สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือเรื่องสิทธิพลเมืองด้านสาธารณสุข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัย เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้บริการสาธารณสุข

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิง พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันขออภิปรายในเรื่องของสิทธิพลเมือง ในด้านของสาธารณสุข ซึ่งเริ่มต้นจากมาตรา ๕๘ ในวงเล็บต่าง ๆ เป็นต้นไป ซึ่งในมาตรานี้ ได้ระบุว่าประชาชนมีสิทธิในด้านสาธารณสุขตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งก็ได้ครอบคลุม สิ่งที่ประชาชนควรจะได้รับเพื่อสุขภาวะ ในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชนที่พึงได้ตามหลักสากล ไว้อย่างครบถ้วนซึ่งก็ต้องขอขอบคุณด้วย แต่ว่าสิ่งที่อยากจะทําความเข้าใจให้ถูกต้องก็คือ ใน (๒) ของมาตรา ๕๘ ซึ่งได้กล่าวถึงการรับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน อันจําเป็น อย่างเท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นหัวใจของการปฏิรูป ซึ่งความจริงก็ได้ดําเนินมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่อันนี้ก็ได้ขยายขอบเขตให้เป็นสิทธิของประชาชนทุกคนที่อยู่ ในแผ่นดินไทยที่จะได้รับสิทธิเหล่านี้ แต่ที่จะต้องทําความเข้าใจให้ชัดเจนตามเจตนารมณ์ ของ (๒) อันนี้ เพราะว่าที่ไปปรากฏอยู่ในเจตนารมณ์ที่เขียนเอาไว้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่แนบมา ท่านไปให้คําจํากัดความคําว่า ได้มาตรฐาน หมายถึงการได้รับบริการที่ต้อง มีมาตรฐานในระดับเดียวกันเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ําในการรับบริการสาธารณสุข ดิฉันคิดว่าอันนี้ยังไม่ได้ตรงกับเจตนารมณ์ของกรรมาธิการสาธารณสุข ซึ่งเราได้ใช้เวลาในการที่จะ ถกแถลงแล้วก็ทําความเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นดิฉันขอถือโอกาสนี้เรียนให้ท่านประธานทราบว่า มันมีความหมายอย่างไรใน (๒) นี้ การรับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม บริการที่เหมาะสม หมายถึงบริการที่เหมาะกับสถานะสุขภาพของแต่ละบุคคล ถ้าเป็นการเจ็บป่วยก็จะต้องได้รับ การรักษาที่ถูกต้องกับโรคนั้น ๆ ถ้าเป็นผู้เจ็บป่วยเรื้อรังก็จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้มีชีวิตกลับไปดําเนินชีวิตได้อย่างปกติอย่างเดิมอันนี้เป็นตัวอย่างนะคะ ทั้งนี้การรับบริการ ก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางสุขภาพของแต่ละบุคคล ส่วนที่บอกว่าอย่างทั่วถึงก็หมายถึงบริการดังกล่าว ครอบคลุมประชาชนทุกคนในผืนแผ่นดินไทยโดยถ้วนหน้าไม่มีการยกเว้น มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน อันนี้ละค่ะเป็นจุดสําคัญเป็นหัวใจที่เราอยากจะพูด คําว่า ได้มาตรฐาน ในความหมายของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ก็คือการไปขยายบริการที่มีคุณภาพ บริการที่มีคุณภาพนั้นจะต้องได้มาตรฐานดังต่อไปนี้ อันนี้เป็นหลักสากลขององค์การอนามัยโลก ที่เรายึดถืออยู่ บริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพต้องได้มาตรฐานดังต่อไปนี้ ที่กําหนดเอาไว้ ก็คือมีประสิทธิภาพหรือว่าขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษเอฟเฟคทีฟเนส (Effectiveness) เป็นการให้บริการที่ใช้วิชาการเป็นหลักตามความต้องการของประชาชนหรือชุมชน เพื่อให้สถานะสุขภาพดีขึ้น แล้วดิฉันขอเรียนให้ทราบว่าบริการสาธารณสุขที่ท่านใช้อยู่ ในขณะนี้ มันประกอบด้วยทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพไม่ใช่เฉพาะการรักษาพยาบาลเท่านั้น เพราะฉะนั้นคําว่าคุณภาพนี้ ก็จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งไปประกอบส่วนต่าง ๆ ของบริการสาธารณสุข ที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากประสิทธิภาพแล้วยังต้องมีความคุ้มค่าคือใช้ทรัพยากรที่จําเป็น และไม่สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เข้าถึงได้ง่ายและทันเวลา ไม่ใช่ว่าทําให้ต้องเสียโอกาสไป การเจ็บป่วยมากไป เพราะว่าเข้าไม่ถึงบริการ อันนี้รวมถึงการที่บริการนั้นอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม โครงสร้างของระบบบริการที่เอื้อต่อความต้องการทางด้านการแพทย์ของประชาชนด้วย เป็นที่ยอมรับในทุกสังคมและวัฒนธรรมที่ผู้ป่วยนั้นอยู่ในระบบ มีความเป็นธรรม อิควิทะเบิล (Equitable) คือการให้บริการที่มีคุณภาพโดยไม่ใช้ฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ เชื้อชาติมาเป็น ตัวตัดสินว่าควรจะได้รับบริการอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีความเป็นธรรม เสมอภาคกันหมดทุกคน ที่เจ็บป่วย สุดท้ายก็คือปลอดภัย ต้องเกิดความเสี่ยงหรือเกิดอันตรายน้อยที่สุดต่อผู้ให้บริการ อันนี้คือความหมายของบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน แต่ย้อนกลับมาดูที่ ท่านเขียนเอาไว้ในเจตนารมณ์ก็คือคําว่า มาตรฐาน หมายถึงการได้รับบริการที่ต้องมีมาตรฐาน ในระดับเดียวกันเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ําในการได้รับบริการสาธารณสุข อันนี้จึงเป็นคํา ที่แปลคําว่ามาตรฐานนี่ไม่ตรงกับที่คณะกรรมาธิการได้ระบุไว้ในการนําเสนอมาตรานี้ เพราะฉะนั้นคําว่า มาตรฐานเดียวกัน อันนี้มันค่อนข้างจะลําบากในการที่จะนํามาสู่การปฏิบัติ ก็จะต้องมีคําถามอีกว่ามาตรฐานในระดับเดียวกันนั้นหมายถึงบริการชนิดใด ถ้าเป็น การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค ถ้าบริการเหล่านี้ทําตามมาตรฐานคุณภาพดังกล่าว แล้วก็จะไม่ต้องกังวลถึงว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ําอันนี้เกิดขึ้น เพราะทุกคนจะได้รับบริการ ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ระบุไว้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้เดฟฟินิชัน (Definition) อย่างที่ระบุไว้ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างมานี้อาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้ว่าการรักษาโรค ทุกโรคนี้จะต้องเหมือนกันหมด หรือมีอาการอย่างใดก็จะต้องได้รับการตรวจรักษาหรือยา ที่ใช้เหมือนกัน เพราะคําว่ามาตรฐานในระดับเดียวกันนั้นในทางปฏิบัติจะทําอย่างไร เพราะว่า ในการรักษาโรคแต่ละโรคนี้มันก็มีที่เขาเรียกว่าไกด์ ไลน์ (Guide Line) ของการรักษาอยู่แล้ว เป็นมาตรฐานสําหรับแพทย์และพยาบาลทุกท่านอยู่ หรือที่เราเรียกกันว่าเบสท์ แพรคทิส (Best practice) แต่จะให้เหมือนกัน รักษาเหมือนกันหมดแม้กระทั่งในโรคเดียวกันอันนั้น เป็นไปไม่ได้ในเรื่องของการรักษาพยาบาล ดิฉันจึงอยากจะให้แก้ไขเพื่อไม่ให้ประชาชน ไปเข้าใจผิดว่าเมื่อเขามีอาการอย่างไรจะต้องได้รับการตรวจที่เหมือนกัน จะต้องได้รับยา ที่เหมือนกันหมดทุกโรค เพราะอันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางของการแพทย์ และการรักษาพยาบาลจึงอยากจะให้แก้ไขในเจตนารมณ์ให้ถูกต้องด้วย เพราะว่าใน ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็เห็นว่าครบถ้วนดีอยู่แล้ว แต่ว่าการแปลเจตนารมณ์นั้นผิดเพี้ยนไป อย่างชนิดที่ว่าตรงกันข้าม แล้วก็ไม่อยากให้อันนี้มันเกิดขึ้นเพราะว่าเมื่อไรมันติดตามไปถึง การใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในโอกาสต่อ ๆ ไป ถ้าหากว่ายังคงเจตนารมณ์ที่บิดเบือนเช่นนี้ มันก็จะทําให้เกิดความเข้าใจผิดและนําไปใช้อย่างชนิดที่ผิดพลาดไปด้วย ก็เรียนมาเพื่อทราบนะคะ

แล้วอีกข้อหนึ่งก็คือใน (๓) ที่ประชาชนย่อมมีสิทธิในด้านสาธารณสุข ก็คือได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ ในข้อนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่ได้ระบุเจตนารมณ์ไว้ว่าเพื่อให้พลเมืองได้รับข้อมูลที่จําเป็นสําหรับการดูแลสุขภาพของตน เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐทางด้านสาธารณสุขที่ไม่จําเป็น แล้วก็ได้ย้ําไว้ใน (๓) ของมาตรา ๒๙๔ อีกว่าควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถ มีข้อมูลพื้นฐานในการดูแลสุขภาพของตัวเอง ดิฉันคิดว่าการเขียนเช่นนี้มันค่อนข้างจะ เป็นไปได้ยากในเชิงปฏิบัติที่จะเชื่อมโยงโดยตรงกับความรู้ในเรื่องของด้านสุขภาพ ข้อมูลในด้านสุขภาพกับการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ท่านจะได้เห็นว่าถ้าเผื่อคิดเป็นขั้นตอนไป ก็จะเห็นได้ว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่ได้รับข้อมูลแล้วก็แปลงเป็นข่าวสาร จากข่าวสารคนจะต้องคิด วิเคราะห์ออกมาเป็นความรู้ว่าสรุปแล้วข่าวสารอันนี้มันทําให้เกิดอะไรขึ้น จะได้ประโยชน์ อะไรบ้าง วิเคราะห์ ตัดสินใจ แล้วถึงจะนํามาซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรม อันนี้เป็นหลายสเต็ป (Step) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็หวังว่าจะลดการเกิดโรคที่ป้องกันได้แล้วก็นํามาซึ่ง การลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ท่านคงจะทราบดีว่าโดยขบวนการของการนําความรู้คิดวิเคราะห์ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นใช้เวลาแล้วก็ใช้ความสามารถ ข้อมูลจากสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังระบุว่าการศึกษาส่วนใหญ่ของคนไทย ยังอยู่ในระดับมัธยมต้นนะคะ ยังมีปัญหาเรื่องการคิดวิเคราะห์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันคิดว่า น่าจะต้องเพิ่มเติมก็คือจําเป็นที่จะต้องมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วยเพื่อที่จะให้ข้อมูลที่ได้รับนั้น นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพนะคะ สิ่งเหล่านั้นก็คือการสํานึกว่า มันเป็นหน้าที่ที่ควรจะกระทําหรือไม่ หรือเป็นการเกรงต่อการเสียประโยชน์บางอย่าง ถ้าไม่ประพฤติ หรือในทางตรงกันข้ามก็คิดว่าถ้าประพฤติแล้วอาจจะได้ประโยชน์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้กรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขเราได้ระบุไว้ในข้อเสนอ ยกร่างรัฐธรรมนูญด้านสาธารณสุขว่านอกจากสิทธิต่าง ๆ ในการได้รับบริการอย่างทั่วถึง มีคุณภาพแล้ว พลเมืองควรมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัวและสังคมด้วย ซึ่งหน้าที่นี้รวมถึงการงดเว้นพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งรวมทั้งการระบุความจริงในพยาธิสภาพของตน กับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขก็เป็นหน้าที่ของพลเมืองด้วยเช่นเดียวกัน อันนี้จะทวี ความสําคัญมากยิ่งขึ้น ในขณะที่การรักษาพยาบาลบางอย่างสลับซับซ้อนและอาจจะ ส่งอันตรายต่อคนรอบข้างของผู้ป่วยได้ ตัวอย่างของการฝังวัสดุกัมมันตรังสี อันนี้คงจะ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าถ้าหากว่าประชาชนไม่บอกความจริงกับครอบครัวหรือว่าบุคลากร ทางด้านสาธารณสุขเขาก็แพร่อันตรายไปสู่คนอื่นโดยอาจจะโดยไม่ได้ตั้งใจหรือว่าไม่ทราบ ไม่รู้ตัวนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้สิทธิกับหน้าที่นั้นควรจะไปด้วยกันแล้วก็จะทําให้ ประสิทธิภาพในการใช้บริการสาธารณสุขอย่างคุ้มค่าเพื่อลดค่าใช้จ่ายเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว มากยิ่งขึ้นแล้วก็ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นด้วย อันนี้ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ ใน ๒ เรื่องแค่นี้ก่อนนะคะ ขอบพระคุณค่ะ