สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร เสนอข้อเสนอแนะ 3 ประการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับรองสิทธิของประชาชนที่ด้อยโอกาส และหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยและป้องกันปัญหาใหม่ นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายและขอให้รับรองสิทธิแก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย และเสนอแนะการปฏิรูปการทะเบียนราษฎรเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเทศไทย

รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร

กราบเรียนท่านประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกทุกท่าน และประชาชนที่กําลังติดตามรับฟังค่ะ สําหรับ ๑๐ นาทีแรก ดิฉันจะมีข้อเสนอแนะอยู่ ๒ ช่วง

ช่วงแรกเพื่อเสนอความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น ดิฉัน รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๕๕ ขอมีความเห็น ๓ ประการดังต่อไปนี้

ในประการแรกดิฉันขอแสดงความชื่นชมที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ประสบผลสําเร็จในการรักษาโครงสร้างและสาระสําคัญในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ลายลักษณ์อักษรไทยได้ตามธรรมเนียมปฏิบัติไทยที่มีมาและยังผสมผสานเอาแนวคิดใหม่ ที่จําเป็นในการพัฒนาประเทศไทยในอนาคตเอาไว้ได้มากทีเดียว กฎหมายที่ดีที่สุดที่ควร ยกร่างขึ้นในสภาของประเทศใดก็ตามก็ควรจะเป็นกฎหมายที่ตอบสนองความต้องการ ของประชาชนในประเทศนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญยิ่งแล้ว ก็จะยิ่งต้องตระหนักในปัญหาและโอกาสที่ประเทศเป็นอยู่และควรจะเป็น และคําว่า ประเทศ นั้น ย่อมจะต้องให้ความสําคัญกับประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะประชาชนที่ด้อยโอกาส ดิฉันก็ตระหนักได้ในหลายวรรคตอนในหลายมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่รับรองสิทธิ ของเหล่าคนด้อยโอกาสและกระบวนการตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่รับรอง พัฒนาสิทธินี้ให้แก่บุคคลที่อยู่ในความดูแลของรัฐไทย ดิฉันจึงมีความชื่นชมและมีความหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะนําไปสู่การจัดการให้ความเหลื่อมล้ําทางสังคมที่มีอยู่ในประเทศไทย หมดไปโดยเร็ว และป้องกันปัญหาใหม่ให้แก่สังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพความยุติธรรม ทางสังคมย่อมจะเกิดขึ้นโดยการปฏิรูปประเทศไทยที่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกลไก ประสิทธิภาพที่สําคัญ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีหลายช่วงตอนที่ยังมีความคลุมเครือ หรือดูมีความไม่สอดคล้องกันจนอาจนําไปสู่ความสับสนในการบังคับใช้จริงในเวลาต่อไป หรืออาจมีความขาดไปซึ่งหลายเรื่องราวที่สําคัญของประเทศไทยที่ควรจะเพิ่มเติม ดิฉันคงไม่อาจกล่าวถึงในรายละเอียดในทุกปัญหาดังกล่าวมา คงกล่าวถึงได้เพียงบางส่วน และส่งประเด็นที่พบเห็นให้แก่เพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้เสนอแนะต่อไป

ในประการที่ ๒ ดิฉันใคร่ขอกล่าวถึงประเด็นสําคัญเกี่ยวกับปัญหาการรับรองสิทธิ ในสถานะบุคคลตามกฎหมายที่ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมองเห็นด้วยว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสําคัญ สําหรับประเทศไทย เนื่องจากประชาชนจํานวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาการรับรองสถานะบุคคล ตามกฎหมาย อันนําไปสู่ปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติ หรือความหลายรัฐ หลายสัญชาติ ที่รัฐควรจะต้องมีกฎหมายเพื่อกําหนดกลไกในการจัดการ โดยเฉพาะปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ซึ่งสร้างความด้อยโอกาสทางกฎหมายแก่มนุษย์ทั้งที่อาจมีสิทธิในสัญชาติไทย โดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย เราคงต้องตระหนักว่าในประเทศไทยของเรานี้มีคนในพื้นที่ป่าเขา กะเหรี่ยง ๙ เผ่าดั้งเดิม รวมตลอดถึงในหมู่เกาะทะเลไทยนะคะ พวกมอแกน อูรักลาโว้ย เป็นต้น ที่ยังประสบปัญหาความไร้สถานะบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงที่ฟังได้ชัดเจนว่า มีสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย แต่เมื่อไม่ถูกบันทึกในทะเบียนราษฎร ของรัฐใดเลยบนโลก ก็จะตกเป็นคนไร้รัฐ และสถานการณ์ดังกล่าวก็ทําให้ไม่ถูกรับรอง สถานะคนมีสัญชาติของรัฐใดเลยบนโลก จึงตกเป็นคนไร้สัญชาติ สถานการณ์ดังกล่าว จึงทําให้ไม่มีบัตรประชาชนที่แสดงสถานะคนที่มีสัญชาติไทย ซึ่งเป็นทางเข้าสู่สถานะพลเมือง ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้แต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อมิให้คนในสถานการณ์ดังกล่าวยังตกหล่น จากสิทธิที่พวกเขาพึงมี ดิฉันจึงขอเสนอให้มีการเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับรองสิทธิ ในสถานะบุคคลตามกฎหมายในรูปแบบที่ยอมรับในทางปฏิบัติระหว่างประเทศที่เริ่มต้น โดยข้อ ๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. ๑๙๔๘ หรือ พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งประเทศไทยยอมรับในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยเพิ่มในวรรคสองของมาตรา ๔ ในบททั่วไปของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งข้อเสนอนี้ ก็เป็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย ดังนั้นดิฉันจึงขอให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติรับรองเพิ่มเติมแก่มนุษย์ หรือบุคคลธรรมดาว่าบุคคลมีสิทธิจะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย และหากปรากฏในบททั่วไปของรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมมีความหมายว่ารัฐไทยตระหนักในหน้าที่ ที่ตนจะต้องรับรองและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานดังกล่าวแก่มนุษย์ที่จะได้รับ การรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย ตามที่กฎหมายธรรมชาติที่มนุษย์แต่ละคนพึงมี การจัดการปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในทางปฏิบัติของทุกรัฐบนโลกก็มีอยู่ ๓ ลักษณะ กล่าวคือ

ประการที่ ๑ การจดทะเบียนคนเกิด

ประการที่ ๒ การจดทะเบียนคนอยู่ และ

ประการที่ ๓ การจดทะเบียนคนตาย

การยืนยันทางปฏิบัติที่ประเทศไทยก็มีมานี้จะทําให้กลไกตรงนี้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น ปัญหาความไร้รัฐ ไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทยซึ่งมีไม่ต่ํากว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ปรากฏมา แล้วก็คั่งค้างที่จะได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วก็จะหมดไป สิ้นสุดลงเสียทีหนึ่ง มีการป้องกันปัญหาในอนาคตได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ความเข้าใจผิดว่าการรับรองสถานะ บุคคลตามกฎหมายให้แก่มนุษย์เป็นการทําลายความมั่นคงของประเทศก็จะหมดไป ทั้งนี้ พอปรากฏความชัดเจนในแนวคิดนี้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การระบุถึงสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดคานงัด ที่ทําให้มนุษย์เข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ได้ในความเป็นจริง ทั้งนี้กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ของประเทศไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษรเริ่มต้นมาตั้งแต่ ปี ๒๔๕๒ รวมถึงแนวนโยบายที่ออก ตามกฎหมายดังกล่าวมาอย่างมากมาย มีความพร้อมอยู่แล้วในการให้ความคุ้มครองบุคคล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ อุปสรรคที่จะทําให้กฎหมายตัวนี้มีประสิทธิภาพน่าจะอยู่ ที่ความชัดเจนของแนวคิดการสร้างความชัดเจนของภารกิจของรัฐไทยในครั้งนี้จึงคุ้มค่ามากที่สุด ที่ไม่ควรมองข้ามในโอกาสที่จะมีการปฏิรูปประเทศไทย

ประการสุดท้าย ประการที่ ๓ นะคะ ดิฉันขอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตระหนักในภารกิจที่จะคุ้มครองคนสัญชาติไทยในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะปรากฏมีคน สัญชาติไทยจํานวนไม่น้อยที่อพยพไปทํางาน ตลอดจนตั้งถิ่นฐานบนดินแดนของรัฐ ต่างประเทศ และปรากฏชัดเจนว่าด้วยความเจริญก้าวหน้าของศักยภาพในการเดินทาง และสื่อสาร คนสัญชาติไทยดังกล่าวก็ไม่ได้ขาดความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับประเทศไทย ยังมีทรัพย์สินในประเทศไทย ยังคงไปมาหาสู่กับประเทศไทย ในหลายสถานการณ์คนดังกล่าว เป็นปัจจัยเด่นในการพัฒนาการค้า การลงทุนระหว่างประเทศไทย และประเทศที่พวกเขา ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ การปรากฏตัวของพวกเขาก็คือการปรากฏตัวของสินค้าไทย ของวัฒนธรรมไทย ในต่างประเทศ แม้รัฐธรรมนูญจะนิ่งเฉยในประเด็นนี้รัฐไทยก็มีอํานาจที่จะให้ความคุ้มครอง แก่คนสัญชาติไทยในต่างประเทศ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วย ดิโพลเมทิค โพรเทคชัน (Diplomatic protection) หรือสนธิสัญญาทางไมตรี หรือความตกลง ส่งเสริมการค้าการลงทุนหลายฉบับ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้กฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว จะมีความผูกพันรัฐไทยแต่ก็ไม่สร้างแรงกระตุ้นที่จะสร้างก้าวเดินที่เป็นจุดคานงัดในกลไก การบริหารประเทศเพื่อดูแลคนสัญชาติไทยในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพดังที่ปฏิบัติ ในทางปฏิบัติของนานาประเทศ การคิดใหม่ในเรื่องนี้น่าจะทําให้รัฐไทยย่อมมีการปฏิรูป ครั้งใหญ่ทีเดียว ดิฉันขอเสนอให้บัญญัติวรรคสองในมาตรา ๕ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ว่าคนสัญชาติไทยย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหรือนอกประเทศไทย บทบัญญัติในลักษณะนี้จะสร้างการปฏิรูปในหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลคนสัญชาติไทย ในต่างประเทศอยู่แล้ว และอาจมีหน่วยงานใหม่ และแนวคิดใหม่ที่จะไปดูแลสุขภาวะ ของคนสัญชาติไทยในต่างประเทศทั้งที่รวยและจน คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและช่วยตัวเองได้ ดิฉันคิดว่าจุดคานงัดอันนี้จะนํามาสู่การที่เราสามารถดูแลคนที่มีจุดเกาะเกี่ยวไทยอย่างเข้มข้น ข้อเสนอนี้เป็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ