สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

คุรุจิต นาครทรรพ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในภาคพลังงาน และเสนอแนวคิดที่ควรนำไปพิจารณาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ในการบริหารบุคคลขององค์กรอัยการและมาตรา ๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อป้องกันการถูกแทรกแซงหรือกลั่นแกล้งในกระบวนการยุติธรรม

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ สปช. ในฐานะรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน คนที่หนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการ ดอกเตอร์ทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ซึ่งขณะนี้ ท่านอยู่ต่างประเทศให้มาปฏิบัติหน้าที่อภิปรายแทนท่าน และในนามของส่วนตัวที่เป็น สปช. ก็ขออภิปรายด้วยนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓๖ ท่าน ที่ท่านได้ทุ่มเทด้วยความวิริยะอุตสาหะเป็นเวลาเกือบ ๕ เดือนที่ผ่านมาในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วเสร็จ ส่งให้พวกเราได้อ่านซึ่งมีความยาวถึง ๓๑๕ มาตรา ๑๓๐ หน้า พร้อมทั้งจัดทําตารางสรุปให้เราอีก ๕ เล่มด้วย ผมเองก็ใช้เวลา ๒ วัน ที่ผ่านมาไม่ได้ทําอะไร นั่งอ่านอันนี้มาตลอดนะครับ สําหรับเรื่องของพลังงานร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้กล่าวถึงไว้ใน ๒ ที่ก็คือ เรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ในภาค ๒ หมวด ๒ มาตรา ๙๓ และในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมซึ่งอยู่ในภาค ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๘๘ แต่ในภาค ๑ ขณะนี้ส่วนที่ ๒ ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ไม่ได้มีการเอ่ยถึงเรื่องพลังงานตรง ๆ แต่ก็อาจจะมีเกี่ยวข้องบ้างในมาตรา ๖๔ ที่ว่าด้วย การพัฒนาโครงการจากทรัพยากรธรรมชาติ และการดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่พูดถึง กระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหรืออีเอชไอเอ และเอ่ยถึง การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์หรือเอสอีเอ (SEA) ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ในเวลาที่มีอยู่จํากัดนี้นะครับ เนื่องจากภาคพลังงานอยู่ในภาคที่ ๒ ผมก็อยากจะขอเลือก หยิบประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญในภาคส่วนหมวด และมาตราต่าง ๆ ที่ผมสนใจหรืออ่านแล้ว มีข้อสงสัย บางครั้งอาจจะถึงขั้นกังวลและเป็นห่วงว่าบทบัญญัติในมาตราเหล่านั้นจะนําไปใช้ ปฏิบัติจริงแล้วจะเกิดผลดีกับประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราจริงหรือไม่นะครับ

ประเด็นแรกที่ผมอยากตั้งคําถามและข้อสังเกตก็คือ เรื่องของการออกเสียง ประชามติตามร่างมาตรา ๖๗ ในภาค ๑ อ่านดูเผิน ๆ ก็เหมือนว่านําหลักการเดิมที่กําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๕ มากําหนดไว้ โดยเพิ่มเพียงกรณีให้มีการออกเสียง ประชามติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ด้วย อย่างไรก็ดีเมื่อได้ไปอ่านในตารางสรุป เจตนารมณ์ เล่มที่ ๑ หน้า ๑/๘๒-๘๓ ก็จะทําให้เข้าใจได้ว่าการออกเสียงประชามติ ของประชาชนอาจมีถึง ๔ กรณี คือ

๑. การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๐๒

๒. กรณีที่มีพระบรมราชโองการให้ทําประชามติ ซึ่งกรณีนี้ก็เข้าใจได้ว่าเป็น เรื่องที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีที่ควรขอประชามติ

๓. กรณีรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ทําประชามติ ซึ่งผมยังอ่านไม่พบว่าอยู่ ตรงไหนอีกนะครับ

๔. กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ทําประชามติ

ที่ผมสงสัยประการแรกก็คือ ทําไมในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน กรณีที่ ๒ กําหนดให้เพียง ครม. เห็นควรให้ทําประชามติก็ปรึกษากับประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภาแล้วก็ประกาศให้มีการทําประชามติลงในราชกิจจานุเบกษาได้เลย เหตุใด ในรัฐธรรมนูญนี้จึงต้องนําเรื่องในกรณีที่ ๒ ขึ้นทูลเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชโองการด้วย ในขณะที่อีก ๓ กรณีไม่ต้องทําเป็นพระบรมราชโองการ ที่ผมสงสัยประการที่ ๒ ก็คือ ในมาตรา ๖๗ นี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้อธิบายไว้ในเจตนารมณ์รายมาตรา ที่อยู่ในเอกสาร เล่มที่ ๑ หน้า ๘๒ และหน้า ๘๓ ว่าการจัดทําประชามติมี ๒ ระดับ คือระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่ผมสงสัยก็คือระดับท้องถิ่นครับว่าในการสัมมนารับฟัง ความคิดเห็นที่ศูนย์ราชการ เซ็นทารา เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ผมก็ได้มีโอกาสฟัง ท่านประธานกรรมาธิการยกร่าง ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อธิบายว่าเราอาจจะทําประชามติ เป็นเชิงพื้นที่ในท้องถิ่นก็ได้ เช่นดูว่าจะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นหรือไม่ก็ให้คนในจังหวัดนั้น โหวตเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมฟังแล้วในใจก็พยายามคิดให้คล้อยตามนะครับ แต่คิดอย่างไรก็ยังไม่สามารถทําใจให้คล้อยตามได้ ด้วยความเคารพนะครับ ผมเป็นห่วงว่าโครงการพัฒนาระดับใหญ่ ๆ ของประเทศ เช่น โครงการสร้างเขื่อนเพื่อการชลประทานก็ดี หรือป้องกันน้ําท่วมก็ดี การก่อสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนนมอเตอร์เวย์ (Motor way) แห่งใหม่หรือรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ก็ดี เป็นโครงการในระดับชาติที่ก่อเกิดให้ผลประโยชน์เป็นส่วนรวมแก่คนทั้งประเทศ แต่ถ้าได้ศึกษาดีแล้ว มีมาตรการป้องกันผลกระทบและชดเชยที่ดีแล้วและเป็นธรรมแล้วต้องไปเสนอ ในเวทีประชามติท้องถิ่นด้วย แล้วเกิดไม่ผ่านขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราครับ เราก็เกิดมีความขัดแย้งเป็นภาคนิยมหรือไม่ ท่านยังจําในกรณีน้ําท่วมใหญ่เมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ในภาคกลางหรือกรุงเทพฯ ได้ไหมครับ การแก้ไขก็อาจจําเป็นต้องมีการลงทุนสร้างเขื่อน ขนาดใหญ่ หรือฟลัดเกท (Floodgate) ฟลัด พรีเวนชัน เกท (Floodprevention gate) ในจังหวัดทางตอนเหนือเพื่อให้เกิดการระบายและบริหารจัดการน้ําอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราเปิดให้มีการทําประชามติในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเป็นการเฉพาะที่เป็นที่ก่อสร้าง และผลออกมาว่าคนในท้องถิ่นเขาไม่เห็นด้วยเราจะทํากันอย่างไรครับ เราจะพัฒนา เพื่อส่วนรวมได้อย่างไรครับ สิ่งที่ผมเป็นห่วงและกังวลไปในอนาคตอีกก็มีในอีกหลาย ๑๐ ปี ข้างหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าสถานการณ์ของประเทศเราจะเป็นอย่างไร เกิดมีจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งอยากขอทําประชามติแบ่งแยกไปปกครองตนเองนี้จะเกิดมีปัญหา ขึ้นได้หรือเปล่าครับ แบบที่ประเทศสกอตแลนด์ขอทําเรฟเฟอร์เรนดัม (Referendum) เมื่อเดือนกันยายนที่แล้วว่าจะรวมอยู่กับสหราชอาณาจักรหรือไม่ หรือแคว้นคาตาโลเนีย ของประเทศสเปน ซึ่งได้จัดทําประชามติไปเองว่าจะขอปกครองตนเองเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะตอบว่ามาตรา ๖๗ นี้เขียนไว้แล้วว่าจะจัดทํา ประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่อย่าลืมนะครับ วิธีชงเรื่องหรือเขียน ประเด็นที่จะทําประชามติในระดับท้องถิ่นก็อาจจะมีคนสมองไวเขียนประเด็นที่ไม่ใช่ เรื่องของการแบ่งแยกไปปกครองตนเอง แต่ก็มีผลเสมือนกัน เช่น ขอมีอํานาจจัดเก็บภาษีเอง มีกองกําลังตํารวจท้องถิ่นเอง เป็นต้น และเราจะคิดอ่านอย่างไรในอนาคตถ้าเราเปิดช่องไว้ ก็อยากขอความชัดเจนในเรื่องการทําประชามติในเจตนารมณ์นี้ด้วย ผมเห็นว่าการทํา ประชามติควรเป็นเรื่องที่ทําในระดับชาติเท่านั้น และไม่ควรทําบ่อย ๆ ด้วย เพราะเป็นเรื่อง ที่ต้องมีการให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเพียงพอครบถ้วนและรอบด้าน ซึ่งจะต้องใช้เวลาและ ในการทําประชามติแต่ละครั้งก็ใช้งบประมาณมหาศาลด้วย

ในประเด็นต่อมานะครับ สําหรับภาค ๑ ที่ผมอยากจะขออภิปรายในวันนี้ ก็คือ เรื่องขององค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นหลายองค์กรดังเช่นที่ได้ระบุ ไว้ในภาค ๑ หมวด ๒ มาตรา ๒๘ อาทิเช่น สมัชชาพลเมืองและสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ในแต่ละจังหวัด ๗๖ จังหวัด ตามมาตรา ๗๑ ผมขอพูดถึงสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ประจําจังหวัดตามมาตรา ๗๑ ก่อนนะครับว่าเรามีความจําเป็นและมีความพร้อมแค่ไหน ที่จะต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่เพื่อทําหน้าที่ที่ดูเหมือนซ้ําซ้อนกับหน่วยงานอื่นที่มีอยู่แล้ว การจะตั้งองค์กรอะไรขึ้นมาใหม่สักอันมันควรจะต้องมีการศึกษาว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งยวด เสียก่อน เพราะท่านได้กําหนดไว้เองในมาตรา ๒๘ ว่าองค์กรตั้งใหม่เหล่านี้รัฐจะต้องจัดสรรเงิน ไปสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารงานองค์กรของเขาเหล่านี้ด้วย มันคุ้มค่าหรือเปล่า องค์กรนี้ท่านมั่นใจว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือเปล่า และงานที่ท่านจะให้สภาตรวจสอบ ภาคพลเมืองเขาทําส่วนใหญ่ก็มีหน่วยงานอิสระของรัฐทําอยู่แล้ว ได้แก่ การตรวจสอบ ความชอบด้วยกฎหมาย การประพฤติทุจริตหรือการจัดซื้อจัดจ้างก็มีทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน มีทั้ง ป.ป.ช. ซึ่งต่อไป ป.ป.ช. เขาก็จะมี ป.ป.ช. ประจําจังหวัดด้วย มีสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเขาก็มี สตง. ในภูมิภาคดูแลทั้งส่วนราชการภูมิภาคและส่วนราชการท้องถิ่นอยู่แล้ว ทําไมเราถึงไม่มุ่งที่จะพัฒนาส่งเสริมให้หน่วยงานอิสระเหล่านี้ ซึ่งก็เป็นหน่วยงาน ตามรัฐธรรมนูญให้เขาทํางานอย่างมีประสิทธิภาพแทนที่จะเอางบประมาณที่มีค่าของแผ่นดิน ไปทดลองกับหน่วยงานใหม่อีก ๗๖ แห่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนที่จะมาทําหน้าที่ในสภาตรวจสอบนี้ จะมีความรู้ประสบการณ์เพียงพอหรือไม่ หากเขาเหล่านั้นที่จะมาเป็นสภาตรวจสอบ เป็นคนดี คนเก่งจริง เราน่าจะส่งเสริมให้คนเหล่านั้นตั้งเป็นกลุ่มการเมืองเพื่อสมัครเป็น ส.ส. หรือคัดสรรเข้าไปเป็น ส.ว. มิดีกว่าหรือครับ บ้านเมืองต้องการคนดี ๆ คนเก่ง คนซื่อสัตย์สุจริตเข้าไปบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า มากกว่าต้องการคนเข้าไปตรวจสอบนะครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๗๑ ตามที่ คณะกรรมาธิการยกร่างได้ยกร่างขึ้นมา นั่นก็ทําให้ผมมาคิดดูว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ในภาพรวม ก็อยากให้กําลังใจท่านนะครับว่าผมคิดว่ามีความสมบูรณ์สัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ มีกลไกและหลักการพื้นฐานต่าง ๆ ที่ดีหลายประการ แต่ถ้าเราหวังที่จะแลไปข้างหน้าที่จะให้ ประเทศเจริญก้าวหน้ามีเศรษฐกิจดี ประชากรอยู่ดีมีสุข มีสวัสดิภาพและความปลอดภัย เราก็ต้องมุ่งหวังที่จะให้ประเทศมีรัฐบาลที่ดีและเก่ง และต้องให้อํานาจและความคล่องตัว กับรัฐบาลที่เขาจะไปบริหารตามสมควร ไม่ใช่ออกแบบระบบให้เต็มไปด้วยผู้ตรวจสอบจนคนดี ๆ คนเก่ง ๆ ไม่อยากอาสาเข้ามาช่วยบ้านเมือง เราไม่ควรหยุมหยิมหรือเขียนกฎกติกาให้เพิ่ม ขั้นตอน หรืออาจถูกตีความได้ทุกเรื่องมิฉะนั้นประเทศของเราหากยังปรองดองและแตกแยก ความคิดอย่างมากมายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็คงจะมีคนส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความมากมายจนศาลท่านปวดหัวและรับไม่ไหว เราไม่ควรออกแบบให้การกําหนดนโยบาย บริหารประเทศเมื่อมีข้อขัดแย้ง ชิงไหวชิงพริบทางการเมืองแล้วต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่านโยบายนั้นเหมาะสม เหมาะควรกับประเทศหรือไม่ แบบนั้นไม่ใช่การปกครอง แบบประชาธิปไตยนะครับ

ในความรู้สึกของผมเราต้องปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ที่ประชาชนเขาเลือกมา แต่ขณะเดียวกันเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องพึงรับฟังและความกังวลและห่วงใยที่มีเหตุผลของ เสียงส่วนน้อย พร้อมทั้งหามาตรการมารองรับที่เหมาะสม มิใช่ว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่เขาตัดสิน แล้วว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้เหมาะสมกับประเทศ เสียงส่วนน้อยก็ไม่ยอมจบ แล้วก็จะใช้กลไก ตามรัฐธรรมนูญเข้าขัดขวางจนบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เหมือนบางกรณีที่เกิดขึ้นในอดีต

ผมจึงอยากขอวิงวอนต่อท่านกรรมาธิการยกร่างได้โปรดกรุณาทบทวนดู ในรอบที่ ๒ บ้างว่ามีอะไรแปลกใหม่ที่ท่านได้ออกแบบใส่เข้าไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะเป็น ด้วยเจตนาที่ดี แต่บางครั้งก็อาจจะแฝงไปด้วยความระแวงหรือกลัวจนเกินพอดีหรือเปล่า น่าจะใช้ทางสายกลางรับฟังเสียงท้วงติงจากพวกเรา สปช. บ้าง ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง มิฉะนั้นแล้วผมเกรงว่ารัฐธรรมนูญที่ท่านและเราหวังจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดการเหลียวหลังและสร้างความปรองดองและแลหน้าคือประเทศเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจดี มีเกียรติภูมิ แข่งขันเชิดหน้าชูตาได้ในเวทีโลกก็อาจจะไม่ไปถึงเป้าหมายเหล่านั้น

ประเด็นสุดท้ายในรอบแรกที่ผมอยากฝากข้อคิดไว้ก็คือองค์กรรัฐธรรมนูญ ที่เอ่ยถึงไว้ในมาตรา ๗ วรรคสอง ว่ามีสิทธิที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีที่อาจจะ เห็นว่าไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้ยึดถือตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัตินั้น

มาตรา ๗ วรรคสอง เป็นบทที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ก็คงด้วยหวังว่าเพื่อช่วยป้องกัน เดทล็อก (Deadlock) ที่กรณีอาจเกิดขึ้นในอนาคตจึงเขียนว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ชี้ขาด แต่ขณะเดียวกันก็อาจมองได้ว่าเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถบัญญัติได้เอง ในบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเอาไว้จะดีหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ผมเองก็ขอยก ความเป็นห่วงในข้อนี้ไว้ว่าถ้าไม่เพิ่มวรรคสองนี้ในมาตรา ๗ เข้าไปแล้วเขียนไว้แบบเดิม ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๗ จะเสียหายอะไรหรือไม่ และถ้าท่านตอบว่า ไม่ได้ ยังควร เขียนวรรคสองอยู่ผมก็อยากจะเสนอให้ตัดคําว่า หรือองค์กรรัฐธรรมนูญ ออกไปจากลิสต์ (List) ในหน่วยงานในวรรคสองที่อาจยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา ๗ นี้ได้ เพราะเป็นการเปิดช่องมากเกินไป ให้หน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในเสาหลักของอํานาจอธิปไตย ของประเทศมีอํานาจให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องที่มีความสําคัญในขนาดมาตรา ๗ นี้ได้

เมื่อพูดถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๗ แล้ว ผมก็อยากจะขอพูดถึง องค์กรสักองค์กรหนึ่งในเวลาที่เหลืออยู่นะครับ คือองค์กรอัยการ ท่านได้มีการปรับปรุงแก้ไข ในหลายประเด็นที่ผมจําเป็นต้องขออภิปรายดังนี้นะครับ อัยการเป็นทนายของแผ่นดิน องค์กรอัยการไม่ใช่องค์กรอิสระเสียทีเดียว แต่องค์กรนี้พนักงานอัยการจําเป็นต้องมีอิสระ ในการพิจารณาสั่งคดีให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม หลักการนี้ควรคงอยู่เพราะมิฉะนั้นก็อาจถูก ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซง หรือพนักงานอัยการอาจถูกกลั่นแกล้งฟ้องคดีจากการใช้ดุลยพินิจ ตามอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยสุจริตได้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เขียนหลักการนี้ไว้ โดยชัดแจ้ง แต่ท่านกรรมาธิการยกร่างท่านได้แก้ให้หายไปโดยไม่พูดถึงเลย

เรื่องที่ ๒ ผมอ่านดูในมาตรา ๒๒๘ เรื่องขององค์กรอัยการ ก็พบว่าองค์กร บริหารบุคคลของอัยการซึ่งอยู่ถัดเพียง ๓ มาตรามาจากมาตรา ๒๒๕ องค์กรบริหารบุคคล ของศาลหรือ กต. ท่านได้แก้ไขไม่ให้อัยการสูงสุดเป็นประธาน กอ. แต่ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่เคยเป็นอัยการเลย ขณะที่ประธาน กต. มาจากประธานศาลสูงสุดของศาลนั้น ผมก็อยากขอทราบว่าในทางปฏิบัติ กอ. ซึ่งดูแลเรื่องการบริหารบุคคลของอัยการ แล้วถ้าเอาคน ที่ไม่รู้จักอัยการมาเป็นประธาน กอ. มันจะดีหรือเหมาะสมหรือไม่นะครับ

แล้วเรื่องสุดท้าย ขอเวลาท่านประธานนาทีเดียวจะจบแล้วนะครับ เรื่องของ การห้ามไม่ให้ข้าราชการอัยการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้น ท่านเขียนหนักมากว่า ห้ามปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ เลยในรัฐวิสาหกิจ ผมเองเคยทํางานและยังทํางานร่วมกับอัยการ ที่น่าเคารพหลายท่านในรัฐวิสาหกิจ ผมเห็นว่าท่านเหล่านั้นทุ่มเทความรู้ ความสามารถ เพื่อปกป้องรักษาประโยชน์ของประเทศ รัฐวิสาหกิจมีทั้งดีและไม่ดี ทั้งที่ผลประกอบการดี และไม่ดี จําเป็นต้องมีผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมาย กฎระเบียบและการตีความสัญญามาเป็น กรรมการของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนมีวัคซีนอยู่ในองค์กรก่อนที่จะเป็นโรคและไปให้ อัยการหรือนักกฎหมายมารักษา ผมคิดว่าท่านไม่ควร ห้ามขาด อย่างน้อยปัจจุบันเขาตั้ง ซุปเปอร์ โฮล์ดิง (Super holding) กรรมการรัฐวิสาหกิจ ถ้าเขาร้องขอว่าบุคคลใดก็ตาม ที่เหมาะสม ท่านก็ควรจะเปิดช่องให้เป็นได้ และไม่ควรห้ามทําหน้าที่ใด ๆ เลยแม้แต่ เป็นอนุกรรมการนะครับ ในรอบแรกนี้ผมก็มีเรื่องที่อยากจะฝากไว้เนื่องจากเวลาหมดแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ