สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร อภิปรายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความบริสุทธิ์ใจในการยกร่าง โดยมีเจตนารมณ์ที่จะสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด และสมดุล สังคมเป็นธรรม และนำชาติสู่สันติสุข โดยเน้นย้ำถึงบททั่วไปของรัฐธรรมนูญและวิธีการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ เช่น การปฏิรูป การเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และการเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำของเอเชีย

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผมจะอภิปรายครั้งเดียวจะใช้สิทธิ ๒๐ นาที วันนี้ถือว่า เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสําคัญของประเทศอีกครั้งหนึ่ง หลังจากต้องเผชิญ ความท้าทายว่าจะก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างไร รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่าง ใช้เวลา ๑๒๐ วัน หลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ส่งความเห็นเป็นประเด็นปฏิรูปและ ความเห็นประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๖ ประเด็น ถือได้ว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความแหวกแนวจะเหาะเหินเกินลงกาหรือไม่ แต่ว่ามีนวัตกรรมใหม่ ๆ ใน ๒๓ ปีที่กระผม อยู่ในแวดวงการเมืองนั้นได้ผ่านรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ ฉบับที่สําคัญมากก็ต้องอ้างอิง เปรียบเทียบก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในตอนนั้นมีกลิ่นอายของนมเนยค่อนข้างมาก เป็นการศึกษา เป็นการลอกเลียนแบบ เป็นการเรียนรู้จากต่างประเทศแล้วมาบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่วันนี้เมื่อได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของน้ําพริกปลาทูครับ นั่นคือเจตนารมณ์ของการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติก็ดี กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ได้นําบริบทของสังคมไทย นําบทเรียนของวิกฤตการณ์ ทางการเมืองและปัญหาหมักหมมสะสมมาเป็นเวลาหลายสิบปีนั้นนํามาออกแบบใหม่ แต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดนั้น กระผมต้องเรียนท่านประธานว่าการสืบเจตนาและการทํางาน ๑๒๐ วัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ากรรมาธิการยกร่างชุดนี้ไม่ใช่กรรมการร่างทรง ไม่ได้มีร่างรัฐธรรมนูญใต้ตึกที่มีคนนํามามอบแล้วยกร่างตามนั้น เมื่อได้พินิจพิเคราะห์ จากการทํางาน รวมทั้งสมาชิก สปช. ๒๑ ท่าน รวมทั้งท่านประธานศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อยู่ในกรรมาธิการยกร่าง ก็เชื่อมั่นได้ว่ามีความบริสุทธิ์ใจได้พิสูจน์ว่าไม่ใช่ร่างทรง เมื่อไม่ใช่ร่างทรงก็มาดูว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ในการจัดทํายกร่าง ๓๑๕ มาตรา ประกอบไปด้วย ๓ บท ๔ ภาค ๑๔ หมวดที่เป็นสารัตถะสําคัญ บททั่วไปถือได้ว่าเป็นบทที่สําคัญที่สุด ของทุกรัฐธรรมนูญ เป็นบทที่แสดงออกถึงการใช้โครงสร้างของรัฐธรรมนูญนั้นกําหนด กฎกติกาเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายใด ๆ จะละเมิดมิได้ ความโปร่งใสดังกล่าวนั้นได้พิสูจน์ ให้เห็นว่าการยกร่างนั้นเป็นไปโดยเปิดเผย มีการแถลงทุกวัน มีการประสานกับ สปช. ทุกสัปดาห์ ทั้งในระดับของที่ประชุมใหญ่ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ มีการรับฟังความคิดเห็น ทั้งกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งไม่ว่าจะเป็น นปช. กปปส. และประชาชนทุกภาคส่วน ทั่วทั้งประเทศ จากการจัดเวที ๓๐-๔๐ ครั้งที่ผ่านมา หรือการรับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งพรรคใหญ่ พรรคกลาง พรรคเล็ก ที่ผมต้องกล่าวตรงนี้เพราะว่าการจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในบททั่วไปนั้น ซึ่งจะก่อไปด้วยเจตนารมณ์และแนวทางสําคัญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นตัวชี้นําแนวทางไปสู่อีก ๓๐๘ มาตราที่เหลือนั้นจําเป็นต้องสืบค้นให้เกิดความมั่นใจ ดังนั้นในประเด็นที่สําคัญที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้นั้นก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะตอบโจทย์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของประเทศหรือไม่ จะเป็นก้าวแรก ก้าวเริ่ม หรือก้าวถอยหลัง จะเป็นจุดเปลี่ยนหรือจุดดับ นั่นคือสิ่งที่กระผมจะได้นําเสนอ แน่นอนที่สุดว่าโดยเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ต้องการให้การเมืองใสสะอาด และสมดุล ต้องการหนุนสังคมให้เป็นธรรมและนําชาติสู่สันติสุขนั้น กระผมมีอยู่ ๕ โจทย์ด้วยกัน ๕ โจทย์ที่เป็นอดีตและเราหวังว่าจุดเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น จะนําประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น จะเดินหน้าประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น

โจทย์ใหญ่ประการแรกก็คือว่า ความแตกแยกของคนในชาติ

ประการที่ ๒ ก็คือ การทุจริตคอร์รัปชันและการทุจริตทางการเมือง โดยเฉพาะ การเลือกตั้ง

ประการที่ ๓ คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ํา ความยากจน การผูกขาดทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

ประการที่ ๔ ก็คือ ปัญหาในเรื่องของความล้าหลังยากจนของประเทศ

สุดท้ายก็คือ ปัญหาความถดถอยของประสิทธิภาพของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคการเมืองและภาคเอกชน

ถ้าโจทย์เหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ เป็นโจทย์หลักของประเทศ รัฐธรรมนูญจะต้อง ออกแบบเพื่อที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อวันนี้แต่เพื่อวันหน้าด้วย ไม่ใช่เพื่อคนรุ่นนี้ แต่เพื่อคนรุ่นต่อไป ดังนั้นในตัวร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กําหนดไว้ในบททั่วไปท่านประธาน ก็จะเล็งเห็นว่า

มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา ๕ ปวงชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากําเนิดเพศหรือศาสนาใดย่อมอยู่ใน ความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

และสําคัญมากคือในมาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ส่วนมาตรา ๗ นั้นเป็นสิ่งที่กันไว้สําหรับกรณีบทบัญญัติลายลักษณ์อักษร ไม่ได้เขียนไว้ก็ให้ถือตามประเพณีการปกครอง

ท่านประธานจะได้เห็นว่าในบททั่วไปนั้นคือหลักของประเทศ เมื่อมาประกอบ เข้ากับในส่วนของโจทย์ใหญ่ ๕ ประการของประเทศดังกล่าวนั้นก็มาพิเคราะห์ดูว่าจากบททั่วไป นําไปสู่อีก ๓๐๘ มาตรา

ไม่ว่าจะเป็นภาค ๑ ที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และประชาชน

ภาค ๒ ที่ว่าด้วยผู้นําการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี

ภาค ๓ หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และ

ภาค ๔ ก็คือการปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง

บทสุดท้ายคือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและตามมาจบด้วยบทเฉพาะกาล ๓๑๕ มาตราดังกล่าวนั้นจะกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญนี้ฉบับนี้ได้แสดงออกถึงความเป็น รัฐธรรมนูญฉบับ ๔ ป ด้วยกัน ที่โดดเด่นมากแล้วก็แหวกแนว เหาะเหินเกินลงกาก็คือ การที่เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ๑๙ ฉบับในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่จะมี ป แรก ก็คือหมวดว่าด้วยการปฏิรูป

ประการที่ ๒ ก็คือการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย

ประการที่ ๓ ก็คือการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือพลเมือง

ประการที่ ๔ คือการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม สปช. ของเราได้กล่าวคําที่เป็นวลีที่จับใจด้วย คํากล่าวที่ว่า ทุกตัวอักษรของร่างรัฐธรรมนูญแฝงไว้ด้วยอนาคตของประเทศชาติ การตอบโจทย์ อนาคตของประเทศเมื่อเราพยายามตอบโจทย์ ๕ ประเด็นปัญหาหลักของประเทศแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดเด่น จุดด้อยอะไรบ้างประการแรก การเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญในอดีตที่เคยบัญญัติหมวดมาตราเหล่านี้ไว้เลย แต่ถามว่าทําไมต้อง มีหมวดว่าด้วยการปฏิรูป เพราะประเทศของเราถดถอยมามากแล้วทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของเราย่ําเท้าอยู่กับที่ การพัฒนา ในครึ่งศตวรรษ คือ ๕๐ ปี ย้อนหลังที่ผ่านมา ไม่ได้ทําให้ประเทศไทยนั้นพัฒนาสมศักยภาพ ของประเทศที่พึงควรจะเป็น ดังนั้นการปฏิรูปในทุกมิติที่เป็นภารกิจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ได้นําเสนอ ๒๑๖ ประเด็นความเห็นก็ดี หรือ ๑๘ คณะกรรมาธิการที่ได้จัดทําพิมพ์เขียว แผนแม่บทปฏิรูปประเทศ และจะมีกลไกขับเคลื่อนให้การปฏิรูปนั้นปรากฏเป็นจริงเสียทีหนึ่ง ให้ประเทศไทยนั้นก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนําของเอเชียของอาเซียน (ASEAN) จึงปรากฏ อยู่ในภาคที่ ๔ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีความแตกต่าง นอกจากนั้นยังเป็นรัฐธรรมนูญที่กําหนดในการแก้ปัญหาใหญ่คือการเสริมสร้างความปรองดอง ไม่ว่าเราจะปฏิรูปมีแผนพิมพ์เขียวดีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าบ้านเมืองยังเต็มไปด้วยความแตกแยก โดยเฉพาะเกิดจากการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่ไม่สามารถใช้วัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่ดีในการที่จะแก้ปัญหาความแตกต่างที่ไม่แตกแยก หรือความเชื่อมั่น ในระบบรัฐสภาที่จะต่อสู้กันในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมาย จริยธรรมและคุณธรรม ถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศก็เดินหน้าไปไม่ได้ จุดเด่น ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในเรื่องของการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง อันเป็นพื้นฐาน รากฐานเหมือนเส้นทางถนนที่จะต้องทําให้ราบเรียบ มั่นคงให้จงได้

ประการที่ ๒ ก็คือการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือพลเมือง นี่เป็นครั้งแรกครับที่ได้มีการปรับฐานส่วนบนของการเมืองมาขยายฐานส่วนล่างของการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ทฤษฎีรัฐศาสตร์ ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศกําลังพัฒนานั้นที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยนั้น ในช่วงแรกจะเป็นประชาธิปไตยแบบผู้แทนที่เรียกว่า เรพรีเซนเททีฟ ดีมอคเครซี (Representative Democracy) เราใช้มาเป็นเวลากว่า ๘ ทศวรรษแล้ว ยังเป็นการเมือง ของพรรคการเมืองของนักการเมืองไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่มีการสร้างฐานใหม่ของระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นฐานที่แท้จริงที่เราลืมเลือน มาตลอดเวลา ๘๐ กว่าปี ก็คือประชาธิปไตยบนฐานของพลเมือง ในอดีตเราเรียนหนังสือ หน้าที่พลเมือง ต่อมาเราก็ละทิ้งหนังสือตําราและคําว่า พลเมือง วันนี้รัฐธรรมนูญได้นําคําว่าพลเมืองและ เป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้นที่เรียกว่า แอคทีฟ ซิติเซน (Active Citizen) ประชาธิปไตย ไม่ใช่เวลา ๑ นาทีที่เข้าไปในคูหาและหย่อนบัตรเลือกตั้ง และอีก ๔ ปี ค่อยมาว่ากันใหม่ แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชนนั้นจะต้องเป็น ประชาธิปไตยครบทั้ง ๔ ปี การวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศครั้งนี้ไม่ง่ายที่จะทําให้ พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเข้าใจ เพราะเหมือนกับเป็นน้ําใหม่ แต่การที่เพิ่มบทบาท การมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองไม่ว่าจะมีรูปแบบของสมัชชาพลเมืองของสภาตรวจสอบ ภาคพลเมืองหรือสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ หรือการให้กําหนดมาตรฐานจริยธรรม คุณธรรม และธรรมาภิบาลถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ เป็นนวัตกรรมใหม่ จะเหาะเหินเกินลงกาหรือไม่เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดีสร้างมิติใหม่ให้กับกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าหากว่า จะผ่านความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันสุดท้ายคือวันที่ ๖ สิงหาคมนั้น จะอยู่ที่ การยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ผมเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตและจะเชื่อมั่น ต่อไปว่าประเทศนี้จะต้องเดินหน้าด้วยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่เดินหน้าด้วย ระบอบเผด็จการ แม้ว่าเผด็จการหรือการรัฐประหารที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนา แต่เพราะวิกฤตการณ์ทางตันที่เกิดขึ้นคนไทยจะฆ่ากันเอง บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ แผ่นดิน จะแตกแยก สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็เข้ามาแก้ไขปัญหา เราย้อนอดีตไม่ได้ครับ สปช. ๒๔๙ คน บวกคุณทิชา ณ นคร อดีต สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ ท่าน ผมมีความเชื่อมั่นว่าเราไม่ใช่เป็นร่างทรงของใคร เรามีความอิสระรับฟังได้ไม่ต้องเชื่อฟัง และที่ผ่านมาก็ยอมรับว่าไม่ได้มีการครอบงําหรือการใช้อิทธิพลใด ๆ จากคณะรัฐมนตรี หรือ คสช. แต่ความเป็นประชาธิปไตยนั้นจะต้องปรากฏอยู่ในตัวร่างที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีหลายประเด็นที่เป็นข้อขัดข้องหมองใจอยู่ เป็นคําถามที่จะต้องตอบและอธิบาย ให้ประชาชนคนไทยได้เกิดความเข้าใจ เพราะเราร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นประเด็นเรื่องของที่มานายกรัฐมนตรี ประเด็นของที่มา ส.ว. ประเด็นอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ประเด็นในเรื่องของบทบาทภาคพลเมืองที่มีต่อการเมือง และต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินก็ดี หรือประเด็นความสงสัยในการ สืบทอดอํานาจ ๔-๕ ประเด็นเหล่านี้คือประเด็นที่จะต้องมีสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นต่อจากนี้ไป และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีสิทธิที่จะชี้แจงและสามารถจะทบทวนแก้ไข เมื่อพ้นจากการพิจารณาหลังวันที่ ๒๖ เมษายน ในช่วง๖๐ วันนั้น ก่อนที่จะมีการลงมติ เห็นชอบภายในวันที่ ๖ สิงหาคม สุดท้ายคือจะต้องทําให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้ได้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและ สปช. จะบอกว่าอาภัพก็ว่าได้ เรามีที่มาที่ไปด้วย อํานาจพิเศษไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เราก็ย้อนอดีตไม่ได้ เราจะจมอยู่กับ อดีตไม่ได้ หน้าที่เราคือสร้างอนาคต การสร้างอนาคตที่เป็นเครื่องมือสําคัญสําหรับประเทศ คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตามมาตรา ๖ ดังนั้นการประชามติ จึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง นั่นคือการสร้างความชอบธรรมและการยอมรับและจะทําให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน จะทําให้รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๔ ป คือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป ฉบับประชาธิปไตย ฉบับประชาชน พลเมือง และฉบับประชามติ จะกลายเป็นสิ่งที่ทําให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของและต้องปกป้อง ถึงเวลาที่จําเป็นจะต้อง ก้าวข้ามความขัดแย้ง ถึงเวลาต้องก้าวข้ามอดีต มิเช่นนั้นเราไม่สามารถที่จะก้าวสู่อนาคต ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้

ประเด็นสําคัญสุดท้ายที่กระผมใคร่ขอเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการก็คือว่าท่านต้องมีความกล้า ทองแท้ต้อง ไม่กลัวการพิสูจน์ การลงประชามติเป็นหัวใจสําคัญ ไม่ว่าพรรคการเมือง นักการเมือง หรือ สื่อมวลชน หรือภาคส่วนใด ๆ จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างใดก็ตาม แต่เราต้องกล้าที่จะ นํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู่มือของประชาชน ไปสู่อ้อมกอดของประชาชนให้ได้ แล้ววันนั้นก็คือ วันของจุดเปลี่ยนที่สําคัญเมื่อรัฐธรรมนูญบังคับใช้และเป็นกฎหมายสูงสุด และจะเป็นอนาคต ของประเทศดังที่กล่าวไว้แล้วว่าทุกตัวอักษรแฝงไว้ด้วยอนาคตของประเทศชาติและคนไทย ทุกคน ทั้งรุ่นนี้และรุ่นหน้า ขอบพระคุณท่านประธาน