เอนก เหล่าธรรมทัศน์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและระบบการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างรัฐบาลผสมเพื่อสันติสุขและความสามัคคีของพรรคการเมือง พร้อมเสนอแนะการปฏิรูปการเมืองเพื่อเพิ่มบทบาทของประชาชนและลดอำนาจของนักการเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความปรองดองและความเสมอภาคในด้านต่าง ๆ และเรียกร้องการสนับสนุนจากสภาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ท่านประธาน สปช. เพื่อนสมาชิก สปช. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นะครับ จะขอ นําเสนอว่ารัฐธรรมนูญนี้จะนําชาติสู่สันติสุขอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นกระบวนทัศน์ที่สําคัญ เป็นกระบวนทัศน์ใหม่เพราะว่ารัฐธรรมนูญปกตินี้ก็จะพูดถึงเรื่องจะสร้างประชาธิปไตย อย่างไร จะทําให้ดีขึ้นได้อย่างไรนะครับ แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่พวกเรากําลังจะร่วมกัน สร้างประวัติศาสตร์นั้นจะต้องสร้างสันติสุขให้แก่ประชาธิปไตย ให้แก่ประเทศชาติด้วย ผมคิดว่าปัญหาที่สําคัญที่สุดก็คือว่าทําอย่างไรจะให้พรรคฝ่าย ๓ พรรคฝ่ายนะครับ คือแดง เหลือง แล้วก็ฝ่ายที่ ๓ ได้ปรองดอง ได้ทํางานร่วมกัน ได้รู้รักสามัคคี ดังนั้นสิ่งที่รัฐธรรมนูญ ออกแบบไว้จึงมีหลาย ๆ ประการที่ผมอยากจะขอสรุปให้ได้เห็นชัด ๆ ก็คือ
ประการแรก เราจะให้มีรัฐบาลผสม เจตนารมณ์ของเรา ความมุ่งมั่นของเรา คืออยากจะให้เกิดรัฐบาลผสม มันจะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ เพราะว่าแบบเดิมตอนที่ คุณสมัคร คุณสมชายเป็นนายกรัฐมนตรีก็เกิดความวุ่นวายและนองเลือดในปี ๒๕๕๑ เมื่อคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายและนองเลือดในปี ๒๕๕๒ และ ปี ๒๕๕๓ เมื่อคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายและนองเลือด ในปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราไม่มีวันที่จะถอยกลับได้แล้ว เรากลับไป เป็นแบบเดิมไม่ได้ จึงได้คิดสร้างระบบรัฐบาลผสมขึ้นมา ระบบผสมนี้สิ่งที่จะทําได้ยาก ก็คือจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แล้วก็รวมกับพรรคเล็ก ๆ อีกไม่กี่พรรคที่ไม่มีความหมาย แล้วก็ ให้อีกพรรคหนึ่งไปเป็นฝ่ายค้านจะทําได้ยากมาก แต่จะทําได้ง่ายก็คือสร้างรัฐบาลผสม แล้วผมก็ยังอยากจะร้องขอไปยังพรรคการเมือง พรรคฝ่ายต่าง ๆ ด้วยนะครับว่าของอย่างนี้ ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างอย่างเดียว ต้องอยู่ที่จิตใจ ความมุ่งมั่นของพรรคฝ่ายทั้งหลายด้วย ที่จะสร้างประเทศไทยใหม่ให้เกิดความสันติสุข เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะวิงวอน สปช. ทั้งหลาย ให้สนับสนุนระบบการเลือกตั้งแบบนี้ที่จะทําให้เกิดรัฐบาลผสมขนาดใหญ่ อันนี้ก็จะเป็น การปรองดองระหว่างพรรค ปรองดองระหว่างสี ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมมีข้อที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งก็จะทําให้ ภาคใต้ไม่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์หมด ภาคเหนือ ภาคอีสานไม่เป็นของพรรคเพื่อไทยหมด กรุงเทพฯ ไม่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์เกือบหมด เพราะว่าในระบบบัญชีรายชื่อถ้ามีสัดส่วน อยู่เท่าไร มันก็จะต้องมี ส.ส. อยู่เท่านั้น ถ้าไม่ได้รับแบ่งเขตเลยก็จะต้องได้คะแนนเสียงจาก ปาร์ตี ลิสต์ มาเติมจนได้ตามสัดส่วนของระบบพรรค อันนี้ก็จะเป็นการปรองดองระหว่างภาค นานเหลือเกินแล้วที่เราถูกมายาคติทําให้เราเห็นว่าภาคใต้ผูกขาดโดยพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น ภาคเหนือนี่ผูกขาดโดยพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ภาคอีสานผูกขาดโดยพรรคเพื่อไทย เท่านั้น กับกรุงเทพฯ หลายครั้งผูกขาดโดยพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ความเป็นจริงเสียงของ ประชาชนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ระบบผสมของเราจะทําให้เสียงของประชาชนมันเป็นสัดส่วน กับอํานาจทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ ส.ว. ของเราจะมาจากคนละฐานกับ ส.ส. แล้วก็จะมีบทบาท มากขึ้น ส.ว. จะเสนอกฎหมายได้ด้วย แล้วก็การที่เรายืนยันว่า ส.ว. ต้องเป็นแบบนี้มันจะ เป็นการปรองดองระหว่างประชาชนที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียง นี่คือการเลือกตั้งแบบทั่วไป ที่เราเลือก ส.ส. กัน กับอีกส่วนหนึ่งก็คือประชาชนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ประชาชนที่เป็น ตัวแทนอาชีพ ประชาชนที่เป็นตัวแทนวิชาชีพ ประชาชนที่เป็นอดีตข้าราชการ รวมทั้ง ที่น่าสนใจก็คือประชาชนที่มาจากผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร ระบอบของเรานานเหลือเกิน แล้วที่เราใช้คนจนไปเลือกคนรวยเข้ามาในสภา คนจนที่สําคัญก็คือแรงงานและเกษตรกรไม่เคยได้เข้ามาในสภาเลยนะครับ แต่ในระบบเลือกตั้ง แบบของเราเขาจะได้เข้ามาในวุฒิสภาอย่างแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็จะเป็น การปรองดองระหว่างประชาชน ๒ ส่วน แต่ว่าโดยทั่วไปเรามักจะคิดถึงส่วนเดียว คือประชาชนที่เป็นโหวตเตอร์ (Voter) ประชาชนที่เป็นผู้หย่อนบัตร แต่คราวนี้มันจะมี ประชาชนอีกส่วนหนึ่งซึ่งจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จะเป็นตัวแทนวิชาชีพ จะเป็นตัวแทนของ ชุมชนท้องถิ่น จะเป็นตัวแทนของแรงงานเกษตรกร จะเป็นตัวแทนของชุมชนวิชาการก็จะได้ เข้ามาอยู่ในนี้นะครับ ก็จะเป็นการปรองดองอีกอย่างหนึ่ง
ข้อที่ ๔ เราก็จะให้ประชาชน พลเมืองมีบทบาท มีอํานาจมากขึ้น ไม่ใช่เป็น เจ้าของประชาธิปไตยเพียง ๔ นาที แล้วก็โอนอํานาจทั้งหมดให้นักการเมือง พรรคการเมือง ไปอีก ๔ ปี เราจะเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยจากเดิมที่เป็นแบบเลือกผู้แทน ผู้นําเป็นหลัก หรือเกือบจะอย่างเดียวนี้นะครับ ให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีอํานาจโดยตรง มากขึ้น เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย สามารถเข้าไปมีส่วนในการบริหารบ้านเมือง ตรวจสอบ แล้วก็ถอดถอนได้ด้วยนะครับ เราจะมีสมัชชาพลเมือง เราจะมีสภาตรวจสอบภาคพลเมือง เราจะมีสมัชชาคุณธรรม แล้วนอกจากนั้นพลเมืองของเราก็สามารถที่จะกระทั่งลงประชามติ ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพร้อม ๆ ไปกับที่เราหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงในการ เลือกตั้งทั่วไปที่เราเรียกว่า อิมพีชเมนท์ ลิสต์ (Impeachment list) นอกจากนั้นพลเมือง ยังสามารถที่จะเปลี่ยนบัญชีรายชื่อได้ด้วย ลําดับบัญชีรายชื่อที่เราเรียกว่าโอเพน ลิสต์ บัญชีระบบเปิดนี้นะครับ การที่เราให้ประชาชนมีบทบาทมาก มีอํานาจมากมันก็จะเป็น การปรองดองระหว่างประชาชนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาเมื่อประชาชน ไม่พอใจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีแทบจะทางเดียวคือต้องลงสู่ท้องถนน แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เราออกแบบให้ประชาชนเข้าไปมีบทบาท เข้าไปมีส่วนร่วม เข้าไปมีสัดส่วน เข้าไปมีการตรวจสอบต่าง ๆ ในระบอบการเมืองของเราได้อย่างกว้างขวางนะครับ นี่ก็จะเป็น การปรองดองอีกอย่างหนึ่ง
แล้วก็สุดท้าย เราก็จะมีการปฏิรูปอย่างที่คุณหมอชูชัยได้พูดไปแล้วนะครับ การปฏิรูปกล่าวสําหรับคนทั่ว ๆ ไปก็เหมือนกับการพัฒนา การทําอะไรให้ดีขึ้น ทําอะไรให้ดีขึ้น อย่างขนานใหญ่ แต่สําหรับผมแล้วการปฏิรูปคือการปรองดองครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ เพราะว่านานเหลือเกินแล้วที่เรามีความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ระหว่างกลุ่มชน มีความขัดแย้ง ระหว่างเมืองกับชนบท มีความขัดแย้งระหว่างราชการกับภาคประชาชน ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ความเสมอภาค มันเกิดน้อย มันยังมีน้อยอยู่นะครับ การปฏิรูปจึงจะนํามาสู่ความปรองดองในด้านต่าง ๆ อย่างที่กระผมได้กล่าวมาแล้วนะครับ
แล้วก็ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญของเราได้มีคณะกรรมการอิสระเสริมสร้าง ความปรองดองแห่งชาติทําหน้าที่ต่าง ๆ ในระยะเวลา ๕ ปีแรก ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยา ดูแลผู้ที่เสียหาย ผู้ที่ได้รับผลกระทบกระเทือน มีหน้าที่อํานวยความยุติธรรม มีหน้าที่เสนอ พระราชกฤษฎีกาให้อภัยโทษ แล้วก็เสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ให้คําแนะนําต่าง ๆ แก่รัฐบาล ที่จะทําให้บ้านเมืองเกิดสันติสุขนะครับ ให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ให้เห็น ความจําเป็นของการที่จะต้องอยู่กันบนความแตกต่าง ให้เห็นความจําเป็นของการที่จะต้อง แก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและด้วยระบอบประชาธิปไตย
ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมคงไม่สามารถที่จะพูดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะสามารถที่จะทําให้ประเทศไทยและชาติไทยเกิดสันติสุขได้แต่ฝ่ายเดียว ที่สําคัญที่สุดก็คือ จากท่าน ณ เวลานี้ก็เกิดจากพวกเราเพื่อน สปช.ทั้งหลายจะต้องช่วยกันให้คําแนะนํานะครับ หลายอย่างที่พวกเราเขียนเอาไว้ อะไรที่มันยังไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้องก็ต้องขอคําแนะนํานะครับ เราไม่ได้มีเจตนาที่จะซ่อนอะไรไว้ทั้งสิ้นนะครับ การที่เรายังไม่ได้เขียนรายละเอียดเอาไว้ ก็เป็นการดีที่จะเปิดโอกาสให้ท่าน สปช. ทั้งหลายได้เสนอในรายละเอียดนะครับ รัฐบาลปรองดองสมานฉันท์ รัฐบาลผสมขนาดใหญ่เราอยากให้เกิดมาก แต่ว่าเราก็ยังคิด ไม่ค่อยออกว่ามันจะเกิดได้อย่างไรให้เต็มที่นะครับ นอกจากพรรคการเมืองที่กําลังรณรงค์ ขับเคี่ยวกันจะต้องช่วยแล้ว ผมคิดว่าเพื่อน สปช. ทั้งหลายก็กรุณาช่วยให้คําแนะนํากับเราด้วย ที่จะเกิดรัฐบาลที่สมานฉันท์ด้วยนะครับ ทํางานได้ด้วย แล้วก็นําประเทศไทยไปสู่การปฏิรูป และปรองดองได้ ขอบพระคุณครับ