เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่ามีมาตรา 315 มากเกินไป และไม่ใกล้ชิดกับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงการยกระดับพลเมืองให้เป็นใหญ่ และหารือเกี่ยวกับการใช้คํานิยาม "พลเมือง" ในอนาคต นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับความพร้อมของประชาชนในการเป็นใหญ่ และเรียกร้องให้ภาคสื่อมวลชนสนับสนุนการเผยแพร่รัฐธรรมนูญให้กับประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล จังหวัดปราจีนบุรี สัปดาห์ที่ผ่านมาเราคงจะได้ยินแล้วก็ได้เห็นการวิพากษ์วิจารณ์ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญผ่านฉลุย แฝดอินจันต้องไม่ตาย ต้องไม่พลัดพรากจากกัน ฮั้วกันอะไรกันนะครับ สําหรับวันนี้ประเด็นที่จะกราบเรียนอภิปรายเมื่อเช้าจนกระทั่ง ถึงปัจจุบันนี้ท่านสมาชิกหลายต่อหลายท่านก็ได้กราบเรียนท่านประธานไปมากแล้วนะครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับว่าอันดับแรกก็คงจะไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องชมเชย ไม่ต้องชื่นชม ไม่ต้องอะไรนะครับ เพราะว่าท่านสมาชิกก็ได้ขอบคุณและชื่นชมคณะกรรมาธิการไปเยอะแล้ว เนื่องจากบางคนก็บอกว่า ๓๖ อรหันต์ ก็ยินดีกับความเป็นอรหันต์เพราะว่าการเป็นอรหันต์นี้นั้น ไม่ธรรมดาเนื่องจากว่าประเทศไทยนั้นมีอรหันต์มากที่สุดในโลกนะครับ เนื่องจากว่าความเป็นอรหันต์นี้นั้นจะต้อง ๑. ปราศจากอคติ ปราศจากอัตตาคติ ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลง แล้วก็มีสัมมาทิฐิเป็นที่ตั้ง ยินดีที่คณะกรรมาธิการทั้ง ๓๖ ท่านขณะนี้ ท่านก็ครองตน ครองคนในลักษณะอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตนําเสียงจาก พี่น้องประชาชนมาสะท้อนให้เห็นถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามีความเป็นอย่างไร ประมาณสัก ๔-๕ ประเด็นครับ
ประเด็นแรกนั้นก็คือพี่น้องประชาชนบอกว่า ๓๑๕ มาตรา มากไปหรือเปล่า เพราะพี่น้องประชาชนเกรงว่าร่างรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตามแต่ ฉบับนี้ ๓๑๕ มาตรา น้อยกว่าปี ๒๕๔๐ แต่ว่ามากกว่าปี ๒๕๕๐ แล้วเราก็คิดว่าเราคงจะไม่มี ในปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๗๐ อีก เพราะจะถือว่าฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ เสียงจากประชาชนบอกว่ารัฐธรรมนูญยิ่งสูงก็ยิ่งห่างไกลจากพี่น้องประชาชน ทําให้มันบาง ๆ ให้ลดมาตราลงแล้วก็ทําให้พี่น้องประชาชนในระดับฐานรากซึ่งเป็นประชาธิปไตยเข้าใจ ได้ง่าย ๆ บ้างหรือไม่ เพราะแม้แต่ผมเองผมนั่งอ่านอยู่ ๒ วันเศษ ๆ ผมก็บอกได้ตรง ๆ ครับว่า ก็ค่อนข้างจะสับสนพอสมควรเหมือนกันนะครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องของเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดเอาไว้ ๔ ประเด็น นั่นก็คือพลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด หนุนสังคมที่เป็นธรรม แล้วก็นําชาติสู่สันติสุข ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าน่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนพลเมืองเป็นใหญ่ โดยการยกระดับ ทีนี้ปัญหา ก็คือว่าจะยกระดับกันอย่างไรเนื่องจากว่าทางชาวบ้านเองก็ยังเรียกตัวเองว่าเป็นชาวบ้าน ทะเบียนราษฎรก็เป็นราษฎร บัตรประจําตัวประชาชนก็เป็นประชาชน แล้วทีนี้ยกระดับขึ้นมา เป็นพลเมือง ปัญหาก็คือวันข้างหน้าเราจะใช้คํานิยามอย่างไร ตรงนี้ก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญไปด้วยนะครับ
ต่อไปเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นก็คือพลเมืองเป็นใหญ่ ผมเคยถาม ที่สภาการพยาบาลวันนั้นว่าเราได้ถามประชาชนเขาหรือยังว่าเขาอยากเป็นใหญ่ไหม ณ เวลานี้ ไม่ต้องถามครับเพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญเราคืบหน้าไปถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องถาม แต่ต้องถามกลับไปคําว่า พร้อม พี่น้องประชาชนพร้อมจะเป็นใหญ่แล้วหรือยัง ในตรงนี้บอกว่า พี่น้องประชาชนเป็นฐานรากของระบอบประชาธิปไตย รัฐมีหน้าที่จะต้องปลูกฝังจิตสํานึก เพื่อให้เกิดคุณธรรม มีจริยธรรม มีระเบียบวินัย เคารพกฎกติกามารยาท มีความสามัคคี รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง การปลูกฝังจิตสํานึกนั้น ในฐานะที่ผมเป็นเกษตรกร สมมุติตัวอย่างว่า ให้ต้นทุเรียนให้ผมมาต้นหนึ่งแล้วบอกว่าให้ไปปลูกให้ได้ผลภายใน ๑ ปี ผมทําไม่ได้หรอกครับ ต้นทุเรียนจะต้องใช้เวลาถึง ๗-๘ ปี นี่จิตสํานึก จิตสํานึกจะต้องใช้เวลาในการปลูกฝัง ประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้วก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี ทุเรียนต้นเดียวใช้เวลาประมาณ ๗-๘ ปี ออกผลครับ เราจะได้ผลกับต้นไม้ชนิดที่โตเร็วภายใน ๑ ปี นั่นก็คือต้นไม้ล้มลุก เพราะฉะนั้นตรงนี้การปลูกฝังจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ในเจตนารมณ์ที่แนบขึ้นมานี้ บอกว่า ซีวิล เอ็ดดูเคชัน (Civil Education) นั่นก็คือการพัฒนาการให้การศึกษา การให้ความรู้ ณ เวลานี้ การปฏิรูปในเรื่องการศึกษา การที่จะให้ความรู้คู่ขนานไปกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย ถามว่าการศึกษาของประเทศไทยขณะนี้นั้นถือได้ว่าล้าหลังที่สุดแล้ว ในเอเชีย แล้วเราจะไปหวังว่าพี่น้องประชาชนซึ่งได้รับการปลูกฝังจิตสํานึกดีแล้ว มีเคารพกฎ กติกามารยาท มีระเบียบ มีวินัยอะไรต่าง ๆ แล้ว พร้อมที่จะเป็นใหญ่ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าห่วงครับ แทนที่พี่น้องประชาชนหลังจากที่ได้รับการศึกษา ได้รับการปลูกฝังแล้วจะเป็นพลังในการที่จะ ขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญ ขับเคลื่อนประชาธิปไตย ก็จะกลับกลายมาเป็นภาระ
อีกเรื่องหนึ่งนั้นก็คือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ตั้งอนุกรรมาธิการ ๑๕ คณะ ๑๒ คณะ แต่ไม่ได้มีอะไรที่เกื้อหนุนที่จะทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ได้เลย มีอยู่อนุกรรมาธิการชุดเดียวนั่นก็คืออนุกรรมาธิการขับเคลื่อนเยาวชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และจัดทํารัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตที่ดีกว่า มีอยู่คณะเดียวเท่านั้น ท่านประธานครับเรามี สื่อสารมวลชนซึ่งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งนี้หลายต่อหลายท่าน เราได้ขอความร่วมมือ จากท่านทั้งหลายเหล่านี้ฟูล ฟังก์ชัน (Full function) หรือเต็มศักยภาพแล้วหรือยัง ถ้ายังขอความกรุณาท่านเถอะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องกระจายออกไปให้กับพี่น้องประชาชน อีก ๖๐ กว่าล้านคน ได้รับทราบ ได้รับรู้ แล้วก็ตื่นขึ้นมาพร้อมที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พร้อม ๆ กัน อาจจะไม่ต้องทําประชามติก็ได้ อาจจะต้องใช้งบประมาณ ขณะนี้ถ้าทําประชามติ จะต้องใช้ถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเผื่อว่าขอความร่วมมือจากภาคสื่อมวลชนทุกแขนง ช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบ ให้มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่ต้องใช้งบประมาณถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท ฆ่าควายอย่าไปเสียดายเกลือเลยครับ ไหน ๆ เราก็มาถึงขนาดนี้แล้ว อะไรก็ตามฐานราก ของประชาธิปไตยคือพี่น้องประชาชน พวกนี้จะเป็นผนังทองแดงกําแพงเหล็กให้กับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นผนังทองแดงกําแพงเหล็กให้กับการบริหารประเทศชาติในครั้งนี้ เรามีพี่น้องที่นับเป็นล้านคน มวลชนจัดตั้งโดยภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นไทยอาสาป้องกันชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครพัฒนาและป้องกันตนเอง ไม่ว่าจะเป็น อสม. อปพร. เรามีลูกเสืออาสา หรืออะไรต่ออะไรเยอะแยะมากนับเป็นล้านคน เรามี กนช. นั่นก็คือทหารกองหนุนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเกือบครึ่งหนึ่งแต่เราไม่ได้เอาท่านเหล่านี้มาติดอาวุธทางปัญญา มาพูด มาคุย มาให้ความรู้กันว่าเรื่องรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ประเทศชาติ อนาคต ๒๐ ปี ๓๐ ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร เรายังไม่ได้นําท่านเหล่านี้มาคุยกันเลย ผมคิดว่าเวทีที่ขออนุญาตท่านประชา เตรัตน์ ที่จะจัด ๑๒ เวที กระจายลงไปได้ไหมครับ ให้มันลงไปถึงทุกตําบลเลย ๘,๐๐๐ กว่าตําบล ลงไปให้ทั้งหมดเลยได้ไหม อย่าไปจัดในระดับจังหวัดใหญ่ ๆ ซึ่งซ้ํา ๆ กัน ใช้จังหวัดใหญ่ ๆ ทั้งนั้น จังหวัดเล็ก ๆ อย่างจังหวัดปราจีนบุรีของผมไม่มีเลย แล้วอย่างนี้พี่น้องประชาชน ของผม ๔๗๖,๐๐๐ กว่าคนจะรับทราบได้อย่างไร ก็ต้องเป็นภาระของสมาชิกสภาปฏิรูป ของจังหวัดก็จะต้องลงไป พยายามลงไป เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ฆ่าควาย อย่าเสียดายเกลือเลยครับ เพิ่มอีกนิดหน่อย อีก ๘,๐๐๐ กว่าตําบล ลงไปให้ครบเลย วันข้างหน้า ก็คงจะไม่ต้องใช้เงินถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชนถ้ารับทราบ รับรู้ แล้วก็คล้อยตามไปตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นพลังให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสู่อนาคตครับ ขอบพระคุณครับ