สารี อ๋องสมหวัง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สิทธิมนุษยชนครอบคลุม และเสนอข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิของผู้บริโภค การเพิ่มเติมมาตรา 60 และมาตรา 88 เพื่อส่งเสริมวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง และควบคุมการลงทุนของต่างประเทศ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เรียนท่านประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะคะ ก่อนอื่นดิฉันก็ต้อง ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ทํางานหนักแล้วก็ให้ความสําคัญ เรื่องพลังพลเมือง ดิฉันขออนุญาตเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อที่จะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนที่เราอยากเห็นพลเมืองเป็นใหญ่นะคะ
มาตราแรกในส่วนของสิทธิมนุษยชนก็คือมาตรา ๔๕ พูดถึงบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติ และมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยจะมีสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมและวัฒนธรรมเพียงใด ให้เป็นไปตามหลักการที่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติหรือตามที่รัฐจัดให้ ดิฉันมีข้อเสนอว่า อยากให้ทบทวนหรือยกเลิกทั้งมาตรา เพราะว่าการแยกหมวดสิทธิมนุษยชนกับสิทธิพลเมือง เพื่อแยกสิทธิมนุษยชนที่คุ้มครองทุกคนกับสิทธิพลเมืองที่มีสัญชาติไทยจะไม่มีความหมายเลย ถ้าเราเขียนมาตรานี้ เพราะฉะนั้นจะทําให้สิทธิมนุษยชนตามมาตรา ๓๔ ถึงมาตรา ๔๔ ไร้ความหมาย เพราะว่าปัจจุบันเรามีกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าคนไทยพลัดถิ่น ผู้ไร้สถานะบุคคล ไม่มีบัตรประจําตัวประชาชนแต่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานอย่างเช่น ไทยพลัดถิ่นมากกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ที่รัฐขึ้นทะเบียนไปแล้วประมาณ ๑๒,๐๐๐ คน ชุมชนชาวเล อีก ๔๑ ชุมชน ชนเผ่าพื้นเมือง ๒๓ ชนเผ่า แล้วก็ถ้าหากเรายึดบุคคลที่มีปัญหาสถานะสิทธิ ที่ยังตกค้างอีกประมาณ ๑๕๐,๕๓๕ คน ที่ได้รับสิทธิบริการสาธารณสุขและตามมติ คณะรัฐมนตรีปี ๒๕๕๓ คนเหล่านี้ยังไม่มีบัตรประจําตัวประชาชน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากให้เขียน ครอบคลุมไปถึงคนกลุ่มนี้ที่อย่างน้อยก็เป็นคนไทยที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลานาน อันนั้นก็เป็นข้อเสนอต่อมาตรา ๔๕
ส่วนมาตรา ๕๐ จริง ๆ ดิฉันก็สนับสนุนมาตรา ๕๐ นะคะ เนื่องจากว่า ก็เป็นมาตราที่ถือว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องคลื่นความถี่ แต่ว่าดิฉัน ขอความกรุณาในวรรคสองที่พูดถึงการดําเนินการต้องให้ความสําคัญกับการแข่งขันโดยเสรี อย่างเป็นธรรมและการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการดังกล่าวต้อง ให้ความสําคัญกับการให้บริการที่ทั่วถึง ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และ ให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แล้วก็มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐ หรือเข้าองค์กรดังกล่าว ดิฉันขออนุญาตให้ตัด มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กร ดังกล่าวทิ้ง ด้วยเหตุรูปธรรมที่ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างว่าการประมูลคลื่น ๓ จี (3G) ราคาประมูลของบริษัทก่อนที่จ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐอยู่ที่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เอไอเอส จ่ายให้กับองค์การโทรศัพท์อยู่ประมาณ ๑๔,๖๒๕ ล้านบาท ดีแทคจ่ายอยู่ที่ ประมาณ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท และทรูจ่ายอยู่ที่ประมาณ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ประมาณ ๔๑,๖๒๕ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในระยะเวลา ๑๕ ปี นั่นหมายความว่า ๓ บริษัทจ่ายเพียง ๒,๗๗๕ ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่ในระบบ ๒ จี (2G) ที่มีการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐ ทั้ง ๓ บริษัท จ่ายมากถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเราประมูล ๓ จี ไปแล้วทั้ง ๓ บริษัทจ่ายให้กับรัฐ เพียง ๒,๗๗๕ ล้านบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นแสดงว่าบริษัทได้ประโยชน์จากการประมูลคลื่น ไปถึง ๑๕ เท่า แต่ขณะที่ประชาชนอย่างเราไม่ได้ประโยชน์เลย ค่าโทรศัพท์ซึ่งบอกว่าจะลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้ลด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าราคาในการประมูลไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับ แต่เราต้องมีการกํากับดูแลที่ดี มีมาตรการกํากับดูแลที่ดี อันนี้ ก็ชัดเจนจากรูปธรรมที่เกิดขึ้นว่าเราประมูลถูก แต่ผู้บริโภคจ่ายแพง ขณะนี้ทุกคนทราบดีว่า เราจ่ายค่าโทรศัพท์ ถ้านอกเหนือแพ็คเกจ (Package) อยู่ที่ ๑.๕๐ บาท เพราะฉะนั้นดิฉันว่า การที่เราเขียนวรรคนี้ไว้ทําให้ประเทศอาจจะสูญเสียรายได้ที่จะเข้ารัฐ แล้วอาจจะเป็นภาระ ให้กับหน่วยงานในการที่จะต้องไปสนับสนุนภาวะขาดทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ดิฉัน เอ่ยนามมา
ขออนุญาตไปในมาตรา ๖๐ ซึ่งเป็นมาตราของผู้บริโภคโดยตรง แต่ก่อนที่จะไป มาตรา ๖๐ ดิฉันขอไปมาตรา ๕๒ สั้น ๆ ว่า มาตรา ๕๒ ดิฉันก็สนับสนุนที่เพิ่มจาก ๑๒ ปีเป็น ๑๕ ปี แต่ด้วยความเคารพ ดิฉันคิดว่าเราพูดกันเรื่องลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรมมาก เพราะฉะนั้นการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่สําคัญ เป็นการลงทุนที่สําคัญ ดิฉันอยากเห็น กรรมาธิการเพิ่มเติมไปจนถึงปริญญาตรีทั้ง ๒ สาย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในส่วนมาตรา ๕๒ อยากให้การศึกษาขยายไปถึงปริญญาตรีทั้งสายสามัญและสายอาชีพ
มาตรา ๖๐ ซึ่งเป็นประเด็นที่กรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอ แล้วก็ขณะนี้กรรมาธิการเองก็สับสนเนื่องจากว่าทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ ฉบับยกร่างนี้ก่อนหน้านี้ก็เขียนว่าให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจาก หน่วยงานของรัฐ แต่ขณะนี้ถูกแก้ไขเป็น ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานรัฐ คําถามก็มีอยู่ว่าถ้าไม่ใช่หน่วยงานรัฐแล้ว องค์การที่เขียนอยู่ ในมาตรา ๖๐ เป็นองค์การประเภทใด ในประเทศไทยเรามีองค์การแบบนี้หรือเปล่า แล้วถ้าองค์การผู้บริโภคที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐแล้วยังถือเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่จะ ต้องส่งกฎหมาย ช่วยสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายไหม กฎต่าง ๆ ที่จะบังคับใช้ต้องให้ องค์การผู้บริโภคนี่พิจารณาหรือเปล่า แล้วก็รวมถึงสิ่งที่หน้าที่ต่าง ๆ จะอาศัยอํานาจใด ในการที่จะเข้าไปดําเนินการถ้าไม่ใช่หน่วยของรัฐ อย่างเช่นการตรวจสอบการกระทําที่เป็น การละเมิดสิทธิผู้บริโภค เพราะฉะนั้นการที่จะให้บุคคลเข้ามาชี้แจง การที่จะขอให้บุคคลให้ข้อมูล สิ่งเหล่านี้จะสามารถทําได้หรือไม่ แล้วก็ชัดเจนหลายคนก็พูด สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้มีการพูดถึงกันว่าถ้าไม่ใช่หน่วยงานรัฐ และรัฐจะเข้าไปสนับสนุนงบประมาณได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เป็นการดําเนินการในลักษณะโครงการ
แล้วก็ประเด็นสุดท้าย ก็คือเรื่องสิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง ซึ่งกรรมาธิการได้เสนอให้มีการระบุถึงสิทธิผู้บริโภคที่ถูกคุ้มครองอยู่ในระดับสากล แต่ก็จะ เห็นว่าถูกตัดไป แต่ว่ากรรมาธิการเองได้เขียนไว้อย่างดี ดิฉันคิดว่าเขียนไว้อย่างดีในเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้นดิฉันขอความกรุณาว่าขอให้กรรมาธิการยกเจตนารมณ์ในการยกร่างมาเขียนไว้ ให้ชัดเจนเพื่อลดข้อถกเถียง ต้องเรียนว่ากฎหมายฉบับมีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ สิ่งที่ถกเถียงกัน ก็คือว่าจะเป็นอิสระอย่างไร จนกระทั่งเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ออกแบบมาว่าเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ เพราะเดิมตอนปี ๒๕๔๐ ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ก็อยู่กับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หลายส่วนก็บอกว่าคุณจะให้ตรวจสอบ หน่วยงานรัฐ มันก็เหมือนให้ลูกน้องไปจับเจ้านาย มันจับไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นปี ๒๕๕๐ ก็เขียนไว้ให้ชัดขึ้นว่าเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ปัจจุบันก็บอกว่าไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ก็เลยงงว่าตกลงแล้วจะเป็นหน่วยงานประเภทไหน เพราะฉะนั้นสิทธิของผู้บริโภคที่ย่อมได้รับ ความคุ้มครอง ดิฉันขอให้รวมไปถึงการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง เป็นธรรม สมดุล เข้าถึง สินค้าและบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพ ราคาเป็นธรรม มีสิทธิร้องเรียนได้รับการเยียวยา ความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค และอ้างถึงการรับฟัง ความคิดเห็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่มีข้อเสนอจาก เครือข่ายผู้บริโภค ในส่วนมาตรา ๖๐ ให้เพิ่มสิทธิในการฟ้องคดี ดิฉันคิดว่าขณะนี้ร่างที่ สมาชิกสภาปฏิรูปดําเนินการหรือแม้กระทั่งที่ผ่านกรรมาธิการร่วมเดิมก็มีข้อถกเถียงว่า การที่เราขอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาว่าจะสามารถพิจารณาการสั่งฟ้องคดี อันนี้เป็นเรื่อง ที่เกินรัฐธรรมนูญไหม เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าเราเขียนในส่วนนี้ให้ชัดเจน และเสนอ แนวทางแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ฟ้องคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งเหล่านี้ ก็จะทําให้เกิดความชัดเจนแล้วไม่ต้องถกเถียงกันว่าการเขียนกฎหมายเกินเลยรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประเด็นสุดท้ายในส่วนมาตรา ๖๐ ก็อยากให้เพิ่มเติมเหมือนอย่างที่ข้อเสนอ ของกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคว่าให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดําเนินการ ที่เพียงพออย่างเป็นอิสระของการดังกล่าวด้วย ในส่วนมาตรา ๖๐ ซึ่งเรื่องการฟ้องคดี จริง ๆ ปัจจุบันผู้บริโภคก็ฟ้องคดีได้ องค์กรผู้บริโภคก็ฟ้องคดีได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค และเรากําลังจะทําองค์กรตามรัฐธรรมนูญแต่ไม่มีอํานาจในการฟ้องคดี ดิฉันก็คิดว่า มันจะกลายเป็นเสือกระดาษตัวที่ ๒ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็น่าจะเขียนไว้ให้ชัดเจนมากขึ้น
ส่วนประเด็นถัดมาเรื่องมาตรา ๖๖ ซึ่งอันนี้ดิฉันต้องชื่นชมเลยนะคะว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ร้อยการเสนอกฎหมายของประชาชนไว้ในหลายมาตรามาก อย่างเช่น มาตรา ๖๖ ให้ประชาชนเข้าชื่อกัน ๑๐,๐๐๐ ชื่อ มีส่วนร่วมในกรรมาธิการ ๑ ใน ๓ มาตรา ๑๔๗ มาตรา ๑๕๒ มาตรา ๑๕๓ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๑๕๕ มาตรา ๑๕๖ มาตรา ๑๖๒ แล้วก็มาตรา ๒๘๐ แต่ประเด็นที่ขาดหายไปในการเขียนเรื่องการเสนอกฎหมาย ของประชาชนตามประสบการณ์ที่เราเสนอกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคก็คือ เมื่อออกมาจากกรรมาธิการร่วม ๒ สภาแล้วไม่มีระยะเวลา พ.ร.บ. องค์การอิสระเป็นรูปธรรมว่า เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๖ หลุดออกจากกรรมาธิการร่วมของ ๒ สภา ภายใน ๓๐ วันวุฒิสภา เอาไปพิจารณาแล้วก็เห็นชอบเลย แต่ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีการดําเนินการเลย จนกระทั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภา เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าตรงนี้ขาดอยู่ประเด็นเดียว ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเพิ่มเติมอย่างไรที่จะทําให้สิทธิในการเสนอกฎหมาย โดยประชาชนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วก็มีขั้นตอนที่ชัดเจน ดิฉันคิดว่าในส่วนของมาตรา ๖๖ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับหลายมาตรา เรื่องการเสนอกฎหมายโดยประชาชนก็อยากให้เพิ่มเติม ในประเด็นขั้นตอนที่ออกมาจาก ๒ สภาแล้วจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนอย่างไร
ประเด็นมาตรา ๘๘ ซึ่งดิฉันก็คิดว่ามาตรา ๘๘ จริง ๆ เป็นเรื่องที่ดี แล้วก็สําคัญมากที่เขียน จริง ๆ เราก็มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ด้วย แต่ดิฉันขออนุญาต เพิ่มเติมว่าขอให้เรายกระดับการดําเนินการในเรื่องนี้โดยที่ขอเพิ่มอีก ๑ วรรคนะคะ ในเรื่องที่รัฐต้องส่งเสริม รัฐไม่พึงแข่งกับเอกชนเว้นแต่มีความจําเป็น รัฐต้องส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดย่อม ขนาดกลาง ดิฉันขออนุญาตให้ไปถึงรัฐต้องจัดให้มีกฎหมายและมาตรการควบคุม การลงทุนการค้าของต่างประเทศในประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศ ผู้ลงทุน อันนี้ดิฉันยกตัวอย่างนะคะว่า อย่างเช่น บริษัทต่างประเทศจํานวนมากเลิกใช้ สารเคมีในประเทศของตัวเอง แต่ยังส่งสารเคมีนั้นมาในประเทศกําลังพัฒนา เพราะฉะนั้น เราก็ต้องให้บริษัทต่างประเทศเหล่านั้นยึดตามมาตรฐานของประเทศผู้ลงทุน ร่างมาตรฐาน ของประเทศไทย แล้วก็รวมไปถึงขณะนี้มีความพยายามที่จะให้เอกชนและรัฐวิสาหกิจ ที่ไปลงทุนในต่างประเทศให้ความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การทุจริต การคุ้มครองผู้บริโภค โดยอย่างน้อยต้องมีมาตรฐานตามกฎหมายไทยนะคะ ซึ่งทําไมดิฉัน ถึงเสนอเรื่องนี้ ดิฉันเองได้มีโอกาสรับฟังเรื่องมาตรา ๘๘ ท่านประธานขออีกนิดหนึ่งนะคะ ก็คือโครงการขนาดใหญ่ส่งผลกระทบเยอะมาก อย่างเช่น ทวาย คนพม่าบอกเองว่า จะมีคนทวายอย่างน้อย ๓๐,๐๐๐ คน สูญเสียที่ดินทํากิน แล้วคนอีกไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน จะเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นจริง ๆ มันไม่ใช่กระทบที่ทวายเท่านั้น แต่ว่า จะกระทบกับการไหลของแรงงานที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นดิฉันอยากเห็นว่า มาตรา ๘๘ รัฐต้องดําเนินการในส่วนนี้ด้วย แล้วก็ขอชื่นชมเรื่องผู้หญิงในมาตรา ๓๔ แล้วก็ ขอให้เสนอกรรมาธิการเพิ่มเติมหลักการเช่นเดียวกันในการกระจายอํานาจ และการบริหาร ส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะในส่วนของสมาชิกไม่ใช่เฉพาะตําแหน่งที่มีบุคคลเดียวนะคะ แล้วก็ กรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเราได้เสนอเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ดิฉันเสิร์ช (Search) ทั้งหมดเราไม่เห็นถ้อยคําเรื่องความมั่นคงด้านอาหารเลย ดิฉันขออนุญาตให้ระบุ เรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งอาจจะกรุณาเขียนในมาตรา ๙๒ ได้นะคะ ความมั่นคง ด้านอาหารที่หายไปเลยนะคะ แล้วก็ต้องเรียนว่า ดิฉันคิดว่าภารกิจของพวกเราวันนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก แล้วเรามาช่วยทําให้จินตนาการที่เราอยากเห็นรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญของทุกคน รัฐธรรมนูญที่อยากเห็นพลเมืองเป็นใหญ่ตลอดเส้นทางของ ความเป็นใหญ่ของพลังพลเมือง ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน