กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด อภิปรายเรื่องพลเมืองเป็นใหญ่ตามรัฐธรรมนูญ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดรูปองค์กรที่สามารถบูรณาการและเป็นองค์กรเดียวกันได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญชี้ชัดว่าพลเมืองเป็นใหญ่ และจัดรูปองค์กรให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในการจัดการชุมชน โดยเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก และการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐในการเสริมสร้างพลังของชุมชน
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ๐๐๑ นครราชสีมา สําหรับประเด็นที่ผมคิดจะอภิปรายในช่วงนี้ก็คือหัวข้อ เรื่องประชาชน ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อํานาจประชาชนอย่างมากมาย สอดคล้องกับความหมายคําว่า รัฐเล็กสังคมโต ในความหมายก็คือว่าวันนี้หน่วยงานของรัฐทําบทบาทเล็กลง แล้วก็ ให้บทบาทของภาคประชาสังคม ภาคพลเมืองมากขึ้น ท่านเดชฤทธิ์ได้พูดถึงเมื่อกี้นะครับว่า รัฐธรรมนูญให้พลเมืองเป็นใหญ่ ผมก็เลยมานั่งคิดว่ารัฐธรรมนูญตรงไหนที่ให้ประชาชน เป็นใหญ่บ้าง ก็ลองซอกค้นดูนะครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายตรงนี้ก็จะมีมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๗๑ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตราเหล่านี้แบ่งออกเป็น ๔ ลักษณะนะครับ มาตรา ๒๗ บอกถึงหน้าที่ มาตรา ๒๘ พูดถึงของการจัดรูปองค์กรภาคพลเมือง มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ พูดถึงเรื่องของภารกิจหน้าที่ของพลเมืองที่เข้าไปมีบทบาทสําคัญ ในการขับเคลื่อนประเทศไทย ในความเป็นใหญ่ของพลเมือง มาตรา ๗๑ พูดถึงเรื่องของ การกํากับ ตรวจสอบ แล้วก็มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ ผมถือว่าเป็นมาตราที่พลเมืองเองอาจจะ ยังไม่พร้อม แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสในการพัฒนา ความเข้มแข็งของตัวเอง ก็แปลว่าการที่จะให้พลเมืองเป็นใหญ่ในความหมาย ๔ กลุ่มมาตรา ก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางไว้ สิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายเสริมเพิ่มเติมในมาตราเหล่านี้ ก็คือว่าถ้าพูดถึงในมาตรา ๒๗ ได้บอกถึงหน้าที่ของพลเมืองมี ๕ ข้อ ใน ๕ ข้อตรงนั้น ผมให้น้ําหนักไปที่ข้อ ๕ ในข้อ ๕ บอกถึงเรื่องของคําว่า ช่วยเหลือราชการ ช่วยเหลือการปกป้อง ขจัดอะไรเหล่านี้ คือความหมายของผมก็คือว่าถ้าบอกว่ารัฐเล็กสังคมโต บอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่ แปลว่าโครงสร้างความสัมพันธ์ในเชิงอํานาจมันถูกเปลี่ยน คําว่าเปลี่ยนในความหมายตรงนี้ ก็คือรัฐไม่น่าจะเป็นเจ้าภาพกลาง ภาคพลเมืองน่าจะเป็นเจ้าภาพกลาง คําตรงนี้จะเปลี่ยน อย่างไร ไม่ใช่หมายความว่ารัฐเป็นเจ้าของแล้วก็ประชาชนไปช่วย แต่ทําอย่างไรถึงจะเปลี่ยน ความหมายของมาตรานี้บอกว่าให้ประชาชนนี้เป็นหลักโดยรัฐที่เปิดให้กระบวนการในการขจัด เรื่องนี้ อันนี้คือเรื่องของมาตรา ๒๗ นะครับ ในมาตรา ๒๗ ก็มีพี่น้องได้สะท้อนมาว่า จะเพิ่มสักข้อได้ไหมว่าพลเมืองน่าจะมีหน้าที่ในการเข้าถึงสื่อสาร แล้วก็เผยแพร่กระบวนการ ในการขับเคลื่อนตรงนี้
ส่วนในมาตรา ๒๘ เป็นสาระสําคัญของคําว่าพลเมืองเป็นใหญ่ แล้วเป็นรูปธรรม ที่บอกถึงคําว่าพลเมืองใหญ่ ก็แปลว่าการจัดรูปองค์กรของภาคพลเมืองต่อจากนี้ไป ในการที่จะขับเคลื่อนมันมีรูปองค์กรอะไรบ้าง วันนี้เท่าที่นับดูมี ๑๑ ๑๒ ๑๓ องค์กร ลองหลับตา นึกภาพดูใน ๑ ตําบล ใน ๑ จังหวัด มันมีองค์กรเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายแล้วองค์กรเก่าก็มี มันจะจัดความสัมพันธ์กันอย่างไร แท้ที่จริงแล้วมีการจัดรูปองค์กรอย่างไรที่ทําให้สามารถจัดรูป องค์กรที่เป็นพลังแล้วก็เป็นองค์รวมได้ แล้วก็ภารกิจแบ่งกันไปทํา แต่วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้พยายามชี้ชัดให้เห็นว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ใหญ่ด้านไหน ด้านไหน แล้วก็จัดรูปองค์กรตามด้วย ผมกังวลใจนิดหนึ่งว่าถ้าจัดรูปองค์กรแบบนี้ในพื้นที่มันก็จะมีองค์กรเยอะแยะมากมายเลย มันจะมีกระดานตรงไหน หรือมีพื้นที่ตรงไหนที่จะทําให้องค์กรเหล่านี้ได้มาเจอะมาเจอกัน แล้วมีเป็นพลังจริง ๆ เป็นพลังของพลเมืองจริง ๆ ในความหมายของผมนี่คิดอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าอะไรที่มันเป็นองค์กรที่สามารถที่จะมาบูรณาการและเป็นองค์กรเดียวกันได้ คําว่า สภาพลเมือง คําว่า สมัชชาพลเมือง คําว่า สภาตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้มันเป็นภารกิจ ของการจัดรูปองค์กรหรือเปล่า มันสามารถมาบูรณาการกันได้ไหม อันนี้คือความหมายที่ผม อยากสะท้อน นึกภาพดูว่า ๑ ตําบลถ้าเกิดองค์กรเหล่านี้เยอะแยะมากมายมันจะเกิดอะไรขึ้น การปฏิบัติการมันจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าภารกิจของรัฐธรรมนูญนี่โอเค แต่การจัดรูปองค์กรมันจะจัดรูปอย่างไร บอดี (Body) ในพื้นที่มันจะเกิดขึ้นอย่างไร อันนี้ คือมาตรา ๒๘ นะครับ
ส่วนมาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ ผมถือว่าถ้าพลเมืองมีการจัดรูปองค์กร ชุมชนมีการจัดรูปโดยใช้แอเรีย เบสด์ (Area Based) เป็นตัวตั้ง กระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่ การไม่ใช่แปลว่าประชาชนมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นนะครับ หมายถึงรับฟังประชาชน ประชาชนน่าจะมีส่วนในการออกแบบวางแผนในการจัดการตนเองของตัวเอง ในมิติของ คําว่า ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยใช้องค์กรที่เรียกว่าสมัชชา ที่เรียกว่า สภาพลเมือง ที่เรียกว่าองค์กรที่มีอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ พื้นที่กลางขององค์กร จะมาออกแบบร่วมกัน แผนพัฒนาระดับจังหวัด ภาคพลเมืองมาเป็น คนออกแบบได้ไหม หน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายในการเสริมได้ไหม คือพลิกเปลี่ยนได้ไหมครับ โครงสร้างอํานาจตรงนี้ ที่ผ่านมาราชการเป็นส่วนเป็นเจ้าภาพแล้วดึงประชาชนไปร่วม แต่วันนี้ถ้าบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป็นเจ้าภาพหลักแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ไปเป็นส่วนในการหนุนให้พลังตรงนี้ได้หรือเปล่า อันนี้คือมาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ ในมาตรา ๗๑ แปลว่าถ้ามีการจัดรูปองค์กร มีการวางแผนออกแบบ มีการปฏิบัติโดยที่ใช้ มิติของพลเมืองเป็นเจ้าภาพแล้วหน่วยงานไปเสริม รัฐเล็กลง พลเมืองใหญ่จริง แล้วไปเสริม ก็แปลว่ากระบวนการการปฏิบัติตรงนี้ มาตรา ๗๑ การจัดการตรงนี้ก็จะน้อยลง ไม่ได้หมายความว่าการจัดรูปองค์กรแล้วมีสภาตรวจสอบ สภาตรวจสอบ ถ้าอ่านดี ๆ จะทําให้ เห็นว่าการตั้งสภาตรวจสอบมันจะเกิดนัยของความแตกแยกออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มที่โดนตรวจสอบ กับอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มกําลังไปตรวจสอบ ถ้าไปสัมพันธ์ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ แล้ววางดี ๆ ภาคพลเมืองเป็นเจ้าภาพ ทํามาตรา ๗๑ ก็จะมีน้ําหนัก ในการที่จะไปเสริมกํากับและตรวจสอบ มันจะเป็นบรรยากาศที่บอกว่าบ้านนี้ เมืองนี้ไม่ใช่ แบบว่าต้องมีคนที่คอยจับ กับมีคนที่คอยโดนจับ ทําอย่างไรภาษาตรงนี้ที่มันจะเป็น ผมเอง มีความรู้สึกติดด้วยซ้ําไปว่าสภาตรวจสอบมันเป็นเนกาทีฟ (Negative) เลย มันจะเป็นคําอะไร ที่มันเหมาะสมกว่านะครับ อันนี้คือเรื่องของมาตรา ๗๑
ส่วนมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นสาระสําคัญ วันนี้ภาคประชาชนเอง ได้มีการก่อรูปและเชื่อมโยงกระบวนการ และภาคพลเมืองสัมพันธ์กับภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐมีการจัดการกันในระดับจังหวัด ทั้งภาคประชาชน ภาคการศึกษา ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ได้มีการเชื่อมโยงกันและตั้งลูกขึ้นมาในการที่จะออกแบบในการจัดการตนเอง มันเป็นพื้นฐาน แต่พื้นฐานนี้ผมว่าไม่เพียงพอ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ พูดให้เห็นชัดเจนว่า พัฒนาความเข้มแข็งของพลเมือง ตรงนี้จะเป็นตัวสําคัญที่ทําอย่างไรถึงจะให้องค์กร ที่มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเหล่านี้มันได้เป็นเจ้าภาพ แล้วก็บทบาทของรัฐเข้าไปเสริม แล้วเปิดพื้นที่ให้ค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างไร สุดท้ายตรงนี้ก็คือว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ออกแบบบอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่แล้วก็การจัดรูปองค์กร จัดรูปองค์กรโดยรัฐมันก็แปลว่า จะเป็นรัฐในอนาคต พลเมืองของรัฐ รัฐของพลเมือง มันกลายเป็นรัฐ ๒ อีก ทําอย่างไรถึงจะให้ กระบวนการที่พลเมืองที่เกิดขึ้นเป็นเจ้าภาพหลักก็ค่อย ๆ ขึ้น ก็จัดรูปองค์กรที่ไม่ใช่เป็น ลักษณะของการที่กําหนดโดยกฎหมายที่ชัดเจน มีงบประมาณที่ชัดเจน องค์ประกอบแบบนี้ ที่ชัดเจน ชัดเจน ชัดเจนไปจนหมด มันเหมือนรัฐรัฐใหม่ชนิดหนึ่งที่ไปกํากับแทนรัฐเดิม ทําอย่างไรถึงจะให้มันมีกระบวนการที่เกิดขึ้น การโตของพลเมืองที่โตจากรูปธรรมที่มันเป็นอยู่ ภูมินิเวศที่มันมีอยู่ มันสัมพันธ์กันอยู่ครับ ขอบคุณมากครับ