเกรงว่าการขับเคลื่อนการทํางานของภาครัฐจะไม่สามารถดําเนินการ ให้เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากไม่มีการวางออกแบบหรือเขียนกลไกในการดําเนินงาน ของภาครัฐให้สอดคล้องกับกระบวนการตรวจสอบใหม่ ๆ ทั้งหลายนี้ให้มันสอดคล้องกันไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ภาครัฐสามารถดําเนินการได้มีประสิทธิภาพสูงสุดสมตามเจตนารมณ์ ในรัฐธรรมนูญนี้ด้วยนะคะ
นอกจากนี้ดิฉันมีข้อคิดเห็นในรัฐธรรมนูญอีก ๒ มาตรา คือ มาตรา ๖๓ ที่เขียนว่า ชุมชนย่อมมีสิทธิปกป้องฟื้นฟูอนุรักษ์สืบสาน ตรงประโยคตอนท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่ แปลกเข้ามาจากที่ดิฉันเคยอ่านในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ คือการเขียนว่า ชุมชน ย่อมมีสิทธิปกป้องฟื้นฟูอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาอันดีงามของชุมชนท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วม ในการจัดการบํารุงรักษา ตรงนี้ค่ะ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขีดเส้นใต้ รวมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม และทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ดิฉันคุ้นเคยกับความหลากหลายทางชีวภาพนะคะ เข้าใจว่าการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนคืออะไร แต่ไม่แน่ใจว่าในมิติตรงนี้ที่มาพูดถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ให้มีการใช้อย่างสมดุล และยั่งยืนนี้หมายความอย่างไรนะคะ บางทีท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านอาจจะ ชี้แจงได้ว่าการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเอามาใช้ในการอนุรักษ์ปกป้อง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติหรือเปล่า อย่างเช่นภูมิปัญญาชาวบ้านในการเอาต้นไม้มาบวช เอาไว้บอกว่าห้ามตัด ห้ามทําลาย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าจะเข้าใจได้ว่านั่นคือความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมที่นํามาใช้ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ว่าเอามา ใช้ประโยชน์ในเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืน ดิฉันคิดว่าบางทีควรจะแยกประโยชน์ตรงนี้ออกจากกันนะคะ จะทําให้ ไม่ต้องมาตีความว่าตรงนี้หมายถึงอะไร ดิฉันเข้าใจเจตนาของท่าน แต่ว่าอาจจะเกิด การตีความขึ้นมาได้นะคะ น่าจะเขียนแยกออกจากกันว่ามีการใช้ประโยชน์ความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน อันนี้เป็นศัพท์ทางเทคนิคทางวิชาการซึ่งอนุสัญญาว่าด้วย ความหลากหลายทางชีวภาพเขียนเอาไว้ในทุกที่ทุกแห่งที่พูดถึงว่าความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสมบัติของชาติ ของโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์และมีการแบ่งปันกัน อย่างทั่วถึงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นบางทีถ้าสลับที่ได้หน่อยก็อาจจะทําให้ความสับสนน้อยลง
ส่วนในมาตรา ๖๔ ดิฉันเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เห็น ในเจตนารมณ์ท่านเขียนว่าเหมือนเดิมทุกประการ แต่ดิฉันอ่านแล้วไม่เหมือน เริ่มต้นด้วยสิทธิ ของพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นธรรม ดิฉันเปรียบกับปี ๒๕๕๐ เริ่มต้นด้วยสิทธิ ของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บํารุงรักษาและการได้ประโยชน์ ตรงนี้คือประเด็นที่ดิฉันจะย้ําว่าท่านทิ้งคําว่า อนุรักษ์ บํารุงรักษา ไป ท่านเริ่มต้นโดยการปล่อยว่า สิทธิพลเมืองน่าจะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการได้ประโยชน์ มันจะดูเหมือนกับว่า เราตั้งใจจะได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมากไปหรือเปล่า การอนุรักษ์ การบํารุงรักษา หายไปที่ไหนคะ เพราะจริง ๆ นั้นในหลักการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมันต้องมีอยู่ ๔ อย่าง คือ ๑. การสงวนรักษา ซึ่งภาษาอังกฤษเราใช้ว่าพรีเซอร์เวชัน (Preservation) คือการเก็บรักษา เอาไว้ไม่แตะต้องเพื่อเก็บไว้เป็นพื้นที่คุ้มครอง เป็นพื้นที่ที่มีความสําคัญต่อระบบนิเวศน์มาก เช่นพื้นที่แหล่งต้นน้ําลําธารซึ่งเราจะต้องสงวนรักษาไว้ห้ามใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด เป็นต้น ในส่วนนี้จะต้องมีค่ะ ถ้าจะไม่พูดถึงนี่ดิฉันเกรงว่าอีกหน่อยพื้นที่ป่าต้นน้ําลําธารก็คงจะมีคน ขอเข้าไปใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมเช่นเดียวกัน การอนุรักษ์หรือคอนเซอร์เวชัน (Conservation) คือการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด ตรงนี้ดิฉันไม่ขัดข้องที่ท่านจะนํามาใช้ โดยชุมชน แต่ต้องใช้อย่างชาญฉลาดไม่ใช่ใช้อย่างทําลายหรือแบบทําลายให้มันหมดไป
แล้วประเด็นที่ ๓ ที่จะต้องมีอยู่ด้วยก็คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งตรงนี้เราก็พยายามทําอยู่แล้วคือให้ประชาชน พลเมืองเป็นใหญ่ ช่วยกันในการดูแลรักษา เป็นเจ้าของทรัพยากรไม่ให้รู้สึกว่าชุมชนใดเป็นเจ้าของทรัพยากรตรงข้าง ๆ ของตนแต่เพียง กลุ่มเดียว เพราะดิฉันเชื่อว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสมบัติของคนทั้งประเทศ ทั้งชาติ ทั้งกี่สิบล้านคนที่จะมีขึ้นในอนาคตทุกคนมีสิทธิเท่ากัน แล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติคือความยั่งยืนหรือซัสเทนอะบิลิที (Sustainability) การจัดการดูแลรักษาใช้ประโยชน์จะต้องคํานึงถึงความอยู่ยั่งยืนตลอดไป ให้มันมีใช้ได้ อย่างยั่งยืนด้วยนะคะ ไม่ใช่ว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ถึงแม้ในอดีตเราจะพบว่ามีการกีดกัน ผู้เสียโอกาสไม่ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ได้เหมือนกับคนที่มีโอกาสตามข่าวที่เราเห็นอยู่ ในหน้าหนังสือพิมพ์ในขณะนี้ ดิฉันก็เห็นด้วยว่ามันควรจะมีวางกฎเกณฑ์ให้ทุกคนเข้าถึง แต่ขณะเดียวกันท่านก็ต้องดูว่าความเป็นธรรมหมายถึงอะไร ถ้าท่านเขียนว่าให้มีการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นธรรม ท่านต้องอธิบายได้ว่า อย่างเป็นธรรมในที่นี้หมายถึงอย่างไร หมายถึงประชากรไทย ๗๐ ล้านคน ทุกคนมีสิทธิใช้ เท่ากันหมดหรือไม่ หรือว่าเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้กับป่า ชุมชนตรงนั้นมีสิทธิมากกว่าคนอื่น แล้วคนที่อยู่แดนไกลจะใช้ในแง่ไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านต้องอธิบายตรงนี้ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการตีความหรือการฟ้องร้องกันเรื่องการใช้อย่างไม่เป็นธรรม
ในมาตรา ๖๔ วรรคสอง ดิฉันติดใจตรงที่เมื่อกี้หลายท่านอภิปรายไปแล้วว่า โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงนี้จะกระทําไม่ได้เว้นแต่จะได้ดําเนินการจัดทํารายงาน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนโดยบุคคลซึ่งมิได้ มีส่วนได้เสีย นี่คือศัพท์ที่เราใส่เข้ามาใหม่ ดิฉันเข้าใจเจตนาของท่าน ท่านเขียนเอาไว้ชัดเจน บุคคลซึ่งมิได้มีส่วนได้เสีย ซึ่งดิฉันพยายามมองจินตนาการ ดิฉันเป็นประธานอนุกรรมาธิการปรับปรุงระบบอีไอเอ ก็พยายามหาวิธีว่าทําอย่างไรให้การจัดทําอีไอเอโดยผู้ที่มิได้มีส่วนได้เสีย แต่จากการสอบถาม ไม่ว่าท่านจะหาวิธี จะเขียนอย่างไร การจะฮั้วกัน การจะมีส่วนได้เสียกัน ผู้ที่มีความสามารถ ทั้งหลายก็ทําได้ทั้งนั้นค่ะ หมายถึงว่าผู้ประกอบการเขาสามารถมีหนทางที่จะไปติดต่อกับคน ที่เราเลือกมาจากคนกลางให้ไปทําโดยวิธีอื่นก็ได้ ไม่ใช่สิ่งเกินวิสัยที่เขาจะทําได้เลยค่ะ เพราะฉะนั้นการเขียนอย่างนี้ดิฉันคิดว่ามันทําให้เกิดความยุ่งยากในทางปฏิบัติและอาจจะมี ความรับผิดชอบเรื่องการทํางานไม่ทันหรือว่าคุณภาพไม่ได้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบในส่วนนั้น ตามมา ดิฉันเสนอว่าเหมือนที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเกษมสันต์พูดมาตั้งแต่ตอนแรกว่า ทําไมเราไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ตอนโปรเจกท์ ฟอร์มูเลชัน (Project formulation) เลย พอจะทําโครงการนี้ลงไปถามชาวบ้าน คนในพื้นที่กับคนรอบนอกเลยว่า รัฐบาลจะทําโครงการนี้ตรงนี้นะ จะมีท่าเรือน้ําลึก ท่านเห็นด้วยไหม จะเอาหรือไม่ อย่างไร ท่านอยากเห็นโครงการเป็นอย่างไร ถ้าประชาชนบอกว่าไม่เอาตรงนี้ ไม่ต้องการให้มีท่าเรือ เพราะมันมีปะการัง จะทําเป็นที่อะไรนี่ เราก็ตกลงกันว่าตกลงทําตามนี้ ก็ไม่ต้องไปทําอีไอเอ ก็ทําตามที่ชาวบ้านเขาเห็นชอบ ถ้าอย่างนั้นวิธีนี้ไม่ดีกว่าหรือคะ ทําไมต้องไปหาคนที่ไม่มี ส่วนได้เสียมาจัดทําอีไอเอให้มันยุ่งยากในทางปฏิบัติแล้วก็ปัญหาตามมาเยอะ ดิฉันขอเสนอว่า เราน่าจะเขียนว่าการจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบของโครงการที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง ให้อยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ โดยประชาชนผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วม ในกระบวนการศึกษาตั้งแต่เริ่มต้น และมีการพิจารณารายงานผลกระทบโดยผู้ที่มีความรู้และ มีความเป็นอิสระ นอกจากนี้ให้มีการลงโทษผู้กระทําผิดอย่างเข้มงวด แต่มันจะตรงประเด็น กว่าไหมคะ ดีกว่าเราไปสร้างกฎเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ซึ่งยังไม่รู้เลยว่าถ้าหน่วยงานกลางที่รับทํา อีไอเอแล้วมันไม่มีความเป็นอิสระจริง แล้วท่านจะต้องไปแก้โดยการเขียนอะไรต่อไปอีก จะต้องตามแก้กันไปอีกถึงไหน เราเอาหลักการง่าย ๆ คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกํากับ ดูแลตั้งแต่ต้น ใครทําก็ได้ แต่ประชาชนนั่งดูอยู่ ประชาชนคอยฟ้อง คอยจัดการอยู่ มันก็คง ต้องอยู่บนพื้นฐานนั้นค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญ รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. นครศรีธรรมราช หมายเลข ๒๑๖ ได้อ่านรัฐธรรมนูญฉบับร่างที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ร่างมานะครับ ก็ค่อนข้างจะชื่นใจว่ารัฐธรรมนูญของเรานั้นมีอนาคตแล้วครับ แม้ว่าบางคน บอกว่าจะยาวไป แต่ความเห็นของผมว่าที่เขียนไว้อย่างนั้นก็ทําให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติได้ง่ายขึ้น เพราะบางทีการเขียนสั้นเกินไปก็ทําให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติยาก แล้วก็จะตีความไปในทางที่เฉไฉ ผมใช้คํานี้ ก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะลงตัวพอดีก็คงจะต้องปรับคําบ้างนั่นล่ะ ถึงแม้ผม บอกว่าจะมีอะไรพอสมควรก็แล้วแต่ แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการซึ่งได้เสียสละเวลา แล้วก็เหน็ดเหนื่อยกันมาก เท่าที่ทราบนะครับ ต้องไปพัทยา ๒ รอบ และในที่สุดก็ออกมา ดังที่เราทราบ โดยการนําของ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้วก็มีนักกฎหมาย ระดับมือต้น ๆ ของประเทศมาช่วยกันดูแลมากทีเดียว เท่าที่ผมเห็นจากรายชื่อที่พิมพ์ใน รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นโดยรวมทั้งเล่มเท่าที่ผมได้อ่านมา ผมก็เห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีมาก ฉบับหนึ่งนะครับ สิ่งที่ใส่เอาไว้ที่แปลกไปกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นก็คือเรื่องของการปฏิรูป เรื่อง ของการปรองดอง ถามว่าทําไมเนื้อหานี้ถึงได้มา ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีปัญหา นั่นก็คือ ปัญหาการที่เราไม่สามัคคีกัน เมื่อใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปก็เป็นการย้ําเน้นว่าต่อไปนี้ประเทศไทย เราต้องสามัคคีกัน ไม่ใช่อะไรนิดอะไรหน่อยก็ขยายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องยาว จนกระทั่ง ประเทศไทยเราเดือดร้อนกันไปมากทีเดียว นี่คือเรื่องหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ตราเอาไว้ค่อนข้างจะมีเนื้อหาที่ทําให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติน่าจะไม่ยาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายลูก ที่จะออกต่อไปนะครับว่าออกกันอย่างไร ออกสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแค่ไหน อันนี้สําคัญอีก เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อมั่นในคณะกรรมาธิการที่ท่านได้ร่าง ทุ่มเทสติปัญญา ทุ่มเทเวลา อดหลับอดนอนกันมากทีเดียวครับ และบางทีท่านก็เครียด อันนี้ผมเข้าใจ พวกผมก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ ต้องดูแล เพราะรัฐธรรมนูญนี้คือรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ทุกคนเป็นเจ้าของ ทุกคนมีสิทธิในการที่จะแสดงความคิดเห็น แล้วก็ดีใจครับที่ดอกเตอร์วินัย พูดเมื่อสักครู่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนพี่น้องชาวไทยได้มีส่วนร่วมมาก แล้วมากจริง ๆ ครับ เหตุที่มากขนาด ๗๗ จังหวัดนะครับ ๑๑ ครั้งแต่ละจังหวัดที่ได้ออกไปรับฟัง แล้วก็อีกหลายครั้ง ซึ่งมีดอกเตอร์ถวิลวดีบ้าง ดอกเตอร์เจิมศักดิ์บ้างไปทําเวทีกัน ผมว่าสิ่งที่ประชาชนเสนอมานั้น ค่อนข้างจะลงตัวแล้วก็เท่าที่ผมไปฟังเกือบทุกเวทีจะลงแบบงานวิจัยแล้วละครับ คือได้ข้อสรุป เรื่องสําคัญที่เขาพูดมาเรื่องการศึกษา เรื่องพลังงาน เรื่องการปกครอง เรื่องการเลือกตั้ง เหล่านี้คือสิ่งสําคัญ อันนี้ผมขอชื่นชมเรื่องรัฐธรรมนูญก่อนนะครับ เวลาก็ผ่านไป ๔ นาที ไม่เป็นไรครับ แต่ก็ดีใจในเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าเราไม่มีโอกาสได้พูดโดยรวมทั้งฉบับ เพราะบอกว่าพูดได้แค่ ๒ ภาค ก็แบ่งเวลาให้กับความดีใจตรงนี้แทนพี่น้องประชาชนชาวไทย ทั้งประเทศ ทีนี้พอเข้ามาในส่วนที่ผมจะต้องวิเคราะห์นะครับ ในส่วนของหมวดที่ ๒ ประชาชน หัวใหญ่เราขึ้นว่าประชาชน ทีนี้เราก็เริ่มต้นด้วยคําว่า ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะ เป็นพลเมือง ซึ่งเมื่อกี้ท่านไกรราศท่านอภิปราย ผมก็เข้าใจที่จริงความหมายระหว่างประชาชน กับพลเมือง ประชาชนก็คือทั้งหมดนั้นละ แต่พอย่อมมีฐานะเป็นพลเมืองตรงนี้หมายความ ทุกคนมีหน้าที่ต้องเป็นกําลังของประเทศ เป็นกําลังของเมืองความหมายเป็นอย่างนั้น หลายท่านเข้าใจครับแต่มีบางท่านอาจจะงงอยู่เหมือนกัน เราขึ้นว่าพลเมืองต้องเคารพปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทีนี้ก็มีคนมาแย้งอีกว่าแล้วประชาชนไม่ต้องเคารพใช่ไหม อย่างนี้อีกครับ แล้วพอต่อมาพลเมืองต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่าง คนในชาติหรือศาสนาหรือไม่ยั่วยุ แล้วประชาชนต้องไม่กระทําการหรือเปล่า ทีนี้ก็เกิดข้อแย้ง นิด ๆ ตรงนี้ผมก็เลยฝากกรรมาธิการว่าเราทําอย่างไรให้ผู้อ่านได้เข้าใจตรงนี้มากขึ้น โดยไม่ต้อง ไปตีความอะไรกันมากมาย เพราะฉะนั้นระหว่างประชาชนกับพลเมืองที่จริงทุกคน ในประเทศนี้เป็นประชาชนทั้งหมดละครับ แต่ว่าประชาชนเหล่านั้นเป็นพลเมืองหรือ เป็นแรงของประเทศหรือไม่ เป็นพลังของประเทศหรือไม่ ตรงนี้ครับ จริง ๆ แล้วพวกเรา เข้าใจกันอยู่ เอาล่ะครับทีนี้ก็มีอยู่คําหนึ่งคําว่า ทําให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติ หรือศาสนา ตรงนี้คําว่า คน ก็มีบางท่านสงสัยอยู่ระหว่างบุคคลหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้ว มันน่าจะเป็นกลุ่มคนที่เกลียดชังกันนะครับ ถ้าใจผมผมว่าน่าจะใช้ว่าระหว่างชนในชาติ เพราะ ชน นี่มันจะกว้างกว่าและใหญ่กว่า เป็นต้น ทีนี้ไปมาตรา ๒๗ ครับ พลเมืองมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ผมดีใจครับแต่ละข้อนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยครับ ปกป้องพิทักษ์รักษาเอาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เป็นหน้าที่พวกเราจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นใครทําอะไรที่ค่อนข้างมั่ว ๆ ผมใช้คํานี้ง่าย ๆ เราต้องทักท้วงครับ เราต้องแสดงความคิดเห็นได้ ไม่ต้องไปเกรงใจใครละครับ ประเทศนี้ก็เป็นประเทศของเรา มรดกวัฒนธรรมทั้งหลายเป็นของเราด้วย ไม่ใช่ของคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งนะครับ แต่มาข้อที่ ๕ ช่วยเหลือราชการ ช่วยเหลือในการป้องกันและขจัดทุจริต ประพฤติมิชอบ แล้วก็มาถึงจนกระทั่งปกป้องพิทักษ์อนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมของชาติ และผมก็ดีใจมากครับที่คําว่า ศิลปวัฒนธรรมของชาติ หรือวัฒนธรรมอยู่กระจายไปทั่วหลายมาตราทีเดียว อันนี้ถือว่า เป็นความสําเร็จของพี่น้องชาวไทยร่วมกันครับ เพราะว่าศิลปวัฒนธรรมนั้นคือหัวใจ ของสังคมของชุมชน แต่ตรงนี้ผมอยากจะเสนอว่าและสืบสานขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ที่จริงประเพณีนั้นมีอยู่ ๓ อย่าง คือขนบประเพณี ธรรมเนียมประเพณี และจารีตประเพณี มี ๓ อย่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ควรจะแยกว่า และสืบสานขนบ ธรรมเนียม วรรคถูกแล้วครับ จารีตประเพณี เพราะฉะนั้นประเพณีไทยมี ๓ อย่างถ้าอธิบายไปความหมายเดี๋ยวเวลา จะหมดเสียก่อนนะครับ ก็ไปว่าเป็นมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๘ อันนี้น่าชื่นใจอีกครับ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งเราอภิปรายกันจนกระทั่งผ่านนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ในเรื่องนี้ แล้วก็มีสมัชชาพลเมือง องค์การตรวจสอบประชาชน ซึ่งเราไม่เคยมี เพราะฉะนั้น ตรงนี้บรรดานักการเมืองทั้งหลายที่ผ่านมานะครับก็อาจจะพูดได้ว่าท่านก็ค่อนข้างได้ใจครับ ไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีใครดูแล ท่านก็ว่าของท่านไปเท่านั้นเท่านี้ แต่ต่อไปนี้ถ้าหากว่าเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ เรามีสมัชชาคุณธรรม เรามีสมัชชาพลเมือง ซึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชขณะนี้เขามีสภาพัฒนานครศรีธรรมราชแล้ว และประชุมกัน เท่าที่ทราบนั้น ๗ ครั้งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเขาจะช่วยดูแลในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นทางการแล้วเขาคงทํางานกันจริงจังเพราะเป็นเรื่องที่สําคัญมากนะครับ อันนี้ก็เป็น เรื่องที่ขอชื่นชมเอาไว้ ทีนี้ในมาตรา ๓๕ สิทธิมนุษยชนบอก บุคคลซึ่งเป็นทหาร ตํารวจ ข้าราชการ ซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา ตรงนี้ผมยังรู้สึกขัด ๆ อยู่ว่า ข้าราชการ ซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา ถ้าใช้คําว่า หรือเงินเดือนประจํา แสดงว่าต้องเป็น กลุ่มเดียวกันครับ ข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา น่าจะเป็นว่าข้าราชการ ซึ่งมีตําแหน่งและมีเงินเดือนประจําหรือเปล่า ถ้า หรือ แปลว่ามันต้องเท่ากัน มังคุด หรือ ละมุด หรือลําไย เหล่านี้เป็นต้นนะครับ ทีนี้มันมีอยู่ว่า และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จํากัดไว้ในกฎหมาย หรือกฎเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัยและจริยธรรม สําหรับข้อนี้ดูเหมือนว่า ข้าราชการนั้นจะมีสิทธิน้อยกว่าประชาชนทั่วไปเมื่ออ่านแล้ว แล้วก็ เว้นแต่จะกํากับไว้ ในกฎหมาย อันนี้ที่เพิ่มไว้ เพราะฉะนั้นผมว่าเขียนอย่างไรให้ดูว่าข้าราชการไม่มีสิทธิต่ํากว่า ประชาชนทั่วไป อันนี้ฝากข้อนี้นะครับ
ทีนี้ในเรื่องมาตราอื่น ๆ ในมาตรา ๔๐ ผมติดใจคําอยู่นิดหนึ่งครับว่าสุดท้ายนะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คํานี้เรามักจะใช้ติดกันมาว่า ศีลธรรมอันดี แต่ทีนี้ถ้าถามว่าศีลธรรมอันไม่ดีมีไหม อันนี้ก็ฝากว่าศีลธรรมที่ไม่ดีมีไหม ถ้าเป็นศีลธรรมแล้วจะดีทั้งหมดนะครับ
ทีนี้มาเรื่องของการสื่อสาร มาตรา ๔๘ ย่อหน้าที่ ๔ บอกว่า เจ้าของกิจการ สื่อมวลชนต้องเป็นพลเมือง ทีนี้ถ้าไม่ใช่พลเมือง ถ้าเป็นประชาชน เป็นเจ้าของกิจการได้ไหม และพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือถือหุ้น พอมาวรรคนี้บอกว่า และพลเมือง ไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน ตรงนี้จะทําให้งงครับ และไปตอนหลังก็มีขมวดนิดหน่อย เวลาหมดแล้วผมขยายต่อไม่ได้ ฝากมาตรานี้ด้วยครับ มาตรา ๔๘ ก็ขอไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณศิรินา ปวโรฬารวิทยา ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศิรินา ปวโรฬารวิทยา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๙๘ นะคะ ขออภิปราย หมวด ๒ ประชาชนค่ะ ในหมวดนี้มีทั้งหมด ๔๒ มาตรานะคะ เริ่มจากมาตรา ๒๖ แล้วไปจบที่มาตรา ๗๒ ใน ๓๐ มาตรา ก็จะพูดถึงหน้าที่และสิทธิของพลเมือง และอีก ๑๐ มาตรา ก็ใช้คําว่า สิทธิบุคคล ผู้บริโภค รวมทั้งหมดก็คือพลเมืองเช่นกันนะคะ
จะขอเริ่มจากมาตรา ๒๖ นะคะ ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง หมายถึงประชาชนที่มีสัญชาติไทยทั้งหมดจะได้เป็นพลเมืองทุกคนใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น ประเทศไทยเรามีประชาชนไทย ๖๕ ล้านคน ก็หมายถึงว่าทุกคนจะได้ยกฐานะเป็นพลเมือง ๖๕ ล้านคนค่ะ และภาครัฐจะต้องมีหน้าที่ปลูกฝังความเป็นพลเมือง ทั้งหน้าที่ สิทธิ ขอเติมคําว่า คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรมของประเทศ และการเป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นหน้าที่ของรัฐ ก็แสดงความยินดีกับประชาชนไทย ๖๕ ล้านคนที่จะได้มาเป็นพลเมืองค่ะ
มาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๘ ได้ชี้แจงถึงหน้าที่ของพลเมืองมากมาย ซึ่งจะทําให้คนของเรารู้หน้าที่มากขึ้น ก็ขอยกตัวอย่างนะคะ ก็มีการปกป้องพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ป้องกันประเทศ รับราชการทหาร รักษาประโยชน์ของชาติ ปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัด เสียภาษีอย่างสุจริต แล้วก็มีสิทธิทางการเมืองอย่างสุจริต ช่วยเหลือราชการ ขจัดการทุจริต บรรเทาภัยพิบัติ รักษาอนุรักษ์วัฒนธรรม ศิลปะ ภูมิปัญญา รักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะมีบทบาทในการทําหน้าที่การบริหารประเทศ และมีบทบาทในการตรวจสอบ ผู้บริหารของประเทศด้วยค่ะ คําว่า ประชาชน และ พลเมือง ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน คําว่า ประชาชน ให้ความรู้สึกถึงคนจํานวน ๖๕ ล้านคน ที่ภาครัฐจะต้องดูแล ช่วยเหลือ ป้องกันและพัฒนา แต่คําว่า พลเมือง ให้ความรู้สึกว่าคนไทย ๖๕ ล้านคน จะเป็นพลัง จะช่วยกันสร้างประเทศไทยให้มั่นคง ยั่งยืนและมั่งคั่ง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปคําว่า ประชาชนชาวไทยเป็นพลเมือง ดิฉันถือว่าเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่นะคะ คือปฏิรูปคําว่า ประชาชนชาวไทย เป็นคําว่า พลเมือง คือการปฏิรูปคนไทยทั้งประเทศให้รู้จักสิทธิหน้าที่ ให้ชัดเจนเพื่อสร้างให้พลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งคงจะหมายถึงว่าเราจะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ ใช่ไหมคะ คงไม่ใช่ใหญ่เฉย ๆ นะคะ ไม่ใช่ตัวใหญ่หรือนิสัยนักเลงอะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในตรงนี้ดิฉันก็มีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีก็ขอเสนอให้เปลี่ยนหมวด ๒ คําว่า ประชาชน เป็นหมวด ๒ คําว่า พลเมือง เลย เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้หมวด ๒ ว่าหมวดพลเมือง ก็จะเป็นว่าเรามีพระมหากษัตริย์เป็นหมวดที่ ๑ แล้วก็หมวดที่ ๒ ก็คือมีภาคพลเมือง แล้วก็ใช้คําว่า พลเมือง เป็นต้นไปนะคะ ถ้าเช่นนั้นเราก็จะต้องในหมวด ๑ ในมาตรา ๕ ที่พูด คําว่า ปวงชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากําเนิดหรือศาสนาใดต้องอยู่ในความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญนี้ ก็ขอให้เปลี่ยนเป็นพลเมือง ไม่ว่าเหล่ากําเนิดหรือศาสนาใดย่อมอยู่ในความคุ้มครองนี้ ก็คือมาตรา ๕ หมวด ๑ นะคะ
อีกมาตราหนึ่งที่น่าสนใจคือมาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง หน้า ๑๔ ประโยคที่ว่า ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมือง และศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกลงคนเดียวกันหรือเปล่า ไม่ทราบนะคะ ดิฉันอยากให้เขียนว่าไม่ขัดต่อสิทธิ หน้าที่ ศีลธรรม และประโยชน์สุข ของพลเมืองเป็นต้น เพราะฉะนั้นในนี้เราจะมีการเขียนคําว่า ประชาชน ด้วยหน้าที่หนึ่งแล้วก็ พลเมืองก็หน้าที่หนึ่ง คําว่า ประชาชน และคําว่า คนสัญชาติไทย จะมีอยู่ในหลายมาตรา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงขอให้เปลี่ยนเป็นคําว่าพลเมืองทั้งหมด เพื่อจะไม่สร้างความสับสนว่า ใครเป็นประชาชนและใครเป็นพลเมืองนะคะ ใครใหญ่กว่าใคร แล้วก็ใครมีหน้าที่อะไร ซึ่งดิฉันคิดว่าความสับสนตรงนี้จะทําให้เกิดปัญหามากขึ้นค่ะ ดิฉันขอสนับสนุนการเปลี่ยน คําว่า ประชาชน เป็น พลเมือง ดิฉันคิดว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ต้องเขียนให้เหมือนกันหมดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะคะ เขียนให้กระชับขึ้นได้ไหมคะ เขียนให้ประโยคอย่าให้ซ้ําซ้อน เขียนให้มาตราน้อยลง ความจริงน่าจะอยู่ประมาณ ๒๕๐ มาตรา ไม่ใช่ ๓๐๐ กว่ามาตรา เพราะว่ามันจะกระชับขึ้น อย่าเขียนให้ละเอียดมากนักเพราะจะทําให้ ทํางานไม่ได้ แล้วก็อยากให้เขียนให้ง่ายขึ้น อ่านง่าย เข้าใจง่าย พลเมือง ๖๕ ล้านคนจะได้อ่าน อย่างเข้าใจสมกับที่เป็นพลเมืองค่ะ เมื่อเปลี่ยนคําว่า ประชาชนเป็นพลเมือง แล้วก็มีเรื่อง ที่ต้องคิดต่อ คําว่า ประชามติ เราจะต้องเปลี่ยนเป็นพลเมืองมติไหมคะ คําว่า ผู้แทนราษฎร เราจะต้องเปลี่ยนเป็น ผู้แทนพลเมือง ไหมคะ แล้วบัตรประชาชนของพวกเราเราจะต้องเปลี่ยน เป็นบัตรพลเมืองหรือเปล่า ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านถัดไปนะครับ เรียนอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ คุณกิตติภณ ทุ่งกลาง รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ศาสตราจารย์กิติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด และคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ นะครับ เรียนเชิญอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านประธานครับ หลายคนเขาภูมิใจว่าแหมรัฐธรรมนูญนี้สุดเจ๋งครับ แต่เป็นฉบับที่ผมกลุ้มใจที่สุดเลยท่านประธานครับ ทําไมกลุ้มใจครับท่านประธานครับ เพื่อนฝูงบอกผมเลยครับว่าทําไมยุคแกรัฐธรรมนูญไม่สะท้อนสังคมสําหรับทุกคนเลย สังคมของเรากําลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุก็ไม่สะท้อน ฟุ่มเฟือย อีแอบย้อนยุค ผมจุกเลยครับ ท่านประธาน แล้วเขาก็อธิบายครับว่าทําไมเขาพูดแบบนั้น เขาบอกมาตรา ๔๖ วรรคหก มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๑ ตัดแล้วจับยุบเป็นมาตราเดียวแล้วก็เขียนหลักการอย่างที่เขาจะเสนอ ท่านประธานครับ เขาบอกว่า พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสภาพแวดล้อม อันเป็นสาธารณะ แล้วสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะเขาก็สาธยายกลัวคนไทยไม่เข้าใจ เขาบอกก็ได้แก่อะไร ก็สภาพแวดล้อมทางกายภาพ สาธารณะก็รู้ดีก็คืออาคาร สถานที่ การขนส่งสาธารณะ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ การสื่อสารสาธารณะ เทคโนโลยีสาธารณะ และบริการสาธารณะ ทําไมต้องไปเขียนไว้ตั้ง ๓ มาตรา ก็เขียนอยู่ในมาตราเดียวก็ได้แล้ว และยังเขียนไม่ครบอีก บริการสาธารณะก็ไปอยู่ มาตรา ๕๙ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะก็ไปอยู่ มาตรา ๖๑ แล้วอะไรก็ไม่รู้ไปเป็นอีแอบอยู่ มาตรา ๔๖ วรรคหก ทําไมเป็นอีแอบครับ ท่านประธาน ก็มาตรา ๔๖ มันเป็นเรื่องสิทธิของครอบครัวครับท่านประธาน แล้วสิทธิของ ครอบครัวไปเกี่ยวอะไร พิการทุพพลภาพเข้าถึงสวัสดิการ สิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็น สาธารณะการช่วยเหลืออื่นใดมันสิทธิครอบครัวตรงไหนท่านประธานครับ และยังแถมต่อไป อีกว่าเด็กเยาวชน ผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมีรายได้ไม่เพียงพอ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสิทธิ ครอบครัวท่านประธาน และมันย้อนยุคครับท่านประธาน ย้อนยุคอย่างไรที่เพื่อนเขาตําหนิ บอกเองจําได้ไหม ปี ๒๕๔๙ ที่มาเผาโลงศพที่หน้ารัฐสภาเพื่อขอเปลี่ยนคําว่า ได้รับ เป็น เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ แล้วคุณหมอชูชัยก็กรุณาเขียนไว้ในปี ๒๕๕๐ ใช้คําว่า เข้าถึงและ ใช้ประโยชน์ได้มาจากภาษาอังกฤษว่า แอคเซส ทู (Access to) หรือ แอคเซสซิบิลิตี (Accessibility) ได้รับมันแปลว่า รีซีฟ (Receive) ครับท่านประธาน ได้รับอะไร บอกฉันได้รับ สภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะ ได้รับแล้วเอ็งใช้ได้หรือเปล่า ก็ใช้ไม่ได้แล้วมีประโยชน์อะไร มันต้องเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ครับท่านประธาน เพื่อนมันจะเขกกระบาลผมนี่ ทําไมเอ็ง ย้อนยุคกลับไปได้รับอีกแล้ว เผาโลงศพไร้ค่าปี ๒๕๔๙ คุณหมอชูชัยทราบดี ท่านก็อยู่ ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งแล้ว ท่านก็กรุณมาแล้วแล้วทําไมตอนนี้เป็นอีแอบ ย้อนยุคละ มันอีแอบย้อนยุคจริง ๆ ท่านประธาน มันไปแอบอยู่ในสิทธิครอบครัว มาตรา ๔๖ ๕ วรรค เรื่องครอบครัวทั้งนั้น พอมาวรรคหกไม่เห็นเกี่ยวเลยอีแอบแท้ ๆ เลย ๓ มาตรานี้ มันยุบเหลือมาตราเดียวได้เลยครับท่านประธาน เขียนไปเลยครับมาตราเดียว มาตรา ๔๖ วรรคหกตัดทิ้ง มาตรา ๕๙ ตัดทิ้ง มาตรา ๖๑ ตัดทิ้ง แล้วก็เขียนแบบพรรคพวกผมเสนอ นี่ละครับท่านประธานว่า พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะ ก็เขียน ไปเลยได้แก่อะไร สภาพแวดล้อมกายภาพ ขนส่งสาธารณะ การสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี จบ มีเยอะกว่า ๓ มาตรานั้นอีก ๓ มาตรามีอะไรท่านประธาน บริการสาธารณะ อันนี้ก็มีแล้ว และบริการสาธารณะก็มี ข้อมูลข่าวสาร แล้วขนส่งไปไหน กายภาพไปไหน การสื่อสารไปไหนไม่เห็นมีให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เลยท่านประธาน มันไม่ครบ นั่นหมายความว่าการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้หมายถึงว่าสิ่งเหล่านี้มันต้องเป็นยูนิเวอร์ซอล ดีไซน์ (Universal Design) ออกแบบสําหรับทุกคน ที่คุณกฤษณะจะไปเรียกอารยสถาปัตย์ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเพราะมันใช้ได้แต่สภาพแวดล้อมมันเป็นสาธารณะ มันไม่รวมถึงข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยีขนส่ง การสื่อสาร และถ้ามันไม่เป็นยูนิเวอร์ซอล ดีไซน์ เขาจะต้องต่อด้วย อะไรครับท่านประธาน และเทคโนโลยีสิ่งอํานวยความสะดวก ฝรั่งก็เรียกว่า อะแดพทีฟ เทคโนโลยี (Adaptive Technology) ก็อย่างผมใช้คอมพิวเตอร์มันไม่มีเสียงก็มีโปรแกรม ตาทิพย์ใส่เข้าไปมันก็อ่านให้ได้ ตึกเก่าเป็นบันไดก็มีสายพานชักลากขึ้นไปได้ โดยไม่ต้องไปทุบ ให้มันเป็นทางลาด อันนี้ก็เป็นอะแดพทีฟ เทคโนโลยีครับท่านประธาน แล้วถ้าไม่มีล่ะ ไม่มีมันก็ต้องรีซันเนเบิล แอคคอมโมเดชัน (Reasonable accommodation) ก็คือที่เรียกว่ารีซันเนเบิล แอคคอมโมเดชัน ก็คือการช่วยเหลืออื่นใดที่สมเหตุสมผลครับท่านประธาน อนุสัญญาแปลไว้เรียบร้อย อันนี้มีอยู่ ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการทั้งหมดครับ นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ การช่วยเหลือ ที่สมเหตุสมผล ก็ในเมื่อเราไม่มีสิ่งอํานวยความสะดวกสายพานลากวีลแชร์ (Wheelchair) ขึ้นไป ก็ถามคนใช้วิลแชร์ว่าจะใช้คนยกเอาไหม ถ้าคนใช้วิลแชร์บอกยินดี พร้อมจะเสียว ก็ยกขึ้นได้ครับ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงบอกหนูไม่เอา หนูไม่ชอบเสียว ห้ามยกครับท่านประธาน อันนี้เขาเรียกว่า รีซันเนเบิล แอคคอมโมเดชัน อันนี้เป็นหลักการสากลเลยท่านประธาน ก็เขียนเอาไว้ให้มันครบ เอาล่ะจะรวมสวัสดิการก็รวมไปเลยครับ รวมทั้งสวัสดิการ และการช่วยเหลืออื่นใดจากรัฐตามที่กฎหมายกําหนดอย่างทั่วถึงเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ใส่ไปเลยครับท่านประธานผมไม่ว่า ๓ มาตราเหลือมาตราเดียวได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมก็ยังเห็นด้วยกับเพื่อนว่าไม่สะท้อนสังคมของทุกคน ไม่สะท้อนสังคมไทย ที่จะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ฟุ่มเฟือย ไหนบอกว่าจะยุบ ๆ ให้มันสั้น ๆ แล้วทําไมไปฟุ่มเฟือย ตั้ง ๓ มาตรา อีแอบย้อนยุค ผมเห็นด้วยเลยครับ ไม่เห็นจะเข้าท่าเลยวรรคหก ไปอยู่ได้อย่างไร กับสิทธิครอบครัว ผมอยากให้กรรมาธิการอธิบายหน่อย ผมจะได้ไปอธิบายลูกศิษย์ถูก เวลาสอนวิชากฎหมายสําหรับคนพิการ มันอยู่อะไรไปอยู่กับสิทธิครอบครัว แล้วต่อสู้เผาโลงศพ มาได้จะได้เข้าถึงใช้ประโยชน์ได้ ตอนนี้กลับไปได้รับอีกแล้ว ได้รับแต่มันใช้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร ครับท่านประธาน ก็ทุกวันนี้ผมได้รับเพียบเลยนะครับ เอกสารเต็มกระตักเลยครับ แต่ใช้ประโยชน์ไม่เห็นได้เลยท่านประธานครับ ผมต้องการอย่างเดียวเวิร์ด (Word) ครับ เข้ามา ในอีเมล์ (e-Mail) ผมครับ กองขยะแบบนี้ก็ชั่งกิโลขายเท่านั้นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น การเข้าถึงแล้วใช้ประโยชน์ได้มันสําคัญกว่าได้รับครับท่านประธานครับ อันนี้ต้องตอกย้ํา เป็นปรัชญาเอาไว้ แล้วมันมีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วทําไมต้องยกเลิกกลับไป ปี ๒๕๔๐ อีกล่ะ ปี ๒๕๔๐ ใช้รับครับ แต่คนพิการมาเผาโลงศพหน้านี้ผมตอกย้ําหลายโลงแล้ว ท่านประธาน มันจึงออกมาเป็นเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ มาจากภาษาอังกฤษว่า แอคเซส ทู (Access to) หรือแอคเซสซิบิลิตี (Accessibility) ไม่ใช่รีซีฟ (Receive) อันนี้ผมจึงกลุ้มใจครับ ท่านประธาน ผมก็เลยขอแปรญัตติด้วยว่า ๓ มาตรา ยุบได้แล้วครับ เลิกได้แล้วครับ อีแอบ ย้อนยุค เลิกได้แล้วครับ ฟุ่มเฟือย เอามาเขียนให้มันกะทัดรัดเลยครับท่านประธาน พอเขียน กะทัดรัดแล้วจะเป็นอย่างไรครับท่านประธาน เราจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นเลยครับ ทําไมเรา จึงต้องมีข้อยกเว้นว่าบริการสาธารณะต้องปรับปรุงทันสมัย ใส่ทําไมครับในรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธาน ผมไม่เข้าใจว่าทําไมต้องใส่ในรัฐธรรมนูญว่าบริการสาธารณะต้องปรับปรุงทันสมัย นี่ถ้าเขียนไปมันตลกนะท่านประธาน ถ้าเป็นวรรคสอง ถ้าเขียนแบบผมเป็นวรรคแรกนะ แล้วมีวรรคสองบอกว่าบริการสาธารณะต้องทันสมัยนะครับท่านประธาน ต้องปรับปรุง ทันสมัย มันตลกทันทีครับ แล้วถ้าไปเขียนว่าเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ มีอายุเกินกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป ที่มีรายได้พอเพียงในการเลี้ยงชีวิตต้องถูกจํากัดเรื่องสวัสดิการ อะไรจะเกิดขึ้นครับ ท่านประธาน ผมไม่เข้าใจว่ามาตรา ๔๖ วรรคหก ตอนต้นไปจํากัดสิทธิสวัสดิการผู้สูงอายุทําไม ก็ทุกวันนี้เขาได้เบี้ยผู้สูงอายุกันถ้วนหน้า แล้วทําไมต้องไปบอกว่าถ้าจะได้เฉพาะคน ไม่พอกินนะโว้ย เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญนี้ออกผมจะร้องศาลเลยครับ ว่าท่านที่พอกินทั้งหลาย รัฐธรรมนูญนี้เขาห้าม เพราะฉะนั้นท่านไปแก้แล้วกัน แล้วก็ไปดูแล้วกัน ได้เฉพาะพวกไม่พอกินนะ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้แล้วว่าให้เฉพาะพวกไม่พอกิน ผมฝากเอาไว้เลยครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกิตติภณ ทุ่งกลาง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม นายกิตติภณ ทุ่งกลาง สปช. หมายเลข ๐๑๑ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มทํางานของผม ค่อนข้างมาก อย่างเช่น มาตรา ๕๓ ระบุไว้ว่า พลเมืองย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ข้อนี้ไม่ได้หายไปจากรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ มาตรา ๕๔ ระบุไว้ว่าพลเมือง ย่อมมีเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคม สหภาพ สหกรณ์ ผมแปลกใจว่าสหกรณ์มาได้อย่างไร กลุ่มเกษตร องค์การภาคเอกชน องค์การเอกชน ความแตกต่างผมไม่ทราบในกรณี ขององค์การภาคเอกชนและองค์การเอกชนนี่มันแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด มาตรา ๕๕ พลเมืองย่อมมีสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญนี้ มีสิทธิในการจัดตั้งพรรคการเมือง นี่ชื่นชมมาก ว่ากลุ่มเล็ก ๆ สามารถที่จะตั้งพรรคการเมืองตรงนี้ให้สําเร็จได้ มาตรา ๕๖ พลเมืองย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการอาชีพ
ประเด็นของเรื่องก็คือในมาตรา ๙๐ รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนวัยทํางาน และแรงงานสูงวัยมีงานทําที่เหมาะสม คุ้มครองแรงงานเด็ก สตรี ผู้พิการหรือทุพพลภาพ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางคณะกรรมาธิการ ในประเด็นของแรงงานเด็กที่ท่านเขียนว่า คุ้มครอง ความหมายก็คือว่าให้ใช้แรงงานเด็กหรือเปล่า เพราะจริง ๆ แล้วในมาตรา ๘๑ ท่านบอกไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและมีความร่วมมือกับนานาประเทศและองค์การ ระหว่างประเทศ และปฏิบัติตามสนธิสัญญาและพันธกรณีที่ทําไว้เพื่อให้เกิดประโยชน์ ต่อประเทศและประชาชนทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชน การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ ในประเด็นตรงนี้แรงงานเด็กเขาห้ามนะครับ เขาห้ามใช้แรงงานเด็ก โดยเด็ดขาด วันนี้เรากําลังนําเสนอว่าคุ้มครองแรงงานเด็ก ผมไม่เข้าใจว่าท่านกําลังสับสน หรือเปล่า อันนี้ผมฝากไว้ด้วยนะครับ มันต้องเป็นว่า รัฐต้องใช้มาตรการขั้นรุนแรงที่จะ ป้องกันไม่ให้มีแรงงานเด็กในทุก ๆ กรณีที่ทํางาน อันนี้เกี่ยวกับกฎหมายการค้ามนุษย์ด้วย ก็ฝากทีมงานด้วยว่าประเด็นของแรงงานเด็กเป็นประเด็นที่เปราะบางมาก อยากจะฝากไว้ ไม่ให้มีแรงงานเด็กเลย หรือถ้าไม่อย่างนั้นควรจะเปลี่ยนข้อความเป็นว่า บุคคลวัยทํางาน นี้น่าจะเหมาะสมกว่า ถ้าไปบอกว่าแรงงานเด็กแล้วเราจะถูกกีดกันทันทีในมาตรา ๘๑ ที่ท่านระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่ในนี้อยู่แล้วว่าเราจะต้องฟังสนธิสัญญาและพันธกรณีที่ทําไว้ มันจะขัดกันตรงนี้ในเรื่องของแรงงานเด็ก มาตรา ๘๑ ท่านบอกไว้ชัด ประกอบกับในเรื่อง ของมาตรา ๙๐ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติม ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อความในเรื่อง ของการพัฒนาฝีมือแรงงาน แรงงานที่มีปัญหาอื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน ผมไม่ทราบว่า ในมาตรานี้ครอบคลุมถึงในเรื่องของผู้ทํางานอิสระหรือไม่ ผู้ทํางานอิสระ อย่างเช่น คนขับแท็กซี่ คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ เป็นต้น แรงงานเหล่านี้ที่มีปัญหาอื่นทํานองเดียวกันผมไม่แน่ใจว่าในลักษณะนี้ควบคุมแรงงาน ประเภทนี้หรือไม่ ถ้าเป็นไปได้ใช้คําว่า แรงงานทุก ๆ ประเภท ทุกสัมมาชีพตรงนี้ก็จะครอบคลุม ท้ายสุดก็อยากจะฝากไว้ก็คือว่าทุกสิ่งทุกอย่าง แรงงานสูงวัยที่ทําที่เหมาะสมตรงนี้เราควรจะ ใช้คําว่า พัฒนาฝีมือแรงงานทุกประเภทงานนะครับ รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญรองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ครับ
(รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ถ้าไม่ปรากฏ ข้ามนะครับ แล้วถือว่าสละสิทธิ ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ก่อนอื่น ก็ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมที่ท่านได้พากเพียรพยายามแล้วก็สร้าง รัฐธรรมนูญออกมา ซึ่งดิฉันมีความชื่นชมในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับสื่อมวลชน สําหรับในประเด็นที่ดิฉันจะอภิปรายนั้นก็จะเป็นเรื่องของข้อท้วงติง แล้วก็ ข้อสังเกตบางประการจาก มาตรา ๒๖ ในส่วนของความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง แล้วก็ในส่วนของสิทธิมนุษยชน มาตรา ๔๙ องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้เป็น ๒ มาตราหลัก ที่ดิฉันจะพูดถึงนะคะ ในมาตรา ๒๖ ในเรื่องของความเป็นพลเมืองและหน้าที่ ของพลเมืองได้มีการพูดถึงประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง แล้วก็เรื่องที่พลเมือง ต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พลเมืองต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิดความเกลียดชังกัน ระหว่างคนในชาติและศาสนา แล้วก็ในวรรคสุดท้ายจะพูดถึงการสร้างความเป็นพลเมือง ที่มีศักยภาพซึ่งเป็นเป้าประสงค์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้นะคะ โดยทั่วไปแล้วดิฉันมีความพอใจ แต่ว่ามีข้อท้วงติงนะคะ ในวรรคสามที่บอกว่าพลเมือง ต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนา ก็ต้องขอชื่นชม ที่ท่านให้ความสําคัญกับปัญหาในการใช้สื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ แล้วก็ปลุกเร้าอารมณ์รุนแรง ซึ่งเป็นภัยอันตรายอย่างยิ่งต่อชาติของเรานะคะ แต่คําว่า พลเมืองต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิด ความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติและศาสนานั้นมันสื่อความหมายถึงคนซึ่งอาจจะเป็น คน ๑ คน ๒ คน ๓ คนก็เป็นได้ ทีนี้ถ้าเผื่อว่าเราไปดูในเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้อ้างถึงหลักการ มาตรา ๒๐/๒ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองหรือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) จะพูดถึงเรื่องของการสนับสนุนให้เกิด ความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรง ให้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งถ้าเผื่อว่าดูจาก ความหมายอันนี้แล้วจะพบว่ามันเป็นเรื่องของความเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนมากกว่าคน เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้มีการแก้ไขคําว่า คน ให้เป็น กลุ่มคน หรือคําว่า ชน อย่างที่ ท่านอาจารย์สืบพงศ์ได้เสนอแนะเมื่อสักครู่นี้ก็ได้ อันนี้ก็คือดูจากเจตนารมณ์ ทีนี้ถ้าดูจาก ความหมายของเฮท สปีช (Hate Speech) หรือการสื่อสารเพื่อสร้างความเกลียดชังเองนั้น จะเห็นได้ว่ามันเน้นในเรื่องของความเป็นกลุ่มคนมากยิ่งขึ้นไปอีก เฮท สปีชหรือการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชังนี้ มันหมายถึงการสื่อสารที่มุ่งให้เกิด ความเกลียดชังระหว่างกลุ่ม โดยพุ่งเป้าไปที่อัตลักษณ์ร่วมที่เป็นฐานของความเกลียดชังนั้น มีการสร้างภาพเหมารวมขึ้นมาเกิดอคติและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ ระหว่าง เชื้อชาติ ระหว่างศาสนา แล้วก็เผ่าพันธุ์ หรือแม้กระทั่งคนที่ต่างอุดมการณ์ทางการเมือง คนที่ต่างศาสนา ทําให้เกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรงระหว่างกัน ซึ่งอาจจะนําไปสู่พฤติกรรม ที่รุนแรง อาจจะเป็นสงครามก็ได้ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่มีอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ก็เพราะว่ามีการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อหลากชนิด โดยไม่คํานึงถึงเหตุผลและความถูกต้อง มันทําให้เกิดสงครามข่าวสารที่ไม่รู้ได้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ เกิดการแบ่งขั้ว แยกข้าง สังคมอยู่ในความเปราะบาง อ่อนไหว แล้วก็ในท้ายที่สุดอาจจะเกิดการปะทะกัน ระหว่างกลุ่มคนหรือระหว่างรัฐกับกลุ่มคน ซึ่งจะเป็นภัยอันตรายอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้ได้เคย เกิดขึ้นมาแล้วในรวันดา เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๔ ซึ่งมีการใช้สื่อมวลชนในการประโคมโหมข่าว จนกระทั่งพวกฮูตู (Hutu) ออกมาเข่นฆ่าพวกทุตซี (Tutsi) มีคนตายไปราว ๘๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งตรงนี้เป็นอันตรายอย่างมาก ดิฉันขอบคุณท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ นําประเด็นนี้ขึ้นมาเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็เห็นว่าควรที่จะมีอย่างยิ่ง แต่ควรจะปรับแก้คํา ให้ถูกต้อง เพราะมิฉะนั้นอาจจะทําให้เกิดปัญหาตามมาได้นะคะ
ในส่วนต่อไปที่ดิฉันจะพูดถึงคือเรื่องมาตรา ๔๙ มาตรา ๔๙ นี้เป็นมาตรา ที่ดีมาก มีความชื่นชมอย่างยิ่งกับมาตรานี้ เนื่องจากว่ามันสอดคล้องกับกรอบความคิด ของกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง ๓ ด้าน ก็คือเรื่องของเสรีภาพของสื่อบนความรับผิดชอบ เรื่องของ การป้องกันการแทรกแซงสื่อโดยรัฐและทุน ตลอดจนการกํากับดูแลให้สื่อทําหน้าที่ อย่างมีจริยธรรมนะคะ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีการระบุไว้ในมาตรานี้ บอกว่าให้เจ้าหน้าที่ของสื่อ รัฐมีความเป็นอิสระ อันนี้ชัดเจนมากแล้วก็เป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วก็ในขณะเดียวกัน ก็สอดคล้องกับการปฏิรูปสื่อในมาตรา ๒๙๖ อีกด้วยเป็นความดีของมาตรานี้
ทีนี้ในวรรคที่ดิฉันสนใจคือวรรคสี่ ที่บอกว่าให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์การ วิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งการจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรก ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ก็ว่าได้ ในการที่จะมีองค์กรวิชาชีพขึ้นมาสอดส่องดูแล กํากับดูแล สื่อมวลชนด้วยกันเองเป็นประดุจร่มใหญ่ที่ดูแลสมาคมต่าง ๆ ซึ่งก็มีอยู่แล้วในขณะนี้
เรื่องของกฎหมายการจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนนี้ ถ้าเผื่อว่าดูประกอบ มาตรา ๑๐๒ ระบุว่าหากไม่ดําเนินการภายในเวลาอันสมควร มีการระบุไว้ด้วยในเวลาอันสมควร ซึ่งดิฉันเห็นว่าบางทีอาจจะระบุไว้ได้ด้วยซ้ําไปว่าภายใน ๑ ปี นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ก็ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่กระทําการนั้นละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายย่อมฟ้องร้องรัฐให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายเหล่านั้นได้ ซึ่งตรงนี้ก็จะช่วยให้เกิด องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขึ้นมา ซึ่งมีการระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรานี้ว่าให้บุคคลที่จะอยู่ ในองค์การนี้ประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชน ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งผู้แทนองค์การเอกชนและผู้บริโภค ปัญหาที่เกิดขึ้นเท่าที่ผ่านมาในสภาหนังสือพิมพ์ ก็คือว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบุคคลในวงการสื่อสารมวลชนทั้งสิ้น ซึ่งทําให้เกิดปัญหา แต่ตรงนี้ ในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า จะมีบุคคลอื่นเข้ามาทํางานอยู่ตรงนี้ด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วก็ระบุหน้าที่เอาไว้อย่างชัดเจนว่ามีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระ ของสื่อมวลชนตามมาตรา ๔๘ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ เนื่องจากว่า องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนนี้จะต้องมีการสร้างประมวลจริยธรรมของสื่อมวลชนขึ้นมา เพื่อที่จะให้เป็นมาตรฐานจริยธรรมของสื่อทั้งปวงที่มีอยู่ในขณะนี้ที่เป็นสื่อในวิชาชีพ และในขณะเดียวกันก็ทําหน้าที่ในการพิจารณาคําร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับผลกระทบ จากการใช้เสรีภาพตามมาตรา ๔๘ และคุ้มครองสวัสดิการของบุคคลด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง การกํากับดูแลกันเองนี้เป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะว่าเป็นมาตรการสากล ที่ให้คุณค่าแก่สื่อมวลชนว่ามีเกียรติและศักดิ์ศรีที่สามารถตรวจสอบและดูแลกันเองได้ โดยไม่จําเป็นต้องมีใครมาใช้อํานาจแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นอํานาจทุนหรืออํานาจรัฐก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าประชาชนคิดอย่างไรในเรื่องของการกํากับดูแลนี้ ดิฉันได้ไปวิเคราะห์ ข้อมูลของคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งประมวลจากความเห็นของประชาชนที่ส่งเข้ามาระหว่างวันที่ ๑๗ ธันวาคม ถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ แล้วก็เอามาวิเคราะห์ได้พบว่าร้อยละ ๔๖.๓๔ ต้องการให้สื่อมีเสรีภาพ มีจริยธรรม และสร้างสรรค์ มีการกํากับกันเอง และกํากับโดยภาคประชาชน ร้อยละ ๓๔.๑๕ แสดงความขุ่นข้องหมองใจในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อที่ผ่านมา ซึ่งก็หมายความว่าสื่อนั้น ยังมีปัญหาในเรื่องของการทําหน้าที่แล้วก็เป็นเรื่องที่ประชาชนยังไม่พอใจ การที่ให้สื่อ มากํากับดูแลกันเองนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง นอกจากการกํากับดูแลกันเองแล้ว ทางคณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศก็ยังได้พูดถึงการกํากับดูแล โดยภาคประชาชนแล้วก็โดยองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระอีกด้วย เป็นการดูแลถึง ๓ ระดับชั้นด้วยกัน ซึ่งด้วยมาตรการกํากับดูแลทั้ง ๓ ประการดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เชื่อว่าจะเป็นมาตรการที่ช่วยให้เกิด ระบบการสื่อสารมวลชนที่มีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม แล้วก็จะทําให้เกิดอานิสงส์อันใหญ่ แก่ประชาชนในชาติต่อไป ซึ่งดิฉันก็ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านที่ได้ตั้งอกตั้งใจทํางานนี้ขึ้นมา ขอขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และเพื่อนสมาชิกครับ ผม วสันต์ ภัยหลีกลี้ สมาชิกสภาปฏิรูป ด้านสื่อสารมวลชน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณและให้กําลังใจกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ทุ่มเททํางานจนทําให้เราได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมา ซึ่งโดยรวมแล้วผมคิดว่า มีข้อดีมากมายและน่าจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในหลายด้านด้วยกัน สมตามเจตนารมณ์ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องการเห็นพลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นําชาติสู่สันติสุข ผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศและกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ คิดว่าโดยรวมเนื้อหาในภาค ๑ หมวด ๒ มีอะไรที่ดีอยู่มาก ๆ โดยเฉพาะ ในเรื่องของสิทธิของประชาชนพลเมือง คิดว่าจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนมีสิทธิมากขึ้น และมีสิทธิตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ไปจนแก่เฒ่า ตัวอย่างมาตรา ๔๖ ที่เสริมสร้างสถาบันครอบครัว และให้การคุ้มครองมารดาเป็นพิเศษในช่วงก่อนและหลังการให้กําเนิดบุตรถือเป็นมาตราที่ดีมาก สิทธิในด้านสาธารณสุขตามมาตรา ๕๘ ที่ให้ดํารงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดี หรือได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานอันจําเป็นอย่างเท่าเทียม อันนี้ก็ดีมากครับ สิทธิเข้าถึงและได้รับการบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และเท่าเทียมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ให้มีความเท่าเทียมกันและเสียค่าใช้จ่ายน้อย อีกทั้งมีสิทธิให้ได้รับการเยียวยาในกรณี ที่มีละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองเอาไว้นะครับ ที่สําคัญมาตรา ๓๐ เน้นย้ําให้รัฐรับรองและคุ้มครองสิทธิของบุคคลให้สัมฤทธิผลและเพิ่มขึ้นตามความสามารถ ทางการคลังของรัฐที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า โพรเกรสซีฟ ไรท์ (Progressive rights) อันนี้ก็เป็น ความก้าวหน้าอีกอย่างหนึ่ง
ในเรื่องหน้าที่พลเมือง ตามที่ปรากฏในมาตรา ๒๗ ที่กําหนดให้พลเมือง มีหน้าที่ช่วยเหลือราชการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ผมอยากเสนอให้ไปไกลกว่านั้นก็คือว่าอยากให้ระบุตามข้อเสนอ ของกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบไปเลยนะครับว่า ให้พลเมืองมีสิทธิหน้าที่ในการป้องกันดูแลรักษาผลประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์ของรัฐ รวมทั้งมีสิทธิหน้าที่ในการป้องกัน ปฏิเสธและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ใช่ให้บทบาท แค่ช่วยราชการนะครับ แต่ว่าต้องถือเป็นหน้าที่หลักของประชาชนพลเมืองทุกคน เพราะว่าการทุจริตโกงกินมีผลกระทบกับทุกคน มีผลทําให้ประเทศชาติอ่อนแอล้าหลัง มีผลต่อคุณภาพชีวิตและการกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยรวม และทุกคนก็คือผู้เสียหาย เพราะว่าเราทุกคนเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ก็สําคัญมากนะครับ ผมเห็นด้วยกับมาตรา ๖๑ ที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่าพลเมือง ย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิทธิในการรับรู้และการมีส่วนร่วมในการจัดทําและตัดสินใจเกี่ยวกับ นโยบายสาธารณะตามมาตรา ๖๕ นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับมาตรา ๖๙ ที่กําหนด ให้หน่วยงานของรัฐ องค์การภาคเอกชน องค์การเอกชนหรือองค์การใดที่ดําเนินกิจกรรม โดยใช้เงินแผ่นดินมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดําเนินการดังกล่าวต่อสาธารณะ เพื่อให้พลเมืองได้ติดตามและตรวจสอบนะครับ แต่อยากจะเสนอให้เพิ่มเติมคําว่า โดยสะดวกและรวดเร็วตามหลักการที่ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม และรวดเร็ว และจะต้องเปิดเผยเป็นหลักปกปิดเป็นข้อยกเว้น อีกทั้งจะต้องเปิดเผย ทั้งในรูปแบบเอกสารทั่วไปและรูปแบบดิจิทัล (Digital) ผ่านเครือข่ายสารสนเทศหรือเว็บไซต์ (Website) ของหน่วยงาน เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วยนะครับ
ในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันสิ่งสําคัญประการหนึ่งก็คือว่าการมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบของประชาชน ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะให้มีสภาตรวจสอบภาคพลเมือง และอยากเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้มากขึ้น ให้มีการรณรงค์ คล้ายกับที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนเห็นถึงพิษภัยของเหล้าและบุหรี่ อยากให้เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญหมวดประชาชนนี้ด้วยนะครับ
สําหรับเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร โดยรวมผมเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ไปยกร่างมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๔๐ ที่พูดถึงเสรีภาพในการสื่อสาร มาตรา ๔๒ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในส่วนที่เป็นสิทธิเสรีภาพของสื่อตาม มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐ โดยหลักการผมก็เห็นด้วยนะครับ ผมเห็นว่า มีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องเสรีภาพของสื่อสารมวลชนบนพื้นฐานความรับผิดชอบ และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ อีกทั้งยังมีบทบัญญัติป้องกันการแทรกแซงจากรัฐและทุน ที่เป็นรูปธรรมขึ้น ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่มีการระบุไว้ว่าการซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐจะกระทําได้ ก็แต่เฉพาะโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กําหนดขึ้นเพื่อการนั้น ในเรื่อง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อเอกชนโดยรัฐที่ผ่านมามีการทุจริตเบียดบังเงินของรัฐ ไปเป็นจํานวนมากนะครับ มีการเรียกร้องรับผลประโยชน์จํานวนมหาศาลและใช้งบประมาณ ส่วนนี้แทรกแซงสื่ออย่างรุนแรง อยากเรียนครับว่าระหว่างนี้กรรมาธิการปฏิรูปสื่อและ กรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กําลังร่วมกันทํางาน เพื่อที่จะกําหนดหลักการแล้วก็ร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาให้สอดคล้องกับที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดมาตรานี้ขึ้นมานะครับ
ในเรื่องขององค์การวิชาชีพสื่อมวลชนก็เป็นอีกอันหนึ่งที่เป็นมิติที่ใหม่ขึ้นครับ ที่ผ่านมาเราให้ความสําคัญกับการกํากับกันเองของสื่อ วันนี้เราก็ยังคิดว่าการกํากับกันเอง ของสื่อสารมวลชนเป็นเรื่องที่สําคัญ แต่ไม่เพียงพอนะครับ เราจําเป็นจะต้องมีการกํากับ โดยภาคประชาชนเข้ามาเสริมเพื่อที่จะให้การกํากับกันเองของสื่อมีความแข็งแรงมากขึ้น ผมคิดว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนี้จะช่วยให้สามารถปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระ ของสื่อมวลชนได้ดีขึ้น ส่งเสริมจริยธรรมและยกระดับมาตรฐานทางวิชาชีพนะครับ แล้วก็ จะช่วยให้การกํากับกันเองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในเรื่องที่จะมีกฎหมายป้องกันการครอบงํา หรือผูกขาดการนําเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคม หรือขัดขวางปิดกั้นการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ผมก็เห็นดีเห็นงามด้วย มีอยู่มาตราหนึ่งที่ผมสงสัย แล้วก็เป็นห่วง นั่นก็คือมาตรา ๕๐ ซึ่งสาระสําคัญมีอยู่ว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสาร ของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะและจะต้องให้มีองค์การของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่ง มาทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม และกิจการสารสนเทศ ถ้าเพียงแค่นี้นะครับ จริง ๆ ก็เห็นดีเห็นงามด้วยเพราะว่าก็เป็น หลักการที่ดีแล้วก็เป็นไปตามที่กรรมาธิการปฏิรูปสื่อได้เสนอไปนะครับ แต่ที่เป็นห่วงก็คือว่า มีการระบุในท้ายวรรคสองว่า ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาชาติ ตรงนี้ล่ะครับ ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่ว่าบ้านเมืองเราไม่มีแผนยุทธศาสตร์ของชาติ จําเป็นจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ แล้วงานทุกภาคส่วนจะต้องเดินไปในแนวทางเดียวกัน อันนี้ผมก็เห็นด้วย แต่ถ้าหากว่าตรงนี้จะเป็นการไปเปิดทางให้กับคณะกรรมการดิจิตอลแห่งชาติ ซึ่งวันก่อนเราก็ได้มีการอภิปรายกันนะครับว่าควรจะมีบทบาทในเรื่องของเป็นโพลิซี เมกเกอร์ (Policy maker) มากกว่าที่จะเข้ามาเป็นฝ่ายกํากับแล้วก็เป็นฝ่ายจัดการนะครับ ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้าหากเป็นอย่างนั้นผมเสนอให้ตัดออก เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะทําให้เกิดการแทรกแซงสื่อ โดยรัฐหรือว่าโดยข้าราชการประจําได้โดยง่ายนะครับ
อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าการดําเนินการขององค์กรอิสระควรจะต้องคํานึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นอันดับแรก และคํานึงถึงประเด็นอื่น ๆ ในวรรคสองตามมา รวมทั้งให้ความสําคัญกับการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม อันนี้คิดว่าข้อความตามวรรคสาม เดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ น่าจะดีอยู่แล้วนะครับ การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาลที่ดีขององค์กรอิสระผมคิดว่าเป็นสิ่งสําคัญของมาตรา ๕๐ นี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่าน คุณฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ คุณอ่อนอุษา ลําเลียงพล คุณฑิฆัมพร กองสอน คุณนิมิต สิทธิไตรย์ ศาสตราจารย์ตรึงใจ บูรณสมภพ เชิญคุณฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม ฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๐๗๑ จังหวัดหนองคาย เพื่อนสมาชิก ที่เคารพทุกท่านครับ ผมเคยได้หารือในสภานี้มาครั้งหนึ่งแล้วเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมใช้คําว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่รอคอย ผมจะไม่ลงไปถึงมาตราเพราะว่าเวลามันจะไม่พอ ทําไมผมถึงใช้คําว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่รอคอย
ขออนุญาต เจ้าหน้าที่ช่วยดูระบบเสียงนิดหนึ่งเถอะครับ
ขอโทษครับ ไม่เคยได้พูด ขออภัยด้วยครับ เนื่องจาก ผมมีโอกาสได้เดินทางไปลงพื้นที่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่าน ที่ได้เหนื่อยมาแล้ว แล้วก็ได้พยายามตั้งหน้าตั้งตาทําเพื่อที่จะให้บ้านนี้เมืองนี้ได้เกิด ความเป็นมงคลและสงบสุขเสียที ผมไปฟังความคิดเห็นจากทุกภาคทั้ง ๔ ภาคแล้วนะครับ แล้วผมเองก็ได้รับฟังข้อเสนอและข้อที่พี่น้องภาคประชาชนจะได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อมาบริหารประเทศด้วยวิธีใดนะครับ ผมก็ได้รับข้อเสนอแนะจากเขาเพื่อที่เราจะได้รับ คําเสนอแนะจากเขาเพื่อที่จะมาเสนอคณะกรรมาธิการ แล้วเราก็ได้ทําไปแล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากที่ผมได้รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๗ นี้แล้ว ก็ปรากฏว่า ได้อ่านดู ศึกษาดูแล้วนะครับ ใช่เลยฉบับที่ผมรอคอย ทําไมถึงใช้คําว่า รอคอย นะครับ ภาคประชาชนส่วนใหญ่ต้องการมีความเสมอภาคแล้วก็มีการตรวจสอบแล้วก็มีอํานาจหน้าที่ แต่ผมเป็นห่วงอยู่ตรงที่ว่าเวลาเรามีอํานาจแล้วเขาพร้อมที่จะรับอํานาจนั้นไหม ผมกังวลอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นผมเองจะไม่พูดถึงให้มันเสียเวลามากไปกว่านี้ เพราะว่าจะได้ตัดระยะเวลา ให้กับผู้อื่นไปด้วย ผมกลัวอย่างเดียวนะครับว่าในเมื่อภาคประชาชนนี้เป็นใหญ่แล้ว เราพร้อมที่จะรับไหมครับ ภาคประชาชนนี้จะรับได้ไหมครับ เราได้ศึกษาหรือยังครับว่า พวกเราจะรับความเป็นใหญ่ได้เท่าไหน ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอ่อนอุษา ลําเลียงพล นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน อ่อนอุษา ลําเลียงพล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านสื่อสารมวลชนค่ะ ดิฉัน ขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๒ ประชาชน ตอนที่ ๓ สิทธิพลเมือง ในมาตรา ๕๐ นะคะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชม และขอบคุณในความทุ่มเทของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทํางานชิ้นสําคัญชิ้นนี้ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปร่างแรกนี้ที่มุ่งเน้นให้พลเมืองเป็นใหญ่ ดิฉันคิดว่านับเป็นแสงสว่าง และความหวังของประชาชนชาวไทยที่รอคอยมาเป็นเวลานานนะคะ ดิฉันเห็นด้วย ในหลักการที่เพิ่มขึ้นในมาตรา ๕๐ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในเจตนารมณ์ ทุกประการ กล่าวคือ
ข้อ ๑ เพิ่มหลักการในการจัดสรรคลื่นความถี่ว่าต้องเข้าถึงบุคคลด้อยโอกาส จัดให้ภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่นเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการดําเนินการสื่อมวลชน สาธารณะเพิ่มขึ้น
ข้อ ๒ การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม โดยคํานึงถึงประโยชน์สูงสุด ของประชาชน และ
ข้อ ๓ กําหนดให้เจ้าของกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ว่าต้องเป็นพลเมืองและกําหนดไม่ให้มีการควบรวมสื่อเพื่อให้ประชาชน ได้รับข้อมูลที่หลากหลาย อย่างไรก็ดีดิฉันมีข้อสังเกตนะคะ ในประเด็นที่จะอภิปราย ในมาตรา ๕๐ นี้ในวรรคสอง ซึ่งดิฉันขออ่านในส่วนที่เป็นสารัตถะที่สําคัญเท่านั้นนะคะ ให้มีองค์การของรัฐที่เป็นองค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และ กิจการสารสนเทศ โดยต้องคํานึงถึงความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สูงสุดของประชาชน ในระดับชาติและระดับท้องถิ่น คํานึงถึงบุคคลด้อยโอกาสทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วม ในการดําเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของชาติ และตามที่กฎหมายบัญญัติ ดิฉันคิดว่าองค์กรอิสระที่มีวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสื่อโดยการแยก เรกกูเลเตอร์ (Regulator) หรือองค์กรกํากับออกจากโพลิซี เมกเกอร์ หรือผู้กําหนดนโยบาย อย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่ดี ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ พวกเรามีความคิดเห็นร่วมกันนะคะว่าไม่ควรกําหนดว่ามีองค์กรอิสระองค์กรเดียว ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ค่ะ
ในประเด็นแรกดิฉันขอพูดถึงเรื่องภูมิทัศน์สื่อหรือมีเดีย แลนด์สเคป (Media landscape) ใหม่ ซึ่งทุกคนกําลังประสบอยู่ในปัจจุบัน จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้ง ถือเป็นยุคทองของการปฏิวัติเทคโนโลยี หรือภาษาอังกฤษเรียกว่าเทคโนโลยี เรฟโวลูชัน (Technology Revolution) หรือการเปลี่ยนผ่าน ทางเทคโนโลยีหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เทคโนโลยี ไมเกรชัน (Technology Migration) ภูมิทัศน์สื่อวันนี้เปลี่ยนผ่านไปจากสื่อกระแสหลักแต่ละสื่อ เช่น สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อกลางแจ้ง ซึ่งทุกสื่อขณะนี้ได้กลายเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อดิจิทัล ไปกันหมดแล้ว วันนี้เราฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี ที่ไหนคะ เราดูกันที่มือถือ บนมือถือที่เป็นสมาร์ทโฟน (Smartphone) นะคะ แล้วก็บนคอมพิวเตอร์ในสกรีน (Screen) ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่า จะเป็นคอมพิวเตอร์แบบแลปทอป (Laptop) เดสค์ท็อป (Desktop) หรือว่าแท็บเล็ต (Tablet) ต่าง ๆ ที่มีขนาดที่แตกต่างกันไป ผ่านเทคโนโลยีโทรคมนาคมแบบ ๔ จี และ ๓ จี แล้วนะคะ และในบางประเทศก็ไปถึง ๕ จี (5G) แล้ว วันนี้ตามสถิติ ๘๖ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งทําให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นริช คอนเท้นท์ (Reach content) นะคะ หรือเป็นวิดีโอ ที่มีทั้งภาพและเสียงซึ่งในสมัยก่อนต้องโหลดกันยาวนานมาก แต่วันนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และทันที วันนี้ไม่มีคําว่า ไพรม์ ไทม์ (Prime Time) มีแต่คําว่า มายด์ ไทม์ (Mind Time) เพราะว่าเทคโนโลยีทําให้เกิดการเสพสื่อที่ไหนก็ได้ และในเวลาไหนก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้น ผลที่ตามมาก็คือรูปแบบที่เปลี่ยนไปของทั้งตัวสื่อเองและของพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อ เป็น ๒ ส่วนที่สําคัญ ก็คือข้อ ๑ มีเดีย คอนเวอร์เจนซ์ (Media Convergence) นะคะ หรือการหลอมรวมของสื่อหรือที่มีผู้ให้คํานิยามไว้ว่าสื่ออนันตภาคและข้อ ๒ คือมีเดีย คอนซัมชัน บีแฮฟวิเออร์ (Media Consumption Behavior) คือพฤติกรรมการบริโภคสื่อ ที่เปลี่ยนไปทั้ง ๒ ด้านนะคะ มีข้อมูลที่น่าสนใจในการทําวิจัยสื่อออนไลน์ล่าสุดจากบริษัท โกลบอล เวฟ อินเด็กซ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีสัดส่วนในการใช้งานบนสื่อออนไลน์ ผ่านมือถือหรือสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อันดับ ๑๐ นะคะ อันดับต้น ๆ ของโลก คนไทยรับข้อมูลข่าวสารวันนี้จากสื่อออนไลน์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และสื่อกระแสหลักแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไปเป็นทางออนไลน์อย่างมีนัยสําคัญ วันนี้คนไทยใช้สื่อออนไลน์วันละ ๘ ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่สื่อกระแสหลักเพียง ๖ ชั่วโมงต่อวัน คนไทยใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ก (Social Network) กันอย่าง ดิฉันใช้คําว่า ติดงอมแงม นะคะ อะดิทเทด (A ditched) เป็นชั่วโมงการใช้งานที่สูงที่สุดในโลกนะคะ น่าตื่นเต้นมาก คือสูงที่สุด ในโลกคือใช้ตั้งแต่ตื่นนอน ก่อนนอน ก็กํามือถือเอาไว้นะคะ เข้าห้องน้ํา เดินทางไปทํางาน นั่งรอประชุมและในขณะทํางานด้วยค่ะ โดยการใช้เฟซบุค (Facebook) ประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อวัน อันนี้เมื่อเทียบกับโซเชียล เนตเวิร์ก อื่น ๆ นะคะ คืออินสตราแกรม (Instra gram) ทวิตเตอร์ (Twitter) หรือยูทูป (You Tube) ในผลงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้รวมถึงไลน์ (Line) นะคะ ซึ่งพวกเราทุกคนคงคุ้นชินอยู่เพราะว่าไลน์ยังไม่ได้ขึ้นระดับโกลบอล (Global) ก็เลยไม่มีวิจัย ไลน์จะนิยมอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีและประเทศไทย คนไทยเป็นแอคทีฟ ยูสเซอร์ (Active User) ของเฟซบุคเป็นอันดับที่ ๓ ของโลก รองจากประเทศอินโดนีเซียและ ประเทศมาเลเซีย ก็คือวันนี้คนไทย ๖๗ ล้านคนนี้ค่ะ เป็นแอคทีฟ ยูสเซอร์ของเฟซบุค ๓๐ ล้านคน ที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดข้อมูลเหล่านี้มันบอกเราว่าอะไรคะ บอกเราว่ามันกําหนด พฤติกรรมที่อันตรายก็คือคนชอบแชร์ (Share) ข้อมูลมากถึงตามตัวเลขอีกเหมือนกันนะคะ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้อะไรมาฉันแชร์ก่อน แต่ ๗๘ เปอร์เซ็นต์นี้คือสร้างคอนเทนต์ (Content) ขึ้นมาเอง คือวันนี้เขาเป็นสื่อ เป็นทั้งผู้รับสาส์น และผู้เขียนสาส์น หรือกําหนดสาส์น ด้วยตัวเองนะคะ แล้วก็ ๗๖ เปอร์เซ็นต์ก็คือพูดคุยสื่อสารกัน ทําให้เกิดการแชร์โดยไม่อ่าน เกิดการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว และที่สําคัญก็คือไม่มีความรับผิดชอบ เพราะความไม่รู้เท่าทันสื่อนะคะ คนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ผ่านมือถือ เมื่อนับจํานวนชั่วโมงแล้วเป็นอันดับ ๒ ของโลกเลย รองจากประเทศซาอุดิอาระเบีย และคนไทย ที่ใช้สื่อออนไลน์มากที่สุดคือกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มวัยทํางาน ซึ่งคนเหล่านี้เขาจะมีอนาคตอีกยาวไกลมากและโลกของเขาก็จะเป็นโลกของดิจิทัลจริง ๆ มีคําภาษาอังกฤษที่น่าสนใจคําหนึ่ง คือเอฟโอเอ็มโอ (FOMO) โฟโม เฟียร์ ออฟ มิสซิง เอาท์ (FOMO Fear Of Missing Out) คนไทยกลัวตกเทรนด์ (Train) ก็เลยต้องเกาะติดกระแส ไม่ทราบว่าอ่านหรือเปล่า แต่ว่าแชร์ก่อนโดยไม่ได้อ่าน นี่คือเหตุผลที่สําคัญที่ทําให้เกิดข่าว ที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาก่อนหรือว่าคิดก่อนทํานะคะ และข้อมูลที่สําคัญมากในตอนนี้ก็คือ เมื่อกลางปีที่แล้ว ๒๕๑๔ เมืองไทยมีเว็บ (Web) ประเภทหนึ่งที่เรียกว่าคลิกเบท (Chick bait) เบท (Bait) ที่แปลว่า ล่อเหยื่อ ตกเหยื่อ คือเหยื่อ เป็นรูปแบบมาจากต่างประเทศ คือประเทศสหรัฐอเมริกาโดยการสร้างเฮดไลน์ (Headline) แล้วล่อให้คนคลิก (Click) เข้าไปอ่าน เป็นการสร้างทราฟฟิก (Traffic) ให้มีคนเข้ามาอ่านมาก ๆ แล้วก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปหากินต่อ เป็นดาตาเบส (Database) ที่ต่างประเทศเขาทํากันแบบเป็นมืออาชีพ โพรเฟสซันนอล (Professional) แล้วก็มีจริยธรรม แต่ในประเทศไทยกลับถือว่าเป็นสูตรสําเร็จของการสร้าง ไวรอล คอนเทนท์ (Viral content) เพราะว่ามีผู้อ่านเดือนละถึง ๑๐ ล้านคนในเว็บที่คนไทย เลียนแบบมานะคะ ในประเทศไทยมีเว็บที่ชื่อว่าโอซ่า (Ohzaa.com) ก็เป็นสองแง่สองมุม เพราะว่าเว็บนี้ถ้าใครเคยเข้าไปดูก็จะเห็น ดิฉันคิดว่าไร้ศีลธรรมและความรับผิดชอบมากนะคะ ซึ่งขณะนี้ขึ้นอันดับหนึ่งแซง สนุก ดอท คอม (Sanook.com) ไปเรียบร้อยแล้ว เว็บของคนไทย ไม่ได้ทําอย่างมีจริยธรรม ใช้เฮดไลน์ (Headline) ที่ไม่สร้างสรรค์แต่ทําลายศีลธรรม สังคม ไร้ความรับผิดชอบ คํานึงถึงผลประโยชน์ของตนเอง ที่สําคัญขณะนี้สื่อเริ่มกลายพันธุ์มีเว็บข่าวไทย เริ่มเอาแบบอย่างเพื่อดึงทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์ (Web site) ของตัวเอง ที่สําคัญคนไทยจะต้องเสพ คอนเทนต์ (Content) แบบนี้หรือ ขณะนี้มีหนังสือพิมพ์ ๒ รายแล้วที่ใช้ ซึ่งดิฉันขออนุญาต ไม่เอ่ยนามในสภาที่ทรงเกียรติแห่งนี้นะคะ และสมาคมเว็บไทยก็ทําอะไรไม่ได้ เฮดไลน์ที่เข้าไปดู ในเว็บซึ่งเป็นข่าวซึ่งข่าวก็คือเป็นกระบอกเสียงของประชาชน เฮดไลน์ล่าสุดนะคะสาวที่แอบถ่าย หนังโป๊ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้งานใหม่แล้ว รับจ้างโชว์พิเรนออนไลน์ แล้วก็ทําให้คนคลิก เข้าไปอ่าน การเกิดขึ้นของสื่อใหม่โดยเทคโนโลยีใหม่นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ เราทราบกันอยู่ดี ผู้บริโภคสื่อในพฤติกรรมใหม่นี้ตกอยู่ในความเสี่ยงและอาจทําผิดกฎหมายและจริยธรรม ด้วยอิทธิพลของสื่อที่ไร้จริยธรรม โลกเราหมุนเร็วมากเกินกว่าที่จะมีการบัญญัติมาตรฐาน จริยธรรมมากํากับโลกออนไลน์ได้ทันท่วงที และถ้าหากวัตถุประสงค์ของการส่งเสริม และสนับสนุนสื่อดิจิทัล คือการส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้วจะต้องคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นสําคัญ เพราะฉะนั้นการกํากับดูแลในบริบทของภูมิทัศน์สื่อใหม่หรือการหลอมรวมสื่อนั้น เป็นสิ่งที่สําคัญยิ่งค่ะ
มาถึงประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันกล่าวไว้แล้วในเบื้องต้นนะคะ ก็คือองค์กรอิสระ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ ที่ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และในการกํากับดูแลสื่อ ซึ่งดิฉัน ขอเน้นในเรื่องของการกํากับดูแลค่ะ ขออนุญาตอ้างถึงรายงานของดอกเตอร์พนา ทองมีอาคม ขออนุญาตเอ่ยนามค่ะ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกํากับดูแลสื่อ ที่กล่าวไว้ว่าหลายประเทศ ในโลกวันนี้ยอมรับกลาย ๆ ว่าการกํากับดูแลสื่อต่าง ๆ ในรูปแบบเดิมเป็นไปไม่ได้แล้ว ขณะที่เนื้อหาต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงและท่วมท้นเข้ามาตลอดเวลาทั้งตัวสื่อเองก็เกิด ดับตลอดเวลาไม่ถาวร การกํากับด้วยรูปแบบแบบรวมศูนย์ใช้อํานาจรัฐสั่งการกลายเป็น ภาระหนัก สิ้นเปลืองงบประมาณ ขาดแคลนเจ้าหน้าที่และไม่ได้ผล หลายประเทศมีการ ปฏิรูปการกํากับดูแลใหม่และสิ่งที่เน้นก็คือปฏิรูปการกํากับดูแลให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการ ของเทคโนโลยีและภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป หรือการปฏิรูปการกํากับดูแลในยุคดิจิทัล เท่านั้นเองนะคะถ้าจะให้ดิฉันสรุป ทีนี้เมื่อมาดูกรณีศึกษาในต่างประเทศในส่วนขององค์กร กํากับดูแล เช่น เอฟซีซี (FCC) ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือเดอะ เฟดเดอรอล คอมมิวนิเคชัน คอมมิสชัน (The federal communication commission) ซีทีอาร์อี (CTRE) ในแคนนาดา เดอะ แคนาเดียน เรดิโอ เทเลวิชัน แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชัน คอมมิสชัน (The Canadian radio-television and telecommunications commission) หรือออฟคอม (Ofcom) ในอังกฤษ ออฟฟิส ออฟ คอมมิวนิเคชัน (Office of communications) แล้วก็ อีกหลายประเทศ หรือแม้แต่ในประเทศที่มีบริบทของภูมิทัศน์สื่อที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย ก็คือประเทศฝรั่งเศส เกาหลีใต้และอินโดนีเซียนะคะ ก็จะเห็นว่าองค์กรกํากับดูแลเหล่านั้น มีการปรับปรุงองค์กรซึ่งแม้ว่าจะเป็นองค์กรเดียวแต่ก็ทําหน้าที่ดูแลครอบคลุมกิจการสื่อสาร ให้ทันกับภาวะสื่อหลอมรวม แล้วที่สําคัญก็เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ ของแต่ละประเทศ ให้เหมาะสมตามบริบทที่แตกต่างกันไป แต่ที่สําคัญในองค์กรนั้น ๆ ก็จะมีการแบ่งโครงสร้าง ของการทํางานออกไปแตกต่างกัน เรามาดูประเทศไทย องค์กรกํากับดูแลซึ่งขณะนี้ก็คือ กสทช. ซึ่งมีปัญหาทั้งในด้านการบริหารองค์กร มีปัญหาในด้านของการจัดรูปแบบโครงสร้างองค์กร ที่ไม่สอดคล้องกับการกํากับดูแลในจุดของการหลอมรวมสื่อในวันนี้ มีการแยกส่วน ของโทรคมนาคมและสื่อก็คือ กทค. และ กสท. ออกจากกันอย่างเด็ดขาดซึ่งเกิดผลกระทบ ในเชิงนโยบายและการปฏิบัติที่ไม่ประสบความสําเร็จ ดังนั้นเราควรจะตั้งคําถามว่ามีความจําเป็น หรือไม่ที่จะต้องกําหนดคําว่าองค์กรหนึ่งไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ ที่จะต้องวางหลัก กว้าง ๆ ในทุกมิติ การระบุนี้จะเป็นการจํากัดกรอบของกฎหมายลูกหรือไม่ ดิฉันขอตั้งคําถาม เพราะในขั้นตอนของการออกกฎหมายลูกก็จะต้องมีลักษณะที่เป็นอิวิเดนซ์ เบสด์ (Evidence Based) หรือรีเสิร์ช เบสด์ (Research Based) เพื่อให้มีโมเดล (Model) ที่สอดคล้องกับ บริบทของประเทศไทยในขณะนี้มากที่สุด ดิฉันมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่าการที่จะไม่มี คําว่า องค์กรหนึ่งอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นองค์กรเดียวไม่ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการระบุ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและผู้ที่จะออกแบบกฎหมายลูกซึ่งต้องเชี่ยวชาญและเท่าทัน การพัฒนาของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในวันนี้และในอนาคตอันใกล้นี้ ดิฉันจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาพิจารณา ปรับแก้ไขในมาตรา ๕๐ วรรคสอง ในส่วนขององค์กรอิสระนี้ด้วย แล้วสุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บรรจุประเด็นของสื่อมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศไว้ค่อนข้างครบถ้วน ตามที่ท่านคณะกรรมาธิการได้อภิปรายไปแล้วนะคะ ประเด็น ต่าง ๆ เหล่านี้ได้บรรจุอยู่ในหลาย ๆ มาตรา ดิฉันก็ขอขอบคุณ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณฑิฆัมพร กองสอน ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ฑิฆัมพร กองสอน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมและขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้วางเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไว้ถึง ๔ หลักใหญ่ ๆ นะคะ ซึ่งดิฉันเองเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ได้ลุกขึ้นมาพัฒนางาน ชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๔๐ ขึ้นมานี่ แต่เรามีอุดมการณ์หรือมีเจตนารมณ์ในเรื่อง ของการว่าการพัฒนาท้องถิ่นต้องใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง คนในชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา แล้วก็พัฒนาความสามารถให้นําไปสู่การจัดการตนเองไม่ว่าในเรื่องของด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ แล้วก็เรื่องของประชาธิปไตยชุมชน แต่ว่าร่วมกับรัฐ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ ดิฉันเองตระหนักอยู่ตลอดเวลา
แล้วก็อีกอันหนึ่ง เรื่องของหลาย ๆ เรื่องที่ดิฉันทํางานมาแล้วก็อยู่กับขบวน องค์กรชุมชน พี่น้องชาวบ้านมาตลอด เราได้เรียกร้อง อยากได้ อยากให้เป็น เพื่อประโยชน์สุข ของคนในชุมชนท้องถิ่น อย่างเช่นการกระจายอํานาจสู่ชุมชนท้องถิ่น การมีส่วนร่วมทางการเมือง การเมืองภาคพลเมือง สิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมือง การเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม วันนี้ดิฉันเห็นความสําเร็จนั้นอยู่ไม่ไกล ถ้ารัฐธรรมนูญนี้นําไปสู่การปฏิบัติแล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญ ที่กินได้จริง ๆ อย่างที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านได้พูดมาตลอดนะคะ โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ แต่ว่าเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ ดิฉันเองก็คงจะขอเพิ่มเติมในเรื่องของรัฐธรรมนูญตรงนี้ด้วยนะคะ
ท่านประธานที่เคารพคะ ในมาตรา ๒๘ ซึ่งเป็นเรื่องที่พลเมืองเข้าไปเป็นหน้าที่ ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมืองที่จะเกิดเร็ว ๆ นี้ องค์กรตรวจสอบภาคประชาชน ก็จะมีอีกอันหนึ่งที่ค่อนข้างยอมรับว่าในฐานะที่ตัวเองเป็นภาคประชาชน ยังไม่ค่อยเห็นด้วย ก็คือเรื่องว่าให้ได้รับค่าใช้จ่ายบางประการที่จําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมันเหมือนจะขัดก็ไม่เชิงขัดในเรื่องของว่าจะต้องทําเรื่องของเสียสละ จิตอาสา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้น่าจะเอาไปบรรจุไว้ในตัวกฎหมายได้หรือเปล่านะคะ อันนี้ก็อยากจะเสนอไว้เพราะว่า ถ้ามันเป็นอย่างนี้ในฐานะที่เป็นชาวบ้านก็จะเห็นอีกเรื่องหนึ่งคือเราก็จะพูดอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องขออภัยนะคะว่าบางท่าน บางคนก็วิ่งเข้าหาสู่อํานาจเหล่านี้เพื่อส่วนหนึ่งก็มีค่าตอบแทน มีโน้น มีนั่น มีนี่ อันนี้ก็จะมีปรากฏออกมาตลอดเวลานะคะ
แล้วก็ในมาตรา ๓๐ พูดไว้ชัดเจนว่าในเรื่องของสิทธิบุคคลที่รัฐธรรมนูญนี้ รับรองไว้ก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐและหน่วยงานของรัฐในการดําเนินการให้สัมฤทธิผล แต่การดําเนินการดังกล่าวให้รัฐดําเนินการเพิ่มขึ้นตามความสามารถของทางการคลังของรัฐ แล้วก็มีตัวสรุปเจตนารมณ์ไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่ว่าดิฉันเองก็อยากจะเสนออย่างนี้ว่า ในข้อเท็จจริงเรื่องของสิทธิและเสรีภาพส่วนใหญ่ดําเนินการโดยไม่ใช้งบประมาณก็ยังมีนะคะ หรือใช้งบประมาณที่เป็นปกติอยู่แล้ว ที่มีอยู่ปกติ การกําหนดให้ดําเนินการเพิ่มขึ้น ตามความสามารถของทางการคลังอาจถูกใช้เป็นเงื่อนไข ไม่ได้ดําเนินการนะคะ ถ้าหาก บางประการต้องใช้งบประมาณและรัฐไม่มีก็เป็นเหตุที่ไม่ดําเนินการเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว การบัญญัติไว้ในรัฐมีหน้าที่ดําเนินการให้สัมฤทธิผลจึงเป็นข้อความที่สมบูรณ์ ก็ขอเสนอว่า อยากจะตัดข้อความด้านหลังออกนะคะ
แล้วก็ในมาตรา ๕๔ นะคะ ในเรื่องของพลเมืองย่อมมีเสรีภาพในการรวมกัน เป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ต่าง ๆ ก็อยากจะเสนออย่างนี้นะคะว่า คําว่า องค์การ เอกชน น่าจะเป็น องค์กรภาคประชาสังคม นะคะ ในเหตุผลอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้คําว่า องค์การพัฒนาเอกชน เมื่อเปลี่ยนเป็น องค์การเอกชน ใกล้เคียงกับองค์การ ภาคเอกชน แต่ถ้าใช้องค์การพัฒนาเอกชน ก็อาจทําให้ดูมีความหมายจํากัดนะคะ จึงเสนอใช้ คําว่า องค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นคําที่ใช้กันทั่วไป รวมทั้งทางสากลก็มีความหมาย ครอบคลุมไปถึงองค์กรภาคประชาชน อันนี้ในรูปแบบของแต่ละจังหวัดก็จะเข้าใจชัดเจนว่า องค์กรภาคประชาชนสังคมมันจะมีองค์กรภาคประชาชนเราร่วมอยู่ด้วย มันเป็นหนึ่งอยู่แล้วค่ะ
แล้วทีนี้ก็อยากจะเสนอเติมวรรคสองให้เป็นบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กร ทางสังคมดําเนินงานทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งรับรองโดยรัฐธรรมนูญ มีสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนคุ้มครองจากรัฐ จากการใช้ความรุนแรง การข่มขู่ การตอบโต้และการเลือกปฏิบัติ ถ้าเป็นภาษาพื้นเมืองบ้านของดิฉันเองเขาจะพูดบอกว่า ถ้ามีเรื่องมีราวมีอะไร ในเรื่องการเลือกปฏิบัติเขาบอกว่า อ่อนไหนก็แทง แข็งไหนก็จะเว้น อันนี้ก็จะเป็นภาษา ที่คนเมืองเหนือพูดตลอดนะคะ เหตุผลตรงนี้ก็เพื่อให้สิทธิและเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้ ความคุ้มครองคนและองค์กรที่ทําหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งที่ผ่านมาในปัจจุบัน เรื่องราวเหล่านี้ ท่านก็จะเห็นอยู่ตลอดไม่ว่าการถูกข่มขู่ คุกคาม ทําร้าย ลอบสังหาร แล้วเพื่อให้เป็นไป ตามข้อตกลงแห่งสหประชาชาติที่ไทยเข้าร่วมภาคีข้อตกลงอยู่แล้วนะคะ อยากจะเสนอ เพิ่มเติมตรงนี้ไปนะคะ แล้วก็มาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ ซึ่งจริง ๆ แล้วเมื่อเช้าท่านประธาน หมออําพลได้พูดถึงในเรื่องของคําว่า พลเมือง ประชาชน อะไรไว้นะคะ แล้วก็ทางคุณศิรินา ก็ได้พูด ก็อยากจะเพิ่มเติมตรงนี้เลยว่าจริง ๆ แล้วในมาตรา ๖๑ บอกว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิ ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ แล้วก็จนไปถึง ตามกฎหมายบัญญัติ ทีนี้ทางชุมชนเราก็ได้วิเคราะห์ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ถ้าทุกวันนี้ใช้คําว่า บัตรประชาชน อย่างที่คุณศิรินาได้พูดถึง เราก็มีข้อห่วงใยว่าสิทธิที่จํากัดในเฉพาะกลุ่มคน ที่เป็นพลเมืองเท่านั้นควรเป็นสิทธิของประชาชนทั่วไปหรือเปล่า อันนี้อยากจะให้ข้อชัดเจน ในเรื่องของคําว่า ประชาชน พลเมือง ให้ชัดเจน แล้วก็มาตรา ๖๒ อยากจะเสนออย่างนี้เลยว่า เพิ่มข้อความในวรรคสาม ซึ่งมันจะมีคําว่า การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ วางแผนพัฒนา เศรษฐกิจสังคม แผนอื่น การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จนไปถึงในเรื่องของผลกระทบต่อ ส่วนได้เสียสําคัญของประชาชนให้รัฐ อยากจะเพิ่มว่าแจ้งสิทธิแก่ประชาชนและจัดให้มี กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการเพื่อความคิดเห็น เหล่านั้นไปประกอบการพิจารณาโดยคํานึงถึงพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แล้วก็ อยากจะเสนอเพิ่มในวรรคสี่ว่า กรณีที่ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการดําเนินการดังกล่าวนั้น ให้รัฐจัดให้มีการทบทวนเพื่อปรับปรุงยุติการดําเนินการนั้น ๆ และให้เพิ่มข้อความว่า สิทธิได้รับการแจ้งผลการพิจารณาในเวลาอันรวดเร็ว ทุกวรรค อันนี้อยากจะเพิ่มตรงนี้ สาเหตุที่ต้องเสนออย่างนี้ก็เพราะว่าหลายเรื่องหลายราวที่ทางภาคประชาชนหรือทาง พี่น้องชาวบ้านบางทีเราเสนอมา หาย แล้วก็เวลาเราไปรับฟังความคิดเห็นเราเสนอมาก็หาย เพราะฉะนั้นจะหายหรือไม่หายมันควรจะมีสิทธิที่จะต้องแจ้งให้รับทราบว่าผลการพิจารณา ที่ท่านไปรับฟังความคิดเห็นแล้วเป็นอย่างไร ในมาตรา ๖๓ เพิ่มข้อความในเรื่องของ ชุมชนท้องถิ่น แล้วก็ชุมชนดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิปกป้องจนจบนะคะ เหตุผลตรงนี้ก็คือ ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนดั้งเดิม ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลับมาใช้ต่อนะคะ เพราะว่าเป็นคําที่ พัฒนาการเป็นที่เข้าใจของสังคม แล้วก็มีชุมชนที่เรียกแตกต่างกัน สะท้อนถึงสิทธิแตกต่าง ตรงนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าชุมชน ชาติพันธุ์ หรือคนที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับบ้าง ป่าสงวนทับบ้าง หรือว่าเอกชนออกเอกสารสิทธิทับทั้งหมู่บ้าน ตรงนี้มันจะเป็นการยืนยันสิทธิ ของสิทธิชุมชนถ้าเรามีคําว่า ชุมชน อย่างเดียวมันกว้างเกินนะคะ อันนี้ก็ยังคงไว้ แต่ว่าอยากให้ เพิ่มเติมคําว่า ชุมชนท้องถิ่น แล้วก็ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ตรงนี้นะคะ เพราะว่ามันจะเป็นในเรื่องของการที่จะต้องมีสิทธิสามารถเข้าถึงบริการของรัฐด้วย ก็อยากจะให้ เพิ่มเติมตรงนี้นะคะ ทีนี้ดูมาตรา ๖๔ ในวรรคสองก็อยากจะให้เพิ่มเติมในเรื่องของ การดําเนินการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ก็อยากจะให้ลองพิจารณาดูว่าน่าจะเอาออกไหม แล้วก็เพิ่มคําว่า ทั้งทางด้านคุณภาพชีวิต สุขภาพ สังคม เศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตชุมชน อันนี้ก็จะมีเหตุผลในเรื่องของ ซึ่งมันมีความหมายที่ขาดไป ในมาตรานี้มันดําเนินการที่อาจจะเกิดผลกระทบทางสังคม และเศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งมีความสําคัญต่อชุมชนเช่นเดียวกับการต้องการมี การประเมินผลกระทบทั้งในด้านการกําหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของชาติ แล้วมันน่าจะ เพิ่มเติมในวรรคที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทํามิได้เว้นแต่จะเป็นกิจกรรม หรือโครงการที่สอดคล้องกับประเมินสิ่งแวดล้อมในยุทธศาสตร์ อันนี้ก็อยากจะให้เพิ่มเติมตรงนี้ แล้วทีนี้ในมาตรา ๖๕ ในเรื่องของคําว่าการมีส่วนร่วมพลเมืองย่อมมีสิทธิรับรู้ เราอยากจะเสนออย่างนี้ว่าที่ผ่านมามันมีสิทธิรับรู้ มันไม่มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ก็อยากจะเสนอ ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมเพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค ระดับท้องถิ่น สิ่งที่เสนออย่างนี้ก็เห็นว่าจากที่ดิฉันเอง ทําในเรื่องของกระบวนการการมีส่วนร่วมใช้เครื่องมือคือแผนระบบชุมชนเป็นเครื่องมือ ถ้าเราร่วมกันตั้งแต่ต้น ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมรับผิดชอบร่วมกันตรงนี้ ก็จะได้เห็นว่าอันนี้ละคะคือสภาภาคพลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งเหตุผลตรงนี้ก็เพื่อให้เจตนารมณ์ สร้างพลเมืองเป็นใหญ่ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปได้จริงและสมบูรณ์ ให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รับรองสิทธิในการกําหนดอนาคตของตนเองทุกระดับ รวมถึง การทําสัญญาระหว่างต่างประเทศซึ่งผูกพันกันพลเมืองทั้งหมด ซึ่งข้อความทั้งหมดนี้ เป็นข้อความที่พลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่รับรู้และแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมที่มีนัยว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านนิมิต สิทธิไตรย์ ค่ะ ท่านมี ๑๐ นาทีนะคะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพทุกท่านครับ ท่านเพื่อนสมาชิก ผม นิมิต สิทธิไตรย์ สปช. จังหวัดอุบลราชธานี ต้องขอขอบคุณนะครับ ที่วันนี้ได้มีโอกาสได้มาอภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญที่มีคุณค่าจากการที่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อํานวยความสะดวก ทําให้การศึกษาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปด้วยความชัดเจน โดยเฉพาะเล่มนี้นะครับ เล่มนี้ก็จะ เป็นเล่มที่ผมเพียรพยายามที่จะปรินท์ (Print) ออกมาจากคอมพิวเตอร์ เป็นเล่มที่ทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทําขึ้น เป็นเล่มที่ละเอียดแล้วก็สามารถอ่านได้ทั้งเล่ม มีความเข้าใจดี ซึ่งต้องขอขอบคุณดอกเตอร์ถวิลวดีซึ่งเป็นบรรณาธิการที่ทําให้เล่มนี้ ได้ทราบว่า กําลังพิมพ์อยู่นะครับ จากการที่พูดถึงในหมวดของพลเมืองผมคิดว่ากลไกของการไปสู่เป้าหมาย ของการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความเป็นไปเป็นมาที่เราทราบดีว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้ บ้านเมืองเป็นไปด้วยความขัดแย้ง เป็นไปด้วยการที่ไม่เคารพกติกา ไม่ใช้กฎหมายในทาง ที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาแต่ใช้กลไกด้านอื่นจนทําให้มีวันนี้ ซึ่งสภาพที่แท้จริงแล้วนั้น ต้องยอมรับนะครับว่าจากวันที่ได้เริ่มต้นมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากการที่เราได้มี คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น การพัฒนารูปแบบของการที่จะนําไปสู่ ของการแก้ไขปัญหานั้นมีช่องทางที่เห็นภาพที่ชัดเจน เราต้องทราบว่ากลไกที่เราจะต้อง แก้ไขปัญหานั้นมันมีอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งที่จะต้องแก้ไข ให้เป็นความปรองดอง หรือความเหลื่อมล้ําที่จะต้องแก้ไขให้เป็นธรรม ตลอดจนทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องทําให้มีความโปร่งใสแล้วก็มีธรรมาภิบาล สภาปฏิรูปของเรานั้นมีเป้าหมาย ๖ ประการ ซึ่ง สปช. ทุกท่านได้รับแล้วก็เข้าใจว่า ท่องจนขึ้นใจแล้ว ไม่ว่าเรื่องของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่จะต้อง คิดหาวิธีให้เหมาะกับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกตั้งที่จะต้องมีความสุจริต เป็นธรรม กลไกสําคัญคือป้องกันการปราบปรามการประพฤติมิชอบที่จะต้องมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเรื่องของการที่จะต้องคิดค้น กําหนดกติกาทําให้การบริหารภาครัฐเป็นไปด้วย ความรวดเร็ว ทั่วถึง แล้วก็สร้างความพึงพอใจให้กับพี่น้องประชาชน ที่สําคัญที่สุดก็คือว่า กฎหมายจะต้องถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด แล้วก็เจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายจะต้อง มีความซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาล ท่านประธานที่เคารพครับในกลไกของความเป็นพลเมืองนั้น ถึงแม้จะมีการพูดถึงในหลายประเด็นว่าความเป็นพลเมืองนั้นมีรากฐานมาจากสิ่งใด มีความแตกต่างกับประชาชนหรือไม่ มีความเป็นไปเป็นมาแตกต่างกับราษฎรอย่างไรนั้น ตรงนี้ผมไม่ติดใจครับ เนื่องจากว่ากลไกของความเป็นพลเมืองนั้นมีคําอธิบายที่ชัดเจนว่า พลเมืองนั้นนอกจากจะมีสิทธิแล้วจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของการมีหน้าที่ การมีหน้าที่นั้น คือสาระสําคัญของการที่จะทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ได้ สิทธิแน่นอนทุกคนพูดถึง แต่หน้าที่ ต้องเน้นย้ําว่าความเป็นพลเมืองที่จะเป็นพลเมืองที่มีความสําคัญ หรือพลเมืองที่เป็นใหญ่นั้น หน้าที่จะต้องสําคัญ บทบาทของสิ่งที่เป็นดังกล่าวนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เรากล่าวอ้างถึง ประชาธิปไตยก็แล้วแต่ ประชาธิปไตยนั้นจะต้องเน้นที่ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ อย่างเต็มที่ ประชาชนเป็นใหญ่ด้วยบทบาทของการมีหน้าที่ ไม่ใช่เป็นใหญ่เพราะบทบาท ของการมีสิทธิ หลายอย่างนะครับที่เกิดขึ้นนี้ผมมีความเห็นว่าในรายละเอียดของการที่จะ ทํางานนั้นคงไม่แบ่งแยกระหว่างของภาครัฐ ภาคประชาชน หรือภาคพลเมือง ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้ต้องเดินทางคู่กันไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่าพลเมืองเป็นใหญ่แล้วจะเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว แต่จะต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐ ซึ่งรัฐนั้นจะต้องดูแลพลเมืองภายใต้กรอบที่มีบทบาทเอื้อ ซึ่งกันและกัน พลเมืองมีหน้าที่จะต้องดูแลรัฐ รัฐมีหน้าที่ต้องดูแลพลเมือง กลไกภาคพลเมืองนั้น ก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นกลไกของภาครัฐในฐานะของภาคการเมือง เป็นที่ยอมรับครับว่ากลไก ทางการเมืองนั้นมีข้อบกพร่องจึงได้มีการแก้ไขกติกาใหม่ ซึ่งผมเห็นว่ากติกาใหม่หลายเรื่อง เป็นเรื่องที่ดี แต่กติกาใหม่หลายเรื่องเป็นเรื่องที่จะต้องมีขั้นตอน เป็นที่ทราบ เป็นที่รู้กันว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังทําอยู่นี้ให้อํานาจพลเมืองเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอํานาจในส่วนที่จะอยู่ ในสมัชชาพลเมือง อํานาจที่อยู่ในสภาตรวจสอบพลเมือง ในส่วนของสมัชชาพลเมืองนั้น ผมเห็นภาพชัดว่าจะมีส่วนช่วยให้กระบวนการของการทํางานในระบบต่าง ๆ นั้นดีขึ้น เนื่องจากว่าเป็นการทํางานภายใต้กรอบของความต้องการของประชาชนที่แท้จริง แต่ความหมาย ที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ในส่วนของสภาพลเมือง สภาตรวจสอบพลเมืองนั้นมีสิ่งหนึ่งที่ มีความกังวลเนื่องจากว่าในบทบัญญัตินั้นได้เขียนกรอบของความเป็นไปของสภาตรวจสอบ พลเมืองนั้นไว้อย่างน่าสนใจ แต่ที่กังวลก็คือได้ไปเขียนรายละเอียดลงไปในบทมาตราว่า มีหน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ซึ่งกลไกตรงนี้ผมมีความกังวลว่าหากเขียนไปแล้วสร้างความไม่ชัดเจน หรือใช้ไปไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ผู้ร่างกฎหมายออกแบบ ก็จะทําให้เกิดสภาวะของการถดถอย ของกําลังใจของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากการตรวจสอบนั้นมุ่งเน้นถึงกระบวนการที่ทําให้เกิดความชัดเจนในแง่ของ กระบวนการทํางาน แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะมีบางส่วนที่ใช้ไปในกลไกที่เป็นการกลั่นแกล้งกันได้ อันนี้เป็นความกังวลบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าหากเป็นไปได้ว่าในการเขียนกฎหมายในส่วนของ สภาตรวจสอบพลเมืองนั้นได้เขียนไปจนหยุดตรงแค่ว่าให้อํานาจเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด แล้วตัดช่วงที่เป็นเงื่อนไขในกฎหมายนั้นในบทบาทที่อาจจะซ้ําซ้อนหรืออาจจะยัง ไม่ละเอียดรอบคอบเพียงพอเอาไว้ก่อน แล้วค่อยไปรอบคอบในการที่จะออกบทบาทอํานาจ หน้าที่ในกฎหมายลูกต่อไป ก็จะเป็นเรื่องที่ทําให้เกิดขวัญกําลังใจแล้วเกิดความชัดเจนว่า บุคคลที่จะมาดํารงตําแหน่งในสภาตรวจสอบพลเมืองนั้นจะได้มาอย่างไร จะได้คนดีขนาดไหน แล้วจะมั่นใจอย่างไรว่าเป็นไปตามที่เจตนารมณ์กฎหมายต้องการให้เป็น สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญ จึงมีข้อเสนอว่าบทบัญญัติในมาตรา ๗๐ นี้ควรจะบัญญัติไว้อย่างเป็นกุญแจดอกสําคัญ นําไปสู่กลไกที่จะพัฒนาต่อไป ไม่ควรจะเขียนในเงื่อนไขของบทบาทหน้าที่จนชัดจนไม่สามารถ ที่จะทําให้เกิดกระบวนการพัฒนาได้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จึงมีข้อเสนอว่าสภาตรวจสอบ พลเมือง สมัชชาพลเมืองหรือสมัชชาคุณธรรมแห่งชาตินั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ขอที่จะให้เกิด ความรอบคอบว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นอาจต้องใช้คําว่า คิดทบทวนอีกรอบ แล้วให้โอกาส ที่จะมีการพัฒนารูปแบบของการที่จะออกกฎหมายรายละเอียดไปอีกครั้งหนึ่ง ก็จะทําให้ เกิดความรอบคอบมากขึ้น ก็จะเกิดความกังวลน้อยลงกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากว่า สภาตรวจสอบพลเมืองนั้นเป็นสภาแห่งอํานาจซึ่งแตกต่างกับสภาสมัชชาพลเมืองซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นสภาส่งเสริม อันนี้จึงเป็นเรื่องที่อยากจะฝากท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้โปรดพิจารณาความรอบคอบของมาตรา ๗๐ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทําให้ความสมบูรณ์ ของภาคพลเมืองนั้นได้แลชัดถึงความมีสิทธิ ได้แลชัดในเรื่องของการมีหน้าที่ที่จะต้อง ดูแลประเทศชาติได้อย่างแนวความคิดที่ว่าส่วนรวมต้องมาก่อน แล้วก็ความคิดที่จะทํา เพื่อส่วนรวมนั้นก็ยังบังเกิดได้ด้วยการใช้เวลา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญที่ในฐานะเป็น สปช. ต่างจังหวัดก็อยากจะฝากไว้เพื่อที่จะให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้มีส่วนดีถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อนํามาประกอบจากประสบการณ์หรือปรากฏการณ์ที่แลเห็นจากที่ได้ปรากฏมา จึงจะเห็นว่าการทําให้รัฐธรรมนูญนี้มีปรากฏการณ์ของการนําประสบการณ์มาบวกนั้น จะเป็นประโยชน์สูงสุด จึงขอกราบเรียนไว้ ณ ที่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉันศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันนะคะ เพราะว่าท่านได้ร่างมาตรา ต่าง ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาซึ่งเรียกว่าเป็นปัญหาวิกฤติของประเทศชาติที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ในเนื้อหาที่ดิฉันชอบมากก็คือการลดการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานภาครัฐหรือรัฐบาล การส่งเสริมธรรมาภิบาล การลดอํานาจเผด็จการของรัฐบาล การลดความเหลื่อมล้ําและการเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ ก็ขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ ณ ที่นี้นะคะ สําหรับมาตราที่ดิฉันสนใจ ซึ่งมีหลายมาตรา แต่มาตราที่เกี่ยวกับการผังเมืองซึ่งดิฉันและคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป การผังเมืองและการใช้พื้นที่ ของคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กําลังทําอยู่นี้นะคะ ดิฉันก็เห็นว่ามีหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการผังเมืองนับดูแล้วมีถึง ๑๒ มาตรา ก็ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย แต่มีบางมาตราที่ยังไม่ชัดเจนก็เดี๋ยวจะกล่าว มีอยู่แค่ ๒ มาตรา ในมาตรา ๔๓ ได้กล่าวไว้ในย่อหน้าที่ ๓ หรือ (๓) ว่าการเวนคืน อสังหาริมทรัพย์จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ ในกิจการของรัฐเพื่อประโยชน์ในการทําบริการสาธารณะหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น แล้วก็มีข้อความต่อไป ดิฉันไปเปรียบเทียบกับมาตรา ๔๒ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการติดตามร่างรัฐธรรมนูญในคณะกรรมาธิการติดตาม ท่านศาสตราจารย์ศุภชัย ยาวะประภาษ ได้กรุณาทําขึ้น ของมาตรา ๔๓ จะกล่าวเพียงแต่ว่าเว้นแต่โดยอาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งดิฉันคิดว่าอาจจะไม่ชัดเจน ก็อยากจะขอกล่าวถึงมาตรา ๔๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่าการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจําเป็น ในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษ์ โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ ดิฉันว่าอันนี้ชัดแล้วก็สําคัญ เพราะว่าบางที เราอาจจะยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถานนะคะ เช่น จะขอยกตัวอย่างว่าถ้าเราจะขึ้นทะเบียนโบราณสถานเป็นมรดกโลกมันมีเกณฑ์อยู่ข้อหนึ่งว่า ประชาชนจะไปตั้งถิ่นฐาน ติดกับ หรือชิดกับโบราณสถานไม่ได้ แต่กฎหมายเราก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้นถ้ามีประชาชนอาศัยอยู่ใกล้เคียงเราจะขอขึ้นทะเบียนโบราณสถานนั้น เป็นมรดกโลกไม่ได้ อีกประการหนึ่งในข้อนี้ก็ได้ระบุในเรื่องการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ และการผังเมืองด้วย ก็เลยคิดว่าน่าจะชัดเจนกว่ารัฐธรรมนูญที่กําลังร่างอยู่นะคะ
ในมาตรา ๕๖ ย่อหน้าที่ ๒ การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยตามอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษา ความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศนะคะ แล้วก็มีข้อความอีกยาว ก็จะมีข้อความ ต่อว่าการคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาด หรือขจัดความไม่เป็นธรรม ในการแข่งขัน ในมาตรานี้ก็ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่ได้เห็นความสําคัญแล้วก็เพิ่ม ในเรื่องการผังเมืองมาให้นะคะ
ต่อไปมาตราซึ่งเกี่ยวกับในภาค ๑ หมวด ๒ คือมาตรา ๘๑ มีข้อความว่า รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ และปฏิบัติตามสนธิสัญญาและพันธกรณีที่ทําไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชน ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชน การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การผังเมือง ดิฉันขออภัยนะคะ ดิฉันไปอ่านในภาค ๒ ขอติดไว้ก่อนเป็นพรุ่งนี้ค่ะ พอดีเตรียมแล้วก็มันต่อเนื่องกัน
ดิฉันขอพูดถึงมาตรา ๖๒ ก่อนนะคะ มาตรา ๖๒ ของร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ ย่อหน้าที่ ๓ การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ อยู่ในหน้า ๔๘ นะคะ การกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและแผนอื่น การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การกําหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการตรากฎหมายหรือการออกกฎที่อาจมี ผลกระทบต่อส่วนได้เสียสําคัญของประชาชนให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการ เพื่อนําความคิดเห็นนั้นไปประกอบการพิจารณา โดยให้คํานึงถึงพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และพื้นที่ทางวัฒนธรรมด้วย ก็คิดว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็ได้ให้ความสําคัญกับพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และพื้นที่ทางวัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ดีอยากจะ ขอพูดในประเด็นที่เกี่ยวกับการผังเมือง เพราะการผังเมืองจริง ๆ แล้วควรจะเป็นส่วนหนึ่ง ของยุทธศาสตร์ชาติ เพราะการผังเมืองเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ ในการใช้ที่ดิน การใช้พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ลุ่มน้ํา ป่าเขาหรือทะเลก็ตาม เพราะฉะนั้นในการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติอยากจะให้เพิ่มข้อความต่อจากข้อความว่า การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ขอเพิ่มคําว่า แผนการผังเมือง และตามด้วย แผนอื่น ซึ่งดิฉันจะขอยื่นหนังสือปรับปรุง แก้ไขไปกับกลุ่มต่อไปว่าในเรื่องของแผนการผังเมืองควรที่จะอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติด้วย โดยที่เป็นข้อความที่ต่อเนื่องไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม เนื่องจากเป็นแผนที่มีความสําคัญ ทางด้านกายภาพที่จะพัฒนาประเทศ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์คะ ต่อไปรายนามของ ๕ ท่านต่อไปนะคะ มีท่านประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ท่านอรพินท์ สพโชคชัย ท่านวิทยา กุลสมบูรณ์ ท่านเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล ท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ค่ะ ต่อไปดิฉันขอเชิญท่านประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ท่านมี ๑๐ นาทีค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ หมายเลข ๑๒๗ ผมมีความเชื่อมั่นนะครับว่าถ้าพี่ ๆ สปช. เราทุกคนคิดเรื่องอนาคตประเทศ และเราตั้งใจเข้ามาทํางานเพื่อประเทศของเรานะครับ ถ้าเราคิดดี ทําดี คิดในเรื่องที่ถูกต้อง แล้วก็มีความเหมาะสมกับประเทศของเรา ผมคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ยืนข้างเราแน่นอนนะครับ ผมอภิปรายหมวดประชาชนนะครับ มีประเด็นหลัก ๆ ต่อไปนี้นะครับ
ผมเองอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทํารัฐธรรมนูญ คณะที่ ๒ ที่มีอาจารย์ปกรณ์เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ พวกเราก็เริ่มวิเคราะห์สภาพ สิทธิเสรีภาพในประเทศไทย ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เราพบสาระสําคัญ ที่เป็นปัญหาอยู่หลายประเด็นด้วยกันนะครับ เช่น เราพบว่าที่ผ่านมามีการเขียน เรื่องสิทธิเสรีภาพไว้ละเอียดมากในรัฐธรรมนูญ ยิ่งเขียนละเอียดยิ่งมีปัญหาทําให้การตีความ มันแคบลงเพราะเราไปเชื่อว่าถ้าไม่ได้เขียนเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะไม่ได้รับ การคุ้มครอง อันนี้คือข้อ ๑ ที่เราพบนะครับ
ข้อที่ ๒ คือไม่มีบทบัญญัติรับรองสิทธิพลเมือง คือบุคคลที่ไม่ได้เป็นสัญชาติไทย แล้วก็มาอยู่ในประเทศไทยก็จะไม่รับรอง ทั้ง ๆ ที่เรามีข้อตกลงกับกติการะหว่างประเทศ มากมายนะครับ พบปัญหาการบังคับใช้ให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ อันนี้เราก็พบเยอะ เขียนอย่างไรก็ไม่มีผลปฏิบัติเพราะไม่ได้เอาไปทําให้เป็นจริงนะครับ พบปัญหาว่าคนไทย จํานวนมากใช้เสรีภาพที่มุ่งประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะหรือผลประโยชน์ ส่วนรวม อันนี้เราลองสํารวจกันดูในคณะอนุกรรมาธิการก็คุยกันเยอะเรื่องนี้นะครับ ที่สําคัญ เราพบว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๕๐ ก็ดี เขียนรับรองสิทธิแต่ไม่มีหน้าที่ของรัฐนะครับ จะทําอย่างไรให้เกิดหน้าที่ของรัฐในการทําสิทธิที่เขียนไว้เป็นจริงในการปฏิบัตินะครับ ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่คณะอนุกรรมาธิการชุดของอาจารย์ปกรณ์ได้นํามาคิด แล้วผมคิดว่าประเด็นต่อไปนี้ มาตราต่อไปนี้ควรสนับสนุนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เริ่มตั้งแต่ มาตรา ๓๐ สิทธิของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ก่อให้เกิดหน้าที่ ของรัฐ นี่ก็คือทําให้เกิดหน้าที่ของรัฐในการดําเนินการให้สัมฤทธิผล
มาตรา ๓๒ บุคคลย่อมใช้สิทธิทางศาลให้รัฐปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ และถ้าบทบัญญัติที่เขียนว่าทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ดําเนินการก็ให้ศาลกําหนดขอบเขตของสิทธิแล้วก็เสรีภาพนั้นได้ ผมคิดว่านี่คือเป็นส่วน ที่ก้าวหน้า เป็นส่วนที่ควรสนับสนุน เพราะเป็นการบังคับให้รัฐต้องทําหน้าที่ตัวเองให้สิทธิ เหล่านี้เป็นจริงนะครับ
มาตรา ๓๘ สิทธิในการสมรส นี่ก็เป็นการครอบคลุมสิทธิครอบครัว และสิทธิการสมรสการขึ้นมา แล้วก็บุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่ถูกนําไปใช้โดยมิชอบ วันนี้เราเจอแยะแยะหมดเลย ผมเองก็เจอโทรศัพท์ บางทีก็สงสัย คุณได้เบอร์โทรศัพท์ ได้อีเมล์ เราไปจากไหน เอาข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปทําในทางที่ไม่ชอบ ก็ควรสนับสนุนหลักการแบบนี้นะครับ เรื่องครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่มเข้ามาใหม่ มารดาย่อมได้รับสิทธิในการคุ้มครองพิเศษและได้รับสวัสดิการตามควรจากรัฐ นายจ้าง ก่อนและหลังกําเนิดบุตร ผมคิดว่าเรื่องนี้ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ถ้าคนที่มีประสบการณ์ที่มีครอบครัวแล้ว และลูกจ้าง นายจ้าง ควรมีเรื่องทํานองนี้ นี่ก็เป็นมาตราหนึ่งที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เพิ่มเข้ามาแล้ว เป็นการเพิ่มสิทธิของผู้หญิง ของผู้เป็นมารดาเข้ามานะครับ
มาตรา ๕๔ เสรีภาพทางวิชาการ โดยเฉพาะวรรคสาม ซึ่งสําหรับผมแล้ว สําคัญมาก การวิเคราะห์วิจารณ์คําพิพากษาโดยสุจริตได้รับการคุ้มครองนะครับ มิฉะนั้นแล้ว ก็จะอ้างการละเมิดอํานาจศาลมาใช้อยู่ตลอด อันนี้คือเป็นเรื่องที่ดีในการรับรองเสรีภาพ ในการวิพากษ์วิจารณ์คําพิพากษาในทางสุจริตนะครับ
มาตรา ๕๘ วรรคสาม ความเสียหายของผู้บริการสาธารณสุข แล้วก็ผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการถูกเขียนเข้ามาใหม่ในรัฐธรรมนูญนะครับ ผมคิดว่าในวงการประเทศไทย มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมากว่าจะทําอย่างไร เพราะเราไม่เคยเขียนเลยว่าให้มีกฎหมายบัญญัติ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกนํามาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๖๐ สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง สําหรับผมแล้ว อ่านเจตนารมณ์ดีมาก ควรเอาเจตนารมณ์มาเขียนเป็นบทบัญญัติกฎหมายเสียเลยนะครับว่า สิทธิของผู้บริโภคในการรับข้อมูลข่าวสารถูกต้องเข้าถึงสินค้า การบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพราคาที่เป็นธรรม ทํานองนี้ครับย่อมได้รับการคุ้มครอง ไม่ควรเอาไปไว้ในเจตนารมณ์ แล้วก็เขียนเพิ่มเสียให้ชัดเจนเลยในมาตรานี้
มาตรา ๖๔ ควรสนับสนุนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งระดับ ยุทธศาสตร์แล้วก็โครงการ เพราะว่าที่ผ่านมาส่วนราชการมักไปให้มหาวิทยาลัยทําแล้วก็ชมกันว่า โครงการนี้ดีมีประโยชน์ก็ทํากันไป แต่ว่าไม่ได้คํานึงถึงผลกระทบที่แท้จริงของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อรพินท์ สพโชคชัย สมาชิก สปช. ๒๓๖ ค่ะ ก่อนอื่นดิฉันคิดว่าก็ขอชื่นชม ดิฉันใช้เวลาเสาร์ อาทิตย์ อ่านรัฐธรรมนูญฉบับร่างนี้อย่างละเอียด แล้วก็ได้มีบทวิเคราะห์ หลายส่วน สําหรับวันนี้ดิฉันจะขออนุญาตพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับบทที่ว่าด้วยประชาชน มีประเด็น ที่จะอภิปราย ๓ หัวข้อ ก็คือเรื่องของหน้าที่ เรื่องของสิทธิ แล้วก็เรื่องของการมีส่วนร่วม
ในเรื่องของหน้าที่นั้นดิฉันก็ต้องขอขอบคุณที่กรรมาธิการได้ยกเอาหมวด ที่เป็นหน้าที่ขึ้นมาก่อน ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่ผ่านมา เอาหน้าที่ไปไว้ข้างหลัง แล้วคนก็ลืมไปว่าจริง ๆ แล้วการเป็นพลเมืองหรือการเป็นประชาชนนั้นมันมีหน้าที่สําคัญ หลายอย่าง หน้าที่อื่น ๆ ดิฉันคิดว่าก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องชื่นชมที่คณะกรรมาธิการ ได้เอาหน้าที่ในเรื่องของการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันต่าง ๆ ดิฉันคิดว่ามีท่านสมาชิกได้อภิปราย ในประเด็นนี้แล้ว และดิฉันเห็นด้วยกับการที่ว่าจะต้องเพิ่มข้อความ ไม่ใช่ช่วยเหลือราชการ อย่างเดียว ดิฉันคิดว่าอยากจะให้เพิ่มว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนในการที่จะต่อต้าน แล้วก็ป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกระดับและทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในภาคส่วนของราชการ หรือเกิดขึ้นในภาคที่เป็นภาคเอกชน
อีกประเด็นหนึ่ง อาจจะใส่ไว้ในที่ไหนจริง ๆ แล้วเมื่อประชาชนเข้ามามีส่วน ในการต่อต้านนั้นเพื่อจะเป็นหลักประกัน ดิฉันคิดว่าจะต้องมีมาตรการในการที่จะคุ้มครอง คนที่จะเข้ามาช่วยเหลือราชการในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ก็ชื่นชมกับส่วนที่ทําให้ ประชาชนนั้นมีหน้าที่ในการที่จะเข้ามาทําหน้าที่ในสมัชชาพลเมือง แล้วดิฉันคิดว่า เป็นจุดนิมิตหมายที่ดีที่กําหนดให้การทํางานในสมัชชาพลเมืองนั้นเป็นการทํางานในลักษณะ ที่เป็นจิตอาสา อันนี้จะทําให้คนที่จะเข้ามาทํางานในสมัชชาพลเมืองนั้นเป็นคนที่ตั้งใจมาทํางาน อย่างแท้จริง
ในประเด็นต่อมา ดิฉันขอพูดในเรื่องของสิทธิของพลเมือง ในสิทธิของพลเมือง ในมาตรา ๓๐ นั้นเป็นเรื่องที่ดีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้กําหนดว่า เมื่อมีการพูดถึงสิทธิของพลเมืองในด้านต่าง ๆ นั้นก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่แก่รัฐ ซึ่งอันนี้ ดิฉันคิดว่าทําให้เกิดความชัดเจน เพราะว่าเราพูดถึงสิทธิของประชาชนในรัฐธรรมนูญ หลายฉบับแล้วนั้นไม่เคยมีความตระหนักว่าสิทธิต่าง ๆ ที่กําหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น มีหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องดําเนินการ อันนี้ดิฉันคิดว่าทําให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ในเรื่องของสิทธินั้นดิฉันคิดว่ามีประเด็นหลายประเด็นที่พูดถึงเรื่องสิทธิของพลเมือง ในลักษณะที่สร้างสรรค์แล้วก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันขอชื่นชมในเรื่องของการเปลี่ยน เรื่องสิทธิของการศึกษาจากประเด็นในเรื่องของจํานวนปีเป็นระดับการศึกษา ซึ่งดิฉันคิดว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม คือตั้งแต่ปฐมวัยถึงมัธยมศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น เป็นการศึกษาที่เรียกว่าสร้างความเป็นพลเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งในหลายประเทศนั้น ก็ได้ผลักดันให้ประชาชนของเขามีการศึกษา อย่างน้อยที่สุดนั้นถึงระดับมัธยมศึกษา ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นจุดที่มีความสําคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตในมาตรา ๕๒ นั้น ดิฉันคิดว่าได้พูดถึงเรื่องคุณภาพแล้วก็พูดถึงเรื่องความหลากหลายของการศึกษา แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราควรจะต้องเน้นแล้วก็อาจจะต้องไปคิดถึงประเด็นในเรื่องของการศึกษา ก็คือในเรื่องของการที่จะทําให้ระบบการศึกษานั้นเป็นระบบที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ในทุกพื้นที่ เพราะปัจจุบันนี้เท่าที่ศึกษาดู การศึกษาของไทยปัจจุบันนั้นจริง ๆ เป็นการศึกษา ที่สร้างความเหลื่อมล้ํา ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างการศึกษาในเมืองกับการศึกษาในชนบท ดิฉันคิดว่ามันจะทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ช่องว่างในสังคมที่มากขึ้น ๆ
ในเรื่องของการช่วยเหลือคุ้มครองในมาตรา ๑๖ นั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่มีเรื่องที่อยากจะเพิ่มเติม อย่างเช่นท่านสมาชิกได้อภิปราย ในมาตรานี้สิ่งที่ขาดหายไป ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ เราได้พูดถึงเรื่องคุ้มครองเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการต่าง ๆ แต่ว่าผู้สูงอายุนั้นมีการเอ่ยถึงน้อยมาก สิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงในประเด็นผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคุ้มครองในเรื่องของความรุนแรง มีเรื่องของความรุนแรงอยู่ จะไปคุ้มครองเด็ก สตรี ผู้พิการ แต่ว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันนั้นก็มีกระแสข่าวออกมาอยู่เป็นประจําว่าถูกละเลยบ้าง ได้รับความรุนแรงบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุมีอายุมาก ๆ สังคมไทยเรากําลังเป็นสังคม ที่เรียกว่า ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นสัดส่วนของผู้สูงอายุจะมีจํานวนที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ ในส่วนนี้ดิฉันคิดว่า จะขออนุญาตพูดเลยไปถึงเรื่องของการคุ้มครองแรงงาน ในส่วนของมาตราที่คุ้มครองแรงานนั้น ก็ยังไม่ได้กล่าวถึงในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุเพียงแต่บอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ ในการที่จะจัดให้ผู้สูงอายุนั้นได้มีงานทํา แต่จริง ๆ ดิฉันคิดว่ามันจะต้องมีเรื่องของมาตรการ ในการคุ้มครองแรงงานของผู้สูงอายุด้วย ดิฉันเห็นด้วยกับการที่ตัดคําว่า แรงงานเด็ก ออกนะคะ เพราะอันนั้นดิฉันคิดว่ามันไม่น่าจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ เราไม่น่าจะไม่มีการพูดถึง เรื่องแรงงานเด็ก เด็กก็ควรจะเรียนหนังสืออยู่ไม่ควรจะต้องออกมานั่งทํางานนะคะ
ในประเด็นเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้น ดิฉันคิดว่ามีหลายประเด็น เราได้พูดถึง เรื่องประเด็นตั้งแต่มาตรา ๖๑ ไล่มาจนถึงมาตรา ๗๒ ซึ่งอันนั้นเรามีหลายประเด็นในเรื่องของ การมีส่วนร่วมนะคะ ในมิติของรัฐธรรมนูญในเรื่องการมีส่วนร่วมนั้น เราได้มีความพยายาม ตั้งแต่เรื่องของการที่ประชาชนมีสิทธิในการรับข้อมูลข่าวสาร แต่ว่าข้อยกเว้นนั้นมันเยอะมาก ในเรื่องของข้อยกเว้น ยกเว้นแต่เป็นเรื่องของการกระทบกับความมั่นคง ดิฉันคิดว่าเท่าที่ผ่านมา ตัวข้อยกเว้นนั่นคืออุปสรรคในการที่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เมื่อไปขอข้อมูลข่าวสาร เขามักจะต้องตั้งสติคิดก่อนว่าข้อมูลนี้มันเป็นข้อมูลที่เป็นความลับทางราชการหรือเปล่า และสุดท้ายลงมาก็คือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลเป็นความลับทั้งนั้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเห็นด้วยกับหลายท่านที่ได้อภิปรายว่าข้อยกเว้นนั้นควรจะเป็น ข้อที่อาจจะต้องพิจารณาใหม่นะคะ รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารงานหลายด้านนะคะ ในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติในมาตรา ๖๒ ร่วม ในการจัดการบํารุงรักษาและใช้ประโยชน์ มาตรา ๖๓ มีส่วนร่วมในการที่จะรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาตรา ๖๔ จนกระทั่งมาตรา ๖๕ นะคะ เรื่องเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ดิฉันคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าในการที่ดําเนินการในรัฐธรรมนูญเขียนในลักษณะหรือในแนวโน้ม ในโทนที่ออกมาในลักษณะที่ว่าประชาชนนั้นมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลจากราชการ มีส่วนร่วม ในการให้ความคิดเห็น แต่จริง ๆ แล้วในกระบวนการมีส่วนร่วมดิฉันอยากให้เขียนคําว่า การมีส่วนร่วมนั้นเป็นกระบวนการการมีส่วนร่วม กระบวนการการมีส่วนร่วมนั้นจริง ๆ แล้ว ตามหลักทฤษฎีนั้นมี ๕ ขั้นตอน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนเพียง ๒ ขั้นตอน ก็คือได้รับ ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายหรือโครงการต่าง ๆ แล้วก็ให้ข้อมูลราชการ แต่จริง ๆ แล้วระดับที่ ๓ นั้น คือเข้าไปเกี่ยวข้อง อาจจะเข้าไปลักษณะที่ร่วมกันคิดว่าทางออกในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้น เป็นอย่างไรนะคะ แล้วก็ระดับที่ ๔ นั้นอาจจะเข้าไปถึงลักษณะเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นการ ให้ข้อเสนอแนะเข้าไปมีส่วนร่วม ระดับการมีส่วนร่วมจะเพิ่มขึ้นถ้าเราเพิ่มระดับการมีส่วนร่วม ถึงขั้นที่ ๔ ขั้นที่ ๕ นั้นได้กําหนดไว้แล้วคือเรื่องของการลงประชามติ ตรงนี้เรากระโดด หายไป ๒ ขั้นตอน ก็คือขั้นที่ ๓ กับขั้นที่ ๔ ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะมีการกําหนดให้ชัดเจนมากขึ้นนะคะ ดิฉันก็ต้องขอฝากในส่วนของหมวด ประชาชนไว้แค่นี้นะคะ ก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการและขอเป็นกําลังใจที่ท่านได้สละเวลา ในการที่ใช้ทั้งพลังสมองแล้วก็พลังงานต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ขึ้นมานะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีมิติใหม่หลายด้านที่น่าสนใจค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านวิทยา กุลสมบูรณ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายวิทยา กุลสมบูรณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๑๘๔ ครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ทํางานบรรลุผล เบื้องต้นตามพันธกิจที่กําหนด การชี้แจงของท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้แสดงเจตนารมณ์ทิศทาง ๔ ประการ เรื่องพลเมือง การเมืองสะอาด สังคม เป็นธรรมสันติสุข สารัตถะและกระบวนดําเนินงานที่ได้ดําเนินงานนี้มีเหตุผลอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าประชาชนพี่น้องที่รับฟังอยู่จะเข้าใจที่มาของรัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างดี เห็นว่า สาธารณชนและสภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้พึงเห็นถึงความตั้งใจของคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓๖ ท่านที่ควรได้รับการยกย่องชมเชยครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ความสําคัญกับสิทธิ ของประชาชน สิทธิบทบาทหน้าที่พลเมือง ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ไปข้างหน้า โดยเฉพาะ ต่อการสร้างระบบบริหารประเทศที่อภิบาลโดยภาคประชาสังคมตามที่มีผู้กล่าวเรียกว่า กัฟเวอร์นแนนซ์ บาย ซิวิล โซไซตี (Governance by Civil Society) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สําคัญ การบริหารบ้านเมืองของประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มที่จะให้ระบบประชาสังคม มีส่วนในการบริหาร ที่ผ่านมายังวังวนอยู่ ยังเวียนวนอยู่กับการอภิบาลโดยรัฐ หรือการอภิบาล โดยการเมืองระบบผู้แทนและการมีอิทธิพลของตลาดและทุน อาจมีผู้ตั้งข้อสงสัยกังขาว่า การอภิบาลโดยประชาสังคมในรัฐธรรมนูญรอบนี้จะเป็นวาทกรรมที่กล่าวแบบคําหวาน ไม่จริงจัง เลื่อนลอยหรือไม่ แต่จากการได้ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญนี้ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็น เช่นนั้น มีความพยายามที่จะทําให้เกิดการอภิบาลโดยประชาสังคมอย่างน้อยก็ปรากฏในภาค ๑ และภาค ๔ ภาค ๑ เรื่องสิทธิเสรีภาพ หน้าที่ บทบาท การมีส่วนร่วมทั้งทางการเมือง และการตรวจสอบที่น่าสนใจและผมจะขออภิปรายเพิ่มเติมในวันนี้ ส่วนภาค ๔ การปฏิรูปความเหลื่อมล้ํา ความเป็นธรรม ก็ยิ่งน่าสนใจใหญ่เพราะจะเป็นกลไกต่อเนื่อง ที่จะสานต่อภารกิจเจตจํานง สิทธิเสรีภาพ บทบาท หน้าที่ การมีส่วนร่วม ที่กล่าวไว้ ในเชิงหลักการในภาค ๑ ซึ่งสารัตถะส่วนนี้ผมจะขอนําอภิปรายในภาค ๔ ในวันต่อไปครับ
ภาค ๑ หมวด ๒ ที่เกี่ยวกับประชาชนทั้ง ๔ ส่วนที่ว่าด้วยความเป็นพลเมือง หน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วม ให้ความสัมพันธ์กับสิทธิพลเมือง สิทธิชุมชน ครอบคลุมไปถึงสิทธิการเมือง สิทธิการแสดงออกการได้รับข้อมูล สิทธิสภาพทางเพศ สิทธิ สิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภคและอื่น ๆ อีกมาก โดยภาพรวมผมเห็นว่าสารัตถะครอบคลุม ครบถ้วนเป็นอย่างดี แต่ก็มีประเด็นที่อยากจะเห็นว่าอุดช่องว่างที่เป็นประเด็นเหลื่อมล้ํา บางประการในบางมิติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับสิทธิผู้บริโภค สิทธิด้านสุขภาพ ด้านชาติพันธุ์ ด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ รวมทั้งสิ้น ๙ มาตราดังนี้ครับ
ประการแรกในมาตรา ๖๐ มีผู้อภิปรายหลายท่านที่อยู่ในกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภค ท่านประธานและอีกหลายท่านได้อภิปรายไว้ ผมคิดว่ายังมีมโนทัศน์ ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่ยังไม่เข้มข้นยังเบาบางอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ดูประวัติศาสตร์ เรื่องของสิทธิผู้บริโภคที่กําลังจะระบุในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๖๐ เมื่อเช้านี้ ผมฟัง วิทยุท่านศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ได้กล่าวว่ารัฐธรรมนูญคืออัตชีวประวัติของเรื่องราวต่าง ๆ รัฐธรรมนูญในฉบับ ๒๕๔๐ มาตรา ๕๗ ก็ระบุเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ระบุเรื่ององค์การอิสระ มาตรา ๖๑ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็กระทําเช่นเดียวกัน วันนี้เราระบุในมาตรา ๖๐ แต่คงไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๖๐ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สะท้อนภาพถึงโรค คลอดไม่ออกขององค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมีมายาคติสอดแทรกอยู่ว่าองค์กรนี้ อาจจะน่ากลัวเกินเหตุแม้ในภาพรวมของรัฐธรรมนูญนี้การคุ้มครองผู้บริโภคเองก็ยังไม่ ถูกจัดเป็นเรื่องปฏิรูปที่สําคัญเรื่องหนึ่ง ทั้งที่เป็น ๑ ใน ๑๘ ด้านของการปฏิรูปที่มีเรื่องราว ชวนตื่นเต้นติดตามและน่าสนใจครับ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคบัดนี้ถูกเขียนไว้ว่า มิใช่หน่วยงานของรัฐ จากเดิมที่เขียนไว้ว่าเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ คงต้องทําความเข้าใจ ให้ชัดเจนเพราะร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีการส่งจาก สปช. ไปแล้วบนฐานคติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บนฐานของร่างกฎหมายที่พัฒนามาเกือบ ๒๐ ปี สารัตถะที่จะระบุใหม่ในรัฐธรรมนูญนี้น่าจะเป็นเหตุที่ทําให้ความพยายามที่จะให้ มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคอาจจะล่าช้า มีอุปสรรค หรือไม่สามารถออกสู่ การปฏิบัติได้หรือไม่ ผมสนับสนุนเจตนารมณ์ที่ท่านประธานสารีได้ระบุไว้ว่าจําเป็นจะต้อง เอาเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะว่าด้วยสิทธิผู้บริโภคหรือองค์การอิสระ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมาระบุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนครับ
ประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๖๕ ได้กล่าวถึงสิทธิพลเมืองในเรื่องนโยบายสาธารณะ ผมเห็นว่าสิทธิพลเมืองจําเป็นต้องยกระดับให้เพิ่มขึ้นในรัฐธรรมนูญที่ประกาศว่าจะเป็น ฉบับปฏิรูปเห็นว่าจะต้องระบุให้ครอบคลุมไม่เพียงการรับรู้ความคิดเห็น แต่จะต้องเอาเรื่อง การตัดสินใจบูรณาการเข้าไปไว้ด้วย สิ่งนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฟ้อหรือสุดโต่งเพราะเราออกแบบ ให้มีสภาพลเมืองและองค์กรต่าง ๆ ที่จะเป็นกลไกสําคัญด้านพลเมืองต่อกรณีส่วนร่วม อภิบาลโดยระบบของภาคประชาสังคม
ประการที่ ๓ ในมาตรา ๖๒ ย่อหน้า ๓ เรื่องสิทธิพลเมืองในการมีส่วนร่วม ต่าง ๆ ในการกําหนดยุทธศาสตร์ การวางแผนพัฒนาการเวนคืนผังเมือง ใช้ประโยชน์ที่ดิน ผมเห็นว่ารัฐควรระบุให้มีการแจ้งสิทธิแก่ประชาชนว่าเขาจะได้รับทราบ รับรู้ผลต่อการรับฟัง หรือไม่ สามารถให้คําแย้งเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ มีสิทธิติดตามผลได้หรือไม่ เพื่อจะทําให้ การรับฟังความเห็นนั้นไม่เป็นเพียงพิธีกรรมดังที่ผ่านมา
ประการที่ ๔ ในมาตรา ๖๓ สิทธิชุมชนได้มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมเห็นว่า คําในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่พูดถึงชุมชนท้องถิ่น ชุมชนดั้งเดิมและควรจะไปถึง ชุมชนชนเผ่า ชุมชนชาติพันธุ์ ก็จะทําให้ชุมชนที่หลากหลายเหล่านี้มีส่วนร่วม มีความเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญตลอดจนอยากเห็นเรื่องโฉนดชุมชน ปรากฏเป็นสิทธิชุมชนไว้ด้วย
ประการที่ ๕ ในมาตรา ๖๔ สิทธิการใช้ทรัพยากรในย่อหน้าที่ ๒ นั้น เห็นด้วย กับสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าไม่ควรมีการระบุคําว่า อย่างรุนแรง เพราะว่าอาจจะทําให้ เกิดปัญหาในทางปฏิบัติว่าอย่างไรรุนแรง อย่างไรไม่รุนแรง ความรุนแรงที่เสียหายทางจิตใจ เป็นความรุนแรงหรือไม่ และควรเพิ่มว่า การจัดทําโครงการควรจะสอดคล้องกับการประเมิน สิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ รวมทั้งการทําประเมินควรระบุการกํากับและควบคุมโดยหน่วยงาน ที่เป็นอิสระ ดีกว่าจะระบุเป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
ประการที่ ๖ ในมาตรา ๕๘ ผมเห็นว่า คําว่า สิทธิด้านสาธารณสุขของพลเมือง นั้น ควรระบุให้มีว่าเป็นการดําเนินการโดยรัฐ แทนคําว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่นเดียวกับ การคุ้มครองความเสียหายในย่อหน้าที่ ๒ ที่ควรตัดคําว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติและที่เหมาะสม เพื่อความกระชับและหลีกเลี่ยงการตีความในเรื่องของความเหมาะสม
ประเด็นที่ ๗ ในมาตรา ๗๑ เรื่องสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ผมเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ควรเพิ่มเรื่องการละเมิดสิทธิในการตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าไว้ด้วย
ประเด็นที่ ๘ นอกจากนี้ตามที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พลเอกชูศิลป์ คุณาไทย เสนอให้มาตรา ๕๙ เพิ่มบริการสาธารณะ จะต้องมีประสิทธิภาพปลอดภัย และผู้เสียหายต้องได้รับการคุ้มครอง เห็นด้วยอย่างยิ่งและควรเพิ่มการชดเชยความเสียหาย ที่เป็นธรรมไว้ด้วย
สุดท้ายนะครับ ในมาตรา ๖๗ ในเรื่องการทําประชามติ ผมอยากจะเสนอ ให้มีการทําประชามติที่สามารถริเริ่มโดยประชาชน ส่วนจะมีจํานวนเท่าใด ๒๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ หรือวิธีกํากับอย่างไร เสนอต่อใคร กลั่นกรองอย่างไร ตัดสินอย่างไร ขอให้เป็นภาระของ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณาในประเด็นนี้ครับ
ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกทุกท่าน รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีต้นทุนสูง สูงมาก จากภัยพิบัติทางการเมือง เสียเลือด เสียเนื้อ มีความคาดหวังสูงจากสังคม จากประชาชน ผมเชื่อมั่นครับว่าท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านจะสามารถทําให้ต้นทุนจํานวนมากที่สังคมได้ลงทุนไป ได้บรรลุผลคุ้มค่า สมความคาดหวัง ที่สูงมากจากสังคมโดยทําให้บรรลุผลด้วยความตั้งใจจริงและด้วยการทํางานร่วมกันอย่างจริงจัง ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล จังหวัดปราจีนบุรี สัปดาห์ที่ผ่านมาเราคงจะได้ยินแล้วก็ได้เห็นการวิพากษ์วิจารณ์ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญผ่านฉลุย แฝดอินจันต้องไม่ตาย ต้องไม่พลัดพรากจากกัน ฮั้วกันอะไรกันนะครับ สําหรับวันนี้ประเด็นที่จะกราบเรียนอภิปรายเมื่อเช้าจนกระทั่ง ถึงปัจจุบันนี้ท่านสมาชิกหลายต่อหลายท่านก็ได้กราบเรียนท่านประธานไปมากแล้วนะครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับว่าอันดับแรกก็คงจะไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องชมเชย ไม่ต้องชื่นชม ไม่ต้องอะไรนะครับ เพราะว่าท่านสมาชิกก็ได้ขอบคุณและชื่นชมคณะกรรมาธิการไปเยอะแล้ว เนื่องจากบางคนก็บอกว่า ๓๖ อรหันต์ ก็ยินดีกับความเป็นอรหันต์เพราะว่าการเป็นอรหันต์นี้นั้น ไม่ธรรมดาเนื่องจากว่าประเทศไทยนั้นมีอรหันต์มากที่สุดในโลกนะครับ เนื่องจากว่าความเป็นอรหันต์นี้นั้นจะต้อง ๑. ปราศจากอคติ ปราศจากอัตตาคติ ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลง แล้วก็มีสัมมาทิฐิเป็นที่ตั้ง ยินดีที่คณะกรรมาธิการทั้ง ๓๖ ท่านขณะนี้ ท่านก็ครองตน ครองคนในลักษณะอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตนําเสียงจาก พี่น้องประชาชนมาสะท้อนให้เห็นถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามีความเป็นอย่างไร ประมาณสัก ๔-๕ ประเด็นครับ
ประเด็นแรกนั้นก็คือพี่น้องประชาชนบอกว่า ๓๑๕ มาตรา มากไปหรือเปล่า เพราะพี่น้องประชาชนเกรงว่าร่างรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตามแต่ ฉบับนี้ ๓๑๕ มาตรา น้อยกว่าปี ๒๕๔๐ แต่ว่ามากกว่าปี ๒๕๕๐ แล้วเราก็คิดว่าเราคงจะไม่มี ในปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๗๐ อีก เพราะจะถือว่าฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ เสียงจากประชาชนบอกว่ารัฐธรรมนูญยิ่งสูงก็ยิ่งห่างไกลจากพี่น้องประชาชน ทําให้มันบาง ๆ ให้ลดมาตราลงแล้วก็ทําให้พี่น้องประชาชนในระดับฐานรากซึ่งเป็นประชาธิปไตยเข้าใจ ได้ง่าย ๆ บ้างหรือไม่ เพราะแม้แต่ผมเองผมนั่งอ่านอยู่ ๒ วันเศษ ๆ ผมก็บอกได้ตรง ๆ ครับว่า ก็ค่อนข้างจะสับสนพอสมควรเหมือนกันนะครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องของเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดเอาไว้ ๔ ประเด็น นั่นก็คือพลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด หนุนสังคมที่เป็นธรรม แล้วก็นําชาติสู่สันติสุข ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าน่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนพลเมืองเป็นใหญ่ โดยการยกระดับ ทีนี้ปัญหา ก็คือว่าจะยกระดับกันอย่างไรเนื่องจากว่าทางชาวบ้านเองก็ยังเรียกตัวเองว่าเป็นชาวบ้าน ทะเบียนราษฎรก็เป็นราษฎร บัตรประจําตัวประชาชนก็เป็นประชาชน แล้วทีนี้ยกระดับขึ้นมา เป็นพลเมือง ปัญหาก็คือวันข้างหน้าเราจะใช้คํานิยามอย่างไร ตรงนี้ก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญไปด้วยนะครับ
ต่อไปเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นก็คือพลเมืองเป็นใหญ่ ผมเคยถาม ที่สภาการพยาบาลวันนั้นว่าเราได้ถามประชาชนเขาหรือยังว่าเขาอยากเป็นใหญ่ไหม ณ เวลานี้ ไม่ต้องถามครับเพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญเราคืบหน้าไปถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องถาม แต่ต้องถามกลับไปคําว่า พร้อม พี่น้องประชาชนพร้อมจะเป็นใหญ่แล้วหรือยัง ในตรงนี้บอกว่า พี่น้องประชาชนเป็นฐานรากของระบอบประชาธิปไตย รัฐมีหน้าที่จะต้องปลูกฝังจิตสํานึก เพื่อให้เกิดคุณธรรม มีจริยธรรม มีระเบียบวินัย เคารพกฎกติกามารยาท มีความสามัคคี รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง การปลูกฝังจิตสํานึกนั้น ในฐานะที่ผมเป็นเกษตรกร สมมุติตัวอย่างว่า ให้ต้นทุเรียนให้ผมมาต้นหนึ่งแล้วบอกว่าให้ไปปลูกให้ได้ผลภายใน ๑ ปี ผมทําไม่ได้หรอกครับ ต้นทุเรียนจะต้องใช้เวลาถึง ๗-๘ ปี นี่จิตสํานึก จิตสํานึกจะต้องใช้เวลาในการปลูกฝัง ประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้วก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี ทุเรียนต้นเดียวใช้เวลาประมาณ ๗-๘ ปี ออกผลครับ เราจะได้ผลกับต้นไม้ชนิดที่โตเร็วภายใน ๑ ปี นั่นก็คือต้นไม้ล้มลุก เพราะฉะนั้นตรงนี้การปลูกฝังจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ในเจตนารมณ์ที่แนบขึ้นมานี้ บอกว่า ซีวิล เอ็ดดูเคชัน (Civil Education) นั่นก็คือการพัฒนาการให้การศึกษา การให้ความรู้ ณ เวลานี้ การปฏิรูปในเรื่องการศึกษา การที่จะให้ความรู้คู่ขนานไปกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย ถามว่าการศึกษาของประเทศไทยขณะนี้นั้นถือได้ว่าล้าหลังที่สุดแล้ว ในเอเชีย แล้วเราจะไปหวังว่าพี่น้องประชาชนซึ่งได้รับการปลูกฝังจิตสํานึกดีแล้ว มีเคารพกฎ กติกามารยาท มีระเบียบ มีวินัยอะไรต่าง ๆ แล้ว พร้อมที่จะเป็นใหญ่ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าห่วงครับ แทนที่พี่น้องประชาชนหลังจากที่ได้รับการศึกษา ได้รับการปลูกฝังแล้วจะเป็นพลังในการที่จะ ขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญ ขับเคลื่อนประชาธิปไตย ก็จะกลับกลายมาเป็นภาระ
อีกเรื่องหนึ่งนั้นก็คือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ตั้งอนุกรรมาธิการ ๑๕ คณะ ๑๒ คณะ แต่ไม่ได้มีอะไรที่เกื้อหนุนที่จะทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ได้เลย มีอยู่อนุกรรมาธิการชุดเดียวนั่นก็คืออนุกรรมาธิการขับเคลื่อนเยาวชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และจัดทํารัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตที่ดีกว่า มีอยู่คณะเดียวเท่านั้น ท่านประธานครับเรามี สื่อสารมวลชนซึ่งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งนี้หลายต่อหลายท่าน เราได้ขอความร่วมมือ จากท่านทั้งหลายเหล่านี้ฟูล ฟังก์ชัน (Full function) หรือเต็มศักยภาพแล้วหรือยัง ถ้ายังขอความกรุณาท่านเถอะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องกระจายออกไปให้กับพี่น้องประชาชน อีก ๖๐ กว่าล้านคน ได้รับทราบ ได้รับรู้ แล้วก็ตื่นขึ้นมาพร้อมที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พร้อม ๆ กัน อาจจะไม่ต้องทําประชามติก็ได้ อาจจะต้องใช้งบประมาณ ขณะนี้ถ้าทําประชามติ จะต้องใช้ถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเผื่อว่าขอความร่วมมือจากภาคสื่อมวลชนทุกแขนง ช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบ ให้มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่ต้องใช้งบประมาณถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท ฆ่าควายอย่าไปเสียดายเกลือเลยครับ ไหน ๆ เราก็มาถึงขนาดนี้แล้ว อะไรก็ตามฐานราก ของประชาธิปไตยคือพี่น้องประชาชน พวกนี้จะเป็นผนังทองแดงกําแพงเหล็กให้กับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นผนังทองแดงกําแพงเหล็กให้กับการบริหารประเทศชาติในครั้งนี้ เรามีพี่น้องที่นับเป็นล้านคน มวลชนจัดตั้งโดยภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นไทยอาสาป้องกันชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครพัฒนาและป้องกันตนเอง ไม่ว่าจะเป็น อสม. อปพร. เรามีลูกเสืออาสา หรืออะไรต่ออะไรเยอะแยะมากนับเป็นล้านคน เรามี กนช. นั่นก็คือทหารกองหนุนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเกือบครึ่งหนึ่งแต่เราไม่ได้เอาท่านเหล่านี้มาติดอาวุธทางปัญญา มาพูด มาคุย มาให้ความรู้กันว่าเรื่องรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ประเทศชาติ อนาคต ๒๐ ปี ๓๐ ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร เรายังไม่ได้นําท่านเหล่านี้มาคุยกันเลย ผมคิดว่าเวทีที่ขออนุญาตท่านประชา เตรัตน์ ที่จะจัด ๑๒ เวที กระจายลงไปได้ไหมครับ ให้มันลงไปถึงทุกตําบลเลย ๘,๐๐๐ กว่าตําบล ลงไปให้ทั้งหมดเลยได้ไหม อย่าไปจัดในระดับจังหวัดใหญ่ ๆ ซึ่งซ้ํา ๆ กัน ใช้จังหวัดใหญ่ ๆ ทั้งนั้น จังหวัดเล็ก ๆ อย่างจังหวัดปราจีนบุรีของผมไม่มีเลย แล้วอย่างนี้พี่น้องประชาชน ของผม ๔๗๖,๐๐๐ กว่าคนจะรับทราบได้อย่างไร ก็ต้องเป็นภาระของสมาชิกสภาปฏิรูป ของจังหวัดก็จะต้องลงไป พยายามลงไป เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ฆ่าควาย อย่าเสียดายเกลือเลยครับ เพิ่มอีกนิดหน่อย อีก ๘,๐๐๐ กว่าตําบล ลงไปให้ครบเลย วันข้างหน้า ก็คงจะไม่ต้องใช้เงินถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชนถ้ารับทราบ รับรู้ แล้วก็คล้อยตามไปตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นพลังให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสู่อนาคตครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ค่ะ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ๐๐๑ นครราชสีมา สําหรับประเด็นที่ผมคิดจะอภิปรายในช่วงนี้ก็คือหัวข้อ เรื่องประชาชน ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อํานาจประชาชนอย่างมากมาย สอดคล้องกับความหมายคําว่า รัฐเล็กสังคมโต ในความหมายก็คือว่าวันนี้หน่วยงานของรัฐทําบทบาทเล็กลง แล้วก็ ให้บทบาทของภาคประชาสังคม ภาคพลเมืองมากขึ้น ท่านเดชฤทธิ์ได้พูดถึงเมื่อกี้นะครับว่า รัฐธรรมนูญให้พลเมืองเป็นใหญ่ ผมก็เลยมานั่งคิดว่ารัฐธรรมนูญตรงไหนที่ให้ประชาชน เป็นใหญ่บ้าง ก็ลองซอกค้นดูนะครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายตรงนี้ก็จะมีมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๗๑ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตราเหล่านี้แบ่งออกเป็น ๔ ลักษณะนะครับ มาตรา ๒๗ บอกถึงหน้าที่ มาตรา ๒๘ พูดถึงของการจัดรูปองค์กรภาคพลเมือง มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ พูดถึงเรื่องของภารกิจหน้าที่ของพลเมืองที่เข้าไปมีบทบาทสําคัญ ในการขับเคลื่อนประเทศไทย ในความเป็นใหญ่ของพลเมือง มาตรา ๗๑ พูดถึงเรื่องของ การกํากับ ตรวจสอบ แล้วก็มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ ผมถือว่าเป็นมาตราที่พลเมืองเองอาจจะ ยังไม่พร้อม แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสในการพัฒนา ความเข้มแข็งของตัวเอง ก็แปลว่าการที่จะให้พลเมืองเป็นใหญ่ในความหมาย ๔ กลุ่มมาตรา ก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางไว้ สิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายเสริมเพิ่มเติมในมาตราเหล่านี้ ก็คือว่าถ้าพูดถึงในมาตรา ๒๗ ได้บอกถึงหน้าที่ของพลเมืองมี ๕ ข้อ ใน ๕ ข้อตรงนั้น ผมให้น้ําหนักไปที่ข้อ ๕ ในข้อ ๕ บอกถึงเรื่องของคําว่า ช่วยเหลือราชการ ช่วยเหลือการปกป้อง ขจัดอะไรเหล่านี้ คือความหมายของผมก็คือว่าถ้าบอกว่ารัฐเล็กสังคมโต บอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่ แปลว่าโครงสร้างความสัมพันธ์ในเชิงอํานาจมันถูกเปลี่ยน คําว่าเปลี่ยนในความหมายตรงนี้ ก็คือรัฐไม่น่าจะเป็นเจ้าภาพกลาง ภาคพลเมืองน่าจะเป็นเจ้าภาพกลาง คําตรงนี้จะเปลี่ยน อย่างไร ไม่ใช่หมายความว่ารัฐเป็นเจ้าของแล้วก็ประชาชนไปช่วย แต่ทําอย่างไรถึงจะเปลี่ยน ความหมายของมาตรานี้บอกว่าให้ประชาชนนี้เป็นหลักโดยรัฐที่เปิดให้กระบวนการในการขจัด เรื่องนี้ อันนี้คือเรื่องของมาตรา ๒๗ นะครับ ในมาตรา ๒๗ ก็มีพี่น้องได้สะท้อนมาว่า จะเพิ่มสักข้อได้ไหมว่าพลเมืองน่าจะมีหน้าที่ในการเข้าถึงสื่อสาร แล้วก็เผยแพร่กระบวนการ ในการขับเคลื่อนตรงนี้
ส่วนในมาตรา ๒๘ เป็นสาระสําคัญของคําว่าพลเมืองเป็นใหญ่ แล้วเป็นรูปธรรม ที่บอกถึงคําว่าพลเมืองใหญ่ ก็แปลว่าการจัดรูปองค์กรของภาคพลเมืองต่อจากนี้ไป ในการที่จะขับเคลื่อนมันมีรูปองค์กรอะไรบ้าง วันนี้เท่าที่นับดูมี ๑๑ ๑๒ ๑๓ องค์กร ลองหลับตา นึกภาพดูใน ๑ ตําบล ใน ๑ จังหวัด มันมีองค์กรเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายแล้วองค์กรเก่าก็มี มันจะจัดความสัมพันธ์กันอย่างไร แท้ที่จริงแล้วมีการจัดรูปองค์กรอย่างไรที่ทําให้สามารถจัดรูป องค์กรที่เป็นพลังแล้วก็เป็นองค์รวมได้ แล้วก็ภารกิจแบ่งกันไปทํา แต่วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้พยายามชี้ชัดให้เห็นว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ใหญ่ด้านไหน ด้านไหน แล้วก็จัดรูปองค์กรตามด้วย ผมกังวลใจนิดหนึ่งว่าถ้าจัดรูปองค์กรแบบนี้ในพื้นที่มันก็จะมีองค์กรเยอะแยะมากมายเลย มันจะมีกระดานตรงไหน หรือมีพื้นที่ตรงไหนที่จะทําให้องค์กรเหล่านี้ได้มาเจอะมาเจอกัน แล้วมีเป็นพลังจริง ๆ เป็นพลังของพลเมืองจริง ๆ ในความหมายของผมนี่คิดอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าอะไรที่มันเป็นองค์กรที่สามารถที่จะมาบูรณาการและเป็นองค์กรเดียวกันได้ คําว่า สภาพลเมือง คําว่า สมัชชาพลเมือง คําว่า สภาตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้มันเป็นภารกิจ ของการจัดรูปองค์กรหรือเปล่า มันสามารถมาบูรณาการกันได้ไหม อันนี้คือความหมายที่ผม อยากสะท้อน นึกภาพดูว่า ๑ ตําบลถ้าเกิดองค์กรเหล่านี้เยอะแยะมากมายมันจะเกิดอะไรขึ้น การปฏิบัติการมันจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าภารกิจของรัฐธรรมนูญนี่โอเค แต่การจัดรูปองค์กรมันจะจัดรูปอย่างไร บอดี (Body) ในพื้นที่มันจะเกิดขึ้นอย่างไร อันนี้ คือมาตรา ๒๘ นะครับ
ส่วนมาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ ผมถือว่าถ้าพลเมืองมีการจัดรูปองค์กร ชุมชนมีการจัดรูปโดยใช้แอเรีย เบสด์ (Area Based) เป็นตัวตั้ง กระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่ การไม่ใช่แปลว่าประชาชนมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นนะครับ หมายถึงรับฟังประชาชน ประชาชนน่าจะมีส่วนในการออกแบบวางแผนในการจัดการตนเองของตัวเอง ในมิติของ คําว่า ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยใช้องค์กรที่เรียกว่าสมัชชา ที่เรียกว่า สภาพลเมือง ที่เรียกว่าองค์กรที่มีอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ พื้นที่กลางขององค์กร จะมาออกแบบร่วมกัน แผนพัฒนาระดับจังหวัด ภาคพลเมืองมาเป็น คนออกแบบได้ไหม หน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายในการเสริมได้ไหม คือพลิกเปลี่ยนได้ไหมครับ โครงสร้างอํานาจตรงนี้ ที่ผ่านมาราชการเป็นส่วนเป็นเจ้าภาพแล้วดึงประชาชนไปร่วม แต่วันนี้ถ้าบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป็นเจ้าภาพหลักแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ไปเป็นส่วนในการหนุนให้พลังตรงนี้ได้หรือเปล่า อันนี้คือมาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ ในมาตรา ๗๑ แปลว่าถ้ามีการจัดรูปองค์กร มีการวางแผนออกแบบ มีการปฏิบัติโดยที่ใช้ มิติของพลเมืองเป็นเจ้าภาพแล้วหน่วยงานไปเสริม รัฐเล็กลง พลเมืองใหญ่จริง แล้วไปเสริม ก็แปลว่ากระบวนการการปฏิบัติตรงนี้ มาตรา ๗๑ การจัดการตรงนี้ก็จะน้อยลง ไม่ได้หมายความว่าการจัดรูปองค์กรแล้วมีสภาตรวจสอบ สภาตรวจสอบ ถ้าอ่านดี ๆ จะทําให้ เห็นว่าการตั้งสภาตรวจสอบมันจะเกิดนัยของความแตกแยกออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มที่โดนตรวจสอบ กับอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มกําลังไปตรวจสอบ ถ้าไปสัมพันธ์ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ แล้ววางดี ๆ ภาคพลเมืองเป็นเจ้าภาพ ทํามาตรา ๗๑ ก็จะมีน้ําหนัก ในการที่จะไปเสริมกํากับและตรวจสอบ มันจะเป็นบรรยากาศที่บอกว่าบ้านนี้ เมืองนี้ไม่ใช่ แบบว่าต้องมีคนที่คอยจับ กับมีคนที่คอยโดนจับ ทําอย่างไรภาษาตรงนี้ที่มันจะเป็น ผมเอง มีความรู้สึกติดด้วยซ้ําไปว่าสภาตรวจสอบมันเป็นเนกาทีฟ (Negative) เลย มันจะเป็นคําอะไร ที่มันเหมาะสมกว่านะครับ อันนี้คือเรื่องของมาตรา ๗๑
ส่วนมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นสาระสําคัญ วันนี้ภาคประชาชนเอง ได้มีการก่อรูปและเชื่อมโยงกระบวนการ และภาคพลเมืองสัมพันธ์กับภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐมีการจัดการกันในระดับจังหวัด ทั้งภาคประชาชน ภาคการศึกษา ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ได้มีการเชื่อมโยงกันและตั้งลูกขึ้นมาในการที่จะออกแบบในการจัดการตนเอง มันเป็นพื้นฐาน แต่พื้นฐานนี้ผมว่าไม่เพียงพอ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ พูดให้เห็นชัดเจนว่า พัฒนาความเข้มแข็งของพลเมือง ตรงนี้จะเป็นตัวสําคัญที่ทําอย่างไรถึงจะให้องค์กร ที่มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเหล่านี้มันได้เป็นเจ้าภาพ แล้วก็บทบาทของรัฐเข้าไปเสริม แล้วเปิดพื้นที่ให้ค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างไร สุดท้ายตรงนี้ก็คือว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ออกแบบบอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่แล้วก็การจัดรูปองค์กร จัดรูปองค์กรโดยรัฐมันก็แปลว่า จะเป็นรัฐในอนาคต พลเมืองของรัฐ รัฐของพลเมือง มันกลายเป็นรัฐ ๒ อีก ทําอย่างไรถึงจะให้ กระบวนการที่พลเมืองที่เกิดขึ้นเป็นเจ้าภาพหลักก็ค่อย ๆ ขึ้น ก็จัดรูปองค์กรที่ไม่ใช่เป็น ลักษณะของการที่กําหนดโดยกฎหมายที่ชัดเจน มีงบประมาณที่ชัดเจน องค์ประกอบแบบนี้ ที่ชัดเจน ชัดเจน ชัดเจนไปจนหมด มันเหมือนรัฐรัฐใหม่ชนิดหนึ่งที่ไปกํากับแทนรัฐเดิม ทําอย่างไรถึงจะให้มันมีกระบวนการที่เกิดขึ้น การโตของพลเมืองที่โตจากรูปธรรมที่มันเป็นอยู่ ภูมินิเวศที่มันมีอยู่ มันสัมพันธ์กันอยู่ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็ ๕ ท่านถัดไปนะคะ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ท่านกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ท่านอุบล หลิมสกุล แล้วก็ท่านดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ต่อไปขอเชิญ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ค่ะ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมคงอภิปราย ในภาค ๑ หมวด ๒ ส่วนที่ ๒ และตอนที่ ๓ สิทธิพลเมืองในมาตรา ๕๐ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ ความถี่ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียงซึ่งอนุกรรมาธิการชุดของผมเองได้ศึกษา เรื่องนี้มาพอสมควรนะครับ ผมอยากจะเท้าความว่าคลื่นความถี่นั้นมีความสําคัญเนื่องจาก คณะของเราที่ทํางานอยู่นั้นกําลังดําเนินการในการที่จะยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ทางการค้าและบริการ ที่เราเรียกว่า เทรดดิง เนชัน (Trading Nation) ในระดับภูมิภาค และระดับโลกนะครับ ซึ่งจะมุ่งเน้นการลดต้นทุนในการทําธุรกรรมต่าง ๆ การนําทรัพยากรที่ไม่ได้รับการใช้ประโยชน์ อย่างเต็มที่มาใช้ การส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม การลดความเหลื่อมล้ํา ทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาดังกล่าวนั้น ต้องอาศัยพื้นฐานของระบบการติดต่อสื่อสารส่งผ่านข้อมูลและประมวลผลในรูปแบบ ของดิจิทัล ประกอบกับระบบสนับสนุนที่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และประสิทธิภาพในการประกอบกิจการการพาณิชย์และบริการ พร้อมทั้งทําให้ทั้งผู้ประกอบการ และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นเพื่อให้ เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อม โครงสร้างพื้นฐานหรืออินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้แนวคิดบันได ๖ ขั้น ในการปฏิรูปการพาณิชย์และการบริการสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถจัดกลุ่มการพัฒนาได้เป็น ๓ ระดับนะครับ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม อันนี้เป็นระดับที่ ๑ โครงสร้างพื้นฐานด้านสนับสนุนและระบบแวดล้อมนั้นเป็นที่ ๒ นะครับ และสุดท้ายคือโครงสร้างพื้นฐานด้านประชาสังคมและองค์ความรู้ ในส่วนของความถี่นั้น จะอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานแรก เพราะฉะนั้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมหรือ ฮาร์ด อินฟราสตรัคเจอร์ (Hard Infrastructure) นั้น ต้องได้รับการจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัล มีรากฐานอยู่บนการติดต่อสื่อสารและส่งผ่านข้อมูลอย่างรวดเร็ว และมีเสถียรภาพผ่านอินเตอร์เน็ตโดยอาศัยโครงข่ายโทรคมนาคม ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทั่วประเทศต้องสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่มีคุณภาพได้ในราคาที่สมเหตุสมผล หากประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานทางโทรคมนาคม การสื่อสาร ที่มีคุณภาพได้ เศรษฐกิจดิจิทัลนั้นย่อมไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน ความเหลื่อมล้ํา ของการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังกล่าวจะทําให้ประโยชน์อันมหาศาล ตกอยู่กับประชาชนเพียงบางกลุ่มซึ่งจะนําไปสู่ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพนั้น เป็นบันไดขั้นแรกที่สําคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ในกรณีของความถี่ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศไทยสําคัญที่สุด ส่วนหนึ่งเกิดจากคลื่นความถี่เพื่อการโทรคมนาคมไม่ได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ แม้วิธีการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะมีหลายวิธี แต่การเข้าถึงโดยใช้คลื่นความถี่ เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องจากมีต้นทุนการวางโครงข่ายที่ต่ําและสามารถครอบคลุมเขต ประชากรได้ง่าย ขณะนี้เรามีการจัดสรรคลื่นความถี่สําหรับกิจการโทรคมนาคมไปเพียง ๓๗๙ เมกกะเฮิร์ซ ในปัจจุบันซึ่งต่ํากว่าจํานวนที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ไอทียู ITU อินเตอร์เนชั่นแนล เทเลคอมมูนิเคชัน ยูเนียน (International Telecommunication Union) ได้แนะนําไว้ที่ ๗๖๐-๘๔๐ เมกกะเฮิร์ซ ในปี ๒๐๑๒ สําหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัญหาความไม่เพียงพอดังกล่าวเกิดจากการใช้คลื่นความถี่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และคลื่นความถี่หลายย่านได้ถูกจัดสรรไปแล้วแต่ไม่มีการใช้งานจริงหรือไม่ได้ใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ซึ่งหากสามารถนํามาจัดสรรใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ จะทําให้โครงสร้างพื้นฐาน สําหรับโทรคมนาคมมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ประเด็นก็อยู่ที่ว่าในกฎหมายมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญ มันมีอยู่ ๓ เรื่องที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ ๑ คือกิจการที่จะกํากับดูแลในวรรคสอง วรรคหนึ่งนั้นคงไม่มีอะไรที่คิดว่าจะให้ข้อแนะนํานะครับ เพราะว่าคิดว่าร่างไว้ค่อนข้างดี แต่ถ้าได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงในบางเรื่องแล้ว จะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติค่อนข้างมาก ผมแบ่งมาเป็น ๓ เรื่องในวรรคหนึ่ง วรรคหนึ่ง คือกิจการที่จะกํากับดูแล ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๗ กําหนดให้องค์กรอิสระ กํากับดูแลกิจการทั้งหมด ๓ กิจการ ได้แก่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคม แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ฉบับนี้ มาตรา ๕๐ ได้มีการเพิ่ม กิจการสารสนเทศเข้าไปด้วย ปัญหาก็อยู่ที่ว่ากิจการสารสนเทศนั้นยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นอาจจะหมายถึงกิจการที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร เป็นการเปลี่ยนสภาพ อุตสาหกรรมสารสนเทศไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือมีการเปิดช่องให้องค์กรกํากับดูแลสามารถกํากับเนื้อหาของกิจการสารสนเทศได้ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงสื่อแบบดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร ไปจนถึงสื่อสมัยใหม่ เช่น เฟสบุค ไลน์ และยูทูบ จากเดิมที่ กสทช. เป็นเพียงองค์กรที่กํากับดูแลช่องทางการสื่อสาร เท่านั้น แต่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเข้าไปถึงเนื้อหานะครับ การกํากับดูแลเนื้อหาเช่นนี้ ยังไม่มีกรอบกํากับดูแลอย่างชัดเจนว่าการกํากับแบบใดเป็นที่ยอมรับหรือเป็นการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่สิทธิเสรีภาพในการแสดงหรือเผยแพร่ความคิดเห็น ของประชาชนและสิทธิเสรีภาพของสื่อนั้นได้รับความคุ้มครองตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๘ นอกจากนี้การแข่งขันด้านเนื้อหาหรือคอนเท็นท์ เป็นการแข่งขันด้าน ความแตกต่างและความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นการกํากับดูแลแบบก่อนหน้า หรือเอ็กซ์ซองเต เรกกูเลชัน (Ex-aute Regulation) มันน่าจะเปลี่ยนเป็น เอ็กซ์โพสท์ เรกกูเลชัน (Ex Post Regulation) เอ็กซ์ซองเต เรกกูเลชันจึงเป็นการทําลายตลาดของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีมูลค่าสูงในตลาดดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) ในปัจจุบันนี้นะครับ ยิ่งไปกว่านั้น การมอบอํานาจกํากับดูแลเนื้อหาให้กับรัฐอาจจะสุ่มเสี่ยงที่รัฐจะกีดกันการแสดงความคิดเห็น ของผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง เช่นมีคนวิพากษ์วิจารณ์ผู้กํากับดูแลไม่ได้ ดังนั้นการกํากับดูแล เนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับข้อยกเว้นตามมาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๘ จึงควรกระทําเป็น ลักษณะกฎหมายลูกซึ่งไม่เปิดช่องให้มีการใช้ดุลพินิจ อันนี้ในประการที่ ๑ คือกิจการที่จะ กํากับดูแลตามมาตรา ๕๐
ในวรรคสาม วัตถุประสงค์ของการกํากับดูแล วรรคสามกล่าวถึงการเก็บ ค่าธรรมเนียม ซึ่งรวมไปถึงราคาใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในการประมูล หรือค่าใช้จ่าย ในการประกอบกิจการไว้ดังนี้
การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการดังกล่าว ต้องให้ความสําคัญกับการให้บริการที่ทั่วถึง ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดมากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กร ดังกล่าว การกําหนดวัตถุประสงค์ให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดจึงขัดกับ หลักการการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม พอเปิดช่องให้รัฐกํากับราคาค่าบริการได้ โดยไม่ต้องสนใจสภาพการแข่งขันและราคาตลาด ในความเป็นจริงแล้วบริการที่ได้มาตรฐาน ที่มีคุณภาพสามารถตรวจสอบได้ และให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้น เป็นผลพวงมาจากการแข่งขันที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ดังนั้นข้อความในวรรคนี้จึงควรจะเปลี่ยน เป็นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการดังกล่าวต้องให้ความสําคัญ กับการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม เพื่อให้มีบริการที่ทั่วถึงได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมมากกว่า การมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว
ในวรรคสี่ วรรคสุดท้าย ความเป็นพลเมืองของเจ้าของกิจการ ในวรรคท้าย ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ เขียนไว้ว่าเจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องเป็นพลเมือง และต้องไม่ดําเนินการในลักษณะที่อาจมีผลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างระบุว่าเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่เพื่อรับรอง สิทธิของพลเมืองและกําหนดให้เจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องไม่ทําการแทรกแซง โดยเป็นเจ้าของกิจการดังกล่าวหลายกิจการเพื่อคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้องและรอบด้าน ทั้งนี้พลเมืองตามความหมายของมาตรา ๒๖ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งจะต่างจากบุคคลซึ่งอาจ เป็นบุคคลสัญชาติใดก็ได้ โดยหลักแล้วสิทธิดังกล่าวของพลเมืองไทยทุกคนได้รับการคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วโดยไม่ต้องระบุให้ผู้ประกอบการเป็นพลเมืองสัญชาติไทยแต่อย่างใด มาตรานี้ระบุให้เจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ต้องเป็นพลเมืองที่มีสัญชาติไทย และมีสิทธิหน้าที่บางประการ โดยลอกเลียนแบบมาจากมาตรา ๔๘ ที่ระบุให้เจ้าของกิจการ สื่อมวลชนต้องเป็นพลเมืองเนื่องจากผู้ร่างอาจจะต้องการมุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบกิจการ กระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยต้องการให้เนื้อหาของสื่อมวลชนทุกประเภทมาจากผู้ประกอบการสัญชาติไทย เพื่อป้องกันการถูกครอบงําจากต่างประเทศ และต้องการให้สื่อมีหน้าที่ของพลเมืองด้วย แต่การระบุให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ทุกประเภทซึ่งรวมไปถึงผู้ประกอบการ โทรคมนาคมต้องเป็นพลเมืองไทยนั้นอาจนํามาซึ่งผลที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากแนวคิดเหตุผล ของการระบุให้ผู้ทําหน้าที่สื่อมวลชนต้องเป็นพลเมืองดังกล่าวนั้นไม่สามารถนําไปใช้ได้ กับกิจการโทรคมนาคมได้ เนื่องจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมนั้นไม่ได้มีส่วนในการสร้างเนื้อหา เพื่อการสื่อสารมวลชน หรือนําเสนอข่าวสารแก่สังคมอย่างใด ความจําเป็นที่ต้องให้ผู้ประกอบการ กิจการโทรคมนาคมต้องมีสัญชาติไทยจึงไม่จําเป็น นอกจากนี้กิจการโทรคมนาคมการสื่อสารนั้น ไม่ควรได้รับการจํากัดจากกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญให้ต้องมีฐานะเป็นพลเมืองสัญชาติไทย เนื่องจากจะเป็นการปิดโอกาสในการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งอาจ เป็นการปิดกั้นการพัฒนาระบบโทรคมนาคมการสื่อสารของไทยในอนาคต ซึ่งจะเป็นรากฐาน ที่สําคัญยิ่งของเศรษฐกิจดิจิตอลตามแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคมผ่านคลื่นความถี่นี้จําเป็นต้องใช้เงินลงทุนจํานวนมหาศาล ซึ่งแหล่งเงินทุนจาก ผู้ลงทุนต่างประเทศนั้นอาจมีความสําคัญอย่างยิ่งในอนาคต และแม้วัตถุประสงค์ของผู้ร่าง คือผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องเป็นคนไทยก็ไม่ควรนํามาใส่ในรัฐธรรมนูญเพราะ
ในประการที่ ๑ มีกําหนดอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการ โทรคมนาคม
และในประการที่ ๒ สัดส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการนี้จะต้อง มีการปรับแก้อยู่เรื่อย ๆ ตามพันธะสัญญาที่เราให้ไว้กับต่างประเทศอาเซียนแพคเกจ (ASEAN Package) ดับบลิวทีโอ (WTO) และแกตต์ (GATT) จึงควรนําไปใส่ในกฎหมายระดับรอง ในพระราชบัญญัติจะทําให้สามารถแก้ไขได้ง่ายดังเช่นพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ โทรคมนาคมที่มีการแก้ไขจากเดิมเอฟดีไอ (FDI) คือฟอเรียน ไดเรคท์ อินเวสเมนท์ (Foreign Direct Investment) ในโทรคมนาคมได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบกิจการของคนต่างด้าว พันธะสัญญาของเออีซี ที่กําลังจะมาถึงระบุให้สมาชิก เปิดเสรีในธุรกิจโทรคมนาคม โดยให้ผู้ลงทุนที่มีสัญชาติของสมาชิกอาเซียนสามารถเข้าถือหุ้น ได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นควรปรับแก้วรรคท้ายของมาตรา ๕๐ จากเจ้าของกิจการกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ตามมาตรานี้ ต้องเป็นพลเมืองและต้องไม่ดําเนินการในลักษณะที่อาจมีผล ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นผู้ประกอบกิจการ ตามมาตรานี้มีหน้าที่ของพลเมือง และต้องไม่ดําเนินการในลักษณะที่อาจะมีผลตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยสรุปก็ขอเสนอให้แก้ไขมาตรา ๕๐ มีความดังต่อไปนี้นะครับ
มาตรา ๕๐ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีการแก้ไข
ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม โดยต้องคํานึงถึงความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สูงสุด ของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรมและประโยชน์ สาธารณะอื่น ๆ รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วม ในการดําเนินการสื่อสารมวลชน สาธารณะ ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของชาติ และตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดําเนินการตามวรรคสองและการเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่าย ในการประกอบกิจการดังกล่าว ต้องให้ความสําคัญกับการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เพื่อให้มีบริการที่ทั่วถึงได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้และให้ประชาชน โดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว
ผู้ประกอบกิจการตามมาตรานี้มีหน้าที่ของพลเมืองและต้องไม่ดําเนินการ ในลักษณะที่อาจมีผลตามบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็เป็นมาตรา ๕๐ ตามนี้ครับ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอลในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปจากจังหวัดพิษณุโลก หมายเลข ๐๐๔ ค่ะ ก่อนอื่นดิฉัน ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทําร่างรัฐธรรมนูญที่ดี ๆ ฉบับนี้ ให้เกิดขึ้น และที่สําคัญต้องขอชื่นชมเพราะว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีพื้นที่ให้พลเมือง ได้เข้ามามีส่วนร่วมที่จะมีทั้งด้านของการปกครอง ด้านการตรวจสอบ แล้วก็สามารถ ที่จะรวมกลุ่มในการที่จะทําหน้าที่หลายอย่างที่ปรากฏในหลายมาตรา ดิฉันว่ามันเป็นมิติใหม่ เป็นนิมิตหมายที่ดีสําหรับภาคประชาชน ภาคพลเมืองที่เมื่อก่อนนี้เขาไม่มีพื้นที่ที่จะให้เขา ที่จะมามีส่วนร่วมมากขนาดนี้ แล้วก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะคะ และที่สําคัญก็เป็นการจุดประกาย ที่จะทําให้พลเมืองหรือประชาชนของเราได้เกิดการมีส่วนร่วม มีจิตสํานึกของการที่เขา จะต้องมีส่วนร่วมในการที่จะบริหารประเทศร่วมกัน ไม่ใช่ว่าการปกครองประเทศจะเป็นหน้าที่ ของกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ ณ วันนี้เราให้พื้นที่เขา เราให้ความรู้สึกว่า เขาจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม แล้วก็ให้บทบาทหน้าที่เขาเรียนรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ต้องขอขอบคุณค่ะ ที่ทําให้เกิดสิ่งดี ๆ เหล่านี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้นะคะ
ดิฉันมีข้อเสนอบางประการเกี่ยวกับมาตราของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ในหมวด ๒ ประชาชน มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ ดิฉันว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ เลย เพราะว่า มันเหมือนกับเป็นเรื่องของการที่เราจะสร้างพลเมืองของเราให้เป็นคุณลักษณะแบบไหน อย่างไร เราเองเรามักจะมองว่าประชาชนน่าจะต้องมีสิทธิอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ดิฉันว่า สิ่งที่ดิฉันชอบมากของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือเราบอกถึงหน้าที่ ดิฉันว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคน ไม่ใช่ว่ารู้แต่จะเรียกร้องว่าสิทธิเขาควรจะได้อะไร แต่ดิฉันว่าเมื่อเกิดขึ้นมานะคะ เขาต้อง มีหน้าที่ในการที่เขาจะต้องเป็นพลเมือง จะต้องทําหน้าที่อะไรอย่างไรบ้าง และที่สําคัญดิฉันว่า ในมาตรา ๒๖ กับมาตรา ๒๗ จริง ๆ แล้วดิฉันอยากจะเสนอให้รวมทั้งสองมาตราไว้ด้วยกัน เพราะว่าจริง ๆ แล้วความหมายก็คือการที่จะบอกถึงหน้าที่ของความเป็นพลเมือง ทีนี้ ในมาตรา ๒๖ วรรคแรกดิฉันเสียดายที่มันไปเขียนรวม ๆ กันหมดเลย แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรา สามารถเขียนให้มันง่าย อ่านง่าย แล้วก็แยกแยะให้ดี ดิฉันว่ามันจะกําหนดถึงคุณลักษณะ ของพลเมืองไทยแล้วก็ที่สําคัญเราสามารถที่จะปลูกฝัง ก็คือมาตรานี้มันจะเป็นสิ่งที่จะปลูกฝัง ให้กับเด็กเยาวชนของเราต่อการที่จะเติบโตเป็นพลเมืองของชาติต่อไปในอนาคตด้วย เราอย่าไปมองในเรื่องของการที่ว่าเราจะให้ผู้ที่มีหน้าที่นั้นจะต้องเป็นผู้ใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว ดิฉันว่ารัฐธรรมนูญนี้เด็กเยาวชนก็ต้องรับรู้ และที่สําคัญถ้าสามารถไปบรรจุในหลักสูตร ของการศึกษาของเรา เหมือนอย่างที่สมัยก่อนพวกเราจะได้เรียนหน้าที่พลเมือง ดิฉันว่า อันนี้เป็นสิ่งสําคัญที่เราก็ต้องปลูกฝังให้เด็กเยาวชนเราตั้งแต่เริ่มแรกที่เขาจะรู้ว่าหน้าที่ของเขา หน้าที่ของความเป็นพลเมืองมีอะไรบ้าง ก็อยากจะฝากไว้ว่านอกเหนือจากการที่จะเขียน แต่ในรัฐธรรมนูญแล้วดิฉันยังอยากจะให้มันเกิดกระบวนการของการให้มันไปฝังอยู่ในระบบ ของการถ่ายทอดหรือปลูกฝังในระบบการศึกษาของเราด้วยนะคะ ขณะเดียวกันสื่อสารมวลชน สื่อทุกอย่างก็ต้องใช้สื่อในการที่จะเสริมสร้างหน้าที่ของพลเมืองเหล่านี้ที่จะให้ยึดโยง ให้ยึดติดอยู่กับว่าทุกคนมีหน้าที่อะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาดิฉันว่าบางคนก็ไม่ได้สนใจว่า รัฐธรรมนูญเขียนว่าอะไร แต่ ณ วันนี้ดิฉันว่ามันเป็นเรื่องสําคัญที่เราจะต้องสร้างจิตสํานึก ของพลเมืองไทยของเราตั้งแต่เล็กจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร สิ่งเหล่านี้ เขาจะต้องฝังอยู่ในจิตสํานึกของเขา ดิฉันอยากจะเสนอว่ามาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ ถ้าสามารถ รวบรวมเป็นมาตราเดียวกันมันจะกะทัดรัดขึ้น และที่สําคัญดิฉันเสียดายในวรรคแรกนะคะ ที่จะเขียนในเรื่องของเคารพต่อสิทธิเสรีภาพ มีค่านิยม มีวินัย ตระหนักหน้าที่ มีความ รับผิดชอบ เพราะตอนนี้สิ่งที่เราเป็นห่วงมากก็คือเด็กเยาวชนของเราขาดสิ่งเหล่านี้มากเลย เพราะฉะนั้นถ้ามันจะสามารถไปบรรจุในรัฐธรรมนูญ เขียนง่าย ๆ แล้วก็ปรับเสียใหม่นะคะ และให้รู้ว่า ๑,๒,๓,๔,๕ คือหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องมี ดิฉันว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดี ก็เสนอเอาไว้นะคะ แล้วก็จะมีอยู่ในวรรคสามของมาตรา ๒๖ ที่ว่ารัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝัง จริง ๆ แล้วดิฉันว่า เอามาตรา ๒๖ กับมาตรา ๒๗ มารวมกัน เขียนให้กะทัดรัดแล้วก็แยกแยะเป็นข้อให้ง่าย ๆ เสร็จแล้วก็ตบท้ายด้วยเอาวรรคที่ว่า รัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝัง ไว้ท่อนท้ายก็น่าจะได้นะคะ อันนี้คือข้อเสนอประเด็นหนึ่ง
ส่วนอีกมาตราหนึ่งนะคะ เรื่องของการสร้างครอบครัวเข้มแข็งในมาตรา ๔๖ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่งในร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าครอบครัวย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และช่วยเหลือจากรัฐ แต่จริง ๆ แล้วในส่วนของกรรมาธิการด้านสังคมเราอยากจะให้เป็นว่า ไม่ใช่เป็นการได้รับแต่สิทธิแล้ว ดิฉันว่า ณ วันนี้เราต้องสร้างจิตสํานึกของพลเมืองเราของคน ของเราของความเป็นครอบครัว นั่นก็คือเสนอนะคะ อยากจะให้เขียนว่าสถาบันครอบครัวนั้น มีหน้าที่พัฒนาสมาชิกในครอบครัวให้เป็นพลเมืองดี สร้างครอบครัวที่อบอุ่น พ่อและแม่ มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุตรในระยะเวลาที่เพียงพอและสร้างระบบและกลไกที่หนุนเสริม ให้ครอบครัวมีบุตรที่มีคุณภาพ แต่ที่สําคัญก็คือดิฉันว่ามันน่าจะกลับกันคือนอกเหนือจาก สิทธิที่เขาจะได้รับแล้วดิฉันอยากจะให้เพิ่มว่าหน้าที่ของเขาต่อการที่เขาเป็นสถาบันครอบครัว หน้าที่ของผู้เป็นพ่อแม่ วันนี้เราเจอปัญหาสังคมเยอะมากในเรื่องของครอบครัว ที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดการเหลียวแลดูแลบุตร เยาวชน แล้วก็ผลสุดท้ายคือเด็ก เยาวชน ก็กลายมาสร้างแต่ปัญหาสังคม เพราะว่าขาดการเหลียวแลหรือขาดความรับผิดชอบ ของผู้เป็นพ่อแม่ หรือบางทีก็จะเจอปัญหาว่าเมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว แล้วก็ทอดทิ้งกันเสร็จแล้ว เด็กก็เป็นภาระของสังคมก็คืออยู่ในความดูแลของปู่ย่า ตายาย ต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ เราก็จะต้องสร้างจิตสํานึกของความที่คนเราถ้าจะมีลูกนะคะ เพราะฉะนั้นจิตสํานึก ของความเป็นพ่อแม่ของความเป็นครอบครัวเขาจะต้องมีหน้าที่ดูแลสมาชิกครอบครัว แต่ไม่ใช่ว่าสร้างให้เด็กและเยาวชนเกิดมาแล้วเขาก็ทอดทิ้ง แล้วก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น หรือเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะต้องมารับภาระต่อ ก็อยากจะฝากไว้ในประเด็นของมาตรา ๔๖ ไว้ ว่าทําอย่างไรจะบรรจุทั้งในเรื่องตรงนี้สิทธิเขียนไว้ แต่ว่าอยากจะบรรจุในเรื่องของหน้าที่ ของครอบครัวที่จะต้องมีหน้าที่ดูแลสมาชิกให้เป็นพลเมืองดีด้วยค่ะ
ส่วนสุดท้ายนี้นะคะ เป็นความเป็นห่วงความเป็นห่วงจากทั้งในภาคประชาชน ในพื้นที่เองนะคะ ก็มีความเป็นห่วงว่ารัฐธรรมนูญเขียนดีแล้ว ให้โอกาสพวกเขาแล้วนะคะ แต่ว่ากลไกของการที่จะต่อเนื่องที่จะทําให้มันเกิดเป็นรูปธรรม เกิดเป็นความเป็นจริงตามที่ รัฐธรรมนูญเขียนไว้นั้นมันจะมีได้มากน้อยแค่ไหน ดิฉันเองสนับสนุนนะคะให้มีคณะกรรมการ ปฏิรูปสังคมที่ได้เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลนะคะ คือไม่อยากให้สังคมหรือว่าให้ใครมองไป เรื่องของการสืบทอดอํานาจ แต่ดิฉันว่ามันเป็นสิ่งจําเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการหรือ กระบวนการที่จะทําให้เกิดการที่จะสามารถให้รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้มันสามารถได้ดําเนินต่อไป โดยความเป็นจริงในภาคของการปฏิบัติ เพราะว่าเราเจอปัญหามากในพื้นที่ในระดับชาติ อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่สวยหรู แต่ว่าจริง ๆ แล้วเมื่อท่านมองลงไป เมื่อมันแปลงเป็นแผนปฏิบัติแล้วมันเจอปัญหาอย่างมากมันต้องอาศัยกระบวนการปฏิรูป ดิฉันต้องเรียนได้อย่างเดียวว่าต้องอาศัยกระบวนการปฏิรูปทั้งระบบราชการ ปฏิรูประบบ การทํางาน ต้องสร้างการบูรณาการในพื้นที่ให้ได้รวมไปถึงในเรื่องของกระบวนการจัดการ ด้านงบประมาณมันจะไปด้วยกันหมด เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งเหล่านี้มันไม่มีกระบวนการ มันไม่มี คณะที่จะมาจัดการให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ ดิฉันว่าก็น่าเสียดายว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ก็อาจจะไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้นะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ จากการที่กระผมได้ติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่าง มาโดยตลอด จนกระทั่งถึงวันนี้ กระผม นายไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องขอขอบคุณและชมเชยท่านประธานและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก ที่ได้ใช้ความเพียรพยายามในการที่สามารถจัดทําร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกนี้แล้วเสร็จ ตามกรอบเวลาและกําหนดเวลาที่กําหนด ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่ง จนกระทั่งท่านได้นําเสนอ ต่อสภาของเราในเช้าวันนี้ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น โดยภาพรวมแล้วกระผมคิดว่า เป็นภาพรวมที่ต้องยอมรับนะครับว่ามีสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ แล้วก็เป็นที่น่าจะยอมรับได้ เป็นส่วนมากนะครับ ได้มีการนําเอาจุดเด่นของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ มาไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหลาย ๆ เรื่อง แล้วก็ยังได้มีการนําเอาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราทั้ง ๒๔๖ ประเด็น ซึ่งเราได้รวบรวมจัดทําส่งไปให้นํามาบรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อเช้าท่านประธานก็รายงานว่าเป็นส่วนมากเลยเกือบร้อยละ ๙๐ ในหลายเรื่องหลายประเด็น อาจจะใกล้เคียงกันบ้าง อะไรบ้าง ตรงประเด็นบ้าง นอกเหนือจากนั้น ซึ่งในการที่ว่ามีประเด็นใดอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมก็อยากจะขอให้ท่านได้เปิดดูในเอกสาร ของคณะกรรมาธิการสรุปผลการดําเนินงานการติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกระผมเองเป็นประธาน และคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการเราได้จัดทําไว้ ชัดเจนมาก เปรียบเทียบปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ รวมทั้งได้ชี้ประเด็นที่ได้นําบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากนั้นก็ยังทําดัชนีค้นเรื่องเอาไว้ท้ายเล่มด้วย ซึ่งสะดวกต่อการค้นมาก เมื่อเช้าก็ยัง ดีใจครับ ท่าน สปช. วินัยได้อ้างอิงว่าคําว่า คํานั้น คํานี้ มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เท่านี้ จํานวนอะไรต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี แสดงว่าได้ใช้ประโยชน์แล้ว ที่สําคัญที่สุดในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ยังได้กําหนดเจตนารมณ์ไว้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม และนําชาติมาสู่สันติสุข และหวังว่าคงจะมีอยากจะให้เป็นไปตามที่ได้มุ่งหวังในเจตนารมณ์นั้น อย่างไรก็ตามกระผม ได้พิจารณาโดยละเอียดรอบคอบแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค ๑ นี้ ก็ยังมีข้อคิดเห็น และข้อสังเกตบางประการ ซึ่งจะใคร่ขอให้ข้อคิดเห็นในภาค ๑ หมวด ๒ ส่วนที่ ๑ ความเป็นพลเมือง และหน้าที่พลเมืองไทย เฉพาะตอนที่ ๒ สิทธิมนุษยชนตามมาตรา ๓๔ ตอนที่ ๓ สิทธิพลเมือง ตามมาตรา ๖๒ และส่วนที่ ๔ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบตามมาตรา ๗๑ โดยมีข้อคิดเห็น และข้อสังเกตโดยสรุปดังนี้
ประการแรกในมาตรา ๓๔ อันนี้กําหนดไว้ดีมากในวรรคแรก บุคคลย่อมเสมอกัน ในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิ และเสรีภาพเท่าเทียมกันนะครับ แต่พอมามาตรา ๒ ในส่วนที่บอกว่าการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ เพศสภาพ ขีดเส้นใต้ ๓ เส้นนะครับ อายุ ความพิการ สภาพทางกาย สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็น ทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ อันนี้เห็นด้วย เป็นส่วนใหญ่เลยว่าไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังติดใจในเรื่องเพศสภาพทําไมจะต้องกําหนดไว้ด้วย ในเมื่อเราบอกว่าเรามีชายและหญิง และเพศสภาพนี้ก็คงจะมีจํานวนน้อย กฎหมายมันต้อง ใช้กับคนส่วนใหญ่ ปี ๒๕๕๐ ผมจําได้ผมเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเราเถียงกันเรื่องนี้ อยู่หลายวัน ในท้ายที่สุดลงมติไม่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าถ้าจะจํากัดขอบเขตเพียงว่า การไม่เลือกปฏิบัติก็น่าจะยอมรับได้ แต่ถ้าจะไปบอกว่าเมื่อไม่เลือกปฏิบัติแล้วจะต้องไปแก้ กฎหมายระเบียบต่าง ๆ ให้เท่าเทียมกันเพื่อให้ปฏิบัติได้เหมือนกันอะไรต่าง ๆ ตรงนั้นละครับ จะนําความยุ่งยาก การแก้กฎหมายอะไรอีกมากมายก่ายกองอะไรที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติ ต่าง ๆ แบบฟอร์ม แบบพิมพ์อะไรต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าฝากไว้เป็นข้อสังเกตเป็นกรณีพิเศษว่า สมควรจะยังมีคํานี้อยู่ในบทมาตรานี้หรือไม่ หรือควรจะนําออกไปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น อันนี้เป็นประเด็นแรกครับ
ในประเด็นที่ ๒ มาตรา ๖๒ ในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองอันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองนี้ ในมาตรา ๖๒ วรรคสาม ได้กําหนดเอาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและแผนอื่น การเวนคืน อสังหาริมทรัพย์ การผังเมือง การกําหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการตรากฎหมาย หรือการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสําคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ขีดเส้นใต้ ๓ เส้นเช่นเดียวกันตรงนี้นะครับ ก่อนดําเนินการเพื่อนําความคิดเห็นนั้นไปประกอบการพิจารณา โดยให้คํานึงถึงพื้นที่ ทางประวัติศาสตร์และพื้นที่ทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่ดีครับที่ได้สอบถามความคิดเห็นของ ประชาชน แต่ในแต่ละเรื่องนั้นท่านดูสิครับมีตั้งหลายเรื่องเลย แม้กระทั่งการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ วางแผนเศรษฐกิจอะไรทุกอย่าง ถ้าจะต้องทําประชามติในทุกเรื่องและ อย่างกว้างขวางและอย่างทั่วถึงด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากมากไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน แทบจะจัดทําแผนงานโครงการอะไรได้ค่อนข้างจะลําบากมาก เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ กระผมจึงอยากจะขอเพิ่มเติมให้ท่านกรรมาธิการได้จดเป็นประเด็นไปเลยนะครับว่า อยากจะขอให้มันจํากัดกรอบลงมาสักนิดหนึ่งเพื่อที่จะทําอะไรได้บ้าง ไม่ว่าภาคราชการหรือ ภาคเอกชนที่จะไปทําแผนงานโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยจะขอเพิ่มข้อความในส่วนที่ ว่าด้วยการกําหนดที่จะต้องไปทํากระบวนการรับฟังความคิดเห็นบอกว่าเรื่องที่ควรจะต้อง ไปออกมีที่จะทํากระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสําคัญของ ประชาชน ผมขอเติมคําว่า ส่วนใหญ่ คน ๑๐๐ คน เห็นด้วย ๙๘ คน อีก ๒ คน ไม่เห็นด้วยนี่ ยุ่งแล้วนะครับ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมากเรื่องกว่านั้น เพราะฉะนั้นเติมคําว่าส่วนใหญ่เข้าไป ตรงนี้นะครับ ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เปลี่ยนคําว่า อย่างทั่วถึง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้จะไปทําทั่วถึงทุกพื้นที่ ทุกตําบล ทุกหมู่บ้าน ทุกหลังคาเรือนครับ เปลี่ยนเป็นว่า อย่างกว้างขวาง มันก็ทําได้นะ กว้างขวางหน่อยมันจะกว้างเท่าไร จะหมด ไม่หมด จะครบ ไม่ครบก็เป็นประเด็นที่จะต้องไปตีความกัน ขอเพิ่มเติมตรงนี้และเพิ่มเติมต่อไปว่า อย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการเพื่อนําความคิดเห็นนั้นไปประกอบการพิจารณา โดยให้คํานึงถึง พื้นที่ทางประวัติศาสตร์และพื้นที่ทางวัฒนธรรม และ เพิ่มเติมอีกนะครับ และประโยชน์ หรือส่วนได้เสียของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสําคัญ ต้องเอาประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักนะครับ จะตัดถนนเส้นนี้ จะขุดคลองส่งน้ําตรงนี้บอกคนส่วนน้อยไม่เห็นด้วยประสบการณ์ของผม จากที่ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีชลประทานขนาดใหญ่จะขุดคลองส่งน้ําไป มีคนเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ครึกโครมเลย ผมจัดให้มีการประชุมราษฎร ๓ อําเภอเป็นหมื่นคน แล้วก็พูดชี้แจงอะไรต่าง ๆ เสร็จแล้วถามประชามติในที่ประชุมนั้นเลย ประชาพิจารณ์ ในที่ประชุมนั้นเลยว่าใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย ผมให้ออกมาพูดก่อนทั้ง ๒ ฝ่ายที่สนับสนุน ใครไม่เห็นด้วยกับการขุดคูคลองส่งน้ําแห่งนี้ยกมืออยู่ ๗ คน เป็นผู้ช่วย ส.ส. เป็นครู เป็นผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ชาวบ้าน ๗ คน ใครเห็นว่าควรจะขุดคูคลองส่งน้ําแห่งนี้มีงบประมาณแล้ว ๗๐ ล้านบาท ยกมือกันพรึบเลย เห็นไหมครับ บางครั้ง บางคราว บางทีมันก็เป็นอย่างที่ว่า คือคนไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอยู่ดีเพราะว่าไปผ่านที่ผ่านทางเขา อะไรเขา เพราะฉะนั้น ประโยชน์ส่วนใหญ่ต้องมาก่อนส่วนได้เสีย กระผมขอเน้นในเรื่องนี้เป็นพิเศษเพื่อที่เราจะได้ ถ้าดําเนินการตามโครงการต่าง ๆ ไปได้ความคิดเห็นของประชาชนนั้นผมคิดว่าเราถือหลัก ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักน่าจะเหมาะสมกว่าที่ว่าต้องกระทําอย่างทั่วถึงและ มีคนคัดค้านก็ทําอะไรไม่ได้เลย
ในประเด็นสุดท้าย กระผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ได้มีการพูดกันหลายท่านแล้ว การที่เรามีเจตนาที่จะให้มีสมัชชาพลเมืองระดับจังหวัด ในมาตรา ๒๑๕ โยงไปทางโน้น หน่อยนะครับ แล้วก็มีในเรื่องของสภาการตรวจสอบในมาตรา ๗๑ เป็นเรื่องที่ดีครับ ที่เราจะมีการตรวจสอบการทุจริต การดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตามมาตรา ๗๑ ในเรื่องนั้น ๆ ต่าง ๆ ไม่ขัดข้องเลยนะครับ แต่ผมเห็นว่ามันจะมีปัญหาเหมือนกันในทางปฏิบัติ เพราะในพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดหนึ่ง ในเขตเทศบาลหนึ่ง อบต. หนึ่ง อะไรก็สุดแล้วแต่จะต้องไม่ลืมว่าเรามีสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งแล้วตั้งสภานี้ขึ้นมา มันสับสนแน่นอน สภาไหนมันจะใหญ่กว่ากัน เพราะฉะนั้นเอาเป็นสภาพลเมืองระดับจังหวัดอันเดียวได้ไหม แล้วทําหน้าที่ทั้งในเรื่องของ การเข้าไปมีส่วนกําหนดนโยบาย แผนงาน โครงการอะไรต่าง ๆ รวมทั้งติดตามตรวจสอบ ตรงนี้ด้วย แต่ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นสภาการตรวจสอบ เรียกสมัชชาการตรวจสอบ หรือประชาคมเพื่อการตรวจสอบหรืออะไรก็สุดแล้วแต่นะครับ มันเป็นเนกาทีฟ มากกว่า ที่จะโพซิทีฟ (Positive) เหมือนจะไปจับผิดก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้เป็นพิเศษด้วย กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอุบล หลิมสกุล ค่ะ ท่านจะใช้เวลา ๒๐ นาที ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอุบล หลิมสกุล สปช. จะขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ในภาค ๑ หมวด ๒ ประชาชน ตอนที่ ๓ สิทธิพลเมือง ในมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคหก และมาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง ในฐานะที่ดิฉันได้ทํางานด้านสังคมและสวัสดิการสังคมมาโดยตลอด ในภาพรวมดิฉัน ขอชื่นชมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คณะผู้ร่างได้เพิ่มพูนสิทธิให้พลเมือง และมุ่งสร้างให้ พลเมืองเป็นใหญ่ รวมทั้งได้เน้นเรื่องงานสวัสดิการสังคมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส รวมทั้ง เรื่องครอบครัวที่เป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด แต่สําคัญที่สุดกับชีวิตของคนซึ่งประเด็นหลังนี้ ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดเอ่ยถึง ท่านประธานที่เคารพ แม้ว่าดิฉันจะขออภิปรายในเรื่อง สิทธิพลเมืองในหมวด ๒ ประชาชน ภาค ๑ และมาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง แต่เรื่องที่จะอภิปรายนั้น มีประเด็นเชื่อมโยงไปยังภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และหมวด ๒ ภาค ๔ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม จึงใคร่ขออนุญาตท่านประธาน ที่จะขออภิปรายเชื่อมโยงประเด็นที่มีความสัมพันธ์กันใน ๓ หมวด โดยใช้เวลาที่มี ในคราวเดียวคือ ๒๐ นาทีนี้ โดยขอเริ่มต้นในเรื่องสิทธิพลเมือง ในมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่าครอบครัวย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือจากรัฐให้อยู่ร่วมกัน อย่างเป็นปึกแผ่นและเป็นสุข และมีมาตรฐานการดํารงชีวิตที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในวรรคนี้ขอโยงไปสู่มาตรา ๘๕ ของหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ว่ารัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็ก และเยาวชนให้มีความสมบูรณ์ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมและจริยธรรม เสริมสร้างพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของสถาบันครอบครัวและมีข้อความตามมาอีกมาก ขอไม่เอ่ยถึงทั้งหมดนะคะ หากเอ่ยถึงคําว่า ครอบครัว ในทางสังคมวิทยานั้น ครอบครัวจะมี ทั้งสถานภาพสเตตัส (Status) และบทบาทคือโรล (Role) คําว่า ปึกแผ่นที่ปรากฏทั้ง ๒ มาตรานั้น เป็นการระบุถึงสถานภาพ อาทิแตกแยกหรือเป็นปึกแผ่นไม่ได้บอกถึงความสามารถในการ ทําบทบาทหน้าที่ หรือโรลของครอบครัว เช่น การมีรายได้เพียงพอ ความสามารถในการเลี้ยงดู ดูแลสมาชิก การสร้างสมาชิกเป็นพลเมืองของสังคม จึงเห็นควรเพิ่มเติมคําว่า เข้มแข็ง ความเข้มแข็ง ต่อท้ายคําว่า ความเป็นปึกแผ่นเพื่อเน้นบทบาทการทําหน้าที่ของครอบครัว ท่านประธานคะ เราคุ้นชินว่าครอบครัวนั้นประกอบด้วยพ่อแม่ ลูก หรือปู่ย่า ตายาย เป็นครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวขยายตามลําดับ หรือครอบครัวผสม คือครอบครัว ที่แต่งงานใหม่มีครอบครัวเดิมอยู่ก่อนแล้ว ทุกวันนี้สถาบันครอบครัวกําลังเปลี่ยนแปลง ครอบครัวจํานวนมากทั้งในเมืองและชนบท กําลังเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและความสัมพันธ์ ประเภทพ่อไปทาง แม่ไปทาง ทิ้งลูกไว้กับปู่ย่าตายาย อยู่กับญาติบ้างหรือผู้อื่นช่วยดูแล จากการสํารวจของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีครอบครัว ประเภทหนึ่งในทางสังคมศาสตร์เรียกว่า ครอบครัวแหว่งกลางสกิพ แฟมมิลี (Skip family) คือมีแต่ปู่ย่าตายายอยู่กับหลานถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ ของครัวเรือนทั้งหมด อันนี้คือตัวเลขของปี ๒๕๕๒ และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ยังมีตัวเลขที่เด็กอยู่กับแม่ เพียงลําพัง หรือซิงเกิล มัม (Single mom) ซิงเกิล พาเรนท์ (Single parent) ที่มีสัดส่วนอยู่ ระหว่าง ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเหล่านี้ต้องการการจัดการองค์ความรู้ครอบครัวแบบใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีนโยบายในระดับชาติ ในวรรคนี้จะต้องมีการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ คงต้องยอมรับสถานการณ์และแนวโน้มที่เปลี่ยนไปของครอบครัวไทยด้วยในการตรากฎหมาย
ถัดมาเป็นมาตรา ๔๖ ในวรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ว่ามารดาย่อมมีสิทธิได้รับ ความคุ้มครองเป็นพิเศษ และได้รับการสวัสดิการสังคมตามสมควรจากรัฐและนายจ้างก่อน และหลังการให้กําเนิดบุตร ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ นอกจากคุณประดิษฐ์แล้วดิฉันก็ชื่นใจ และชอบกับวรรคนี้มากเลยนะคะ วรรคนี้เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่ที่สอดคล้องกับกติกา ระหว่างประเทศที่จะให้มารดาได้รับการคุ้มครองพิเศษระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด จริง ๆ แล้ววรรคนี้ถ้ามองไปลึก ๆ เป็นการคุ้มครองสิทธิทารกในครรภ์มารดาด้วย ที่ดิฉัน ชื่นใจมากเพราะว่าดิฉันเองนั้นทํางานด้านสังคมในชีวิตราชการมาครึ่งหนึ่งของชีวิตที่ต้อง คลุกคลีกับปัญหาที่มีต้นทางมาจากครอบครัว สิ่งที่ระบุในวรรคนี้คือระยะก่อนคลอดและ หลังคลอด ในระยะก่อนคลอดนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรได้ฝากครรภ์อย่างน้อย ๔ ครั้ง ระยะ ๑-๖ เดือน ระยะ ๗ เดือน ๘ เดือนและ ๙ เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกเป็นช่วง ที่มีพัฒนาการของทารกในครรภ์เร็วมาก เพราะสมองเด็กจะมีการพัฒนาตั้งแต่ครรภ์อายุ ๔ สัปดาห์ มีข้อมูลว่าหญิงที่ไม่มีการฝากครรภ์มีถึง ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ระบบสาธารณสุข ของเราถ้วนหน้า และไม่มาฝากครรภ์ก่อน ๑๒ สัปดาห์มีถึง ๒๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีผลต่อสุขภาพของแม่และเด็กมาก สาเหตุที่ไม่มาฝากครรภ์นั้นไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ มีภาระงานมาก เรื่องของเศรษฐกิจ การคมนาคม โดยเฉพาะภาระงานและเศรษฐกิจ เช่นเป็นลูกจ้างรายวัน ถ้าไปโรงพยาบาลก็จะเสียรายได้ของวันนั้นไป ไม่ต้องพูดถึงแรงงานนอกระบบที่จะเป็น แม่ค้าหาบเร่แผงลอยอะไรต่าง ๆ หรือแม้แต่การลาคลอด ลูกจ้างในสถานประกอบการ จะไม่พยายามลาก่อนคลอดเพื่อจะได้เก็บวันไว้ลาหลังคลอดได้มาก ๆ ส่วนระยะหลังคลอด แม่ควรได้ให้นมลูกจนถึงอายุ ๖ เดือนเป็นอย่างน้อย ข้อมูลจากกรมอนามัยพบว่าแม่ส่วนใหญ่ ทํางานเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าครึ่งหนึ่งทํางานนอกบ้าน ส่วนการเลี้ยงดูนั้นครึ่งหนึ่ง ของเด็กพ่อแม่เลี้ยงเอง อีกส่วนหนึ่งส่งไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงดู มีตัวเลขอีกว่าเด็กไทย มีพัฒนาการที่ปกติ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาด้านพัฒนาการ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดยสรุปไม่ได้เกิดมา มีปัญหา แต่คุณภาพการดูแลหลังเกิดต่างหากที่ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ํากว่า ๓ ปี หากมีพัฒนาการทางด้านภาษาก็เป็นการปิดหน้าต่างของโอกาสในการเรียนรู้และ พัฒนาที่สําคัญในช่วงชีวิตต่อ ๆ มา ในการตรากฎหมายประกอบในส่วนนี้ดิฉันจึงขอให้ มีการคํานึงถึงเรื่องเหล่านี้โดยมีคําสําคัญอยู่ ๓ คํา เรื่องของเวลา เรื่องของรายได้ เรื่องของบริการ เรื่องของเวลานั้นทําอย่างไรให้พ่อแม่มีเวลาดูแลลูกเอง เรื่องรายได้ หากมีปัญหาเรื่องรายได้ ควรมีการหนุนช่วยก่อนคลอดและหลังคลอดอย่างไร บริการที่จะเป็นบริการทางเลือกในกรณี ที่พ่อแม่ไม่มีความพร้อมหรือครอบครัวไม่มีความพร้อม เช่น การให้คําแนะนํา ให้ความรู้ สําหรับพ่อแม่ที่ไม่พร้อม หรือศูนย์เด็กเล็กที่มีมาตรฐานเหล่านี้เป็นต้น
มาตรา ๔๖ อีกวรรคหนึ่งคือวรรคหก เด็ก เยาวชน สตรี บุคคลมีอายุเกิน ๖๐ ปี และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพย่อมมีสิทธิได้รับ สวัสดิการสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ดิฉันมีข้อคิดเห็นว่าในรัฐธรรมนูญไม่ควรระบุบุคคลซึ่งมีอายุเกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์ว่าเป็นผู้สูงอายุ อย่างที่สมาชิกทุกท่านทราบดีขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ เอจจิง โซไซตี (Aging society) แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ อายุไขเฉลี่ยของคนไทยก็สูงขึ้น ขณะนี้โดยเฉลี่ย คือ ๗๕ ปี เราพูดถึงการขยายอายุเกษียณ เราพูดถึงการขยายอายุการทํางาน ฉะนั้นเพื่อจะ ไม่ได้ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อมีการนิยามความหมายผู้สูงอายุใหม่ จึงเห็นควรไป ระบุอายุว่าเท่าใดเป็นผู้สูงอายุในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญน่าจะดีกว่า มีข้อสังเกตว่า ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๘๕ ที่พูดถึงเรื่องการพัฒนาระบบหลักประกันรายได้ และสวัสดิการอื่นสําหรับผู้สูงอายุไม่ได้ระบุอายุไว้เลย ในวรรคนี้มีการสรุปเจตนารมณ์ว่า ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพนั้น มิได้มีเจตนารมณ์เป็นการสงเคราะห์แก่ผู้สูงอายุทุกคน แต่ให้แก่ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ เพื่อให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้ อย่างสมศักดิ์ศรี และสมแก่ฐานานุรูป ในฐานะที่ดิฉันมีส่วนในการจัดทําโครงการเบี้ยยังชีพ สมัยที่ยังอยู่ในราชการ พ.ศ. ๒๕๓๖ จนกระทั่งงานนี้ถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ. แผนขั้นตอนกระจายอํานาจ ขอเรียนว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นถือเป็นหลักประกัน รายได้แก่ผู้สูงอายุที่พัฒนามาจากการเป็นงานสงเคราะห์ที่ต้องคัดเลือกผู้สูงอายุที่มีรายได้ ไม่เพียงพอมารับเงินส่วนนี้ จนกระทั่งขณะนี้พัฒนามาเป็นสิทธิของผู้สูงอายุทุกคน ได้มีการแก้ไข พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ในปี ๒๕๕๐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจึงถือเสมือนเป็นบํานาญ ขั้นพื้นฐาน ขณะนี้มีผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพอยู่ ๗,๔๐๐,๐๐๐ คน งบประมาณที่ใช้อยู่ขณะนี้ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะคะ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้จึงมีคําถามว่าจะมีการจัดการ อย่างไรกับเรื่องนี้ รับต่อผิดกฎหมายหรือไม่ ตัดสิทธิเหล่านี้ทําได้หรือไม่ กรณีไม่ตัดสิทธิ ให้รับอย่างเก่า กลุ่มใหม่รับแบบใหม่ก็จะมีความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมในกลุ่มผู้สูงอายุ ดิฉันเลยขอฝากประเด็นนี้ยังไปกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะคะ เมื่อพูดถึงเรื่องผู้สูงอายุ ดิฉันขอโยงไปสู่มาตรา ๙๐ ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่บัญญัติไว้ว่ารัฐต้อง ส่งเสริมให้ประชาชนวัยทํางานและแรงงานสูงวัยมีงานทําที่เหมาะสมและมีข้อความอื่น อีกมากขอไม่พูดถึง คําว่า แรงงานสูงวัย ในที่นี้มีคําอธิบายในเจตนารมณ์ว่าเพิ่มแรงงานสูงวัย ให้มีงานทําที่เหมาะสมกับวัย มิใช่สงเคราะห์ผู้สูงอายุแต่เพียงอย่างเดียว ดิฉันมีข้อคิดเห็นว่า ในเมื่อตั้งใจจะให้หมายถึงผู้สูงอายุแต่ใช้คําว่า สูงวัย เกรงว่าจะขาดความชัดเจน เพราะในวงการ แรงงานนั้นอายุเกิน ๔๕ ปีก็ถือเป็นแรงงานสูงวัยแล้ว จึงควรแก้ไขเป็นผู้สูงอายุไปตรง ๆ คําอธิบายในเจตนารมณ์หากจะเปลี่ยนถ้อยคําว่า ให้ผู้สูงอายุได้ทํางานที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้มีรายได้และเป็นการเสริมสร้างคุณค่าทางจิตใจแก่ผู้สูงอายุ อะไรทํานองนี้ก็ดูจะเป็น โพซิทีฟ ธิงคิง (Positive thinking) มากกว่าถ้อยคําเดิมนะคะ ซึ่งฟังดูเสมือนการเป็นผู้สูงอายุนั้น ต้องเป็นผู้รับการสงเคราะห์แต่เพียงอย่างเดียว ถ้ามาอีกมาตราหนึ่งในสิทธิพลเมือง มาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิเท่าเทียมในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพและ หลากหลายอย่างทั่วถึง เพื่อการพัฒนาตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ความถนัด และศักยภาพของแต่ละบุคคลตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและ สายอาชีพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ ในฐานะที่ดิฉันเป็นกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องของคน และสังคม และขณะนี้ในชุดที่ดิฉันเป็นประธานอยู่นั้นกําลังศึกษาเรื่องระบบสวัสดิการ เพื่อเด็กปฐมวัย จึงขอโยงมาตรานี้ไปสู่มาตรา ๒๘๖ หมวดปฏิรูป ที่พูดถึงการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการพัฒนาคน ให้เป็นพลเมืองดีมีความรู้ความสามารถ ในวรรคสาม ข้อ ๓ มีเนื้อหาว่า ปรับปรุงระบบการพัฒนา เด็กปฐมวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยยกระดับความรู้ให้กับผู้เลี้ยงดูให้มีสมรรถนะและ สัมพันธภาพที่เหมาะสมในการเลี้ยงดูเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ให้เกิดการพัฒนาการที่สมบูรณ์ มีความพร้อมเพื่อการเรียนรู้ทั้งด้านกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม และยังขอเชื่อมโยง ต่อไปยังหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๘๙ ที่มีการกล่าวถึงระบบการคลังเพื่อสังคม ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ที่ผ่านมายังมีความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมอยู่อีกมาก ในการลงทุนในคน โดยเฉพาะกับเด็กปฐมวัย ซึ่งดิฉันได้อภิปรายไปแล้วว่า ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่ สําคัญที่สุดของชีวิตของคนคนนั้น ที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมในการพัฒนา ทุนมนุษย์ ดิฉันขอยกตัวเลขให้ดูเป็นกรณีศึกษานะค่ะ ประเทศไทยมีการลงทุนในเด็กปฐมวัย ค่อนข้างน้อยเพียงร้อยละ ๑๒ เฉลี่ยอยู่ที่คนละ ๒๓,๒๘๒ บาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น งบอุดหนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะคะ ประถมศึกษาร้อยละ ๕๔ อยู่ที่คนละ ๓๗,๑๙๔ บาทต่อปี มัธยมศึกษาร้อยละ ๒๙ อยู่ที่คนละ ๒๖,๓๓๒ บาทต่อปี หากเทียบการลงทุนของสากลนั้นระดับปฐมวัยอยู่ที่ร้อยละ ๒๔ ประถมศึกษาร้อยละ ๓๖ มัธยมศึกษาร้อยละ ๔๑ อันนี้เป็นข้อมูลจากมหาวิทยาลัยนเรศวร อีกกรณีหนึ่งนะคะ เรื่องความเหลื่อมล้ํา ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการเพื่อคุ้มครองสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เช่น รักษาฟรีถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้พิการถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า ๗-๑๘ ปี เรียนฟรีถ้วนหน้า แต่สําหรับเด็กปฐมวัยรัฐยังไม่มีการลงทุนสักเท่าใดเลย เงินอุดหนุน เพื่อการเลี้ยงดูเด็กที่เราเรียกว่า ชายด์ ซัพพอร์ท แกรนท์ (Chine support grant) ซึ่งเป็น ความพยายามของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มานาน เพิ่งผ่าน ครม. ไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง แต่เป็นการให้โดยการคัดกรองจากครอบครัวยากจนไม่ได้ให้ ถ้วนหน้านะคะ เราจึงพบว่าเด็กไทยไอคิวเฉลี่ยต่ํากว่าค่ากลางมาตรฐาน มีนักเศรษฐศาสตร์ คนหนึ่งโปรเฟสเซอร์ (Professor) เจมส์ เจเฮกแเมนท์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้รับรางวัล โนเบล ไพร์ซ (Nobel Prize) ด้านเศรษฐศาสตร์และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้ศึกษาวิจัย ไว้ว่าการลงทุนในชีวิตเด็กวัยนี้มีผลตอบแทนกลับมา ๗ เท่า ระบบการเงิน การคลังเพื่อสังคม ที่ได้บัญญัติไว้นั้นควรจะให้ความสําคัญกับเรื่องเหล่านี้ เราคงจะได้มีพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของเรา ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ที่อภิปรายมานี้ก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ ในรัฐธรรมนูญ ที่ส่วนใหญ่สมบูรณ์อยู่แล้ว ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมใคร่ขอเสนอความเห็นในหมวด ๒ ว่าด้วยประชาชน และส่วนที่ ๑ เรื่องความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง นับเป็นครั้งแรกนะครับ ของประเทศไทยเราที่มีการนําเอาคําว่า ความเป็นพลเมืองมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่ในมาตรา ๒๖ ในฐานะที่ผมเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ โดยส่วนตัวแล้ว ดีใจมากครับที่ได้มีการนําเอาเรื่องนี้ซึ่งเราพูดกันมานานในวงวิชาการ เอามากําหนดเป็น ความคิดหลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่จะทําให้ประชาชน ใช้คําว่า เป็นใหญ่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจของประชาธิปไตยสมัยใหม่ในโลกปัจจุบัน และเป็นของประเทศไทย อนาคตประชาธิปไตยไทยด้วยนะครับ เนื่องจากว่าถ้าคนเราไม่มีจิตใจ ไม่มีวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตยแล้วก็คงจะยากที่ระบบการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะมีความยั่งยืน คําว่า ความเป็นพลเมือง นี้ เป็นคําและเป็น แนวความคิดที่มีความหมายเฉพาะตัวนะครับ มันเป็นคําและเป็นแนวความคิดที่ถูกสร้างมา จากการวิจัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ช่วงต้นของทศวรรษ ที่ ๑๙๖๐ ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยเยลที่มีกลุ่มนักวิชาการที่พยายามค้นหาคําตอบว่า วัฒนธรรมการเมืองแบบใด ความเชื่อ ค่านิยม บุคลิกภาพทางการเมืองแบบใดที่เอื้อต่อ เสถียรภาพของประชาธิปไตย เมื่อค้นพบว่างานวิจัยได้บ่งบอกว่าต้องมีสภาพของความเป็น พลเมือง มีวัฒนธรรมการเมืองแบบพลเมืองไม่ใช่แบบไพร่ฟ้า แล้วก็มีการพูดถึงการออกแบบ การศึกษาทางการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้วก็ได้ไปแพร่หลายอยู่ หลายประเทศทั้งประเทศญี่ปุ่น และประเทศเยอรมนี รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่รับเอาความคิดนี้ไป ประเทศไทยเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่รับอิทธิพลความคิดนี้มาอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็หนาแน่นมากขึ้น ในระยะหลังนะครับ ความเป็นพลเมืองมันเป็นชุดความคิดที่เราต้องกําหนดขึ้นมาเองนะครับ หมายถึงว่าต้องมองเข้าใจบริบทสังคมไทยแล้วก็ต้องออกแบบขึ้นมาว่าเราควรจะอธิบาย หรือให้คําจํากัดความชุดความคิด ความเชื่อ ค่านิยมอย่างนี้นะครับ ในของสังคมไทยเรานี้ ในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร จริงอยู่ก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการที่กําหนดไว้อย่างเช่นที่บัญญัติไว้ ในวรรคสอง วรรคสามของมาตรา ๒๖ นี้ ก็ถือว่าพอใช้ได้แล้วนะครับ แต่ว่าอยากจะให้ ความเห็นว่ามันไม่ได้หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น มันมีความเป็นพลวัต ซึ่งจะต้องคิดกันว่าจะทํา อย่างไรต่อไปให้เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจํากันได้ นักรัฐศาสตร์อเมริกันซึ่งเสียชีวิตไปแล้วคือ ซามูเอล ฮันติงตัน ในหนังสือที่เขาเขียนเรื่อง The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order นี้นะครับ เมื่อปี ๒๐๑๑ นี้ เขาก็ได้เขียนในเชิงให้ข้อคิดหรือ ในเชิงเตือนไว้ว่าชนเผ่าที่ไม่ใช่คอร์เคเชียน (Caucasian) ไม่มีทางที่มีประชาธิปไตยแบบตะวันตก ที่พวกอังกฤษมี อเมริกามีได้ นั่นเป็นการบ่งบอกว่าประชาธิปไตยที่เรากําลังพูดถึงเราต้องสร้าง ให้มันเหมาะสมกับสังคมวิทยาเศรษฐศาสตร์และการเมืองของบ้านเราครับ สถาบันพระปกเกล้าเอง ก็ได้ทํางานวิจัยเรื่องนี้และได้นําเสนอในการประชุมวิชาการเมื่อปี ๒๕๕๗ คือการพยายาม ค้นหาคุณลักษณะระดับของความเป็นพลเมืองของคนไทย ซึ่งก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เราต้องการการวิจัยอย่างนี้อีกมาก ๆ เพื่อเป็นฐาน เพื่อจะทําให้มาตรา ๒๖ ของเราที่ได้ กําหนดขึ้นมานี้ ที่จะกําหนดถึงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบตลอดจนอะไรต่าง ๆ นั้น มันเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้นนะครับ ในเรื่องนี้ผมเองได้กล่าวไปแล้วว่าวรรคสองที่ได้ให้ ความหมาย คํานิยาม ความเป็นพลเมืองก็ครอบคลุมดี แต่เนื่องจากว่าความเป็นพลเมือง มันเป็นคํากลาง ถ้าหากเราไม่ทําให้มันเฉพาะเจาะจงเสียอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนก็ได้ จึงมีข้อเสนอว่าเมื่อเริ่มต้นวรรคสองน่าจะเขียนว่าพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแล้วก็ต่อด้วย ข้อความต่าง ๆ เหล่านั้นนะครับ คือถ้ามาขึ้นวรรคสองว่าพลเมืองเฉย ๆ นี้ อาจจะตีความ ไปได้ต่าง ๆ นานา น่าจะกําหนดให้มันมีลักษณะเฉพาะไปเสียดังที่ผมได้ให้เหตุผลไปแล้วว่า มันเป็นคํากลาง เราต้องเติมความหมายเข้าไป เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นแล้วความเป็นพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตยรูปแบบอื่นก็มีได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่มี ไม่ได้แปลว่าความเป็นพลเมือง จะสงวนสิทธิไว้สําหรับระบอบประชาธิปไตยอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อความเป็นพลเมือง มันเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองชุดหนึ่งที่รัฐธรรมนูญนี้ได้กําหนดนิยามขึ้นและกําหนดในวรรค ต่อไปว่าให้รัฐมีหน้าที่เสริมสร้างให้เกิดขึ้น คําถามสําคัญอยู่ตรงนี้ จะทําอย่างไรให้มันเกิดขึ้น อันที่ ๒ ก็คือว่ารัฐจะทําฝ่ายเดียวไหวหรือ ถ้าเขียนลักษณะอย่างนี้นะครับ และการที่เขียน วรรคสุดท้ายนี้ ด้วยความเคารพ ผมคิดว่ามันอาจจะสั้นเกินไป เพราะว่าหัวใจใหญ่อยู่ที่มาตรานี้ แต่ว่าเขียนแค่ ๓-๔ วรรคสั้น ๆ แล้วก็จะนําไปสู่ข้อถกเถียงกันถ้าเป็นไปได้อยากจะให้เขียน ให้มันชัดเจนมากขึ้นนะครับ เพราะว่าประสบการณ์ในการสร้างความเป็นพลเมืองในประเทศ อย่างที่ผมเรียนไปแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศเยอรมัน ในประเทศญี่ปุ่นนั้น มันเป็นกระบวนการที่ทําอย่างต่อเนื่องครับ ถ้าใช้ภาษาอังกฤษคือมันเป็นโพรเซส (Process) มันไม่ได้เป็นอะไรที่หยุดนิ่งนะครับ แล้วก็มันเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ทุกสถาบันหลายองค์กรในภาคส่วนต่าง ๆ มาช่วยกันทําครับ รัฐอาจจะเป็นเจ้าภาพแต่ไม่ใช่ผู้จัดการเสียเอง เป็นผู้ทําหลายบทบาทนะครับ และอีกอย่างหนึ่ง เขาทําในประเทศเหล่านั้น ทําแบบที่เรียกว่า มูฟเมนท์ (Movement) การสร้างการเคลื่อน อย่างเป็นขบวนการ เป็นโพลิติคอล มูฟเมนท์ (Political Movement) ให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มันเป็นเรื่องสําคัญมากในมาตรา ๒๖ นี้ มันไม่ใช่เรื่องที่มาเขียนกันแล้วก็อ่านผ่าน ๆ แล้วก็ ไปกระโดดไปถามหาสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบคงจะไม่ค่อยอ่านเท่าไร แต่จะดูสิทธิมากกว่าแม้ว่าอยากจะให้ทําโน่นทํานี่ ผมเกรงว่าถ้าไม่เขียนในมาตรา ๒๖ นี้ ให้ชัดเสียแต่แรกนะครับ มันจะเสียสาระสําคัญไป ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่าถ้าเป็นไปได้ กรุณาพิจารณาเพิ่มอีกวรรคหนึ่งในวรรคสุดท้ายมาตรา ๒๖ ว่ารัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริมสนับสนุน ให้ครอบครัว ชุมชน สถาบันสังคม สถาบันการเมือง เศรษฐกิจ สื่อ และองค์กรสาธารณประโยชน์ ร่วมกันดําเนินการเสริมสร้างการเรียนรู้อบรมกล่อมเกลาทางการเมืองของประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามมาตรานี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านถัดไปนะครับ คุณโกวิท ศรีไพโรจน์ คุณประสาร มฤคพิทักษ์ คุณวีระศักดิ์ ภูครองหิน รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ และคุณเจน นําชัยศิริ เชิญคุณโกวิท ศรีไพโรจน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบคุณความปรารถนาดีของทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านนะครับ ที่กรุณาพยายามจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ครอบคลุมแล้วก็ให้เกียรติประชาชนในฐานะ พลเมือง แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมเองก็คงจะมีข้อสังเกตอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องในภาพรวมก่อน
ประการที่ ๑ ผมเองผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านท่านประธานว่ายังไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องของกองทัพในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ซึ่งกองทัพนั้นถ้าหากว่ามีอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่ใน ๒ ช่วง ถ้าผมจําไม่ผิด ช่วงแรกก็คือว่า ในส่วนที่ขึ้นตรงต่อองค์พระมหากษัตริย์ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อกองทัพมีหน้าที่ในการรักษา ความสงบเรียบร้อยแล้วก็ป้องกันขอบขัณฑสีมา ราชอาณาจักรของประเทศนั้น ส่งผลไปยัง พ.ร.บ. กลาโหม ซึ่ง พ.ร.บ. กลาโหม นี้ นายกรัฐมนตรีมานั่งอยู่ในตําแหน่งประธานสภา กลาโหม ซึ่งบางทีอาจจะไม่สอดคล้องกันนะครับ เพราะว่าในเรื่องของรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุ เรื่องกองทัพไว้โดยตรง นอกจากนั้นยังกระทบไปถึงหน่วยงานบางหน่วยงาน ขออนุญาต พาดพิงไปเลยนะครับว่าหน่วยงานบางหน่วยงานซึ่งไม่ควรที่จะให้ภาคการเมืองเข้าไป แทรกแซงโดยเฉพาะการที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองสามารถจะแทรกแซงหน่วยงาน ก็คือการงบประมาณนะครับ คราวนี้นี่นะครับ เนื่องจากว่าทางกองทัพไม่ควรจะต้องเข้าไปพึ่ง หรือเข้าไปเกี่ยวพันกับทางการเมืองโดยเฉพาะการงบประมาณก็ควรจะเสนอในภาพรวมว่า ไม่ว่ากองทัพหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรในกระบวนการยุติธรรม ศาล อัยการ หรือ การสอบสวน ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบกระบวนการทางการเมืองนั้น ไม่ควรจะผูกพันกับ พระราชบัญญัติงบประมาณ อาจจะเป็นไปได้ไหมครับที่อาจจะคํานวณเป็นอัตราร้อยละ ของรายได้แผ่นดินอันนี้ในเรื่องของในภาพรวมครับท่านประธานครับ
ประการที่ ๒ ครับตรงนี้ผมเองก็อาจจะซ้ําซ้อนกับท่านสมาชิกหลายท่าน ที่ได้อภิปรายไปแล้ว โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายแม่บทซึ่งควรจะให้ ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย ผมเข้าใจครับว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพยายาม เขียนให้ครอบคลุม แต่ว่าการครอบคลุมนั้นบางทีอาจจะใช้ตัวหนังสือซึ่งอาจจะมากเกินไป หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งอาจจะส่งผลให้ประชาชนอ่านรัฐธรรมนูญยากขึ้น ทําให้ ประชาชนเข้าถึงรัฐธรรมนูญยากขึ้น บทบัญญัติหลายมาตราอาจจะมีความซ้ําซ้อนกันมาก ในฐานะของผู้ที่อ่านกฎหมาย อาจจะมีความรู้สึกว่ามีถ้อยคําค่อนข้างจะฟุ่มเฟือยไปนะครับ ยกตัวอย่างในเฉพาะหมวด ๒ มาตรา ๒๕ วรรคสี่ มาตรา ๓๐ ทั้งมาตรา มาตรา ๓๒ วรรคสาม ตอนท้าย ค่อนข้างจะสับสน อ่านค่อนข้างจะยาก มาตรา ๓๔ วรรคสอง มาตรา ๕๔ วรรคสาม มาตรา ๗๐ อาจจะซ้ําซ้อนกับมาตรา ๖๙ เป็นต้น ควรจะใช้ถ้อยคําที่น่าจะกระชับได้มากกว่านี้ เพราะว่ากฎหมายอย่างไร ๆ ก็ต้องแปลความอยู่ดีครับ นอกจากนั้นในความเป็นพลเมือง พลเมืองนี้หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วเนื่องจากให้เกียรติประชาชน ผมเองมีข้อสังเกตอยู่ เรื่องหนึ่งว่าพลเมืองนั้นย่อมต้องเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เหตุการณ์ก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ก็มีประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด แต่ว่าการใช้สิทธินั้นมีการเรียกร้องสิทธิ และการใช้สิทธินั้นมีการใช้ในลักษณะที่ ผมขอใช้คําว่า บางคนอาจจะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การใช้สิทธิโดยฟุ่มเฟือยจนเกินไปก่อให้เกิดปัญหาของประเทศได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น เมื่อพลเมืองคือสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศ พลเมืองดังกล่าวต้องเป็นพลเมืองที่ใช้สิทธิ โดยสุจริต ถึงแม้ในรัฐธรรมนูญฉบับร่างฉบับนี้เขียนไว้ในหลายแห่งว่าการใช้สิทธิของพลเมือง ต้องใช้โดยสุจริตก็ตาม แต่ถ้าหากว่าเขียนให้ชัดไว้เลยว่าในการใช้สิทธิของพลเมือง ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องใช้สิทธิโดยสุจริต ผู้ใดใช้สิทธิโดยไม่สุจริตก็ไม่ควรได้รับการคุ้มครอง มันต้องมีสภาพบังคับในรัฐธรรมนูญนี่เป็นประเด็นหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีเรื่องของรายละเอียด ผมขออนุญาตไปโดยเร็วหลายประเด็นนะครับ
มาตรา ๒๗ เกี่ยวกับเรื่องของการรับราชการทหารครับท่านประธาน หน้าที่ ของพลเมืองคือรับราชการทหาร ซึ่งอาจจะแปลไปได้ว่าต่อไปนี้ผู้หญิงอาจจะต้องมา เกณฑ์ทหารด้วย ซึ่งดูแล้วตรงนี้ผมก็คงจะต้องให้เกียรติสุภาพสตรีว่าหน้าที่ของการป้องกันชาติ เป็นหน้าที่ของบุรุษเพศ แต่ถ้าผู้หญิงมีเจตจํานงต้องการจะเข้ามารับราชการทหารนี้ควรจะ เป็นความสมัครใจ ไม่ใช่เขียนเป็นหน้าที่ว่าพลเมืองมีหน้าที่
(๒) ป้องกันประเทศ รับราชการทหาร บางทีอาจจะแปลไปว่าผู้หญิงต้อง รับราชการทหารทุกคนด้วย ตรงนี้อาจจะยุ่งยากนะครับ
(๔) ใช้สิทธิทางการเมืองโดยสุจริตและมุ่งถึงประโยชน์ส่วนร่วม ไปอ่าน ในเจตนารมณ์บอกว่าสิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่ พอเอามาบัญญัติไว้ตรงนี้อาจจะ สับสนว่าการใช้สิทธิทางการเมืองเป็นหน้าที่หรือสิทธิกันแน่ ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เป็น ข้อสังเกต คราวนี้ในมาตรา ๓๑ ท่านประธานครับ เรื่องของกลุ่มบุคคลที่จะถูกกล่าวหาว่า กระทําการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทําให้เกิดการล้มล้าง ลักษณะของกลุ่มบุคคลไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างว่ามีกลุ่มบุคคลกระทําการ การที่จะกล่าวหาใครมันต้องกล่าวหาให้ชัดเจน ทั้งนี้ ถ้าหากกล่าวหาโดยไม่ชัดเจนอาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้นะครับ
ในประเด็นต่อมาขออนุญาต มาตรา ๔๗ มาตรา ๔๗ การถอนบุคคลที่ได้สัญชาติ โดยการเกิด ตรงนี้อยากจะให้ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลองทบทวนถึงแม้จะมี ท่านสมาชิกหลายท่านเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องบุคคลไร้สัญชาติ แต่ผมเองผมกลับมีความเป็นห่วง เนื่องจากว่าประเทศไทยจะต้องเข้าสู่เออีซีอีกไม่นาน การได้สัญชาติโดยการเกิดนั้นถ้าหากว่า ได้โดยหลักสายโลหิตผมคงไม่ติดใจเท่าไร แต่การได้สัญชาติโดยหลักดินแดนคือผู้ที่เกิด ในราชอาณาจักรไทย ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ การได้สัญชาตินั้นควรจะได้สัญชาติสําหรับบุคคล ที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเข้ามาแบบอย่างไรก็ได้ เกิดมาแล้วก็ทางฝ่ายประเทศไทยแล้วพลเมืองไทยจะต้องรับภาระกับบุคคลเหล่านี้ ซึ่งอาจจะ ไม่เป็นธรรม แล้วก็ประการต่อมาบุคคลที่ได้สัญชาติไทยในกลุ่มนี้ขอโทษทีครับหน้าที่เขาไม่ได้ ปฏิบัติตามในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างถึงแม้เขาจะได้สัญชาติไทย แต่ว่ากลับไม่ต้องมารับราชการทหารอย่างนี้ พลเมืองไทย ซึ่งของเราเราต้องไปโอบอุ้ม โอเคครับ ในลักษณะของการช่วยเหลือตามมนุษยธรรมนี่ ผมยอมได้ แต่ว่าพอมาเสร็จปุ๊บนี่สามารถจะเรียกร้องสิทธิอะไรทุกประการโดยที่ไม่คํานึงถึง หน้าที่เลยน่าจะไม่ถูกต้อง ตรงนี้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับ ก็ลองดูว่าสามารถจะแก้ไข ได้อย่างไร
ในมาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ โดยเฉพาะมาตรา ๔๙ วรรคท้าย ผมอาจจะขอรวบรัด สักนิดหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องขององค์กรวิชาชีพสื่อซึ่งมีอํานาจพิจารณาคําร้องตามมาตรา ๔๘ นั้น ดูเสมือนว่าองค์กรนี้สามารถทําหน้าที่เป็นศาลเสียเอง เพราะฉะนั้นก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่นเดียวกัน
มาตรา ๕๒ ท่านประธานครับ การศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อเช้าถ้าผมจําไม่ผิด ท่านอาจารย์ปกรณ์กรุณาได้ขึ้นชาร์ท (Chart) ไว้ว่า ๑๕ ปี แต่ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญนี้ว่า ๑๕ ปี ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาว่าถ้าผมอายุประมาณสัก ๕๒ แล้วในขณะนี้ผมอยากจะขอ ไปเรียนอาชีวศึกษา รัฐต้องจัดให้ผมฟรีด้วยหรือเปล่า อาจจะมีปัญหาสักเล็กน้อยนะครับ เพราะฉะนั้นลักษณะตรงนี้ขอฝากคณะกรรมาธิการไว้ด้วย
เรื่องสุดท้ายครับ องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคตรงนี้ต้องขออภัยท่านสมาชิกบางท่าน เหมือนกัน ผมเองก็เห็นด้วยว่าจะต้องมีแต่ว่าการที่ใช้งบประมาณของรัฐ ผมไม่แน่ใจว่า องค์กรนี้จะเป็นเอ็นจีโอหรือเปล่า เพราะเป็นองค์กรอิสระและไม่ใช่ภาครัฐ การที่ต้องใช้เงิน ของรัฐบาลไปสนับสนุนถ้าเป็นองค์กรเอ็นจีโอผมว่าน่าจะผิดหลักการครับ ผมก็คงมีเรื่องที่จะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในช่วงนี้แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. หมายเลข ๑๓๒ ท่านประธานครับ ผมขอฝากเรียนผ่านไปถึงท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าผมมีวิธีวัดในใจของผมอย่างหนึ่งว่าถ้าเผื่อร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้ว นักการเมืองเก่าเขาพากันยกย่องชมเชยก็ขอเรียนว่านั่นต้องทบทวนครั้งใหญ่เพราะว่ากําลัง ผิดทิศผิดทาง แต่ถ้าเผื่อร่างแล้วนักการเมืองเก่าโดยเฉพาะนักการเมืองน้ําเน่าเขาตีโพยตีพาย แล้วเขารู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเป็นกําลังแล้วออกมาประสานเสียงกันเหมือนเป็นเสียงเดียวกัน ก็แปลว่าการร่างรัฐธรรมนูญเดินมาถูกทาง นี่เป็นข้อสังเกตผมง่าย ๆ แล้วก็ขอเรียนว่าน่าจะ ใกล้เคียงความจริง เมื่อสักครู่นี้นั่งคุยในห้องอาหารพอพูดตรงนี้ขึ้นมาทุกคนก็รู้สึกว่าเห็นด้วย กับที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สไลด์ตามที่ผมได้ขออนุญาต เอาไว้แล้ว
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ต่อไปครับ เชิญครับ ผมมีข้อคิดเบื้องต้นดังต่อไปนี้ ที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ๑. ไม่มีใครสามารถเขียนรัฐธรรมนูญให้ถูกใจทุกคนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ทุกคนมีความแตกต่าง ทุกคนมีความต้องการและทุกคนก็ต้องการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของตัวเองทั้งนั้น แต่ผมไม่คิดว่ามีใครในโลกสามารถทําได้
ข้อ ๒ คือเราล้วนได้ในบางเรื่องแล้วเราก็ได้ เราก็ไม่ได้ในบางอย่าง เรื่องนั้น เราได้ เรื่องนี้เราไม่ได้ เรื่องนั้นเพื่อนได้ เรื่องนี้เพื่อนอีกคนไม่ได้ นี่คือความเป็นจริง
ข้อ ๓ ดอกไม้ที่สวยที่สุดยังไม่บาน ผมไม่ได้ดูถูกใครนะครับ เพลงที่เพราะที่สุด ยังไม่มีคนบรรเลง รูปปั้นที่สวยงามที่สุดก็ยังไม่มีคนปั้น รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดก็ยังไม่เกิด เพราะถ้ามันเกิดแล้วมัน ๑๙ ฉบับแล้วที่ต้องล้มเลิกไปนะครับ
ข้อ ๔ นี่เป็นเพียงร่างแรก ยังมีอีกหลายยกกว่าจะลงตัว แล้วต้องฟัง คสช. ต้องฟัง สนช. ต้องฟังรัฐบาล แล้วยังต้องฟังประชาชนอีกตั้งหลายยกเพื่อที่จะให้กระบวนการ แก้ไขได้ต้อนรับความเห็นของทุกภาคส่วนได้
ข้อ ๕ ในทุกรอบ ๕ ปีก็ยังสามารถจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดังที่ทราบกันนะครับ มาตรา ๓๐๓ ที่สามารถจะแก้ไขได้ และ
ข้อ ๖ รัฐธรรมนูญควรจะตอบโจทย์คน ๖๕ ล้านคน ต้องตอบโจทย์คน ๖๕ ล้านคน ไม่ใช่ตอบโจทย์นักการเมือง ๓๐๐ คน บางท่านบอก ๕,๐๐๐ คน แต่ผมคิดว่า ๓,๐๐๐ คนนี่ล่ะที่เป็นแกนหลักของการเมืองนะครับ
ทําไมต้องปฏิรูป ไม่ปฏิรูปไม่ได้หรืออย่างไร ที่ต้องปฏิรูปก็เพราะว่าการเมืองเก่า ถึงทางตัน ผมก็ตามประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เราอยู่บนท้องถนน ๖ เดือนกว่า ๆ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ก็เพราะว่ามันถึงทางตันครับ มันไปไม่ได้ครับ วันที่ ๙ ธันวาคม ยุบสภา นายกรัฐมนตรีคนที่แล้วทําหน้าที่ต่อมา วันที่ ๗ พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินกรณีคุณถวิล เปลี่ยนศรี โยกย้ายโดยไม่ชอบ ไม่มีนายกรัฐมนตรี หลุดจากตําแหน่งไปทั้งหมดรวมแล้ว ๑๐ คน รวมนายกรัฐมนตรีด้วย เหลืออยู่เฉพาะคนที่ ไม่ได้ยกมือย้ายคุณถวิล เปลี่ยนศรี เท่านั้น แล้วก็ตั้งขึ้นมา แต่ทุกท่านรู้ว่าเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ไม่สามารถบังคับอะไรได้เลย จับคนร้ายไม่ได้สักคนเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ็บไป ๘๐๐-๙๐๐ คน ตายไป ๒๐ กว่าคนอย่างที่ท่านทราบกัน ก็เพิ่งมาจับกันได้ตอนหลังอย่างที่รู้กันนะครับ
การเมืองเก่า การเมืองเก่าเป็นอะไร การเมืองเก่าเป็นเรื่องของเสียงข้างมาก ที่ฉ้อฉล ฉ้อฉลเพราะทําให้อํานาจรัฐล้มเหลวแล้วก็เป็นเป็ดง่อยอย่างที่ว่า พวกผมกับ คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ยังทําหน้าที่ในวุฒิสภาอยู่ เราอยากจะทําหน้าที่เพราะไม่มี ส.ส. แล้ว ตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ วุฒิสภาทําหน้าที่แทนนะครับ ก็อยากจะตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ตั้งได้อย่างไรครับ ไม่มี ส.ส. แม้แต่เพียงคนเดียว ไม่มีทางที่จะตั้งได้ แล้วรัฐบาลที่เหลือ ก็ไม่สามารถที่จะมีใครทําหน้าที่ได้ เป็นเป็ดง่อยกันไปหมด ไม่มีพลัง ไม่มีอํานาจที่จะไปบังคับ ใครทั้งสิ้น จึงเป็นที่มาของคําถามที่ว่าตกลงจะลาออกรายบุคคลหรือลาออกทั้งคณะ ก็มีคําตอบว่านาทีนี้ไม่ลาออก จึงมีคําสําทับมาว่านาทีนี้ผมยึดอํานาจ ผมกําลังชี้อะไรครับ ผมกําลังชี้ว่านี่คือการเมืองเสียงข้างมากที่ฉ้อฉล และไม่สามารถทําให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้
ปัญหาการเมืองไทยนะครับ ใครอาจจะบอกว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาล ไม่เข้มแข็ง ผมเห็นตรงข้าม ผมเห็นว่าไม่ใช่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ แต่เป็นเพราะรัฐบาล มีเสถียรภาพล้นเกิน ล้นเกินตรงนี้ล่ะครับคือความอหังการ คือความเหิมเกริมนําไปสู่ ความฉ้อฉลนานัปการ
ฉ้อฉลอย่างไรบ้างครับ ทุกคนรู้นะครับ นิรโทษกรรมสุดซอยครับ ขอโทษ ไม่ใช่กํานันสุเทพนะครับ ถ้าไม่มีนิรโทษกรรมสุดซอยคนไม่ออกมาเป็นล้านหรอกครับ ต่อให้ร้อยให้พันกํานันสุเทพก็ออกมาไม่ได้ครับ เพราะนิรโทษกรรมสุดซอย เพราะโกงแก้ไข รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. เพราะโกงจํานําข้าว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
เพราะประชานิยมวิบัติ เรื่องรถคันแรก เรื่องอะไรต่ออะไรก็ตามเพราะกู้ ๒ ล้านล้านบาท รถไฟความเร็วสูงที่บอกมาขนผักนั่นล่ะ เพราะกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท โครงการน้ํา ให้บริษัท เค วอเตอร์ ก็มีคนคนหนึ่งไปเจรจากับ บริษัท เค วอเตอร์ที่ ประเทศเกาหลีนั่นล่ะ อย่างที่เห็นภาพกันนะครับ
การเมืองที่ฉ้อฉล ข้อ ๗ ก่อความรุนแรง ก่อความรุนแรงนี่ความรุนแรงฝ่ายเดียว ขออภัยนะครับ หลานของ สปช. ประภาศรี สุฉันทบุตร ชื่อวสุ สุฉันทบุตร ถูกไล่ฆ่านะครับ ไม่มีอาวุธ ไม่มีเข็มสักเล่ม แต่ก็ผมต้องไปเผาศพวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗ ที่วัดพระศรีมหาธาตุ นี่คือความรุนแรงฝ่ายเดียว
ข้อ ๘ แข็งขืนต่ออํานาจศาล ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้วก็ตั้งโต๊ะนั่งแถลงกัน ข้างใต้สภานี่ล่ะ ไม่ยอมรับ อํานาจรัฐล้มเหลว จัดการคนผิดไม่ได้ นี่คือการเมืองที่ฉ้อฉล
ต่อมาก็คืออะไร ก็คือว่าประเทศไทย ต้องเปลี่ยน ไม่เปลี่ยนไม่ได้ ไม่เปลี่ยน ไม่ได้ครับ จะต้องไม่ย่ําเท้าในรอยเดิมอีกต่อไป จะต้องไม่อยู่กับที่อีกต่อไป การเมืองเก่าต้อง หลีกทางให้กับการเมืองยุคใหม่ เพราะถ้าไม่เปลี่ยน ถ้าไม่ปรับ ไม่เปลี่ยน ไม่ปฏิรูปก็ไม่จําเป็น ต้องไปยึด ต้องปฏิรูป นี่คือความเป็นจริงครับ
ปรารถนาของฝ่ายการเมืองคืออะไรครับ ฝ่ายการเมืองครับลองฟังสุ่มเสียง ของบรรดาพรรคการเมืองบอกว่าอํานาจรัฐต้องเข้มแข็ง พรรคการเมืองต้องเข้มแข็ง รัฐบาล ต้องมีเสถียรภาพ เน้นย้ํา เน้นย้ํา อํานาจรัฐ อํานาจรัฐ พรรคการเมือง รัฐบาล เสถียรภาพ ของรัฐบาลทั้งนั้น อํานาจรัฐทั้งนั้น
ปรารถนาของฝ่ายประชาชนคืออะไรครับ ปรารถนาของฝ่ายประชาชนก็คือ อํานาจประชาชนเข้มแข็งครับ เพราะถ้าอํานาจประชาชนเข้มแข็ง อํานาจรัฐจะฉ้อฉลอย่างไร ประชาชนสามารถจะโค่นล้มได้ อํานาจพลเมืองต้องสําคัญ ประชาชนต้องตรวจสอบ ต้องเอาผิด ฝ่ายการเมืองได้จริง และสามารถจะเป็นผลได้ในเชิงปฏิบัติ
การเลือกตั้ง ผมได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไปแล้วว่าระบบสัดส่วนผสมก็ตาม ระบบเปิดโอกาสกลุ่มและบุคคลสมัครโดยอิสระก็ตาม ระบบการกาบัตรโดยประชาชน เป็นผู้กําหนดตัว ส.ส. ที่เราใช้คําว่า โอเพน ลิสต์ ทั้ง ๓ ข้อนี้ พรรคการเมืองใหญ่ไม่ชอบครับ เพราะมันทําให้เขาสูญเสียเพื่อนไปสมัครเป็นตัวบุคคลได้ ไปสมัครในนามกลุ่มได้ เอาล่ะ ท่านอาจจะบอกว่ามันก็กลายเป็นแตกย่อยไป แต่ในทางกลับกันมันก็ทําให้พรรคการเมืองเล็ก สามารถจะยืนขึ้นและเติบโตได้ ทําให้ตัวบุคคลสามารถจะเข้ามาสู่วงการเมืองได้นะครับ
ทําให้พรรคกลาง พรรคเล็ก กลุ่มบุคคลเกิดและเติบโตได้ ขออภัยครับผมเข้าใจว่า ผมมีเวลา ๑๕ นาที เพราะว่า ๒๐ นาทีผมเหลือ ๕ นาทีไว้พูดอีกภาคหนึ่ง เท่าที่แจ้งไว้แล้ว ท่านประธานยืนยันตรงนี้ไหมครับ เท่าที่ผมได้รับ
ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ว่าท่านประสารขอแก้เป็น ๑๐ นาที ทีนี้ถ้าจะเอา ๑๕ นาทีไม่เป็นไร
ครับ ขอบพระคุณครับ
งวดต่อไป จะลดลงครับ
ขอบพระคุณครับ จริง ๆ ผมขอ ๑๕ นาทีครับ ขอบพระคุณ ต่อเลยครับ ขอ สไลด์ (Slide) ต่อเลยครับ
อํานาจรัฐจะมีที่มาอย่างไรไม่สําคัญ อํานาจรัฐจะมีที่มาอย่างไรไม่สําคัญเท่า ประชาชนมีอํานาจจริง และอํานาจจริงคืออํานาจที่ไปไกลเกินกว่า ๔ วินาทีที่หย่อนบัตรเลือกตั้ง
นี่ละครับทุกคนเห็นภาพนี้กันหมดนะครับ ผมไม่ต้องอธิบายเพราะว่า ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้อธิบายไปแล้ว
ย้ําอีกสักนิดหนึ่งครับว่า คืออํานาจประชาชนที่บอกว่าอํานาจประชาชน ต้องเข้มแข็งก็คือมีกลไกใหม่ของภาคพลเมือง มีสมัชชาพลเมือง มีสมัชชาคุณธรรม มีสมัชชา ตรวจสอบภาคพลเมือง มีการเปิดพื้นที่ทางการเมือง มีการยกระดับขยายสิทธิเสรีภาพ และขยายการมีส่วนร่วมทางการเมือง
โดยอะไรครับ โดยสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ คือประชาธิปไตยทางตรง มีความสําคัญไม่แพ้โครงสร้างส่วนบนของรัฐนะครับ และตรงนี้เอง ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่จะเป็นกําลังสําคัญที่ทําให้การเมืองไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การเมืองไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ํา
ในภาคที่ ๑ เรื่องประชาชน ภาคที่ ๑ หมวด ๒ ส่วนที่ ๑ ความเป็นพลเมือง และหน้าที่พลเมือง
สิ่งที่ผมเรียนก็คือว่าขอเสนอตัด หลายคนพูดแล้วนะครับ พลเมืองต้องไม่ กระทําการให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติหรือศาสนา หรือไม่ยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน ถ้ายังมีคํานี้อยู่ก็แปลว่าเป็นโอกาสที่จะ ใช้คํานี้มาเล่นงานประชาชนได้ ก็เลยขอให้ตัดคําพูดนี้ออกนะครับ
มาตรา ๕๒ สิทธิด้านการศึกษา อันนี้ก็มีหลายคนพูดแล้วนะครับ แทนที่จะ แค่มัธยมศึกษาสายสามัญก็อยากจะให้ขยายเป็นตั้งแต่ปฐมวัยถึงอุดมศึกษาตามศักยภาพ ของบุคคล
มาตรา ๕๓ เรื่องสิทธิในการชุมนุม ตรงนี้ขอตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งนะครับ การจํากัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธจะกระทํามิได้เว้นแต่อาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่ว่า พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ ซึ่งอยู่ใน สนช. ณ ขณะนี้นะครับ ต้องขออนุญาต ถ้าเผื่อต้องขออนุญาตแปลว่าขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ตรงนี้ขอตั้งข้อสังเกตฝากถึงท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ
มาตรา ๕๖ เสรีภาพในการประกอบอาชีพ
วรรคแรก ซึ่งต้องไม่ก่อให้เกิดการผูกขาดเกินความจําเป็น คําถามก็คือว่า ประเทศไทยเรามี พ.ร.บ. ว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าอยู่แล้วแต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ภาพนี้บอกว่าตระกูลหนึ่งมีที่ดิน ๖.๓ แสนไร่ คนเดียวนะครับ ๖๓๐,๐๐๐ ไร่ อีกตระกูลหนึ่ง มีที่ดิน ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ และนอกนั้นก็อีกเยอะแยะมากมายนะครับ นี่เป็นเขาหัวโล้นที่เป็น ป่าสงวนแห่งชาติ อําเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ตรงนี้เป็นอุทยานแห่งชาติขุนสถาน จังหวัดน่าน ภาพต่อไปตรงนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ อําเภอท่าวังผา จังหวัดน่านเหมือนกันครับ ของคุณ ฑิฆัมพรเพื่อนเรานี่ละ อีกภาพหนึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เหมือนกัน ทั้ง ๔ ภาพนี้เป็นเขาหัวโล้น ทําไมหัวโล้น เพราะว่าปลูกข้าวโพดให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เรียกว่าผูกขาดแล้วป่าต้นน้ําที่สําคัญที่สุดของประเทศไทยจะป่นปี้อย่างไร นี่คือผลแห่ง การผูกขาดที่ผมยกมาเป็นตัวอย่าง
มาตรา ๕๘ สิทธิด้านสาธารณสุข ก็คือรับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม อย่างทั่วถึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน อันจําเป็นที่เท่าเทียมกัน ปัญหาคือความแตกต่าง ๓ ระบบ บัตรทอง บัตรประกันสุขภาพ และสวัสดิการ ตรงนี้ไม่เสมอภาคกันนะครับ บัตรประกันสุขภาพยังแพ้บัตรทองด้วยซ้ําไป ผมไม่มีเวลาพูดรายละเอียดนะครับ
สิทธิด้านสาธารณสุขคนที่ยังไม่ได้สัญชาติไทยมีอยู่ ๒๘๐,๐๐๐ คน ก็ไม่ได้รับ การคุ้มครอง มนุษยธรรมไม่ควรกีดกั้นด้วยปัญหาสัญชาติ สิทธิการมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ จากธรรมชาติอย่างเป็นธรรม โครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตรงนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ โดยบุคคลซึ่งมิได้ มีส่วนได้ส่วนเสียและมีการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งตรงนี้สําคัญมาก ถ้าตรงนี้ถูกตัดไปตามที่มีบางคนเสนอก็คงจะเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะว่านี่คือความเป็นธรรม อย่างแท้จริง ผมมีเวลาจํากัดตรงนี้ขอไปสไลด์ สุดท้ายเลย ขยับไปเลย ผมไม่ได้พูดคํานี้นะครับ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุบอกว่าประชาธิปไตยนั้นประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ย้ํานะครับ ประชาธิปไตยคือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชน เป็นใหญ่นั้นไม่แน่ ประชาชนบ้าบอก็ได้ ของประชาชน โดยประชาชน ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัว แล้วฉิบหายหมด ย้ํานะครับ ต้องประโยชน์ประชาชนเป็นใหญ่ของเจ้าคุณพุทธทาสภิกขุ เป็นวาทะธรรม ขอบพระคุณครับ
ตกลงคุณประสาร ใช้ไป ๑๗ นาที เหลือคราวหน้า ๓ นาทีนะครับ เชิญคุณวีระศักดิ์ ภูครองหิน ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ทุกท่านครับ กระผม วีระศักดิ์ ภูครองหิน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดกาฬสินธุ์ครับ ในหมวด ๒ ประชาชน ซึ่งกระผมได้ยื่นไว้ ในบางประเด็นก็จะซ้ํากับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามครับ สิ่งที่อยากจะนําเสนอเพิ่มเติม แล้วก็ฝากเป็นข้อสังเกตโดยเฉพาะ สิ่งที่ผมได้เคยนําเสนอในสภาแห่งนี้แล้วครั้งหนึ่งก็คือการไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่าเป็นสิทธิ หรือหน้าที่ เพื่อความต่อเนื่องผมก็เคยอ้างเหตุผลว่าน่าจะกําหนดให้เป็นหน้าที่ก่อน แล้วก็ ถ้าดูจากมาตรา ๒๗ ให้ดี ๆ แล้วนะครับ ใน (๔) ซึ่งบอกว่าพลเมืองมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๔) ใช้สิทธิทางการเมือง ซึ่งก็น่าจะหมายถึงการไปลงคะแนนใช่ไหมครับ รวมทั้งการไปออกเสียง ประชามติด้วย นั่นก็คงเป็นสิ่งที่พอที่จะไปอธิบายพี่น้องประชาชนให้เกิดความต่อเนื่องได้ครับ ก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ โดยเฉพาะการบัญญัติศัพท์คําว่า ความเป็นพลเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวกระผมก็อยากจะเห็น อยากจะให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพราะว่าเมื่ออ่านดูแต่ละมาตราแล้วก็จะเห็นได้ว่าถ้ามีการดําเนินการเช่นนี้ โดยมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วก็น่าที่จะเป็นช่องทางหนึ่งในการที่จะสามารถแก้ไข ปัญหาในอดีตได้ไม่มากก็น้อยนะครับ
ในมาตรา ๔๑ เป็นข้อความที่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตนะครับที่บอกว่า บุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา ตัวกระผมเองคุ้นชินกับคําว่า นับถือศาสนา แล้วก็มองว่าคําว่า ถือ นั้นถือแล้ววางง่ายนะครับ แต่ถ้านับถือแล้วก็จะเป็นการนับถือด้วย ความผูกพัน เพราะฉะนั้นถ้ากรุณาแก้ข้อความนี้ได้ก็น่าจะเป็นการดี ก็เป็นความคิดเห็น ส่วนตัวนะครับ
อีกประการหนึ่งครับ ในมาตรา ๖๓ ซึ่งระบุว่า ชุมชนย่อมมีสิทธิปกป้องฟื้นฟู อนุรักษ์สืบสานและพัฒนาขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา อันดีงามของชุมชนท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการการบํารุงรักษาและ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม และทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนนะครับ ก็จะเห็นได้ว่าในหมวดนี้ก็ให้ความสําคัญ กับความเป็นชุมชน แต่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกต ข้อเสนอแนะนะครับว่าที่ผ่านมานั้นคําว่า ชุมชน ความหมายที่ชัดเจนแน่นอนคืออะไร ว่าจะประกอบด้วยครัวเรือนตั้งแต่กี่ครัวเรือน ขึ้นไป หรือว่าต้องตั้งอยู่สถานที่แห่งใด เพราะว่าก่อนหน้านี้ในส่วนราชการระดับกระทรวง ก็คือกระทรวงมหาดไทยก็จะมีระเบียบที่สําคัญประการหนึ่งก็คือระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเป็นกรรมการหมู่บ้าน การประชุมและการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการหมู่บ้าน พ.ศ. ๒๕๕๑ ท่านไม่ได้ใช้คําว่า ชุมชน ครับ ท่านจะใช้คําว่า กลุ่มบ้าน ซึ่งหมายความว่า บ้านเรือนที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันเป็นกลุ่มย่อยภายในหมู่บ้าน โดยอาจแบ่ง ตามสภาพภูมิประเทศ ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรมประเพณีหรือระบบเครือญาติ และให้หมายความรวมถึง คุ้มบ้าน เขตบ้าน บ้านจัดสรร หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีลักษณะ เช่นเดียวกับกลุ่มบ้านนะครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับว่าถ้าใช้คําที่สามารถจะ ครอบคลุมคําว่า ชุมชน ได้ก็จะเป็นการดี พูดถึงว่ามาตรานี้ให้ความสําคัญแก่ความเป็นชุมชน เป็นอย่างยิ่งถึงแม้ว่าในกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งเป็นที่มาของคําว่า ชุมชน ก็คือพระราชบัญญัติ สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมีผลบังคับเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ที่สรุปว่าชุมชน หมายความว่ากลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันโดยมีผลประโยชน์และวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนกันและกันหรือทํากิจกรรมอันชอบธรรมด้วยกฎหมายและ ศีลธรรมนะครับ ก็ย่อ ๆ นะครับ แต่ในทางปฏิบัติแล้วขณะนี้หมู่บ้าน ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านก็ยังยึดระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน จึงฝากเป็นข้อสังเกตในข้อนี้ว่า ถ้าจะได้สร้างความชัดเจนในเรื่องคําว่า ชุมชน อ่านแล้วเข้าใจก็สามารถที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติ ตามมาตรานี้ซึ่งถือว่ามีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ
อีกประการหนึ่งครับ สมาชิกท่านผู้มีเกียรติบางท่านได้อภิปรายมาแล้วและ ผมก็เห็นว่ามีความสําคัญและจําเป็น ก็คือในส่วนที่ ๔ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๗๑ ซึ่งกําหนดไว้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดให้มีสภาตรวจสอบ ในแต่ละจังหวัดจํานวน ๕๐ คน ถ้ามองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะการตรวจสอบ จะได้มีความเป็นทางการมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมานั้นในแต่ละส่วนราชการ แต่ละหน่วยงาน รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะพบเห็นเป็นประจําว่ามีพี่น้องประชาชนทั้งในพื้นที่ นอกพื้นที่ก็จะมีลักษณะอยากเข้ามาตรวจสอบ อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติ อยากเข้ามา รับทราบรับรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อฉบับนี้สามารถกําหนดความชัดเจนว่าให้มีสภาตรวจสอบ เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วก็น่าจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ทั้งฝ่ายที่เป็นส่วนราชการ หน่วยงาน กับฝ่ายพี่น้องภาคประชาชนหรือว่าภาคพลเมืองที่จะเข้ามามีส่วนในการที่จะสอบถามข้อมูล การดําเนินการหรือว่าดําเนินการอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ทั้ง ๕ อนุมาตรา ตั้งแต่ในระดับชาติ ก็คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา นอกจากนั้นก็จะมีสิทธิมีส่วนในการที่จะรับรู้รับทราบการกระทํา ของผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติ หน้าที่ในเขตจังหวัดนั้น ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่สําคัญ ที่กําหนดไว้อย่างชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว นั่นก็คือสิ่งที่ผมขอฝากเพิ่มเติมนะครับ ในประเด็นที่ขออภิปรายในหมวด ๒ ประชาชน ในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็คงจะขอใช้ เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ครับ ผมรอคอยรัฐธรรมนูญมา ๕ เดือน วันนี้ได้รับร่างแรก แล้วก็รับทราบว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็คือสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอยู่ ๓ บท มี ๔ ภาค แล้วก็มี ๓๑๕ มาตรา มีคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ เพื่ออนาคต ผมก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๖ ผมจะอภิปรายนะครับ ท่านประธาน ภาค ๑ หมวด ๒ เรื่องของประชาชนครับท่านประธาน
ในมาตรา ๒๖ เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับการยกระดับขึ้นเป็นพลเมือง เมื่อยก ให้ผมเป็นพลเมืองผมก็จะยอมเป็น แต่ว่าผมก็ขอเรียนให้ท่านที่ยกผมให้เป็นพลเมืองนั้น บอกประชาชนข้างนอกด้วยว่าพวกเขาก็เป็นพลเมืองเหมือนกัน
มาตรา ๗ ต่อไปผมจะพูดในฐานะผมเป็นพลเมือง เพราะว่าผมมีหน้าที่ต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๔
ข้อ ๑ ป้องกันประเทศ ผมเป็นผู้ชายก็ต้องป้องกันประเทศ เผอิญผมอายุ ๖๐ กว่าปี แล้วก็เลยไม่ต้องป้องกันครับ ตอนนี้ให้น้อง ๆ ป้องกัน แต่ผมป้องกันโดยวิธีอื่น ในข้อ ๕ บอกว่า ให้พลเมืองช่วยเหลือทางราชการ แล้วก็รวมทั้งสงวนและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คําว่า รักษา ในฐานะผมเป็นพลเมือง ผมจะขอให้เปลี่ยนเป็นคําว่า อนุรักษ์ ได้ไหม
มาตรา ๒๘ ท่านประธานครับ พลเมืองจํานวนหนึ่งถูกเลือกให้ไปเป็น เป็นอะไรครับ เป็นสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เป็นสมัชชาพลเมือง เป็นองค์กรตรวจสอบ ภาคประชาชน หรือว่าเป็นอะไรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญครับ ผมในฐานะพลเมืองก็อาจจะถูกเลือก ให้ไปทําหน้าที่ดังข้างต้นก็ได้ แต่ผมจะทําหน้าที่ได้ขนาดไหนท่านประธานครับ ผมจะ ทําหน้าที่ได้อย่างไร ใครจะอธิบายให้พลเมืองอย่างผมเข้าใจนะครับ
มาตรา ๓๓ บอกว่าให้เสรีภาพผม ผมก็ขอขอบคุณครับ อย่าจํากัดสิทธิ เสรีภาพของผมก็แล้วกันนะครับ
มาตรา ๔๑ ให้เสรีภาพผมที่เป็นพลเมืองในการนับถือศาสนาหรือว่าปฏิบัติ พิธีกรรมตามความเชื่อของผมที่ไม่ขัดกับความสงบเรียบร้อยของสังคมนะครับ กรณีอย่างนี้ ผมยกตัวอย่างผมมีความเชื่อ ผมตั้งนิกาย ผมตั้งความเชื่อผม ชื่อว่า ธรรมสุชาติ ธรรมสุชาติ แล้วผมก็ปฏิบัติตามความเชื่อของผม มีคนมาเลื่อมใสผมมากมายเลยครับท่านประธาน ผมก็อ้างว่าผมทําตามหลักการของพระพุทธศาสนา กรณีอย่างนี้ผมมีเสรีภาพจริงหรือ ใครอธิบายผมล่ะครับ แล้วผมทําผิดหรือเปล่าครับ
มาตรา ๔๗ บอกว่าผมในฐานะพลเมืองมีเสรีภาพในการเดินทาง เลือกถิ่นที่อยู่ แต่วรรคสองของมาตรานี้ก็มาบอกผมว่าจะถอนสัญชาติไทย แล้วก็บอกว่าโดยการเกิดทํามิได้ ผมก็เลยอยากจะถามว่าที่ผมมีเสรีภาพในการเดินทางไปไหน ไปไหน เลือกที่อยู่ได้แล้ว มันมาเกี่ยวอะไรกับถอนสัญชาติผม มันอยู่มาตราเดียวกันนี้นะครับ แล้วผมถามต่อไปว่ากรณี คนสัญชาติบ้านข้าง ๆ ผม ข้าง ๆ ประเทศผมนี่ครับเข้ามาอยู่ในประเทศผมแล้วก็ท้อง แล้วก็ไปคลอดที่โรงพยาบาลในประเทศไทย ผมก็อยากจะถามว่าเด็กคนนี้ได้สัญชาติไทยไหม แล้วรัฐธรรมนูญฉบับพลเมืองรับรองสิทธิความเป็นพลเมืองของเด็กที่คลอดจากโรงพยาบาลนี้ หรือเปล่า แล้วประเทศไทยของผมจะมีคนสัญชาติแบบนี้มากมายอีกขนาดไหนครับ ในอนาคตข้างหน้า
มาตรา ๕๗ รัฐธรรมนูญบอกว่าพลเมืองอย่างผมต้องได้ค่าจ้างอย่างเป็นธรรม กรณีที่ผมเป็นคนทํางาน เป็นลูกจ้าง ผมก็อยากจะถามต่อว่าคนที่ทํางานอิสระ ขายของ หรือทํางานอิสระนี้นะครับ รัฐจะทําการประกันสังคมให้พลเมืองแบบนี้หรือเปล่า หรือว่า ให้เขาไปใช้บัตรทอง สปสช. อย่างเดียว รัฐทําอย่างอื่นได้หรือเปล่าครับ พลเมืองอย่างผม ก็ถามต่อนะครับ
มาตรา ๕๘ พลเมืองอย่างผมมีสิทธิในด้านสาธารณสุขที่จะได้รับบริการจากรัฐ แล้วผมไปใช้บริการจากเอกชนรัฐบาลจะช่วยผมไหมครับ ผมก็สงสัยนะครับ เพราะว่าผม เป็นประชาชนนะครับ
แล้วในมาตรา ๘๖ ในภาค ๒ เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบอกว่า รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับการสาธารณสุขที่เหมาะสม ผมก็ยังไม่รู้ว่าเหมาะสมอย่างผมนี้ นั่นเป็นแบบไหน
มาตรา ๖๔ ท่านประธานครับ บอกว่าพลเมืองอย่างผมจะได้รับรองสิทธิ ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น แปลว่าการกระทําอะไรก็ตามที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงนี้นะครับ ต้องทําเรื่องของ การประเมินผลกระทบ อีเอชเอ (EHA) อีไอเอ หรือแม้กระทั่งของ เอชอีเอ (HEA) นี่ครับ ให้ผมที่เป็นพลเมืองได้ทราบด้วยนะครับ แล้วผมก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นทําไมรัฐบาล ไม่ไปบอกประชาชนตั้งแต่เริ่มต้นเลยล่ะครับบอกว่ารัฐบาลอยากจะทําอย่างนี้ที่จังหวัดกระบี่นะ รัฐบาลอยากจะทําอย่างนี้ที่จังหวัดนครสวรรค์นะ ถ้าหากว่าประชาชนอย่างผม พลเมืองอย่างผม รับรู้ตั้งแต่ต้นผมอาจจะให้ทําเลยก็ได้โดยไม่ต้องไปทํารายงานผลกระทบก็ได้ครับ ท่านประธานครับ พลเมืองอย่างผมก็คิดได้นะครับ แล้วถ้าหากว่ายังเขียนไม่หมดนะครับ ก็ไปเขียนในบทเฉพาะกาลก็ได้ท่านประธานครับ พลเมืองอย่างผมก็ยอมให้เขียนนะครับ ไม่ใช่ว่าอยากจะให้ เพราะถ้าหากว่าทําแบบนี้ได้นะครับ บางทีคนที่เรียกว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม อย่างเช่นองค์กร ภาคเอกชนก็อาจจะไปร่วมกับประชาชนในระดับล่างเลยบอกว่าช่วยกันทํางานนะ อย่างนี้ เป็นต้น เพื่อที่จะหาคําตอบ เพราะฉะนั้นจะได้ไม่ต้องมีการสับสนในแง่ของข้อมูลกัน อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เรื่องของพลเมืองอย่างผมมันโยงไปถึงภาค ๒ หมวด ๒ เรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ผมก็คิดว่าผมพูดมาวันนี้ก็มาหลายนาทีแล้ว ผมจะ สงวนเวลาไว้สําหรับพูดพรุ่งนี้ เพราะว่าเวลาของพลเมืองอย่างผมมีน้อย ขอพูดแค่นี้ก่อนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณเจน นําชัยศิริ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติ ปกติผมไม่ค่อยอภิปราย ในวันนี้ต้องขอใช้สิทธิอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของภาค ๑ หมวด ๒ โดยเฉพาะมาตรา ๖๔ และโดยเฉพาะมาตรา ๖๔ วรรคสอง ผมจะขอตั้งข้อสังเกตดังนี้นะครับ
ข้อสังเกตผมก็คือว่าประเภท อันนี้คือล้อมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็มีมาตรา ๖๗ วรรคสองก็เขียนคล้าย ๆ กันนี้ แล้วก็หลังจากนั้นก็ได้มี การกําหนดว่ากิจการหรือโครงการใดบ้างที่เข้าข่ายที่จะต้องอยู่ในเกณฑ์ของมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กิจการเหล่านี้มีอยู่ ๑๑ ประเภทด้วยกันนะครับ หลาย ๆ กิจการในนี้เป็นการดําเนินการของภาครัฐด้วยซ้ําไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การสร้างนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม โครงการระบบขนส่ง ทางอากาศ ท่าเทียบเรือ เขื่อนกักเก็บน้ําหรืออ่างเก็บน้ํา โรงไฟฟ้าพลังความร้อน อันนี้ คือประเภทของกิจการที่เข้าอยู่ในข่ายของมาตรา ๖๗ วรรคสอง คราวนี้มามาตรา ๖๔ วรรคสอง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เขียนคล้าย ๆ กัน แต่มีเพิ่มขึ้นมา แต่สิ่งที่ผมจะตั้ง ข้อสังเกตก็คือในวรรคสองนี้ประกอบด้วยประโยคอยู่ ๖ ประโยคนะครับ
ประโยคแรกบอกว่าการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อชุมชนอย่างรุนแรง ก็คือกิจการที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทํามิได้ ขึ้นต้นก็บอกกระทํามิได้ เว้นแต่ อันนี้พอเว้นแต่ ก็จะมีด่านอรหันต์อีก ๕ ด่านด้วยกัน แล้วสังเกตนะครับว่าด่านอรหันต์ทั้ง ๕ นี่นะครับ ก็จะมีสันทาน คําสันทานที่เชื่อมด่านอรหันต์ ทั้ง ๕ นี้ไว้ด้วยกัน สันทานที่ว่านี้ก็ได้แก่คําว่า และ ตลอดจน รวมทั้ง แล้วก็คําว่า และ อีกครั้งหนึ่ง อันนี้ด่านอรหันต์มีอะไรบ้าง
ด่านอรหันต์ก็มีเรื่องของการทําอีเอชไอเอ การประเมินผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน
มีเรื่องของเอสอีเอ อันนั้นด่านที่ ๒ ก็คือการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับ ยุทธศาสตร์ ซึ่งโดยหลักแล้วดําเนินการโดยภาครัฐ
ด่านที่ ๓ ก็คือจะต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งถ้าผมจําไม่ผิดในอีเอชไอเอก็มีอยู่
ด่านที่ ๔ จะต้องรับฟังความคิดเห็นขององค์กรอิสระ ผู้แทนองค์กรเอกชน ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ด่านที่ ๕ ก็คือจะต้องมีความเห็นของผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการ การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากร หรือสุขภาพ
ผมอยากจะเรียนว่าด่านทั้ง ๕ ด่าน จริง ๆ แล้วไม่ว่าภาคเอกชนหรือว่า ภาคราชการที่จะต้องทําโครงการเหล่านี้ ผมเรียนว่าเขาคงไม่ขัดข้องหรอกครับ เพียงแต่ว่า กระบวนการหลายอันมันค่อนข้างซ้ําซ้อน ผู้ประกอบการที่ให้ข้อมูลผมพูดถึงว่ากระบวนการ เฉพาะเรื่องของอีเอชไอเอตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เร็วคือ ๑ ปี ธรรมดาคือประมาณ ปีครึ่ง ถ้าช้าหน่อยก็ประมาณ ๒ ปี อันนั้นคืออีไอเอ คราวนี้พอเอชไอเอ เพิ่มขึ้นมานี่ เพิ่มขึ้นมาอีกปีหนึ่งก็เป็นประมาณ ๓ ปี ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ๓ ปีนี่ ตั้งแต่เริ่มคิดจนกระทั่ง ถึงเริ่มดําเนินโครงการได้มันเป็นเวลาที่ค่อนข้างนาน โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้สภาพเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงเร็วมาก รัฐบาลเราตั้งกระทรวง เปลี่ยนกระทรวงไอซีที (ICT) เป็นกระทรวง ดิจิตอลอีโคโนมี แล้วก็บอกว่าปัจจุบันประเทศไทยจะต้องมุ่งไปสู่ดิจิตอลอีโคโนมี ธุรกิจก็บอกว่า การทําธุรกิจนี่ ขออภัยที่ต้องโคด (Code) เป็นภาษาอังกฤษนะครับว่า บิสซิเนส แอท เดอะ สปีด ออฟ ธอท (Business at the speed of thought) ผมแปลเป็นไทยว่าธุรกิจที่ขับเคลื่อน ด้วยความไวเท่าความคิด แล้วก็มีการทําดัชนีเรื่อง อิส ออฟ ดูอิง บิสซิเนส (Is of doing business) ก็คือความง่ายในการทําธุรกิจ ผมเรียนว่าถ้ากระบวนการฝ่าด่านอรหันต์เป็นแบบนี้ เราคงจะตกทั้ง ๒ เรื่อง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนว่ากระบวนการเราไม่ได้ปฏิเสธนะครับ ๒-๓ ปี ถ้าเราย่นกระบวนการให้มันเหลือไม่เกิน ๑๘๐ วัน จะได้ไหม จะทําอย่างไร จะปฏิรูป ไหน ๆ ก็ปฏิรูปกันแล้วให้กระบวนการที่มันมีความซ้ําซ้อนที่มันเสียเวลาทําคู่ขนานกันไปได้ไหม มันจะได้จบลงภายในเวลาไม่เกิน ๑๘๐ วัน และหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็ควรจะได้ เข้ามาร่วม แล้วก็ไม่ต้องไปถามเขาซ้ําแล้วซ้ําอีกว่าเอาไหมโครงการนี้ ครั้งแรกเขาอาจจะบอกว่า โอเค ๆ ทําไป พอครั้งที่ ๒ ทําก็ทําสิ พอครั้งที่ ๓ ไปถามเขาอีกทีเขาบอกว่าไม่ต้องทําแล้ว ถามหลายที อันนี้มันก็เกิดขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้เราคงจะต้องมาพิจารณา กันใหม่ว่ากระบวนการเหล่านี้มันเป็นกระบวนการที่ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ หรือสภาพการทําโครงการในปัจจุบัน แม้กระทั่งเรื่องของที่เราบอกว่าเราจะทําให้ประชาชน หรือประเทศชาติมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ผมเรียนว่าเราพูดกันหลายครั้งเกี่ยวกับ เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ํา การแบ่งปันผลประโยชน์ การแบ่งปันความมั่งคั่ง ถ้ากติกา ถ้ากฎเกณฑ์ของเราเป็นอย่างนี้ผมเกรงว่ามันจะไม่มีความมั่งคั่งมาให้แบ่งปันกัน แล้วถ้าอย่างนี้ เราจะลดความเหลื่อมล้ําได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็เรียนฝากครับ ฝากท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญให้ช่วยพิจารณาประเด็นตรงนี้ ซึ่งก็เข้าใจว่า ผมก็ฟังอยู่ก็มีหลาย ๆ ท่าน ได้ให้ข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ไปแล้ว ก็ออกมาคล้าย ๆ กัน แล้วขณะเดียวกันก็มีข้อหนึ่งซึ่งท่าน สปช. ต้องขออภัยที่ต้องเอ่ยนามคือท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ท่านให้ข้อคิดไว้ดีนะครับว่าเรื่อง ของสิทธิประโยชน์หรือว่าผลประโยชน์ต้องดูของส่วนรวมนะครับ ไม่ใช่ดูผลประโยชน์ ของคนส่วนน้อย เราต้องรักษาสิทธิของคนส่วนน้อยถูกต้องครับ แต่ว่าเวลาเราตัดสินใจบน ผลประโยชน์ต้องเป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แล้วโครงการอย่างที่ว่าปกติแล้วภาครัฐ เป็นคนทําส่วนใหญ่ก็เป็นโครงการที่สร้างงาน สร้างความเจริญ สร้างรายได้ให้กับประเทศ ให้กับคนทุกคนในความเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าควรจะต้องมาทบทวนกันไหม สักนิดหนึ่งเพื่อที่ทําให้ข้อกําหนดในเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริง ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านที่ค้างอยู่ คุณสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ อาจารย์จุรี วิจิตรวาทการ อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แล้วก็รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ซึ่งกลับมาต่อท้ายตรงนี้นะครับ เชิญคุณสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมจะอภิปราย ในหมวด ๒ ประชาชนนะครับ
ส่วนที่ ๑ ความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง เนื่องจากเจตนารมณ์ของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องการสร้างให้พลเมืองให้เป็นใหญ่ ดังนั้นในมาตรา ๒๖ จึงมีข้อความว่าประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง และเมื่อดูเจตนารมณ์รายมาตรา พบว่าคําว่า พลเมือง จะต้องเป็นคนที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือโดยการแปลงสัญชาติก็ตาม ท่านประธานครับ ถ้าเป็นเด็กที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แม้จะเป็นชาวต่างชาติ ผมคิดว่าผมและเพื่อนสมาชิก หรือคนไทยหลาย ๆ คนยอมรับได้ แต่ถ้าเป็นคนต่างชาติซึ่งมาทําธุรกิจในเมืองไทย แล้วก็มาแปลงสัญชาติเป็นคนไทย ผมไม่เชื่อว่า คนเหล่านี้จะรักประเทศไทยเหมือนรักประเทศของเขา การแปลงสัญชาติเป็นไทยนั้นแม้จะ เป็นเรื่องที่มีขั้นตอน แต่ผมอยากกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากสําหรับคนต่างชาติที่มีเงิน ผมคงไม่พูดอะไรมากกว่านี้ว่าการแปลงสัญชาติสําหรับคนที่มีเงินเป็นเรื่องไม่ยาก หมายความว่า อย่างไร คนต่างชาติที่แปลงสัญชาติโดยเฉพาะนักธุรกิจนั้น คนเหล่านี้มีเจตนารมณ์ในการ ที่จะแปลงสัญชาติไทยเพื่อที่จะได้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในการเป็นคนไทย และคนเหล่านี้ วันหนึ่งเขาก็จะเป็นคนต่างชาติที่เป็นคนไทย ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เช่น เป็นสมาชิกสมัชชาพลเมือง เป็นสมาชิกสภาตรวจสอบภาคพลเมือง คนเหล่านี้คือคนที่อาจจะเป็นฝรั่ง เป็นคนญี่ปุ่น คนจีน คนเยอรมันหรือคนต่างชาติ ซึ่ง ณ วันนี้เราก็ทราบกันว่ามีคนต่างชาติที่เป็นชาวฝรั่งนั้นมาอยู่ในภาคอีสานเยอะ คนเหล่านี้ มามีครอบครัวในเมืองไทย และถ้าวันหนึ่งคนเหล่านี้แปลงสัญชาติเป็นคนไทย คนเหล่านี้ มีเงิน เขาก็จะสามารถที่จะใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของความเป็นคนไทยในประเทศไทยได้ ผมเป็นห่วงเรื่องแบบนี้ครับ จึงอยากฝากมาถึงท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านว่า เรื่องเหล่านี้สําหรับผมแล้ว ผมถือว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยครับ ผมไม่ได้ขัดขวาง ในการที่คนเหล่านี้มาทําธุรกิจในประเทศไทย แต่ผมว่าความเป็นไทยต้องสงวนไว้ให้กับ คนไทยจริง ๆ คนที่แปลงสัญชาตินั้นก็อยู่อย่างคนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะประชาชน คนหนึ่งในประเทศไทย แต่เขาไม่ควรจะต้องมีสิทธิในการใช้สิทธิต่าง ๆ เสมือนหนึ่งคนไทยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญอาจารย์จุรี วิจิตรวาทการ ครับ
ท่านประธานและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉันจะพูดในเรื่องของที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึงแล้วคือเรื่องของพลเมือง ความเป็นพลเมือง แล้วก็บทบาทหน้าที่ความที่พลเมืองเป็นใหญ่ ก่อนอื่นดิฉันคิดว่าประเด็นที่กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้เสนอมามีข้อดีหลาย ๆ อย่าง มีความคิดที่ก้าวหน้า แล้วก็เป็นการมองภาพ ในอนาคต ข้อที่ดิฉันคิดว่าอาจจะกังวลนิดหนึ่งก็คือว่า มันหมายถึงว่าอะไร การที่เราสนับสนุน ให้พลเมืองมีบทบาท มีส่วนร่วมช่วยแก้ไขปัญหาสังคม เป็นเสาหลักของสังคม แต่ว่าเรามี ความพร้อมมากน้อยเพียงใดในสังคมไทยในขณะนี้ที่จะทําในเรื่องของหน้าที่คุณสมบัติต่าง ๆ ที่พูดถึง อย่างเช่น ต้องมีเคารพความเสมอภาคยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรม และอะไรอื่น ๆ อีกมากมาย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและคนทั่วไปในสังคมไทยก็ยังขาดจิตสํานึก ในเรื่องของความเป็นธรรม ในเรื่องของอะไรต่าง ๆ สิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่เราพูดถึง เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นน่าจะมีการรณรงค์หรือว่ามีประเด็นที่จะ ทําอย่างไรให้ปลูกฝังจิตสํานึกความคิดของการเป็นพลเมือง บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และสิ่งที่ควรจะทําของพลเมืองโดยทั่วไป ซึ่งมันคงไม่เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ปีหนึ่ง หรือไม่ สามารถจะเกิดขึ้นโดยการร่างในรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ดิฉันก็เห็นในมาตราหนึ่งที่ได้ พูดถึงเรื่องนี้ ในมาตราที่เขียนไว้ ถ้าจําไม่ผิดคือบอกว่า ไม่ใช่มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๔ ก็เป็น ข้อหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าดี แต่มีในมาตราหนึ่งที่บอกว่ารัฐมีหน้าที่ต้องจัดการศึกษาอบรม ส่งเสริมการจัดการศึกษา แล้วก็มีพูดถึงว่าศึกษาประเภทอื่นที่หลากหลายเพื่อให้มีศีลธรรม มีการพัฒนาจิตใจ และปัญญา อันนี้ไม่ได้ลงโดยเฉพาะในเรื่องของความเป็นพลเมือง แต่ในมาตรา ๒๖ ได้พูดถึงว่ารัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝังให้พลเมืองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อะไรต่าง ๆ มีค่านิยมประชาธิปไตย จัดให้มีการศึกษาอบรมในทุกระดับ ทุกประเภท ทุกกลุ่มอายุ ทีนี้ปัญหาคือว่าถ้าเราเขียนไว้อย่างนี้จะมีวิธีการไปดําเนินการได้อย่างไร โดยใคร โดยหน่วยงานไหน แล้วใครจะเป็นคนทํา เพราะนี่คือหัวใจของความสําเร็จและล้มเหลวของ การที่จะปลูกฝังสร้างพลเมืองไทยจริง ๆ ที่มีส่วนร่วม มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ตระหนัก ถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ให้เข้าใจถึง แยกแยะได้มีจิตสํานึกระหว่างตนเองและสังคม ซึ่งปัญหาทั้งหลายในสังคมไทยตั้งเยอะที่เราพูดถึงมันก็มาจากพื้นฐานรากเหง้าของปัญหา คือคนขาดคุณธรรม จริยธรรม ดิฉันคิดว่านี่คือหัวใจที่สําคัญมาก ๆ เพราะฉะนั้นเราคง ไม่อาจจะหวังพึ่งให้มาตราในรัฐธรรมนูญสามารถจะเกิดประสิทธิภาพขึ้นมาได้โดยให้ คนเปลี่ยนไป ต่อให้เรามีสมัชชาพลเมือง เรามีสมัชชาตรวจสอบ ให้ประชาชนตรวจสอบ แล้วใครจะไปตรวจสอบประชาชนที่ตรวจสอบคนอื่น ประชาชนกันเองก็มีความแตกต่าง หลากหลาย มีผลประโยชน์อยู่ในวังวนของระบบอุปถัมภ์ มีความเห็นแก่ตัวมีอะไรหลายอย่าง ถึงเวลาที่เราต้องปฏิรูปโดยการที่จะเปลี่ยนระบบความคิดของคน ค่านิยมของคน ในสังคมไทยอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นอันนี้ดิฉันก็ขอฝากไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อ ที่บอกว่าให้พลเมืองเป็นใหญ่ ก็มีความกังวลว่าเราจะมาเปลี่ยนความเป็นใหญ่ของภาครัฐ หรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักการเมืองเป็นใหญ่มาเป็นพลเมืองเป็นใหญ่ มันก็ไม่ได้มีอะไรที่จะ แก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง เป็นไปได้ไหมที่ไม่ใช้คําว่า เป็นใหญ่ เพราะเมื่อกี้คุณประสารบอกว่า ท่านพุทธทาสภิกขุบอกว่าผลประโยชน์ของพลเมืองเป็นใหญ่ ของประชาชนเป็นใหญ่ ดิฉันเห็นว่า อันนั้นน่าจะดีกว่า แทนที่บอกว่าให้พลเมืองเป็นใหญ่ เพราะว่าเราอาจจะเกิดความรู้สึกของคน ในสังคมที่แย่งกันเข้าไปสู่ในตําแหน่งต่าง ๆ ที่เราจะเปิดโอกาสให้เข้าไปสู่ได้แล้วก็ไปสร้าง ปัญหาอีกระดับหนึ่ง อีกประเภทหนึ่งให้กับสังคม ถ้าเราไม่มีการปรับเปลี่ยนความคิดทิศทาง ต่าง ๆ ที่ว่าถึงนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นการสร้างระเบิดเวลาหรือไม่ แล้วอันที่จริงแล้วประเด็นของ หน้าที่ของพลเมือง บทบาทหน้าที่ต่าง ๆ เราก็เคยพูดมาแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ถึงแม้จะไม่ได้ชัดเจนเท่ากับฉบับนี้ แต่ว่าเคยมีมาแล้วแต่มันก็ไม่ได้เกิดผล อย่างจริงจัง
ทีนี้มาอีกประเด็นหนึ่งในหน้าที่และสิทธิประโยชน์ที่พลเมืองควรจะได้รับ ในหลายข้อ ดิฉันก็มีความรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างจากของบุคคลที่อยู่ในสังคมมากนัก อย่างเช่น หน้าที่ที่ควรจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม เป็นธรรม บริการสาธารณสุข บริการสาธารณะ หรือว่าอะไรอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้บุคคลที่อยู่ที่นี่เขาควรจะได้รับเช่นเดียวกันตามหลักของ สิทธิมนุษยชนที่เราพูดถึง เพราะฉะนั้นไม่ทราบว่าการระบุให้ชัดเจนขึ้นจะทําให้ไม่สับสนหรือไม่ บุคคลทั่วไปที่เป็นใครก็ได้ในประเทศเราได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา แต่เขาก็ควรจะได้รับการคุ้มครองอย่างอื่น ถ้าเขาทํางานที่นี่ เขาควรจะได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมด้วย อันนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ทราบว่าการแยกมาอยู่ ในหมวดของแค่พลเมืองเป็นการตัดสิทธิคนอื่นหรือไม่ที่ไม่ใช่เป็นคนพลเมืองไทย อันนี้ ก็เป็นประเด็นที่ขอฝากถามไว้ด้วยนะคะ
ทีนี้ในส่วนของมาตรา ๓๔ ดิฉันก็มีความรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ นะคะ เพราะว่าในมาตรา ๓๔ นั้นเราได้พูดถึงความเป็นธรรมให้กับทุกคนในสังคม ดิฉันคิดว่าเป็นอะไร ที่ก้าวหน้า แล้วก็เป็นอะไรที่เห็นแม้กระทั่งสื่อต่างประเทศก็ได้ชื่นชมและชมมิตินี้ว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าให้สิทธิกับคนที่มีความหลากหลายในรูปแบบต่าง ๆ ทีนี้ โดยเฉพาะในวรรคสุดท้ายที่พูดว่ามาตรการที่รัฐกําหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริม ให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม ดิฉันคิดว่าข้อนี้ตรงกับของอนุสัญญาซีดอร์ (CEDAW) ที่มี การพยายามอธิบายถึงมาตรการพิเศษชั่วคราวว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ประเทศไทยเราก็เคยใช้มาแล้วเป็นเวลาหลายปี เราเคยใช้กับการที่จะมีโควตาพิเศษให้กับ นักเรียนที่มาจากภูมิภาคเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในภูมิภาค นักกีฬาบางครั้งที่อาจจะคะแนน ไม่ถึงแต่ให้โอกาสเขาได้เข้าเรียนเป็นต้น เพราะฉะนั้นในภาวะที่มีความเหลื่อมล้ํามาก ๆ หรือว่ามีช่องว่างมากทางสังคมบางครั้งมาตรการพิเศษชั่วคราวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ํา อันนั้นได้ ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นความก้าวหน้า ถ้ามีการขอโดยประชาชนหรือกลุ่มองค์กรสตรี หรือว่าองค์กรอื่น ๆ ที่จะขออ้างมาตราข้อนี้เพื่อให้ขจัด เพื่อให้สิทธิพิเศษบางอย่างก็อาจจะ ขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วย เพราะว่าจริง ๆ แล้วในระดับสากล เขามีการใช้กันบ่อยเพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ําที่มีอยู่นะคะ ดิฉันว่าความก้าวหน้าอันนี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แล้วก็เป็นการที่ทําให้เรามีศักดิ์ศรีในเวทีสากล ให้เห็นว่าประเทศไทยนั้น ได้คํานึงถึงความแตกต่างหลากหลายของคนในประเทศ และให้โอกาสคนที่ยังขาดโอกาส ให้เข้าถึงโอกาสได้เต็มที่ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คนที่ขึ้นมาพูดผมสังเกตดูตั้งแต่เช้ามักจะต้องชมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ชมครับ ขึ้นต้นด้วยการชม ผมขออนุญาตชมไปด้วยเลยก็แล้วกันเหมือนที่ เขาพูด ๙๐ เปอร์เซ็นต์นั้นนะครับ ฉะนั้นเมื่อผมมีเวลาน้อยที่เหลือผมจะมีข้อสังเกตเพื่อให้ ท่านลองไปพิจารณาว่าท่านควรจะแก้ไขปรับปรุงหรือไม่ เพราะว่าผมได้ชมไปแล้วเมื่อสักครู่ เหมือนกับคนอื่นทุกประการ ๙๐ เปอร์เซ็นต์
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าจะต่อจากอาจารย์จุรีโดยที่ไม่ได้นัดหมาย เพราะเห็น อาจารย์จุรีพูดประเด็นนี้ก็อยากจะหยิบขึ้นมา ผมก็เรียงใหม่ในสมองผม อาจารย์จุรีชมว่า มาตรา ๓๔ ได้รับการขานรับและชมมาก นานาประเทศก็ชม เพราะได้วางหลักประกัน ความเสมอภาคโดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความแตกต่างเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา แล้วก็ว่าไป แต่อยากจะถามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าช่วยดูมาตรา ๔๕ ของท่าน นิดหนึ่งเถอะครับ เราจะต้องปรับปรุงไหม เพราะมาตรา ๔๕ บัญญัติไว้ว่าผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย จะมีสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมเพียงใดให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติหรือ ตามที่รัฐจัดให้ ทําให้น่าคิดครับว่าบทบัญญัตินี้จะขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนในมาตรา ๓๔ หรือเปล่า ฝากท่านคิดเท่านั้นละครับ เพราะว่ามันมีถ้อยคําอะไรที่อาจจะขัดกันอยู่ นั่นเป็น ประเด็นแรกนะครับ
ประเด็นที่ ๒ อยากจะให้ท่านดูมาตรา ๔๘ พูดเรื่องสื่อ ผมดีใจมากที่ กรรมาธิการได้พยายามอุดช่องโหว่ของมาตรา ๔๘ ที่เดิมนี่ พอดีผมก็เอาร่างฉบับสมัยที่พวก ผมทํากันอยู่เมื่อปี ๒๕๕๐ สีเหลือง ๆ นี้นะครับ ตอนนั้นเราเรียกว่ามาตรา ๔๕ มันมีปัญหา จริงแล้วท่านก็พยายามอุดช่องโหว่ ก็คือว่ามาตรา ๔๘ เป็นเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน เท่ากับว่าเรากําลังคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ของประชาชนและแทบทุกตัวหนังสือก็ดี ทุกอย่างหมดเลย มาถึงวรรคสุดท้ายของเมื่อปี ๒๕๕๐ บอกว่าการให้เงินหรือทรัพย์สินอื่น เพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ เราก็มีมือดี ไปตีความว่านั่นเป็นการอุดหนุน เพราะฉะนั้นซื้อโฆษณามันเสียเลย ก็จัดแจงให้กระทรวง ทบวง กรม เอางบมารวมกันซื้อโฆษณามติชน ซื้อโฆษณาอันโน้น อันนี้ จนกระทั่งสื่อเราก็ กลับกลายกันไปเยอะแยะ เที่ยวนี้ท่านก็กรุณาไปเติมในวรรคสุดท้ายเปลี่ยนจากปี ๒๕๕๐ ท่านเปลี่ยนเป็นว่ารัฐจะให้เงิน ทีนี้ให้ชัดขึ้น รัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือสิทธิประโยชน์ อื่นใดเพื่ออุดหนุนกิจการสื่อมวลชนของเอกชนมิได้ การซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจาก สื่อมวลชนโดยรัฐ จะกระทําได้ก็แต่เฉพาะโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่กําหนดขึ้นเพื่อการนั้น แต่ผมคิดว่าท่านยังพลาดนิดเดียว ที่พูดนี่ช่วยคิดนะครับ ตอนบอกว่า แต่โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อการนั้น ระวังจะมีคนไปตีความต่อว่าโดยบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเพื่อการนั้น ดังนั้นเขาก็บอกว่าเขาก็ซื้อโฆษณาได้ตามพระราชบัญญัติสวัสดิการสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้า ก็โดยการนั้น อย่างไรครับ ตามกฎหมายโดยการนั้น ถ้อยคํามันทําให้คนไปบิดได้ต่ออีก ผมอยากจะเสนอแนะ ตรงนี้นะครับท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าในหลักการแล้วเรา คงห้ามไม่ให้รัฐโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์คงไม่ได้ แต่ให้เขาเปิดเผยการซื้อสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ต้องเปิดเผยและมีแมกซิมัม (Maximum) หรือมีแคพ (Cap) หรือมียอดสูงสุด ของแต่ละรายจะต้องเท่าไรและโดยเปิดเผย ผมว่าใส่ไปอย่างนั้นเสียเลย พอท่านเตะไปว่าจะมี กฎหมายลูกตามมา แล้วก็ระวังจะเจอมือดีตีความอย่างที่ผมพยายามดูว่ามันจะมีช่องว่างไหม อันนี้ก็ฝากไว้คิดเท่านั้นเองครับ นั่นเป็นเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ คือมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๐ ของท่านผมเคยเจอปัญหานี้ พี่มานิจ คงจะจําได้ว่าในสภาแห่งนี้มาตรา ๕๐ สมัยก่อนนี้บอกว่าให้มี กสท. และ กทช. ผมนี่เป็น ตัวตั้งตัวตีบอกว่าอยากจะล้มมันทั้งคู่เลย เพราะมันมีปัญหาจําได้ใช่ไหมครับ ก็เลยเสนอว่า ให้มี องค์กรหนึ่ง หนึ่งเดียวก็เท่ากับว่าเอาสิที่มันมีของเก่าบอกว่ามี ๒ องค์กรก็ต้องเลิก ก็จัดตั้งใหม่คือ กสทช. แล้วมันก็มีปัญหาอีก พอมีหนึ่งเดียวนึกว่าจะแก้ปัญหาได้กลายเป็น หนึ่งเดียวไปแยกเป็น ๒ องค์กรแล้วก็ใช้เงินอีลุ่ยฉุยแฉก งานการไม่ค่อยได้ทําอะไรที่เป็นเรื่อง เป็นราว ไม่อยากพูดมากเรื่องนั้น ถามว่าตอนนี้หน้าที่ของท่านแล้วละครับจะแก้ตรงนี้อย่างไร กสทช. ผมดูจากที่ท่านเขียนนี่นะครับ มันยังไม่ได้แก้ให้เลย มันจะทําอย่างไรตรงนี้ ท่านก็บอกว่าให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ก็เหมือนเก่า ไปต่อท้ายเรื่องเงื่อนไขต้องคํานึงถึงความมั่นคงของรัฐอะไรต่อมิอะไร ก็เลย ถูกคนเขาตีความว่าเท่ากับว่าไปลดความเป็นอิสระจากเขาหรือเปล่า ท่านก็ได้ยินมาแล้ว แต่ผมพูดตรง ๆ นะครับว่า กสทช. ถึงเวลาต้องปฏิรูป ท่านปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ มากมายมหาศาล ผลประโยชน์ ผลประโยชน์ที่กิจการนี้ได้รับมากมายมหาศาล ตกลงจะทําอย่างไรก็ต้องปฏิรูป กันตรงนี้ ฝากท่านไปคิดตรงนี้ด้วยก็แล้วกัน ก็มาถึงวรรคท้าย ๆ ที่ในมาตรา ๕๐ อีกประเด็นหนึ่ง เสียดายคุณกอบศักดิ์ไม่อยู่ตรงนี้ คุณกอบศักดิ์เป็นนักเศรษฐศาสตร์น่าจะอธิบายได้ดี อาจารย์มีชัยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ช่วยผมอธิบายด้วยก็แล้วกัน ในวรรคก่อนสุดท้ายท่านมี เจตนาดีอยากจะเห็นบริการทั่วถึง มีมาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้และให้ประชาชน โดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดมากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว ถ้าอ่านไปนี้มันตีความได้ ๒ นัย นัยที่ ๑ ท่านบอกว่าอย่าไปประมูลเลย ใช้ประกวดดู คุณสมบัติ อย่าเอาไปประมูลว่าใครจะให้รายได้กับรัฐสูงสุดให้รายนั้น ถ้าคนทั่วไปฟังดูดี ได้คุณสมบัติ แต่นักเศรษฐศาสตร์จะเข้าใจประเด็นนี้ดีว่าในระบบทุนนิยมโดยเฉพาะระบบ ตลาดทุนนิยมต้องการกําไรสูงสุด มันไม่เกี่ยวเลยกับการที่เขาต้องจ่ายค่าสัมปทานใช้คลื่น กับรัฐมากน้อยแค่ไหน เขาจะขายแพงที่สุดในจุดที่เขาได้กําไรสูงสุด ยิ่งไปลดราคาให้กับเขา เขายิ่งชอบ พูดตรง ๆ เลย ทีวีเมืองไทยช่อง ๗ จ่ายค่าสัมปทานนิดเดียวถามว่าเขา ขายโฆษณาถูกไหม เขาก็ขายแพง ช่อง ๓ ก็จ่ายไม่มาก เขาก็ขายแพง ตอนนั้นไอทีวี (ITV) จ่ายค่าสัมปทานแพงเลย แต่ขายแพงได้ไหม ขายไม่ได้ มันไม่เกี่ยวกับการที่เขาต้องจ่าย สัมปทานมากหรือน้อยอย่างไร ขณะเดียวกันท่านไปดูส้วมที่ตลาดนัดจตุจักร คนนี้ไปประมูล มาไม่เท่าไร แต่วันวันหนึ่งถ้าคนเยอะ ๆ เก็บได้ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ลองคิดดูสิครับ เขาไปลดไหมจาก ๓ บาทที่เขาเก็บจากคนทั่วไป ประมูลจ่ายนิดเดียวให้สัมปทาน เรื่องอะไร ไปลด เมื่อคนมันปวดเขาก็เก็บ ๓ บาทเหมือนเดิม ตกลงตรงนี้ไม่ช่วยครับ ลองกลับไป คิดดูใหม่ ผมพยายามตีความอีกด้านหนึ่งก็ดีนะครับ พอไปได้แต่กลัวคนจะบิดตีความอย่างที่ ผมคิดเมื่อสักครู่นี้ จริง ๆ แล้วท่านต้องกําหนดไว้ก่อนเลย ถ้าจะให้เขาเก็บอัตราโทรคมนาคม นาทีละ ๕๐ สตางค์สมมุติ จะเอาคุณภาพอย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งเงื่อนไขก่อนประมูล แล้วทุกคน โดนเงื่อนไขเดียวกัน แล้วทุกคนประมูลให้รัฐสูงสุดอย่างนี้เวิร์ก (Work) แต่ถ้าท่านไปบอกว่า โอเค เราเก็บคุณถูก ๆ แล้วคุณแข่งกัน ใครจะมีคุณภาพดีราคาถูก ท่านจะโดนเขาฮั้วกัน ก็ฝากไว้ดูก็แล้วกัน ท่านรู้จักทีวีดิจิทัล (TV Digital) ใช่ไหมครับ พวกเราในห้องนี้ก็มีคนทํา ทีวีดิจิทัลอยู่ จ่ายค่าสัมปทานแพง ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไปเก็บแพงได้นะครับ เขาจะไป ไม่รอดกันเป็นแถบ ก็ไม่ได้หมายความว่าพอจ่ายสัมปทานแพงจะไปเก็บแพง เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ช่วยกรุณาพิจารณานิดหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมือดี ๆ อยู่ในกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณาประเด็นนี้สักนิดหนึ่งนะครับ ลองอ่านบทความของดอกเตอร์ สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ประเด็นนี้ก็เป็นห่วงกันอยู่นะครับ นั่นเป็น อีกประการหนึ่ง ประการถัดไปก็คือมาตรา ๕๓ ท่านประธานครับ ช่วยตอบคําถามผมนิดเดียว ผมบอกแล้ว ผมเชียร์ท่าน ๙๐ เปอร์เซ็นต์มันก็ต้องมีบ้างนะครับที่ต้องถาม มาตรา ๕๓ บอกพลเมือง มีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่บอกการจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้เว้นแต่อาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุม ในที่สาธารณะและเพียงเท่าที่จําเป็น ถามท่านนิดเดียว ถ้าท่านจะชุมนุมไม่ใช้ที่สาธารณะ แล้วจะไปใช้ที่ไหนครับ ถ้าบอกว่าจะจํากัดได้ก็จํากัดการชุมนุมในที่สาธารณะ ตกลงถ้าไป จํากัดการชุมนุมในที่สาธารณะมันก็จบ เงื่อนไขอันนี้มันเป็นเงื่อนไขที่ไปดีฟีท (Defeat) ตัวมันเองหรือเปล่าว่าตอนแรกที่บอกว่ามีเสรีภาพในการแสดงออก ที่ชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธทําได้ แต่บอกว่าจํากัดได้ในที่สาธารณะ มันจบแล้ว มันไม่ต้องชุมนุมแล้ว ในฐานะที่ผมชุมนุมมาตั้งแต่เด็ก หลายต่อหลายครั้ง พอเจอคํานี้แล้วก็รู้สึกว่าแล้วเรา จะไปชุมนุมบ้านใครถ้าอย่างนั้น ท่านช่วยไปพิจารณานิดหนึ่งก็แล้วกันในประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ถัดไปคือมาตรา ๕๖ อาจารย์ไพศาลได้พูดไว้นิดหนึ่ง แต่เขาหยิบคําคํานั้น แต่ว่าเขาไปเล่นอีกประเด็นหนึ่ง มาตรา ๕๖ บอกว่าวิชาชีพมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ แต่จะต้องไม่ก่อให้เกิดการผูกขาดเกินความจําเป็น ใส่ไปทําไมครับเกินความจําเป็นนี้ มันเลย กลายเป็นว่าถ้าผูกขาดบ้างได้ใช่ครับ รัฐธรรมนูญมันก็ต้องเขียนให้มันชัดไปเลยว่าเราส่งเสริม ให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม และมาตรานี้ไปดูของเก่าเถอะครับ มันมีถ้อยคําเรื่องการแข่งขัน อย่างเป็นธรรม แล้วไปตัดออก แล้วไปใส่ว่าก่อให้เกิดการผูกขาดเกินความจําเป็น ผมขอตัด คําว่า เกินความจําเป็น ได้ไหมครับ คือเรานี้ให้เสรีภาพแต่จะต้องไม่ก่อให้เกิดการผูกขาด พอแล้ว พอบอกเกินความจําเป็น โอ้โห ศรีธนญชัยบ้านเราเยอะนะครับ เขาบอกว่า ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ไปตีความกันนะครับ เกินความจําเป็นไหม จะขอผูกขาดสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ได้ไหม ตลาด ก็จะมีปัญหาเรื่องมาร์เก็ต แชร์ (Market Share) ก็จะไปแล้วครับทีนี้ พระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ วันก่อนเราก็พูดกัน เรื่องพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าในที่นี้ ก็ฝากไว้ดูในประเด็นนั้นด้วยก็แล้วกัน
ประเด็นถัดไปครับ คุณสารีพูดไปนิดหนึ่ง ผมเรียนว่าผมเห็นด้วยคือมาตรา ๖๐ ท่านลําดับเรื่องดีมากเลยมาตรา ๖๐ ผมก็ชม แต่ขอเติมคําเดียว ให้องค์การคุ้มครองผู้บริโภค มีสิทธิหรือมีอํานาจในการฟ้องแทนผู้บริโภคได้ ท่านครับ ผู้บริโภคแต่ละคนมันเก็บแต่ว่า มันไม่คุ้มเลยที่แต่ละคนจะไปฟ้อง ตกลงมันต้องมีคนที่ฟ้องในกรณีเพื่อประโยชน์ของ สาธารณะในวงกว้าง ผมเชื่อว่าท่านเขียนได้ตรงนี้ ให้เขาช่วยทําหน้าที่ อย่างอื่นท่านดีแล้วครับ ในมาตรา ๖๐ จริง ๆ อยากจะพูดให้ประชาชนที่บ้านที่ฟังรู้เรื่องด้วยแต่มันไม่มีเวลาว่า ต้องทําวิจัย เผยแพร่ข้อมูลให้ผู้บริโภคได้รู้ทันผู้ที่เอาเปรียบผู้บริโภคทั้งหลาย เขียนดีหมดแล้ว เติมตรงนี้สักนิดหนึ่งก็จะสุดยอดนะครับ
ก็มาถึงประเด็นสุดท้ายครับ คือมาตรา ๔๗ ผมเกรงใจท่านประธานนะครับ เพราะว่ากติกาให้พูดทีเดียว เมื่อพูดทีเดียวผมก็พยายามจะลุยให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ มาตรา ๔๗ วรรคสาม กําหนดห้ามถอนสัญชาติของพลเมืองที่ไม่ได้สัญชาติไทยมาโดยการเกิด หากเป็นการฝ่าฝืนความสมัครใจของบุคคลนั้นและจะทําให้บุคคลนั้นเป็นคนไร้สัญชาติ ดูดีครับ ฝากคิดนิดเดียวว่าอาจจะเกิดปัญหาในเรื่องของการรักษาความมั่นคงได้ไหม มันมี ศรีธนญชัยเหมือนกัน คือมีผู้อาศัยช่องนี้ขอสัญชาติไทยแล้วสละสัญชาติอื่นหมดเลย ตกลงตัวเองมีแต่สัญชาติไทยสัญชาติเดียว ไปไหนไม่ได้ เป็นคนไร้สัญชาติทันทีถ้าเราไม่ให้ สัญชาติ แล้วถ้าพวกนี้มาทําจารกรรมในประเทศไทย ผมอาจจะคิดมากไปนะครับ แต่ถามว่า เป็นไปได้ไหม เพราะท่านบอกว่าทําไม่ได้รัฐธรรมนูญคุ้มครองเลยถ้าเขาจะกลายเป็นบุคคล ไร้สัญชาติ เพราะเขาสละไปหมดแล้วนี่ครับสัญชาติเก่าและเขาก็ไม่สมัครใจ เพราะท่านไป เขียนล็อกไว้ตรงนี้ในมาตรา ๔๗ มันจะขัดกันเองในมาตราอื่นที่เราพูดกันมาเมื่อสักครู่ด้วยหรือไม่ ขอบพระคุณครับ
อาจารย์เจิมศักดิ์ ใช้ไปแล้ว ๑๘ นาที เพราะฉะนั้นวันพรุ่งนี้อาจารย์เหลือ ๒ นาที ถัดไปรองศาสตราจารย์ พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ครับ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกแล้วก็ประชาชนที่ติดตามฟังนะคะ สําหรับ ๑๐ นาทีหลังซึ่งดิฉันจะต้องทํา หน้าที่ก็คือจะมีความเห็นเกี่ยวกับหมวด ๒ ในเรื่องเกี่ยวกับประชาชน ซึ่งดิฉันจะแยกออกเป็น ๓ ประการสําคัญเช่นกันนะคะ
ในประการแรก ดิฉันชักไม่กล้าแสดงความชื่นชมแต่ก็ต้องชื่นชมว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับมนุษย์หรือคนในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏตัวบนแผ่นดินไทย ซึ่งดิฉันจะมีข้อเสนอแนะเล็กน้อยในการจัดการสิทธิที่ เหมาะสมมากขึ้นสําหรับคนด้อยโอกาสอย่างร้ายแรงในบางสถานการณ์ ดิฉันตระหนักว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงมีแนวคิดมนุษย์นิยมอย่างมากทีเดียว บทบัญญัติ จํานวนหนึ่งจึงระบุถึงความด้อยโอกาสในหลายสถานการณ์และเป็นสถานการณ์ที่เกิดจริง ในประเทศไทยและไม่ค่อยมีกฎหมายไทยลายลักษณ์อักษรกล่าวถึงในสถานการณ์ผู้ทรงสิทธิ ของบุคคลดังกล่าวมากนัก หลายเรื่องเป็นเรื่องที่รู้กันดีทั่วโลกในประชาคมระหว่างประเทศ และท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้กล่าวถึง ดิฉันยกตัวอย่างใน ๓ สถานการณ์ ด้วยกันเป็นตัวอย่างที่สําคัญและควรชื่นชม
สถานการณ์แรก ก็คือสถานการณ์ของคนไร้สัญชาติ ดิฉันอาจจะมีมุมมอง อีกแบบหนึ่งเกี่ยวกับมาตรา ๔๗ วรรคสาม ดิฉันดีใจมากที่เห็นคําว่า คนไร้สัญชาติ ปรากฏ ในร่างรัฐธรรมนูญ แม้แนวคิดเพื่อจัดการในเรื่องนี้อย่างชัดเจนรอบด้านจะไม่ปรากฏ ในร่างรัฐธรรมนูญเลยก็ตาม และแม้ถ้อยคําในวรรคนี้จะต้องปรับให้ชัดเจนมากขึ้น แต่เมื่ออ่านแล้ว ก็เข้าใจได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ไม่ยอมให้การสิ้นสุดของสิทธิในสัญชาติไทยของ บุคคลใดทําให้บุคคลนั้นตกเป็นคนไร้สัญชาติ ดิฉันไม่อยากเห็นการออกกฎหมายมาถอนสิทธิ ในสัญชาติไทยของบุคคลอันก่อให้เกิดคนไร้สัญชาติดังที่เคยมีมาในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกิดโศกนาฏกรรมกับชาวเขาจํานวนมากในประเทศไทยและในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ เป็น ๒ สถานการณ์ที่กฎหมายไทยทําให้คนที่มีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิด กับแผ่นดินไทยและเป็นคนยากจนตกเป็นคนไร้สัญชาติ มาตรา ๔๗ วรรคสาม จึงเป็นกลไก ประสิทธิภาพเพื่อป้องกันเหตุร้ายดังที่เคยเกิดมา ดิฉันจึงขอสดุดีให้ความดีงามอันนี้ของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่งดงามมากที่สุดค่ะ
สถานการณ์ที่ ๒ ก็คือสถานการณ์ของคนยากไร้หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลําบาก ๒ คํานี้ปรากฏในมาตรา ๔๔ ในเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมสําหรับมนุษย์ทุกคน อันนี้ สุดยอดค่ะ มาตรา ๕๒ ความเท่าเทียมกันในการรับการศึกษา แม้ว่ามาตรา ๕๒ จะให้ แก่พลเมืองก็ตามก็ยังเป็นสิ่งที่ยังงดงามอยู่ดี แต่ถ้าเกิดสิทธิทางการศึกษาจะเป็น เอดูเคชัน ฟอร์ ออร์ (Education for all) ดิฉันก็ว่าน่าจะดีมากกว่า
ในสถานการณ์ที่ ๓ ดิฉันเหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านว่ามาตรา ๓๔ วรรคสาม ก็ยิ่งใหญ่นะคะ เป็นมาตราที่กล้าพูดถึงปัญหาจริงในสังคมไทย ปัญหาซึ่งคนที่มี ถิ่นกําเนิดแตกต่างกัน เชื้อชาติแตกต่างกัน เพศสภาพแตกต่างกัน แล้วก็สถานะบุคคล ที่แตกต่างกัน ดิฉันขอบคุณที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอธิบายว่าสถานะบุคคลนั้น หมายถึงคนชาติพันธุ์ แน่นอนท่านคงหมายถึงชาวเขา ชาวเล ชาวป่าอย่างมานิ ซาไก ดิฉัน ขอบคุณมากค่ะ ดิฉันคิดว่ามันมีดอกไม้ที่งดงามมากมายอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ ดิฉันภาวนาให้ท่านไปตลอดรอดฝั่ง อันนี้เป็นเรื่องแรกที่ดิฉันจะเรียนว่าดิฉันอาจจะ ไม่เรียกร้องท่านมากเกินไป แต่ดิฉันอยากจะให้ท่านเริ่มต้นแล้วท่านได้เริ่มต้นแล้วดิฉัน ขอบคุณอย่างสูงค่ะ
ในความเห็นประการที่ ๒ ดิฉันเสนอให้เพิ่มคําว่าบุคคลในทุกเพศสภาพ ในวรรคสองของมาตรา ๓๔ ซึ่งบัญญัติไว้อย่างที่เคยบัญญัติมาหลายสิบปีว่าชายและหญิง มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ณ วันนี้โดยวิทยาศาสตร์ชีวภาพเราก็รู้อยู่แล้วว่าเพศไม่ได้มีแค่ ๒ เพศซึ่งเป็นเพศที่ชัดเจน ยังมีเพศที่ไม่ชัดเจนอีกหลายลักษณะและกฎหมายครอบครัว ทั่วโลกกําลังปรับตัวสําหรับที่จะเอื้อต่อสุขภาวะของคนที่มีปัญหาเพศสภาพตามธรรมชาติ ดังนั้นดิฉันคิดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเข้าใจปัญหาวิทยาศาสตร์ชีวภาพตรงนี้ดี ถ้าหากพิจารณามาตรา ๓๔ วรรคสาม ท่านก็พูดถึงเพศสภาพอยู่แล้ว ดิฉันจึงอยากจะสนับสนุน ให้ท่านเพิ่มคําว่า บุคคลในทุกเพศสภาพ ลงไปในการรับรองความเท่าเทียมกันในการเข้าถึง สิทธิเสรีภาพในวรรคสอง ดิฉันคิดว่าคนที่มีปัญหาการรับรองเพศสภาพตามธรรมชาตินั้น มีความทุกข์ยาก มีความทุกข์ทรมานมาหลายปีดีดักอยู่แล้วด้วยความไม่เข้าใจของสังคมไทย ในวันนี้เมื่อมีความเข้าใจกันมากขึ้น ดิฉันคิดว่าตรงนี้น่าจะไปให้ถึงที่สุด การเริ่มต้นที่ชัดเจน ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปครั้งนี้ย่อมจะทําให้ความไม่เป็นธรรมที่บุคคลที่มีปัญหา การรับรองเพศสภาพที่เป็นมายาวนานนั้นคงจะเริ่มต้นได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ให้หมดไปในไม่ช้า ดิฉันขอสนับสนุนให้ท่านยืนหยัดเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม กับบุคคลในสถานการณ์นี้ อันนี้เป็นความเห็นประการที่ ๒
ในประการที่ ๓ ก็คงเหมือนเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่สนใจมาตรา ๔๕ ซึ่งบัญญัติ ถึงบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยจะมีสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเพียงใด ให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติหรือตามที่รัฐจัดให้ อาจจะต้องมีเรื่อง ตกแต่งบทบัญญัตินี้ค่อนข้างมาก แต่ดิฉันใคร่จะทําความเข้าใจแทนคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญหรือเปล่าว่ามาตรา ๔๕ นั้น น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้สังคมไทยได้จัดการ ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นแก่คนที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทยโดยหลักดินแดน คนกลุ่มหนึ่งอาจจะมีพ่อไทยหรือแม่ไทย แต่การที่เขาเกิดในป่า เขาเกิดนอกโรงพยาบาล หลักฐานพยานตัวนั้นก็คงเป็นไปได้ยากลําบากพอสมควรแล้วก็มีราคาแพง ฉะนั้นการที่เขาตั้ง บ้านเรือนถาวรในประเทศไทยก็เท่ากับว่าเขามีภูมิลําเนาหลักในประเทศไทย กล่าวในทาง เศรษฐศาสตร์ก็คือเขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบทางสังคม กล่าวคือมีโซเชียล คอนทริบิวชัน (Social contribution) ต่อประเทศไทย เขาเสียภาษีให้รัฐไทยทั้งทางตรง ทางอ้อม เขาเก็บ ทรัพย์สินไว้บนแผ่นดินไทย ความร่ํารวยของพวกเขาก็คือความร่ํารวยของประเทศไทย ดิฉันอยากจะเน้นอีกครั้งหนึ่งว่าคนในสถานการณ์นี้ก็คือต่างด้าวเทียม เขาอาจจะไม่มี ความสัมพันธ์กับรัฐต่างประเทศใดเลยบนโลก แต่โศกนาฏกรรมของเขาก็คือการที่เขาไม่มีบัตรใบนั้นคือบัตรประชาชน ในสถานการณ์ที่เขา ยังไม่มีบัตรประชาชน ดิฉันคิดว่าสิ่งที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทําถูกต้องก็คือการเปิด พื้นที่ที่จะให้ความเป็นธรรมกับเขา กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะวางไว้ในมาตรา ๔๕ เพราะอย่างน้อยเขาคงจะได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่เราจะเห็นได้ว่าในกรณีที่เขา อาจจะทําได้ดีกว่านั้นหรือในกรณีที่ประเทศไทยกําลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัย เรามีกรอบปฏิรูป ที่จะต้องเพิ่มประชากรวัยทํางาน ดิฉันคิดว่าบางทีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะมาจาก มาตรา ๔๕ นั้นก็น่าจะนําพวกเขาไปสู่การพัฒนาประเทศไทยและแก้ปัญหาสังคมสูงวัยได้ ดิฉันใคร่จะขอเสนอให้มาตรา ๔๕ นั้นมีวรรคท้ายที่ว่าการบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ย่อมจะต้องเป็นไปบนมาตรฐานที่เอื้อต่อการดํารงชีวิตในประเทศไทยอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่อนสมาชิกบางท่านก็เห็นได้ว่าคนในลักษณะนี้ไม่ควรจะถูกเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ดิฉัน ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เป็นได้ก็ไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติกับคนสัญชาติไทย แต่ในสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ มาตรฐานที่พวกเขาได้รับอาจจะสูงกว่ามินิมัม สแตนดาร์ด (Minimum standard) นั่นก็คือมาตรฐานที่เอื้อต่อการดํารงชีวิตในประเทศไทยอย่าง มีศักดิ์ศรีค่ะ ดิฉันขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทําให้ดิฉันสบายใจมากขึ้นกับ มุมของมนุษย์นิยมที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดิฉันเอาใจช่วยท่านทั้งหลาย ดิฉันทราบว่า ท่านลําบาก เหนื่อยยาก ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก หรืออภิปรายเพิ่มเติม เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง ในนามของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขอเรียนว่าวันนี้ได้มีโอกาสนั่งฟังการอภิปรายของ ท่านสมาชิกทั้งหมด ๔๘ ท่านด้วยกันนะครับ ก็เรียนท่านทั้งหลายว่าทําให้มีกําลังใจ ในการทํางานมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ก็ชมเชยมา แม้ว่าบางท่านจะชมเชยตามคนอื่นก็ตาม มีเพียงท่านเดียวที่บอกว่าอ่านรัฐธรรมนูญนี้แล้วมีความกลุ้มใจมาก ก็ไม่เป็นอะไรครับ ความเห็นและข้อเสนอแนะที่ท่านได้ให้ไว้ในวันนี้ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก แล้วก็ได้ บันทึกไว้หมดนะครับ ถ้าจะตอบในวันนี้ก็คงจะกินเวลาถึงสองยาม ก็ขอเรียนว่าความเห็น และข้อเสนอแนะที่ท่านได้ให้ไว้นั้นจะนําเอาไปประกอบการพิจารณาเมื่อได้มีการยื่นข้อเสนอ เพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในภายหลัง ได้บันทึกไว้หมดทุกข้อนะครับ ขอเรียนท่านทั้งหลายว่า อย่างที่ได้มีการพูดกันว่าการทํารัฐธรรมนูญนั้นจะให้ถูกใจคนทุกคน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เรียนว่าเราจะพยายามทํารัฐธรรมนูญนี้ให้ดีที่สุดนะครับ สมกับที่พูดกันว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป เป็นรัฐธรรมนูญของพวกเรา แล้วก็ท้ายที่สุดขอเรียนว่าในการ ทํารัฐธรรมนูญนี้ก็จะทํารัฐธรรมนูญเพื่อสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ เพื่อให้การเมืองใสสะอาด และสมดุล เพื่อหนุนสังคมที่เป็นธรรม และนําชาติสู่สันติสุข ขอขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เราใช้เวลาในการพิจารณาเป็นเวลามากพอสมควรแล้วนะครับสําหรับวันนี้ ผมขอนัดประชุม เพื่อพิจารณาต่อในวันพรุ่งนี้นะครับ ๐๙.๐๐ นาฬิกา สําหรับวันนี้ต้องขอขอบคุณทาง กรมประชาสัมพันธ์นะครับ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยที่ได้เอื้อเฟื้อการถ่ายทอดสําหรับประชาชนโดยทั่วไปด้วย ขอขอบคุณ ท่านสมาชิกและขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ขอปิดประชุมครับ