กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ แสดงความขอบคุณและชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ดี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการบริหารประเทศ นอกจากนี้ยังเสนอรูปแบบการรวมมาตรา 26 และ 27 เป็นมาตราเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านและเข้าใจ และยังหารือเรื่องการสร้างครอบครัวเข้มแข็ง การปฏิรูปสังคมและความเป็นจริงของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปจากจังหวัดพิษณุโลก หมายเลข ๐๐๔ ค่ะ ก่อนอื่นดิฉัน ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทําร่างรัฐธรรมนูญที่ดี ๆ ฉบับนี้ ให้เกิดขึ้น และที่สําคัญต้องขอชื่นชมเพราะว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีพื้นที่ให้พลเมือง ได้เข้ามามีส่วนร่วมที่จะมีทั้งด้านของการปกครอง ด้านการตรวจสอบ แล้วก็สามารถ ที่จะรวมกลุ่มในการที่จะทําหน้าที่หลายอย่างที่ปรากฏในหลายมาตรา ดิฉันว่ามันเป็นมิติใหม่ เป็นนิมิตหมายที่ดีสําหรับภาคประชาชน ภาคพลเมืองที่เมื่อก่อนนี้เขาไม่มีพื้นที่ที่จะให้เขา ที่จะมามีส่วนร่วมมากขนาดนี้ แล้วก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะคะ และที่สําคัญก็เป็นการจุดประกาย ที่จะทําให้พลเมืองหรือประชาชนของเราได้เกิดการมีส่วนร่วม มีจิตสํานึกของการที่เขา จะต้องมีส่วนร่วมในการที่จะบริหารประเทศร่วมกัน ไม่ใช่ว่าการปกครองประเทศจะเป็นหน้าที่ ของกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ ณ วันนี้เราให้พื้นที่เขา เราให้ความรู้สึกว่า เขาจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม แล้วก็ให้บทบาทหน้าที่เขาเรียนรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ต้องขอขอบคุณค่ะ ที่ทําให้เกิดสิ่งดี ๆ เหล่านี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้นะคะ
ดิฉันมีข้อเสนอบางประการเกี่ยวกับมาตราของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ในหมวด ๒ ประชาชน มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ ดิฉันว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ เลย เพราะว่า มันเหมือนกับเป็นเรื่องของการที่เราจะสร้างพลเมืองของเราให้เป็นคุณลักษณะแบบไหน อย่างไร เราเองเรามักจะมองว่าประชาชนน่าจะต้องมีสิทธิอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ดิฉันว่า สิ่งที่ดิฉันชอบมากของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือเราบอกถึงหน้าที่ ดิฉันว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคน ไม่ใช่ว่ารู้แต่จะเรียกร้องว่าสิทธิเขาควรจะได้อะไร แต่ดิฉันว่าเมื่อเกิดขึ้นมานะคะ เขาต้อง มีหน้าที่ในการที่เขาจะต้องเป็นพลเมือง จะต้องทําหน้าที่อะไรอย่างไรบ้าง และที่สําคัญดิฉันว่า ในมาตรา ๒๖ กับมาตรา ๒๗ จริง ๆ แล้วดิฉันอยากจะเสนอให้รวมทั้งสองมาตราไว้ด้วยกัน เพราะว่าจริง ๆ แล้วความหมายก็คือการที่จะบอกถึงหน้าที่ของความเป็นพลเมือง ทีนี้ ในมาตรา ๒๖ วรรคแรกดิฉันเสียดายที่มันไปเขียนรวม ๆ กันหมดเลย แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรา สามารถเขียนให้มันง่าย อ่านง่าย แล้วก็แยกแยะให้ดี ดิฉันว่ามันจะกําหนดถึงคุณลักษณะ ของพลเมืองไทยแล้วก็ที่สําคัญเราสามารถที่จะปลูกฝัง ก็คือมาตรานี้มันจะเป็นสิ่งที่จะปลูกฝัง ให้กับเด็กเยาวชนของเราต่อการที่จะเติบโตเป็นพลเมืองของชาติต่อไปในอนาคตด้วย เราอย่าไปมองในเรื่องของการที่ว่าเราจะให้ผู้ที่มีหน้าที่นั้นจะต้องเป็นผู้ใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว ดิฉันว่ารัฐธรรมนูญนี้เด็กเยาวชนก็ต้องรับรู้ และที่สําคัญถ้าสามารถไปบรรจุในหลักสูตร ของการศึกษาของเรา เหมือนอย่างที่สมัยก่อนพวกเราจะได้เรียนหน้าที่พลเมือง ดิฉันว่า อันนี้เป็นสิ่งสําคัญที่เราก็ต้องปลูกฝังให้เด็กเยาวชนเราตั้งแต่เริ่มแรกที่เขาจะรู้ว่าหน้าที่ของเขา หน้าที่ของความเป็นพลเมืองมีอะไรบ้าง ก็อยากจะฝากไว้ว่านอกเหนือจากการที่จะเขียน แต่ในรัฐธรรมนูญแล้วดิฉันยังอยากจะให้มันเกิดกระบวนการของการให้มันไปฝังอยู่ในระบบ ของการถ่ายทอดหรือปลูกฝังในระบบการศึกษาของเราด้วยนะคะ ขณะเดียวกันสื่อสารมวลชน สื่อทุกอย่างก็ต้องใช้สื่อในการที่จะเสริมสร้างหน้าที่ของพลเมืองเหล่านี้ที่จะให้ยึดโยง ให้ยึดติดอยู่กับว่าทุกคนมีหน้าที่อะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาดิฉันว่าบางคนก็ไม่ได้สนใจว่า รัฐธรรมนูญเขียนว่าอะไร แต่ ณ วันนี้ดิฉันว่ามันเป็นเรื่องสําคัญที่เราจะต้องสร้างจิตสํานึก ของพลเมืองไทยของเราตั้งแต่เล็กจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร สิ่งเหล่านี้ เขาจะต้องฝังอยู่ในจิตสํานึกของเขา ดิฉันอยากจะเสนอว่ามาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ ถ้าสามารถ รวบรวมเป็นมาตราเดียวกันมันจะกะทัดรัดขึ้น และที่สําคัญดิฉันเสียดายในวรรคแรกนะคะ ที่จะเขียนในเรื่องของเคารพต่อสิทธิเสรีภาพ มีค่านิยม มีวินัย ตระหนักหน้าที่ มีความ รับผิดชอบ เพราะตอนนี้สิ่งที่เราเป็นห่วงมากก็คือเด็กเยาวชนของเราขาดสิ่งเหล่านี้มากเลย เพราะฉะนั้นถ้ามันจะสามารถไปบรรจุในรัฐธรรมนูญ เขียนง่าย ๆ แล้วก็ปรับเสียใหม่นะคะ และให้รู้ว่า ๑,๒,๓,๔,๕ คือหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องมี ดิฉันว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดี ก็เสนอเอาไว้นะคะ แล้วก็จะมีอยู่ในวรรคสามของมาตรา ๒๖ ที่ว่ารัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝัง จริง ๆ แล้วดิฉันว่า เอามาตรา ๒๖ กับมาตรา ๒๗ มารวมกัน เขียนให้กะทัดรัดแล้วก็แยกแยะเป็นข้อให้ง่าย ๆ เสร็จแล้วก็ตบท้ายด้วยเอาวรรคที่ว่า รัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝัง ไว้ท่อนท้ายก็น่าจะได้นะคะ อันนี้คือข้อเสนอประเด็นหนึ่ง
ส่วนอีกมาตราหนึ่งนะคะ เรื่องของการสร้างครอบครัวเข้มแข็งในมาตรา ๔๖ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่งในร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าครอบครัวย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และช่วยเหลือจากรัฐ แต่จริง ๆ แล้วในส่วนของกรรมาธิการด้านสังคมเราอยากจะให้เป็นว่า ไม่ใช่เป็นการได้รับแต่สิทธิแล้ว ดิฉันว่า ณ วันนี้เราต้องสร้างจิตสํานึกของพลเมืองเราของคน ของเราของความเป็นครอบครัว นั่นก็คือเสนอนะคะ อยากจะให้เขียนว่าสถาบันครอบครัวนั้น มีหน้าที่พัฒนาสมาชิกในครอบครัวให้เป็นพลเมืองดี สร้างครอบครัวที่อบอุ่น พ่อและแม่ มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุตรในระยะเวลาที่เพียงพอและสร้างระบบและกลไกที่หนุนเสริม ให้ครอบครัวมีบุตรที่มีคุณภาพ แต่ที่สําคัญก็คือดิฉันว่ามันน่าจะกลับกันคือนอกเหนือจาก สิทธิที่เขาจะได้รับแล้วดิฉันอยากจะให้เพิ่มว่าหน้าที่ของเขาต่อการที่เขาเป็นสถาบันครอบครัว หน้าที่ของผู้เป็นพ่อแม่ วันนี้เราเจอปัญหาสังคมเยอะมากในเรื่องของครอบครัว ที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดการเหลียวแลดูแลบุตร เยาวชน แล้วก็ผลสุดท้ายคือเด็ก เยาวชน ก็กลายมาสร้างแต่ปัญหาสังคม เพราะว่าขาดการเหลียวแลหรือขาดความรับผิดชอบ ของผู้เป็นพ่อแม่ หรือบางทีก็จะเจอปัญหาว่าเมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว แล้วก็ทอดทิ้งกันเสร็จแล้ว เด็กก็เป็นภาระของสังคมก็คืออยู่ในความดูแลของปู่ย่า ตายาย ต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ เราก็จะต้องสร้างจิตสํานึกของความที่คนเราถ้าจะมีลูกนะคะ เพราะฉะนั้นจิตสํานึก ของความเป็นพ่อแม่ของความเป็นครอบครัวเขาจะต้องมีหน้าที่ดูแลสมาชิกครอบครัว แต่ไม่ใช่ว่าสร้างให้เด็กและเยาวชนเกิดมาแล้วเขาก็ทอดทิ้ง แล้วก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น หรือเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะต้องมารับภาระต่อ ก็อยากจะฝากไว้ในประเด็นของมาตรา ๔๖ ไว้ ว่าทําอย่างไรจะบรรจุทั้งในเรื่องตรงนี้สิทธิเขียนไว้ แต่ว่าอยากจะบรรจุในเรื่องของหน้าที่ ของครอบครัวที่จะต้องมีหน้าที่ดูแลสมาชิกให้เป็นพลเมืองดีด้วยค่ะ
ส่วนสุดท้ายนี้นะคะ เป็นความเป็นห่วงความเป็นห่วงจากทั้งในภาคประชาชน ในพื้นที่เองนะคะ ก็มีความเป็นห่วงว่ารัฐธรรมนูญเขียนดีแล้ว ให้โอกาสพวกเขาแล้วนะคะ แต่ว่ากลไกของการที่จะต่อเนื่องที่จะทําให้มันเกิดเป็นรูปธรรม เกิดเป็นความเป็นจริงตามที่ รัฐธรรมนูญเขียนไว้นั้นมันจะมีได้มากน้อยแค่ไหน ดิฉันเองสนับสนุนนะคะให้มีคณะกรรมการ ปฏิรูปสังคมที่ได้เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลนะคะ คือไม่อยากให้สังคมหรือว่าให้ใครมองไป เรื่องของการสืบทอดอํานาจ แต่ดิฉันว่ามันเป็นสิ่งจําเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการหรือ กระบวนการที่จะทําให้เกิดการที่จะสามารถให้รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้มันสามารถได้ดําเนินต่อไป โดยความเป็นจริงในภาคของการปฏิบัติ เพราะว่าเราเจอปัญหามากในพื้นที่ในระดับชาติ อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่สวยหรู แต่ว่าจริง ๆ แล้วเมื่อท่านมองลงไป เมื่อมันแปลงเป็นแผนปฏิบัติแล้วมันเจอปัญหาอย่างมากมันต้องอาศัยกระบวนการปฏิรูป ดิฉันต้องเรียนได้อย่างเดียวว่าต้องอาศัยกระบวนการปฏิรูปทั้งระบบราชการ ปฏิรูประบบ การทํางาน ต้องสร้างการบูรณาการในพื้นที่ให้ได้รวมไปถึงในเรื่องของกระบวนการจัดการ ด้านงบประมาณมันจะไปด้วยกันหมด เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งเหล่านี้มันไม่มีกระบวนการ มันไม่มี คณะที่จะมาจัดการให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ ดิฉันว่าก็น่าเสียดายว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ก็อาจจะไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้นะคะ ขอบคุณค่ะ