อําพล จินดาวัฒนะ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน แต่ยังพบว่ามีข้อห่วงใยเกี่ยวกับการใช้อํานาจรัฐและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปสังคม ความเป็นพลเมือง สิทธิพลเมือง การปฏิรูปประเทศไทย และการปฏิรูปชุมชน โดยเน้นย้ำความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ การรวมตัวของประชาชน และการสร้างเสริมสนับสนุนการรวมตัวของพลเมืองไทย เพื่อพัฒนาความเป็นพลเมืองและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ขอขอบคุณและขอชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านมีความมุ่งมั่นตั้งใจทํางานยกร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างเต็มที่ แล้วก็สามารถทําได้อย่างดี ทันเวลานะครับ และได้ส่งให้เรามาพิจารณาให้ความเห็นเพิ่มเติมกันในวันนี้นะครับ กระผมขออนุญาต อภิปรายในนามของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมาย และในนามของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ขออนุญาตอภิปราย ๒ ส่วนคือในภาพรวมและในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานของกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมาย อันนี้หมายถึงในส่วนแรก และผมได้ขอสงวนเวลาไว้เล็กน้อยที่จะไปอภิปรายในส่วนตอนหลัง อีกนิดหนึ่งนะครับ อยากกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าดูในภาพรวม ผมเคยได้ยินปรมาจารย์ ทางด้านกฎหมายท่านให้คําแนะนําและสอนว่ากฎหมายที่ดีนั้นถ้าเปรียบเสมือนต้นไม้ ก็ต้องมีราก มีลําต้นและมีกิ่งใหญ่ ๆ และเมื่อกฎหมายออกมาเป็นกฎหมายแล้วต้นไม้นั้น จะเติบโตขึ้นแตกกิ่งก้านสาขาใบและดอกผลต่อไป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราได้พิจารณากันอยู่ ที่กรรมาธิการได้ทํากันอย่างเหน็ดเหนื่อยมานี้ ถ้าเป็นต้นไม้นั้นก็เป็นต้นไม้ที่ใหญ่มาก มีทั้งราก ลําต้น กิ่งใหญ่ กิ่งเล็ก ใบดกหนาแน่นทีเดียว ผมก็เห็นใจท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเมื่อเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศใคร ๆ ก็อยากจะใส่อะไรทุกอย่างเอาไว้ในนั้น ในเรื่องที่ตนสนใจและให้ความสําคัญลงไปสู่ในรายละเอียด ผมได้รับเอกสารจากเครือข่าย ที่ส่งมาที่จะขอเพิ่มเติมอะไรต่าง ๆ ก็จํานวนหลายมาตราเป็นสิบ ๆ มาตรานะครับ คนไทยเรานั้น ชินกับการเขียนกฎหมายที่ลงรายละเอียด เพราะว่ารัฐ หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ไม่ค่อย ยอมทําตามกฎหมายที่เขียน แม้แต่มีกฎหมายแล้ว หรืออาจจะทําตรงกันข้ามด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ที่ผ่านมาและมีกฎหมายนี่เราก็ไม่ค่อยไว้ใจ ก็เลยต้องการ เขียนอะไรที่มันเติมไปให้ครบถ้วนให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นกฎหมายเราก็เลยละเอียดมาก ใครที่เติมได้ก็ถือว่าได้ ใครที่เติมไม่ได้ก็ถือว่าเสีย ร่างรัฐธรรมนูญเราถึงละเอียดครับ อันนี้ด้วยความเห็นใจทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าถ้าเราร่างกันไปเรื่อย ๆ มันก็คงจะยาวขึ้นไปเรื่อย ๆ นะครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่ากรรมาธิการท่านได้พยายามที่จะ จัดหมวดหมู่ ราก ลําต้น กิ่งใหญ่ กิ่งน้อยเป็นหมวดหมู่เข้าใจง่าย ขอชื่นชมครับ เมื่อดูต้นไม้ ทั้งต้นหรืออาจจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งถ้าเราดูช้างทั้งตัว หรือดูรถยนต์ทั้งคัน เราจะเห็น ภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจัดระบบโครงสร้าง กลไกและกติกาของประเทศไทย สําหรับใช้สําหรับอนาคต ถ้ามองในเชิงโครงสร้างของอํานาจนะครับ อาจจะกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีการเฉลี่ยอํานาจครับ อํานาจรัฐ อํานาจการเมือง แบบตัวแทน ประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นดูเหมือนว่าจะลดลง อํานาจกลไกภาคราชการ ส่วนกลางและองคาพยพของราชการไม่ลดครับ และบางส่วนดูเหมือนจะมีอํานาจมากขึ้น อํานาจขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นดูว่าทิศทางนั้นจะเพิ่มขึ้น อํานาจภาคสังคม อํานาจประชาชน สังคม ชุมชน ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยทางตรงเพิ่มขึ้น ค่อนข้างมาก อํานาจด้านทุน ด้านธุรกิจไม่ได้ลดลงนะครับ และมีระบบกลไกควบคุมกํากับ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐค่อนข้างหนาแน่น ซึ่งก็เข้าใจได้นะครับจากการชี้แจง และจากเจตนารมณ์ต่าง ๆ เพราะที่ผ่านมาคนไทยเรามีประสบการณ์จากการใช้อํานาจรัฐ ของผู้ที่ถืออํานาจรัฐนั้นเกินขอบเขตพอดีพอควรจนประชาชนค่อนข้างจะเข็ดขยาดนะครับ ในภาพรวมนั้นอาจจะกล่าวได้ว่ามีข้อห่วงใยสําคัญที่มีคนจํานวนไม่น้อยเป็นห่วงเป็นใยก็คือว่า ในสถานภาพหรือสถานการณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราจะใช้กลไกใดที่จะมีพลัง มีประสิทธิภาพ และมีสมรรถนะสูงในการขับเคลื่อนประเทศไทยของเราให้พ้นจากหล่ม ๓ หล่มด้วยกัน หล่มที่ ๑ คือความเหลื่อมล้ํา หล่มที่ ๒ คือความถดถอย และหล่มที่ ๓ คือความแตกแยก ที่มากมายในบ้านเรา เพื่อจะพาประเทศทะยานไปข้างหน้าให้ทันโลกนะครับ เรื่องนี้ก็เป็น เรื่องที่สําคัญที่คงไม่ใช่เป็นเรื่องความรับผิดชอบเดียวของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นของคนไทยทั้งประเทศครับ เพราะระบบต่าง ๆ ค่อนข้างจะมีเยอะและมีกลไก โครงสร้างที่มันค้ํายันกันค่อนข้างเหนียวแน่น ดังนั้นตัวเครื่องมือกลไกประสิทธิภาพสูง ที่จะผลักดันประเทศก้าวไปข้างหน้านั้นเป็นข้อกังวลว่าจะใช้กลไกตรงไหน อย่างไร อันนั้น คือภาพรวมครับท่านประธาน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตไปสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งจะอยู่ในภาค ๑ หมวด ๒ ที่กําลังพูดอยู่นี้ และผมขออนุญาตท่านประธานโยงไปถึงภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ภาค ๔ หมวด ๒ เรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ซึ่งสัมพันธ์กันในส่วนที่สัมพันธ์กันเท่านั้น ผมต้องขอขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านได้กรุณารับข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ไปพิจารณาบรรจุไว้เป็นสาระบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นจํานวนมาก สอดคล้องกับข้อเสนอขององค์กรเครือข่ายต่าง ๆ ค่อนข้างมาก แต่มีบางส่วน ที่อาจจะยังขาดหายหรือบางส่วนที่คลาดเคลื่อนหรือควรจะปรับปรุงให้สมบูรณ์ จะได้อภิปราย ให้ข้อสังเกตและจะได้ทําเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อส่งเป็นคําแปรญัตติในโอกาสต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มาดูภาค ๑ หมวด ๒ ประชาชน มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๖ อยู่ในหน้า ๗ ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง ซึ่งในมาตรา ๕ ในบททั่วไปก็จะใช้คําว่า ปวงชนชาวไทย ซึ่งมีค่าเท่ากันถ้าดูแล้ว เรื่องนี้เป็นเจตนารมณ์ที่ดี และเป็นเรื่องที่ดีครับ ท่านกรรมาธิการมีเจตนาที่จะมองว่าควรยกระดับประชาชนชาวไทย เป็นพลเมือง ท่านประธานกรรมาธิการท่านก็ได้ชี้แจงในหลายกรรมหลายวาระในเอกสาร ก็ชัดเจน และในวรรคสี่ได้เขียนไว้ว่าให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการปลูกฝังส่งเสริมให้ประชาชน ชาวไทยเพิ่มความเป็นพลเมือง ซึ่งก็ดีมากเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมอยากจะกราบเรียน เป็นข้อสังเกตว่าสมัชชาพลเมืองซึ่งควรจะเป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างความเป็นพลเมือง ได้ถูกลดรูปไปอยู่ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือในการกระจายอํานาจ อยู่ในมาตรา ๒๑๕ หมวด ๗ ภาค ๒ เสียดายครับน่าจะเป็นกลไกใหญ่กว่านั้นและเป็นกลไก ในเชิงไม่ใช่องค์กรแต่ควรจะเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมพลังพลเมือง ผมอยากจะกราบเรียน ฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาช่วยตรงนี้ มองอีกนิดหนึ่งซึ่งจะมีเพื่อน คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส จะได้อภิปรายลงลึกในโอกาสต่อไปครับ เราเสียดายเครื่องมือนี้ที่ถูกลดรูปหลบไปอยู่คล้าย ๆ จะเป็นองค์กรจัดตั้ง ไม่ใช่เป็นการเคลื่อนไหวของภาคพลเมือง ผมเข้าใจว่าท่านกรรมาธิการ คงจะไปช่วยตรวจสอบตรงนี้ครับ ในมาตรานี้ท่านประธานอยากจะกราบเรียนว่า ในเจตนารมณ์ได้อธิบายชัดเจนนะครับ ท่านประธานก็ได้กล่าวไปแล้วว่าความเป็นพลเมืองนี้ ไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ รัฐจึงต้องปลูกฝังอุดมการณ์ความเป็นพลเมือง ก็คือเป็นระดับ การพัฒนาความเป็นพลเมืองคือเป็นผู้ที่เป็นพละกําลังของบ้านเมือง คําถามต่อเรื่องนี้ครับ แล้วถ้าเกิดว่าประชาชนชาวไทยมีฐานะเป็นพลเมือง ประเด็นว่าประชาชนชาวไทย เป็นพลเมืองทุกคนหรือยัง แล้วพลเมืองต่างกับความเป็นพลเมืองอย่างไร ผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนพลเมืองหรือเปล่า ทะเบียนราษฎรจะต้องเป็นทะเบียนพลเมืองหรือไม่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เราให้ความสําคัญกับตรงนี้เพราะเราเห็นเจตนาของท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขียนเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญเดิมเราใช้ว่า ประชาชนชาวไทย ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ใช่ราษฎร ไม่ใช่ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน แต่เป็นประชาชนชาวไทย คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมาย เราเห็นว่ามาตรา ๒๖ ถ้าเราใช้คําว่า ประชาชนชาวไทย ทุกอย่างชัดเจน ในวรรคสี่ยังมีเหมือนเดิม ก็คือส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทย เพิ่มพลังและสร้างให้เขามีความเป็นพลเมือง แต่คําว่า ประชาชนชาวไทย ไม่น่าจะเท่ากับ พลเมืองและทําให้สับสนพอสมควร อันนี้เรากราบเรียนเป็นข้อเสนอแนะไปด้วยความเคารพ ท่านคณะกรรมาธิการนะครับ แล้วเราก็ช่วยกันส่งเสริมความเป็นพลเมืองในทุกจุดทุกที่ที่เรา พยายามเขียนไว้ ตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่และขณะนี้ก็มีความสับสนกันพอสมควร ผมเข้าใจ เจตนาของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการเราก็เข้าใจเจตนาตรงนี้ครับ แต่อยากจะฝากว่าถ้าไม่ให้สับสนนั้นเรากลับมาใช้ประชาชนชาวไทยนี่ชัดเจนมาก คือท่านพูดชัดเจน ว่านี่คือคนที่มีสัญชาติไทย ถ้าไม่มีสัญชาติไทยเราเรียกว่าบุคคล และรวมทั้งประชาชนชาวไทยด้วย ส่วนความเป็นพลเมืองและพลเมือง ความเป็นพลเมืองก็อธิบายไปแล้ว และพลเมืองจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เท่ากับประชาชนชาวไทยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๓๔ เรื่องบุคคล บุคคลนี้ก็คือสัญชาติไทย บวกกับสัญชาติอื่นนะครับ พูดถึงชายและหญิงมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน ในมาตรา ๗๖ ได้พูดถึงบัญชีรายชื่อส่งสมัคร ส.ส. ให้มีเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ แล้วก็มาตรา ๑๕๘ กรรมาธิการที่จะพิจารณากฎหมายเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ให้มี สัดส่วนชายหญิงใกล้เคียงกัน อันนี้ดีครับ อยากจะกราบเรียนว่าเมื่อเป็นอย่างนั้นก็น่าจะ ขยายให้สัดส่วนชายหญิงในกรรมาธิการพิจารณากฎหมายอื่น ๆ ในนัยเดียวกันด้วย เพราะไม่มีเหตุผลใดว่าทําไมจะต้องให้มีสัดส่วนชายหญิงเฉพาะกรรมาธิการที่พิจารณาเกี่ยวกับ เรื่องเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส อันนี้ก็เสนอไว้และจะมีเพื่อนสมาชิก ในคณะกรรมาธิการได้พูดประเด็นชายหญิงเพิ่มเติมต่อไปครับ
ในตอนที่ ๓ เรื่องสิทธิพลเมือง ซึ่งกราบเรียนแล้วว่าจริง ๆ ก็คือสิทธิปวงชน ชาวไทย พอใช้คําว่า สิทธิพลเมือง มันก็เลยไปสับสนกับคําว่า ความเป็นพลเมือง นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่า มาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๖๔ ที่ท่านอยู่ในสิทธิพลเมือง ซึ่งมีตัวแทนกรรมาธิการชี้แจงเมื่อเช้าครับ ฝากท่านตรวจสอบการเรียงลําดับนิดหนึ่ง มีความสับสนค่อนข้างเยอะนะครับ ขึ้นด้วยครอบครัวตามไปด้วยพลเมือง ไปเสรีภาพสื่อ ไปคลื่นความถี่ ไปเสรีภาพวิชาการ กลับมาเรื่องประชาชนใหม่ กลับไปเรื่องชุมชน กลับมา เรื่องพลเมืองอีกทีหนึ่ง ผมคิดว่าตรงนี้ง่ายนิดเดียว ท่านอาจจะตรวจสอบแล้วเรียงไม่ยากครับ จากเรื่องประชาชน จากเรื่องครอบครัว เรื่องชุมชน แล้วก็สิทธิด้านอื่น ๆ อันนี้คงเป็นเรื่อง ของเทคนิคซึ่งไม่ได้ยากอะไร ก็กราบเรียนเสนอไว้ครับ มาตรา ๔๖ เรื่องครอบครัวนะครับ ขออนุญาตชื่นชมกรรมาธิการที่ท่านได้กําหนดสิทธิเรื่องครอบครัวเป็นครั้งแรก ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้เสนอ ต้องขอบคุณครับ แต่ในวรรคแรกถ้าท่านอ่านดู ท่านพูดถึงปัจจัยสี่ ท่านมีแค่ปัจจัยสาม ขาดเรื่องการรักษาโรค เราเสนอแนะว่าควรจะปรับประโยคนี้ เป็นว่าครอบครัวย่อมมีสิทธิได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือจากรัฐอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปึกแผ่น และเป็นสุข มีสิทธิได้รับและเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิตและการบริการสาธารณะ ตามมาตรฐานการดํารงชีพที่เหมาะสม ก็จะคลุมเรื่องปัจจัยสี่และอื่น ๆ รายละเอียดนั้น เราจะได้เขียนเป็นคําแปรญัตติเสนอท่านต่อไป และจะมีท่านรองประธานกรรมาธิการ ได้ลงรายละเอียดในมาตรา ๔๖ ต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๔๖ มาตรา ๕๒ ในหมวดนี้ ในภาคนี้ เชื่อมโยงไปถึงภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐาน มาตรา ๘๕ ภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๙๕ มีการใช้คําว่า เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ ผู้ยากไร้ ผู้อยู่ในภาวะ ยากลําบาก ผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ ทั้งเหมือนกันและต่างกันอยู่ อยากจะขอความกรุณา ท่านกรรมาธิการได้ตรวจสอบเพื่อให้สอดคล้องกัน และเราจะได้ช่วยตรวจสอบด้วย แล้วก็ ช่วยเสนอต่อกรรมาธิการเป็นลายลักษณ์อักษรในโอกาสต่อไปด้วยครับ
มาตรา ๕๔ โดยรวมทั้งหมดนี้ดีมากนะครับ เรื่องการรวมตัวกันของประชาชน ก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเดิม เราเสนอท่านกรรมาธิการครับว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเติม วรรคสี่ครับ ให้รัฐมีหน้าที่สร้างเสริมสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนชาวไทยหรือพลเมือง ของท่านนี้นะครับ เพื่อพัฒนาความเป็นพลเมืองและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันนี้ก็จะย้ําในทิศทางเรื่องที่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดไว้นะครับ
เรื่องถัดไปเรื่องสําคัญมากคือเรื่องของชุมชน ซึ่งชุมชนเข้มแข็งนี้เป็นเรื่องของ หัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยก็คือทําให้ฐานรากเข้มแข็ง ในภาพรวมกรรมาธิการ ได้กรุณาบรรจุสารบัญญัติไว้ทั้งในภาค ๑ หมวด ๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ ภาค ๒ หมวด ๒ มาตรา ๘๓ และภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๙๕ (๑) ส่วนใหญ่สอดคล้องกับที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสเสนอ อันนี้ ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ จะมีบางประเด็นเท่านั้นที่อาจจะขออนุญาตเสนอ เป็นเชิงการปรับปรุง เช่น มาตรา ๖๔ มีการพูดซึ่งผมจะไม่ลงรายละเอียด มีการพูดถึงเรื่อง การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีความเข้าใจผิดครับว่าเรื่องประเมินผล กระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต้องเป็นเรื่องเดียวกันและอยู่ด้วยกันที่เรียกว่า อีเอชไอเอ (EHIA) แท้ที่จริงแล้วทั้งอยู่ด้วยกันได้และแยกกันได้ครับ เราเสนอปรับคําเป็นว่าประเมินผล กระทบด้านสิ่งแวดล้อมและประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ซึ่งมีลักษณะการทํางาน ที่แตกต่างกัน และเอาไปรวมกันได้ และแยกกันได้ แล้วควรจะแยกกันครับ มาตรา ๖๔ ครับ
มาตร ๘๓ ขออนุญาตท่านประธานที่กราบเรียนว่ามันจะข้ามภาคไปนิดหนึ่ง แต่เกี่ยวพันกันนะครับเรื่องชุมชน มาตรา ๘๓ เราเสนอว่าเนื่องจาก สปช. ได้เห็นชอบ หลักการกรอบความคิดปฏิรูปสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ มีหลักใหญ่อยู่ ๓ ข้อ และมีเสาหลักในการปฏิรูปเพื่อชุมชนเข้มแข็งอยู่ ๔ ประการ เราขออนุญาตเสนอท่านกรรมาธิการปรับข้อความ คือของท่านมีอยู่แล้ว เราปรับเติม ให้สมบูรณ์ขึ้นนะครับ ในมาตรา ๘๓ รัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น เราขออนุญาตเติมไปว่า โดยการเพิ่มสิทธิ อํานาจ และทรัพยากร ชุมชนควรพึงเป็นเจ้าของ รวมถึงการส่งเสริมความสามารถในการจัดการตนเองของชุมชน ส่งเสริมสนับสนุนการเสริมพลัง ขจัดอุปสรรคปกป้องคุ้มครองให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ และท่านมีรายละเอียดอยู่ ๕ ข้อ เราขออนุญาตเสนอเติมไปอีก ๓ ข้อนะครับ
ข้อที่ ๖ คือพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยชุมชน ทําให้ชุมชนมีการรวมกลุ่ม เป็นนิติบุคคลเพื่อความเป็นเจ้าของ สามารถจัดการตนเองได้กับทุกภาคส่วน
ข้อ ๗ สร้างหลักประกันทางสังคมที่เท่าเทียมให้กับชุมชน ทั้งสวัสดิการชุมชน และบริการสาธารณะอื่น ๆ ครับ โดยให้ชุมชนท้องถิ่นร่วมจัดบริการสาธารณะเหล่านั้น และ
ข้อที่ ๘ คือพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน สัมมาชีพชุมชน เศรษฐกิจฐานราก อันนี้รายละเอียดจะได้เป็นเอกสารมอบให้กับท่านกรรมาธิการในโอกาสต่อไปครับ
ในส่วนของที่เกี่ยวกับชุมชนนะครับ ยังอยู่ในภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๙๕ (๑) ตรงนี้มีการเสนอปรับปรุงเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกัน ซึ่งจะมีกรรมาธิการที่เป็นสมาชิก สปช. กรรมาธิการชุดนี้ได้นําเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป ผมขอข้ามไปครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกลับมาที่ภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐอีกนิดหนึ่ง ขอชื่นชมกรรมาธิการนะครับ ท่านได้ดึงเอาแนวนโยบายพื้นฐาน เรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบในรัฐธรรมนูญเดิมขึ้นมาไว้ อยู่ในหมวดสิทธิ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการยกระดับ เป็นเรื่องที่ดีมากนะครับ ถ้าใครติดตามจะ พบว่าเปลี่ยนที่มาอยู่ ซึ่งดีครับ
เรื่องของมาตราถัดไปที่อยากจะขออนุญาตเรียนไว้เพิ่มเติมคือมาตรา ๘๖ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพที่มีให้รัฐจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่เหมาะสม ซึ่งสัมพันธ์กับแนวการปฏิรูปในมาตรา ๒๙๔ นะครับ เราเสนอมีการปรับข้อความเพิ่มเติม ก็คือให้รัฐให้ความสําคัญกับมิติสุขภาพในการจัดทํานโยบายสาธารณะ รวมทั้งการจัดทํา ธรรมนูญสุขภาพเพื่อกําหนดทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้นการมีส่วนร่วม ตรงนี้ จะสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาระบบสุขภาพในระดับสากลและระดับบ้านเราด้วยนะครับ ที่เรียกว่า เฮลธ์ อิน ออล โพลิซี (Health in all policy) คือทุกนโยบายให้ความสําคัญกับ เรื่องสุขภาพด้วย ก็จะเป็นความก้าวหน้า แล้วก็สอดคล้องกับทิศทางที่ควรจะเป็น เราเสนอว่าอาจจะปรับปรุงอยู่ในมาตรา ๘๖ และหรือมาตรา ๒๙๔ ก็จะทําให้เกิดความสมบูรณ์ มากขึ้นครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านั้นได้กราบเรียนไปก็เพื่อจะเป็นการเสริมเติมเต็ม แล้วก็เป็นการเพิ่มมุมมองให้กับทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมกราบเรียนไปแล้วว่า ท่านได้มีความมุ่งมั่นตั้งใจและทําออกมาได้ดีมากเลยนะครับ ผมขอใช้เวลาในการอภิปราย เพียงเท่านี้ และขออนุญาตสรุปจบท้ายชื่นชมและขอบคุณกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งครับ ที่ได้ตั้งใจทํางานนี้เพื่อให้ สปช. และคนไทยทั้งสังคมได้ร่วมกันพิจารณา รัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายแม่บทสังคมที่ผมกราบเรียนแล้วว่าเป็นการสร้างระบบโครงสร้างกลไกกติกา ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องมีส่วนร่วม ต้องเข้าใจ และที่สําคัญที่สุดต้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญจึงจะมีชีวิตและมีพลังครับ ขณะนี้เราได้ร่างแล้ว เรากําลังทํางานกับสังคม เรากําลังให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันทํางาน เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องช่วยกัน เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายในการขยายวงให้คนในสังคมทุกภาคส่วน ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ ร่วมก่อ ร่วมร่าง ร่วมสร้าง และร่วมปรับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นของคนไทย ทั้งแผ่นดินและเป็นรัฐธรรมนูญที่มีชีวิตและมีพลัง ต้องขอขอบคุณท่านประธาน และท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งครับ ขอขอบพระคุณครับ