สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

ไพโรจน์ พรหมสาส์น เยี่ยมชมความพยายามของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และแสดงความยินดีในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ยังได้แสดงข้อคิดเห็นและข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับข้อความบางส่วน โดยเฉพาะในเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติในกฎหมาย การกําหนดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสมัชชาพลเมือง

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ จากการที่กระผมได้ติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่าง มาโดยตลอด จนกระทั่งถึงวันนี้ กระผม นายไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องขอขอบคุณและชมเชยท่านประธานและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก ที่ได้ใช้ความเพียรพยายามในการที่สามารถจัดทําร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกนี้แล้วเสร็จ ตามกรอบเวลาและกําหนดเวลาที่กําหนด ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่ง จนกระทั่งท่านได้นําเสนอ ต่อสภาของเราในเช้าวันนี้ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น โดยภาพรวมแล้วกระผมคิดว่า เป็นภาพรวมที่ต้องยอมรับนะครับว่ามีสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ แล้วก็เป็นที่น่าจะยอมรับได้ เป็นส่วนมากนะครับ ได้มีการนําเอาจุดเด่นของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ มาไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหลาย ๆ เรื่อง แล้วก็ยังได้มีการนําเอาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราทั้ง ๒๔๖ ประเด็น ซึ่งเราได้รวบรวมจัดทําส่งไปให้นํามาบรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อเช้าท่านประธานก็รายงานว่าเป็นส่วนมากเลยเกือบร้อยละ ๙๐ ในหลายเรื่องหลายประเด็น อาจจะใกล้เคียงกันบ้าง อะไรบ้าง ตรงประเด็นบ้าง นอกเหนือจากนั้น ซึ่งในการที่ว่ามีประเด็นใดอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมก็อยากจะขอให้ท่านได้เปิดดูในเอกสาร ของคณะกรรมาธิการสรุปผลการดําเนินงานการติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกระผมเองเป็นประธาน และคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการเราได้จัดทําไว้ ชัดเจนมาก เปรียบเทียบปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ รวมทั้งได้ชี้ประเด็นที่ได้นําบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากนั้นก็ยังทําดัชนีค้นเรื่องเอาไว้ท้ายเล่มด้วย ซึ่งสะดวกต่อการค้นมาก เมื่อเช้าก็ยัง ดีใจครับ ท่าน สปช. วินัยได้อ้างอิงว่าคําว่า คํานั้น คํานี้ มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เท่านี้ จํานวนอะไรต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี แสดงว่าได้ใช้ประโยชน์แล้ว ที่สําคัญที่สุดในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ยังได้กําหนดเจตนารมณ์ไว้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม และนําชาติมาสู่สันติสุข และหวังว่าคงจะมีอยากจะให้เป็นไปตามที่ได้มุ่งหวังในเจตนารมณ์นั้น อย่างไรก็ตามกระผม ได้พิจารณาโดยละเอียดรอบคอบแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค ๑ นี้ ก็ยังมีข้อคิดเห็น และข้อสังเกตบางประการ ซึ่งจะใคร่ขอให้ข้อคิดเห็นในภาค ๑ หมวด ๒ ส่วนที่ ๑ ความเป็นพลเมือง และหน้าที่พลเมืองไทย เฉพาะตอนที่ ๒ สิทธิมนุษยชนตามมาตรา ๓๔ ตอนที่ ๓ สิทธิพลเมือง ตามมาตรา ๖๒ และส่วนที่ ๔ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบตามมาตรา ๗๑ โดยมีข้อคิดเห็น และข้อสังเกตโดยสรุปดังนี้

ประการแรกในมาตรา ๓๔ อันนี้กําหนดไว้ดีมากในวรรคแรก บุคคลย่อมเสมอกัน ในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิ และเสรีภาพเท่าเทียมกันนะครับ แต่พอมามาตรา ๒ ในส่วนที่บอกว่าการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ เพศสภาพ ขีดเส้นใต้ ๓ เส้นนะครับ อายุ ความพิการ สภาพทางกาย สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็น ทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ อันนี้เห็นด้วย เป็นส่วนใหญ่เลยว่าไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังติดใจในเรื่องเพศสภาพทําไมจะต้องกําหนดไว้ด้วย ในเมื่อเราบอกว่าเรามีชายและหญิง และเพศสภาพนี้ก็คงจะมีจํานวนน้อย กฎหมายมันต้อง ใช้กับคนส่วนใหญ่ ปี ๒๕๕๐ ผมจําได้ผมเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเราเถียงกันเรื่องนี้ อยู่หลายวัน ในท้ายที่สุดลงมติไม่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าถ้าจะจํากัดขอบเขตเพียงว่า การไม่เลือกปฏิบัติก็น่าจะยอมรับได้ แต่ถ้าจะไปบอกว่าเมื่อไม่เลือกปฏิบัติแล้วจะต้องไปแก้ กฎหมายระเบียบต่าง ๆ ให้เท่าเทียมกันเพื่อให้ปฏิบัติได้เหมือนกันอะไรต่าง ๆ ตรงนั้นละครับ จะนําความยุ่งยาก การแก้กฎหมายอะไรอีกมากมายก่ายกองอะไรที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติ ต่าง ๆ แบบฟอร์ม แบบพิมพ์อะไรต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าฝากไว้เป็นข้อสังเกตเป็นกรณีพิเศษว่า สมควรจะยังมีคํานี้อยู่ในบทมาตรานี้หรือไม่ หรือควรจะนําออกไปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น อันนี้เป็นประเด็นแรกครับ

ในประเด็นที่ ๒ มาตรา ๖๒ ในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองอันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองนี้ ในมาตรา ๖๒ วรรคสาม ได้กําหนดเอาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและแผนอื่น การเวนคืน อสังหาริมทรัพย์ การผังเมือง การกําหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการตรากฎหมาย หรือการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสําคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ขีดเส้นใต้ ๓ เส้นเช่นเดียวกันตรงนี้นะครับ ก่อนดําเนินการเพื่อนําความคิดเห็นนั้นไปประกอบการพิจารณา โดยให้คํานึงถึงพื้นที่ ทางประวัติศาสตร์และพื้นที่ทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่ดีครับที่ได้สอบถามความคิดเห็นของ ประชาชน แต่ในแต่ละเรื่องนั้นท่านดูสิครับมีตั้งหลายเรื่องเลย แม้กระทั่งการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ วางแผนเศรษฐกิจอะไรทุกอย่าง ถ้าจะต้องทําประชามติในทุกเรื่องและ อย่างกว้างขวางและอย่างทั่วถึงด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากมากไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน แทบจะจัดทําแผนงานโครงการอะไรได้ค่อนข้างจะลําบากมาก เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ กระผมจึงอยากจะขอเพิ่มเติมให้ท่านกรรมาธิการได้จดเป็นประเด็นไปเลยนะครับว่า อยากจะขอให้มันจํากัดกรอบลงมาสักนิดหนึ่งเพื่อที่จะทําอะไรได้บ้าง ไม่ว่าภาคราชการหรือ ภาคเอกชนที่จะไปทําแผนงานโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยจะขอเพิ่มข้อความในส่วนที่ ว่าด้วยการกําหนดที่จะต้องไปทํากระบวนการรับฟังความคิดเห็นบอกว่าเรื่องที่ควรจะต้อง ไปออกมีที่จะทํากระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสําคัญของ ประชาชน ผมขอเติมคําว่า ส่วนใหญ่ คน ๑๐๐ คน เห็นด้วย ๙๘ คน อีก ๒ คน ไม่เห็นด้วยนี่ ยุ่งแล้วนะครับ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมากเรื่องกว่านั้น เพราะฉะนั้นเติมคําว่าส่วนใหญ่เข้าไป ตรงนี้นะครับ ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เปลี่ยนคําว่า อย่างทั่วถึง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้จะไปทําทั่วถึงทุกพื้นที่ ทุกตําบล ทุกหมู่บ้าน ทุกหลังคาเรือนครับ เปลี่ยนเป็นว่า อย่างกว้างขวาง มันก็ทําได้นะ กว้างขวางหน่อยมันจะกว้างเท่าไร จะหมด ไม่หมด จะครบ ไม่ครบก็เป็นประเด็นที่จะต้องไปตีความกัน ขอเพิ่มเติมตรงนี้และเพิ่มเติมต่อไปว่า อย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการเพื่อนําความคิดเห็นนั้นไปประกอบการพิจารณา โดยให้คํานึงถึง พื้นที่ทางประวัติศาสตร์และพื้นที่ทางวัฒนธรรม และ เพิ่มเติมอีกนะครับ และประโยชน์ หรือส่วนได้เสียของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสําคัญ ต้องเอาประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักนะครับ จะตัดถนนเส้นนี้ จะขุดคลองส่งน้ําตรงนี้บอกคนส่วนน้อยไม่เห็นด้วยประสบการณ์ของผม จากที่ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีชลประทานขนาดใหญ่จะขุดคลองส่งน้ําไป มีคนเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ครึกโครมเลย ผมจัดให้มีการประชุมราษฎร ๓ อําเภอเป็นหมื่นคน แล้วก็พูดชี้แจงอะไรต่าง ๆ เสร็จแล้วถามประชามติในที่ประชุมนั้นเลย ประชาพิจารณ์ ในที่ประชุมนั้นเลยว่าใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย ผมให้ออกมาพูดก่อนทั้ง ๒ ฝ่ายที่สนับสนุน ใครไม่เห็นด้วยกับการขุดคูคลองส่งน้ําแห่งนี้ยกมืออยู่ ๗ คน เป็นผู้ช่วย ส.ส. เป็นครู เป็นผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ชาวบ้าน ๗ คน ใครเห็นว่าควรจะขุดคูคลองส่งน้ําแห่งนี้มีงบประมาณแล้ว ๗๐ ล้านบาท ยกมือกันพรึบเลย เห็นไหมครับ บางครั้ง บางคราว บางทีมันก็เป็นอย่างที่ว่า คือคนไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอยู่ดีเพราะว่าไปผ่านที่ผ่านทางเขา อะไรเขา เพราะฉะนั้น ประโยชน์ส่วนใหญ่ต้องมาก่อนส่วนได้เสีย กระผมขอเน้นในเรื่องนี้เป็นพิเศษเพื่อที่เราจะได้ ถ้าดําเนินการตามโครงการต่าง ๆ ไปได้ความคิดเห็นของประชาชนนั้นผมคิดว่าเราถือหลัก ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักน่าจะเหมาะสมกว่าที่ว่าต้องกระทําอย่างทั่วถึงและ มีคนคัดค้านก็ทําอะไรไม่ได้เลย

ในประเด็นสุดท้าย กระผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ได้มีการพูดกันหลายท่านแล้ว การที่เรามีเจตนาที่จะให้มีสมัชชาพลเมืองระดับจังหวัด ในมาตรา ๒๑๕ โยงไปทางโน้น หน่อยนะครับ แล้วก็มีในเรื่องของสภาการตรวจสอบในมาตรา ๗๑ เป็นเรื่องที่ดีครับ ที่เราจะมีการตรวจสอบการทุจริต การดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตามมาตรา ๗๑ ในเรื่องนั้น ๆ ต่าง ๆ ไม่ขัดข้องเลยนะครับ แต่ผมเห็นว่ามันจะมีปัญหาเหมือนกันในทางปฏิบัติ เพราะในพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดหนึ่ง ในเขตเทศบาลหนึ่ง อบต. หนึ่ง อะไรก็สุดแล้วแต่จะต้องไม่ลืมว่าเรามีสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งแล้วตั้งสภานี้ขึ้นมา มันสับสนแน่นอน สภาไหนมันจะใหญ่กว่ากัน เพราะฉะนั้นเอาเป็นสภาพลเมืองระดับจังหวัดอันเดียวได้ไหม แล้วทําหน้าที่ทั้งในเรื่องของ การเข้าไปมีส่วนกําหนดนโยบาย แผนงาน โครงการอะไรต่าง ๆ รวมทั้งติดตามตรวจสอบ ตรงนี้ด้วย แต่ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นสภาการตรวจสอบ เรียกสมัชชาการตรวจสอบ หรือประชาคมเพื่อการตรวจสอบหรืออะไรก็สุดแล้วแต่นะครับ มันเป็นเนกาทีฟ มากกว่า ที่จะโพซิทีฟ (Positive) เหมือนจะไปจับผิดก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้เป็นพิเศษด้วย กราบขอบพระคุณครับ