ทัศนา บุญทอง ขอขอบคุณและขอขยายความในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และความจำเป็นในการจัดสรรคลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน ทัศนา บุญทอง เสนอแนวทางในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับพันธะสัญญาที่ประเทศไทยมีกับประเทศสมาชิกอาเซียน และส่งเสริมการเข้าถึงสื่อสารมวลชนสาธารณะให้กับประชาชน
ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็ ๕ ท่านถัดไปนะคะ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ท่านกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ท่านอุบล หลิมสกุล แล้วก็ท่านดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ต่อไปขอเชิญ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ค่ะ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมคงอภิปราย ในภาค ๑ หมวด ๒ ส่วนที่ ๒ และตอนที่ ๓ สิทธิพลเมืองในมาตรา ๕๐ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ ความถี่ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียงซึ่งอนุกรรมาธิการชุดของผมเองได้ศึกษา เรื่องนี้มาพอสมควรนะครับ ผมอยากจะเท้าความว่าคลื่นความถี่นั้นมีความสําคัญเนื่องจาก คณะของเราที่ทํางานอยู่นั้นกําลังดําเนินการในการที่จะยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ทางการค้าและบริการ ที่เราเรียกว่า เทรดดิง เนชัน (Trading Nation) ในระดับภูมิภาค และระดับโลกนะครับ ซึ่งจะมุ่งเน้นการลดต้นทุนในการทําธุรกรรมต่าง ๆ การนําทรัพยากรที่ไม่ได้รับการใช้ประโยชน์ อย่างเต็มที่มาใช้ การส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม การลดความเหลื่อมล้ํา ทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาดังกล่าวนั้น ต้องอาศัยพื้นฐานของระบบการติดต่อสื่อสารส่งผ่านข้อมูลและประมวลผลในรูปแบบ ของดิจิทัล ประกอบกับระบบสนับสนุนที่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และประสิทธิภาพในการประกอบกิจการการพาณิชย์และบริการ พร้อมทั้งทําให้ทั้งผู้ประกอบการ และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นเพื่อให้ เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อม โครงสร้างพื้นฐานหรืออินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้แนวคิดบันได ๖ ขั้น ในการปฏิรูปการพาณิชย์และการบริการสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถจัดกลุ่มการพัฒนาได้เป็น ๓ ระดับนะครับ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม อันนี้เป็นระดับที่ ๑ โครงสร้างพื้นฐานด้านสนับสนุนและระบบแวดล้อมนั้นเป็นที่ ๒ นะครับ และสุดท้ายคือโครงสร้างพื้นฐานด้านประชาสังคมและองค์ความรู้ ในส่วนของความถี่นั้น จะอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานแรก เพราะฉะนั้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมหรือ ฮาร์ด อินฟราสตรัคเจอร์ (Hard Infrastructure) นั้น ต้องได้รับการจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัล มีรากฐานอยู่บนการติดต่อสื่อสารและส่งผ่านข้อมูลอย่างรวดเร็ว และมีเสถียรภาพผ่านอินเตอร์เน็ตโดยอาศัยโครงข่ายโทรคมนาคม ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทั่วประเทศต้องสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่มีคุณภาพได้ในราคาที่สมเหตุสมผล หากประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานทางโทรคมนาคม การสื่อสาร ที่มีคุณภาพได้ เศรษฐกิจดิจิทัลนั้นย่อมไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน ความเหลื่อมล้ํา ของการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังกล่าวจะทําให้ประโยชน์อันมหาศาล ตกอยู่กับประชาชนเพียงบางกลุ่มซึ่งจะนําไปสู่ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพนั้น เป็นบันไดขั้นแรกที่สําคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ในกรณีของความถี่ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศไทยสําคัญที่สุด ส่วนหนึ่งเกิดจากคลื่นความถี่เพื่อการโทรคมนาคมไม่ได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ แม้วิธีการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะมีหลายวิธี แต่การเข้าถึงโดยใช้คลื่นความถี่ เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องจากมีต้นทุนการวางโครงข่ายที่ต่ําและสามารถครอบคลุมเขต ประชากรได้ง่าย ขณะนี้เรามีการจัดสรรคลื่นความถี่สําหรับกิจการโทรคมนาคมไปเพียง ๓๗๙ เมกกะเฮิร์ซ ในปัจจุบันซึ่งต่ํากว่าจํานวนที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ไอทียู ITU อินเตอร์เนชั่นแนล เทเลคอมมูนิเคชัน ยูเนียน (International Telecommunication Union) ได้แนะนําไว้ที่ ๗๖๐-๘๔๐ เมกกะเฮิร์ซ ในปี ๒๐๑๒ สําหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัญหาความไม่เพียงพอดังกล่าวเกิดจากการใช้คลื่นความถี่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และคลื่นความถี่หลายย่านได้ถูกจัดสรรไปแล้วแต่ไม่มีการใช้งานจริงหรือไม่ได้ใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ซึ่งหากสามารถนํามาจัดสรรใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ จะทําให้โครงสร้างพื้นฐาน สําหรับโทรคมนาคมมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ประเด็นก็อยู่ที่ว่าในกฎหมายมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญ มันมีอยู่ ๓ เรื่องที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ ๑ คือกิจการที่จะกํากับดูแลในวรรคสอง วรรคหนึ่งนั้นคงไม่มีอะไรที่คิดว่าจะให้ข้อแนะนํานะครับ เพราะว่าคิดว่าร่างไว้ค่อนข้างดี แต่ถ้าได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงในบางเรื่องแล้ว จะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติค่อนข้างมาก ผมแบ่งมาเป็น ๓ เรื่องในวรรคหนึ่ง วรรคหนึ่ง คือกิจการที่จะกํากับดูแล ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๗ กําหนดให้องค์กรอิสระ กํากับดูแลกิจการทั้งหมด ๓ กิจการ ได้แก่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคม แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ฉบับนี้ มาตรา ๕๐ ได้มีการเพิ่ม กิจการสารสนเทศเข้าไปด้วย ปัญหาก็อยู่ที่ว่ากิจการสารสนเทศนั้นยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นอาจจะหมายถึงกิจการที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร เป็นการเปลี่ยนสภาพ อุตสาหกรรมสารสนเทศไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือมีการเปิดช่องให้องค์กรกํากับดูแลสามารถกํากับเนื้อหาของกิจการสารสนเทศได้ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงสื่อแบบดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร ไปจนถึงสื่อสมัยใหม่ เช่น เฟสบุค ไลน์ และยูทูบ จากเดิมที่ กสทช. เป็นเพียงองค์กรที่กํากับดูแลช่องทางการสื่อสาร เท่านั้น แต่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเข้าไปถึงเนื้อหานะครับ การกํากับดูแลเนื้อหาเช่นนี้ ยังไม่มีกรอบกํากับดูแลอย่างชัดเจนว่าการกํากับแบบใดเป็นที่ยอมรับหรือเป็นการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่สิทธิเสรีภาพในการแสดงหรือเผยแพร่ความคิดเห็น ของประชาชนและสิทธิเสรีภาพของสื่อนั้นได้รับความคุ้มครองตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๘ นอกจากนี้การแข่งขันด้านเนื้อหาหรือคอนเท็นท์ เป็นการแข่งขันด้าน ความแตกต่างและความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นการกํากับดูแลแบบก่อนหน้า หรือเอ็กซ์ซองเต เรกกูเลชัน (Ex-aute Regulation) มันน่าจะเปลี่ยนเป็น เอ็กซ์โพสท์ เรกกูเลชัน (Ex Post Regulation) เอ็กซ์ซองเต เรกกูเลชันจึงเป็นการทําลายตลาดของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีมูลค่าสูงในตลาดดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) ในปัจจุบันนี้นะครับ ยิ่งไปกว่านั้น การมอบอํานาจกํากับดูแลเนื้อหาให้กับรัฐอาจจะสุ่มเสี่ยงที่รัฐจะกีดกันการแสดงความคิดเห็น ของผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง เช่นมีคนวิพากษ์วิจารณ์ผู้กํากับดูแลไม่ได้ ดังนั้นการกํากับดูแล เนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับข้อยกเว้นตามมาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๘ จึงควรกระทําเป็น ลักษณะกฎหมายลูกซึ่งไม่เปิดช่องให้มีการใช้ดุลพินิจ อันนี้ในประการที่ ๑ คือกิจการที่จะ กํากับดูแลตามมาตรา ๕๐
ในวรรคสาม วัตถุประสงค์ของการกํากับดูแล วรรคสามกล่าวถึงการเก็บ ค่าธรรมเนียม ซึ่งรวมไปถึงราคาใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในการประมูล หรือค่าใช้จ่าย ในการประกอบกิจการไว้ดังนี้
การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการดังกล่าว ต้องให้ความสําคัญกับการให้บริการที่ทั่วถึง ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดมากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กร ดังกล่าว การกําหนดวัตถุประสงค์ให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดจึงขัดกับ หลักการการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม พอเปิดช่องให้รัฐกํากับราคาค่าบริการได้ โดยไม่ต้องสนใจสภาพการแข่งขันและราคาตลาด ในความเป็นจริงแล้วบริการที่ได้มาตรฐาน ที่มีคุณภาพสามารถตรวจสอบได้ และให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้น เป็นผลพวงมาจากการแข่งขันที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ดังนั้นข้อความในวรรคนี้จึงควรจะเปลี่ยน เป็นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการดังกล่าวต้องให้ความสําคัญ กับการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม เพื่อให้มีบริการที่ทั่วถึงได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมมากกว่า การมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว
ในวรรคสี่ วรรคสุดท้าย ความเป็นพลเมืองของเจ้าของกิจการ ในวรรคท้าย ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ เขียนไว้ว่าเจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องเป็นพลเมือง และต้องไม่ดําเนินการในลักษณะที่อาจมีผลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างระบุว่าเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่เพื่อรับรอง สิทธิของพลเมืองและกําหนดให้เจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องไม่ทําการแทรกแซง โดยเป็นเจ้าของกิจการดังกล่าวหลายกิจการเพื่อคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้องและรอบด้าน ทั้งนี้พลเมืองตามความหมายของมาตรา ๒๖ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งจะต่างจากบุคคลซึ่งอาจ เป็นบุคคลสัญชาติใดก็ได้ โดยหลักแล้วสิทธิดังกล่าวของพลเมืองไทยทุกคนได้รับการคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วโดยไม่ต้องระบุให้ผู้ประกอบการเป็นพลเมืองสัญชาติไทยแต่อย่างใด มาตรานี้ระบุให้เจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ต้องเป็นพลเมืองที่มีสัญชาติไทย และมีสิทธิหน้าที่บางประการ โดยลอกเลียนแบบมาจากมาตรา ๔๘ ที่ระบุให้เจ้าของกิจการ สื่อมวลชนต้องเป็นพลเมืองเนื่องจากผู้ร่างอาจจะต้องการมุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบกิจการ กระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยต้องการให้เนื้อหาของสื่อมวลชนทุกประเภทมาจากผู้ประกอบการสัญชาติไทย เพื่อป้องกันการถูกครอบงําจากต่างประเทศ และต้องการให้สื่อมีหน้าที่ของพลเมืองด้วย แต่การระบุให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ทุกประเภทซึ่งรวมไปถึงผู้ประกอบการ โทรคมนาคมต้องเป็นพลเมืองไทยนั้นอาจนํามาซึ่งผลที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากแนวคิดเหตุผล ของการระบุให้ผู้ทําหน้าที่สื่อมวลชนต้องเป็นพลเมืองดังกล่าวนั้นไม่สามารถนําไปใช้ได้ กับกิจการโทรคมนาคมได้ เนื่องจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมนั้นไม่ได้มีส่วนในการสร้างเนื้อหา เพื่อการสื่อสารมวลชน หรือนําเสนอข่าวสารแก่สังคมอย่างใด ความจําเป็นที่ต้องให้ผู้ประกอบการ กิจการโทรคมนาคมต้องมีสัญชาติไทยจึงไม่จําเป็น นอกจากนี้กิจการโทรคมนาคมการสื่อสารนั้น ไม่ควรได้รับการจํากัดจากกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญให้ต้องมีฐานะเป็นพลเมืองสัญชาติไทย เนื่องจากจะเป็นการปิดโอกาสในการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งอาจ เป็นการปิดกั้นการพัฒนาระบบโทรคมนาคมการสื่อสารของไทยในอนาคต ซึ่งจะเป็นรากฐาน ที่สําคัญยิ่งของเศรษฐกิจดิจิตอลตามแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคมผ่านคลื่นความถี่นี้จําเป็นต้องใช้เงินลงทุนจํานวนมหาศาล ซึ่งแหล่งเงินทุนจาก ผู้ลงทุนต่างประเทศนั้นอาจมีความสําคัญอย่างยิ่งในอนาคต และแม้วัตถุประสงค์ของผู้ร่าง คือผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องเป็นคนไทยก็ไม่ควรนํามาใส่ในรัฐธรรมนูญเพราะ
ในประการที่ ๑ มีกําหนดอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการ โทรคมนาคม
และในประการที่ ๒ สัดส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการนี้จะต้อง มีการปรับแก้อยู่เรื่อย ๆ ตามพันธะสัญญาที่เราให้ไว้กับต่างประเทศอาเซียนแพคเกจ (ASEAN Package) ดับบลิวทีโอ (WTO) และแกตต์ (GATT) จึงควรนําไปใส่ในกฎหมายระดับรอง ในพระราชบัญญัติจะทําให้สามารถแก้ไขได้ง่ายดังเช่นพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ โทรคมนาคมที่มีการแก้ไขจากเดิมเอฟดีไอ (FDI) คือฟอเรียน ไดเรคท์ อินเวสเมนท์ (Foreign Direct Investment) ในโทรคมนาคมได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบกิจการของคนต่างด้าว พันธะสัญญาของเออีซี ที่กําลังจะมาถึงระบุให้สมาชิก เปิดเสรีในธุรกิจโทรคมนาคม โดยให้ผู้ลงทุนที่มีสัญชาติของสมาชิกอาเซียนสามารถเข้าถือหุ้น ได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นควรปรับแก้วรรคท้ายของมาตรา ๕๐ จากเจ้าของกิจการกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ตามมาตรานี้ ต้องเป็นพลเมืองและต้องไม่ดําเนินการในลักษณะที่อาจมีผล ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นผู้ประกอบกิจการ ตามมาตรานี้มีหน้าที่ของพลเมือง และต้องไม่ดําเนินการในลักษณะที่อาจะมีผลตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยสรุปก็ขอเสนอให้แก้ไขมาตรา ๕๐ มีความดังต่อไปนี้นะครับ
มาตรา ๕๐ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีการแก้ไข
ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม โดยต้องคํานึงถึงความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สูงสุด ของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรมและประโยชน์ สาธารณะอื่น ๆ รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วม ในการดําเนินการสื่อสารมวลชน สาธารณะ ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของชาติ และตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดําเนินการตามวรรคสองและการเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่าย ในการประกอบกิจการดังกล่าว ต้องให้ความสําคัญกับการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เพื่อให้มีบริการที่ทั่วถึงได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้และให้ประชาชน โดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว
ผู้ประกอบกิจการตามมาตรานี้มีหน้าที่ของพลเมืองและต้องไม่ดําเนินการ ในลักษณะที่อาจมีผลตามบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็เป็นมาตรา ๕๐ ตามนี้ครับ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอลในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ค่ะ