ประมนต์ สุธีวงศ์ หารือเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปการเงิน การคลัง และงบประมาณของรัฐ รวมถึงการป้องกันการทุจริต โดยมองว่าความรับผิดชอบในการใช้เงินแผ่นดินเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรา 69 ของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชน และเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 205 เพื่อยับยั้งการใช้จ่ายเงินแผ่นดินและป้องกันความเสียหายแก่รัฐ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประมนต์ สุธีวงศ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ อยากจะขอในเบื้องต้นเนื่องจากว่าไม่ได้มีการอภิปราย ในภาพรวมของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งหมด เพราะว่าเราใช้วิธีอภิปราย รายหมวด ผมอยากจะขอเรียนว่า เนื่องจากว่าเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนี้ ได้กระจัดกระจายไปอยู่ในหลายหมวดหลายหมู่ แต่ว่าในชั้นนี้ขอปูพื้นในเบื้องต้นสักเล็กน้อย ผมต้องขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสนใจแล้วก็ได้เอาประเด็นต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการของเราได้นําเสนอไปประมาณ ๓๐ รายการเข้าไปบรรจุอยู่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอย่างที่เรียนให้ทราบว่ากระจัดกระจายอยู่ทั่วไปแต่ก็เป็นประโยชน์ สิ่งที่เราได้นําเสนอไป จะเป็นเรื่องที่ทั้งมีการป้องกัน ปราบปราม และในเวลาเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้าง จริยธรรมไปด้วยนะครับ แต่ต้องเรียนว่ามีเรื่องสําคัญที่ยังมีความเห็นต่างในระหว่าง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็องค์กรที่จะมาดูแลในเรื่องของการปราบปรามการทุจริต อยากจะเรียนว่าอย่างนี้ ขณะนี้ทางกรรมาธิการของเราเองมีความเห็นว่าอยากจะให้มีความเข้มงวด แล้วอยากจะให้ มีความเข้มแข็งในการที่จะมีองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้และปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งอันนี้ จะเป็นความเห็นต่างที่ผมขอว่าเราอภิปรายในภาค ๒ ซึ่งตอนที่มีท่านอื่นที่รับหน้าที่ในที่นี้ จะทําหน้าที่ต่อไปนะครับ การอภิปรายข้อคิดเห็นของผมที่อยู่ในหมวดที่สําคัญในวันนี้จะอยู่ บนพื้นฐานที่ว่าเราตอบโจทย์ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวตามมาตรา ๓๕ ใน (๓) ที่พูดถึงว่ากลไก ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตรวจสอบและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อ ประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชนหรือไม่ ผมก็ได้พยายามทบทวนดู ในหลาย ๆ มาตราที่มีอยู่ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะวิจารณ์แล้วก็จะให้ความเห็นเพิ่มเติม ในกรณีที่เห็นว่ามีความเห็นต่าง การนําเสนอของผมในวันนี้ก็อยู่ในภาค ๑ หมวด ๒ ที่เกี่ยวกับประชาชน เป็นเรื่องที่มีความยินดีครับที่ทางคณะกรรมาธิการได้ยกให้เรื่อง ของพลเมืองเป็นใหญ่ เป็นเรื่องที่เรียกว่าหนึ่งในเสาหลักของรัฐธรรมนูญชุดนี้ การที่เราจะมีพลเมืองเป็นใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทําให้พลเมืองมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ เพราะการที่จะสร้างประชาธิปไตยในอนาคตพลเมืองจะต้องเป็นพื้นฐานสําคัญในการที่เรา จะทําให้มีคุณภาพเกิดขึ้น ผมจะเน้นไปที่หมวดที่พูดถึงสิทธิของบุคคลครับ โดยเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการเงินและการคลัง แล้วก็การบริหารราชการแผ่นดิน ในแนวทางที่ว่าเพื่อเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอเริ่มต้นที่มาตรา ๓๐ ที่ได้พูดถึงว่าสิทธิของบุคคลก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐและหน่วยงานของรัฐให้ดําเนินการ ให้สัมฤทธิผล อันนี้เป็นมาตราใหม่ที่เป็นประโยชน์ เพราะว่าเวลาเราพูดถึงมีสิทธิ แต่ว่าถ้าเผื่อไม่ได้กําหนดว่ารัฐจะต้องทําอะไรต่อไปก็มักจะเป็นปัญหาในภายหลังนะครับ
มาตรา ๖๑ พูดถึงเรื่องพลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้น จะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชนหรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับ ความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือข้อมูลส่วนบุคคล แล้วตบท้ายด้วยว่าทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและบางท่านเมื่อเช้าได้พูดถึงว่าในอดีตปัญหาของ รัฐธรรมนูญก็คือว่ารัฐบาลชุดที่ตามมาอาจจะไม่ประสงค์ที่จะทํากฎหมายต่าง ๆ ที่รองรับ กับข้อเสนอในรัฐธรรมนูญนะครับ ตรงนี้เองก็เป็นปัญหาที่เป็นความกังวล แต่ได้รับทราบว่า ในมาตรา ๑๐๒ ที่ได้เขียนตามเอาไว้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐถ้าไม่เป็นไป ตามที่บัญญัติไว้นี้ก็ถือว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็ยังมีมาตราอื่นที่จะตามมา แต่ผมคิดว่าอันนั้นไม่น่าจะพอเพียง ในกรณีที่เราเห็นว่ามาตราใดมีความสําคัญพอที่จะ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะเห็นว่ามันมีความชัดเจนมากกว่าที่เขียนไว้ว่า ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ ควรจะมีกําหนดเวลาถ้าเป็นไปได้ในหลายเรื่องที่เรารู้ว่าเวลาควรจะเป็น ตัวชี้วัดได้ หรือว่าต้องเขียนไว้ว่าการเปิดเผยข้อมูลควรจะเป็นไปตามทุกขั้นตอน ทุกระดับ ไม่ใช้เปิดเอาไว้เฉย ๆ การเปิดเผยข้อมูลต้องถือว่าเป็นหัวใจของความโปร่งใส เพราะเราถือว่า ที่ไหนมีความสว่างที่นั้นคือการทุจริตลดน้อยลงนะครับ แล้วการที่พลเมืองจะเป็นใหญ่ได้ ก็หมายความว่าพลเมืองจะต้องเข้าถึงข้อมูล โดยที่ไม่มีหรือมีการกีดกันหรือมีการกีดขวาง น้อยที่สุดในข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นนะครับ
ในมาตรา ๗๐ ได้พูดถึงว่าเพื่อประโยชน์แห่งการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ พลเมืองย่อมมีสิทธิร้องขอข้อมูลรวมทั้งติดตามและตรวจสอบ ในเรื่องดังนี้ แล้วก็มีอยู่หลายอนุมาตราด้วยกัน แต่มีอนุมาตราที่เกี่ยวข้องกับการที่ผม จะกล่าวถึงก็คือ (๒) พูดถึงการใช้จ่ายเงินแผ่นดินและการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐซึ่งมีเงินเป็นหลายแสนบาทต่อปีเป็นจุดที่มีการรั่วไหล มากที่สุดในอดีต ผมได้พยายามดูในมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญนี้ว่าเมื่อพูดในตรงนี้แล้ว มีส่วนไหนบ้างที่ตอบรับกับการที่จะมีเรื่องของการที่จะมารองรับว่าในการจัดซื้อจัดจ้าง ของภาครัฐในอนาคตจะมีมาตรการที่รัดกุมขึ้นยังหาไม่พบนะครับ ถ้าเผื่อว่ามีท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะชี้แจงให้ผมทราบในภายหลัง แต่อยากจะเรียนว่าอย่างนี้ครับ ในประเด็นนี้ขณะนี้รัฐบาลนี้ และ คสช. เอง ความจริงได้ก้าวหน้าไปกว่าที่รัฐธรรมนูญยกร่าง เอาไว้ เพราะว่านอกจากว่าพยายามที่จะยกร่าง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างขึ้นมาใหม่แล้วจะนําเสนอ สนช. ในเร็วๆ นี้แล้ว ยังได้มีบทบัญญัติว่าให้มีประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และมีการกําหนดชัดเจนว่ากระบวนการในการที่ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นอย่างไรนะครับ ถ้าเผื่อว่ารัฐธรรมนูญยังไม่มีในที่นี้ผมคิดว่าน่าจะดูแล้วก็อาจจะไปเขียนกําหนด ให้มันมีการสอดรับกันในเรื่องนี้นะครับ
จาก ๓-๔ มาตราที่พูดถึงว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูล อันนี้นําไปสู่ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ได้มีกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ ซึ่งความจริง เป็นหลักการเดิมแต่ว่ามีมาตรการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ได้พูดไว้ว่ารัฐต้องดําเนินการแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดระบบราชการและงานของรัฐซึ่งมีอยู่ ๗ อนุมาตราด้วยกัน ใน (๔) พูดถึงว่าให้มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ตรงนี้ผมขอชื่นชมครับ เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาพูดกันเสมอว่า การทุจริตมันประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย และภาคเอกชนเองมักจะถูกหลงลืม และคิดว่า ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ตรงนี้เองผมคิดว่ามีประโยชน์ในการที่จะกําหนดว่าความรับผิดชอบ เป็นทั้งรัฐและเอกชนนะครับ
ในมาตรา ๘๙ รัฐต้องดําเนินนโยบายเรื่องการเงิน การคลังและงบประมาณ ภาครัฐ โดยยึดหลักการรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง และการใช้เงินแผ่นดิน อย่างคุ้มค่า แล้วก็พูดถึงว่าให้มีกลไกป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยม ทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน ในระยะยาว และมีกลไกตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐให้มีประสิทธิภาพ ตรงนี้ เป็นมาตราที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มาก เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีการใช้เงินแผ่นดิน ไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมเองอยากจะเห็นว่าตรงนี้เมื่อมีความสําคัญพอน่าจะมีกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญในอันนี้ตามไปด้วย เพราะว่าตัวอย่างของประชานิยมที่เราเห็นหลาย ๆ เรื่องที่เกิดความเสียหายเกิดขึ้นเป็นเพราะว่าในอดีตไม่ได้มีกฎหมายพอเพียงที่จะคุ้มครอง ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นประโยชน์แต่ว่าอยากจะเห็นว่ามีความเข้มข้นนะครับ
มาตรา ๖๙ เมื่อมีการกําหนดว่ารัฐจะต้องทําอะไรแล้ว ข้อปฏิบัติอีกอันที่ผม เห็นว่าเป็นประโยชน์ มาตรา ๖๙ ได้พูดถึงหน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรเอกชน หรือองค์กรใดดําเนินกิจกรรมใดโดยใช้เงินแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ การดําเนินงานดังกล่าวต่อสาธารณะเพื่อให้พลเมืองได้ติดตามและตรวจสอบ ตรงนี้ก็เขียนไว้ อีกเหมือนกันว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผมก็เข้าใจครับว่าทางรัฐธรรมนูญเองต้องเขียนกว้าง และไม่อยากจะลงไปในรายละเอียดมากเกินไป แต่ก็อยากจะฝากว่ามาตราที่มีความสําคัญ เช่นนี้น่าจะมีวิธีการที่จะทําให้กระชับกว่านี้นะครับ
ท่านประธานครับ มีอีก ๒-๓ รายการ ในกรณีที่มาตรา ๒๐๒ ซึ่งผมเห็นว่า เป็นประโยชน์ใน (๓) เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินเหมือนกันนะครับ ในกรณีที่มีการแปรญัตติ ในทางลดหรือตัดทอน จะนําไปจัดสรรสําหรับรายการกิจการแผนงานหรือโครงการใด ไม่ว่าจะมีอยู่แล้วหรือตั้งใหม่ไม่ได้ อันนี้เป็นประโยชน์มาก เพราะว่าในอดีตการที่ ส.ส. สามารถจะอภิปรายงบประมาณไปไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่ง และอภิปรายต่อเพื่อไปใช้ในท้องถิ่น ของตัวเอง เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเกิดขึ้นบ่อย ๆ อันนี้เป็นมาตราที่ผมเชื่อว่าจะทําให้ กระบวนการที่จะเอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางมิชอบลดน้อยลง
มาตรา ๒๐๕ ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน อันเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิด ความเสียหายแก่รัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดินและ ป.ป.ช. อาจไต่สวนข้อเท็จจริงและยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครองแผนกคดีวินัยการเงิน การคลังและงบประมาณ ซึ่งอันนี้เป็นข้อเสนอใหม่ ที่ได้มีการพูดปรึกษาหารือกัน และผมเชื่อว่ากรรมาธิการของเราในขณะที่ปรึกษากับกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ เพราะอันนี้เป็นกระบวนการที่จะป้องกันการทุจริต ในเบื้องต้น ยับยั้งเสียก่อนที่จะมีความเสียหาย หลาย ๆ โครงการที่เกิดขึ้นในอดีตถ้าเผื่อ มีมาตรการนี้ก็ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายมาก เรื่องนี้เองทางผู้บรรยายในคณะกรรมาธิการ ผมจะเสริมในเรื่องนี้ เพราะว่ามีเพียงแผนกคดีอาญานี้ไม่พอ อยากจะเห็นว่าในกระบวนการ ที่เราจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตนี่ นอกจากป้องกันอันนี้แล้วนี่น่าจะต้องมีกระบวนการ ที่มีศาลยุติธรรมที่นําไปสู่การตัดสินหรือว่าการพิจารณาคดีอาญาต่าง ๆ ให้รวดเร็วกว่านี้ ซึ่งทางผู้แทนของผมคงจะนําเสนอในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ
มีมาตรา ๒๐๙ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการที่จะทําให้ในอนาคต ข้าราชการดี ๆ ของเราจะได้มีความสามารถในการที่จะไม่รับคําสั่ง มาตรา ๒๐๙ เขียนไว้ อย่างนี้ครับ การสั่งราชการแผ่นดินต้องทําเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน หรือเร่งด่วนสั่งด้วยวาจาได้แต่ต้องตามด้วยลายลักษณ์อักษร อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะทําให้ ข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความตั้งใจที่จะทําในสิ่งที่ถูกต้องสามารถที่จะยืนหยัด อยู่ได้ เพราะว่าในอดีตใช้วิธีการยกมือสั่งหรือว่ากระซิบสั่งโดยที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร แล้วผลสุดท้ายผู้ที่รับผลเสียก็คือทางข้าราชการเอง ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเบื้องต้นของการวินิจฉัยเรื่องของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ในส่วนของประเด็นที่เรายัง มีความเห็นต่างผมหวังว่าหลังจากที่ได้มีการอภิปรายแล้วท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คงจะได้นําประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ไปพิจารณาเพิ่มเติมและผมขอขอบคุณที่ได้รับความร่วมมือ มาโดยตลอดครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน