อุบล หลิมสกุล หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงสิทธิพลเมืองและสวัสดิการสังคม รวมถึงการพัฒนาครอบครัวที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะสิทธิของมารดาที่ตั้งครรภ์และหลังคลอด ผู้สูงอายุและแรงงานสูงวัย โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลสิทธิและคุ้มครองสิทธิของมารดาและทารกในครรภ์ ผู้สูงอายุและแรงงานสูงวัย
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอุบล หลิมสกุล สปช. จะขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ในภาค ๑ หมวด ๒ ประชาชน ตอนที่ ๓ สิทธิพลเมือง ในมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคหก และมาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง ในฐานะที่ดิฉันได้ทํางานด้านสังคมและสวัสดิการสังคมมาโดยตลอด ในภาพรวมดิฉัน ขอชื่นชมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คณะผู้ร่างได้เพิ่มพูนสิทธิให้พลเมือง และมุ่งสร้างให้ พลเมืองเป็นใหญ่ รวมทั้งได้เน้นเรื่องงานสวัสดิการสังคมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส รวมทั้ง เรื่องครอบครัวที่เป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด แต่สําคัญที่สุดกับชีวิตของคนซึ่งประเด็นหลังนี้ ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดเอ่ยถึง ท่านประธานที่เคารพ แม้ว่าดิฉันจะขออภิปรายในเรื่อง สิทธิพลเมืองในหมวด ๒ ประชาชน ภาค ๑ และมาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง แต่เรื่องที่จะอภิปรายนั้น มีประเด็นเชื่อมโยงไปยังภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และหมวด ๒ ภาค ๔ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม จึงใคร่ขออนุญาตท่านประธาน ที่จะขออภิปรายเชื่อมโยงประเด็นที่มีความสัมพันธ์กันใน ๓ หมวด โดยใช้เวลาที่มี ในคราวเดียวคือ ๒๐ นาทีนี้ โดยขอเริ่มต้นในเรื่องสิทธิพลเมือง ในมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่าครอบครัวย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือจากรัฐให้อยู่ร่วมกัน อย่างเป็นปึกแผ่นและเป็นสุข และมีมาตรฐานการดํารงชีวิตที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในวรรคนี้ขอโยงไปสู่มาตรา ๘๕ ของหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ว่ารัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็ก และเยาวชนให้มีความสมบูรณ์ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมและจริยธรรม เสริมสร้างพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของสถาบันครอบครัวและมีข้อความตามมาอีกมาก ขอไม่เอ่ยถึงทั้งหมดนะคะ หากเอ่ยถึงคําว่า ครอบครัว ในทางสังคมวิทยานั้น ครอบครัวจะมี ทั้งสถานภาพสเตตัส (Status) และบทบาทคือโรล (Role) คําว่า ปึกแผ่นที่ปรากฏทั้ง ๒ มาตรานั้น เป็นการระบุถึงสถานภาพ อาทิแตกแยกหรือเป็นปึกแผ่นไม่ได้บอกถึงความสามารถในการ ทําบทบาทหน้าที่ หรือโรลของครอบครัว เช่น การมีรายได้เพียงพอ ความสามารถในการเลี้ยงดู ดูแลสมาชิก การสร้างสมาชิกเป็นพลเมืองของสังคม จึงเห็นควรเพิ่มเติมคําว่า เข้มแข็ง ความเข้มแข็ง ต่อท้ายคําว่า ความเป็นปึกแผ่นเพื่อเน้นบทบาทการทําหน้าที่ของครอบครัว ท่านประธานคะ เราคุ้นชินว่าครอบครัวนั้นประกอบด้วยพ่อแม่ ลูก หรือปู่ย่า ตายาย เป็นครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวขยายตามลําดับ หรือครอบครัวผสม คือครอบครัว ที่แต่งงานใหม่มีครอบครัวเดิมอยู่ก่อนแล้ว ทุกวันนี้สถาบันครอบครัวกําลังเปลี่ยนแปลง ครอบครัวจํานวนมากทั้งในเมืองและชนบท กําลังเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและความสัมพันธ์ ประเภทพ่อไปทาง แม่ไปทาง ทิ้งลูกไว้กับปู่ย่าตายาย อยู่กับญาติบ้างหรือผู้อื่นช่วยดูแล จากการสํารวจของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีครอบครัว ประเภทหนึ่งในทางสังคมศาสตร์เรียกว่า ครอบครัวแหว่งกลางสกิพ แฟมมิลี (Skip family) คือมีแต่ปู่ย่าตายายอยู่กับหลานถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ ของครัวเรือนทั้งหมด อันนี้คือตัวเลขของปี ๒๕๕๒ และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ยังมีตัวเลขที่เด็กอยู่กับแม่ เพียงลําพัง หรือซิงเกิล มัม (Single mom) ซิงเกิล พาเรนท์ (Single parent) ที่มีสัดส่วนอยู่ ระหว่าง ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเหล่านี้ต้องการการจัดการองค์ความรู้ครอบครัวแบบใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีนโยบายในระดับชาติ ในวรรคนี้จะต้องมีการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ คงต้องยอมรับสถานการณ์และแนวโน้มที่เปลี่ยนไปของครอบครัวไทยด้วยในการตรากฎหมาย
ถัดมาเป็นมาตรา ๔๖ ในวรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ว่ามารดาย่อมมีสิทธิได้รับ ความคุ้มครองเป็นพิเศษ และได้รับการสวัสดิการสังคมตามสมควรจากรัฐและนายจ้างก่อน และหลังการให้กําเนิดบุตร ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ นอกจากคุณประดิษฐ์แล้วดิฉันก็ชื่นใจ และชอบกับวรรคนี้มากเลยนะคะ วรรคนี้เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่ที่สอดคล้องกับกติกา ระหว่างประเทศที่จะให้มารดาได้รับการคุ้มครองพิเศษระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด จริง ๆ แล้ววรรคนี้ถ้ามองไปลึก ๆ เป็นการคุ้มครองสิทธิทารกในครรภ์มารดาด้วย ที่ดิฉัน ชื่นใจมากเพราะว่าดิฉันเองนั้นทํางานด้านสังคมในชีวิตราชการมาครึ่งหนึ่งของชีวิตที่ต้อง คลุกคลีกับปัญหาที่มีต้นทางมาจากครอบครัว สิ่งที่ระบุในวรรคนี้คือระยะก่อนคลอดและ หลังคลอด ในระยะก่อนคลอดนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรได้ฝากครรภ์อย่างน้อย ๔ ครั้ง ระยะ ๑-๖ เดือน ระยะ ๗ เดือน ๘ เดือนและ ๙ เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกเป็นช่วง ที่มีพัฒนาการของทารกในครรภ์เร็วมาก เพราะสมองเด็กจะมีการพัฒนาตั้งแต่ครรภ์อายุ ๔ สัปดาห์ มีข้อมูลว่าหญิงที่ไม่มีการฝากครรภ์มีถึง ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ระบบสาธารณสุข ของเราถ้วนหน้า และไม่มาฝากครรภ์ก่อน ๑๒ สัปดาห์มีถึง ๒๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีผลต่อสุขภาพของแม่และเด็กมาก สาเหตุที่ไม่มาฝากครรภ์นั้นไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ มีภาระงานมาก เรื่องของเศรษฐกิจ การคมนาคม โดยเฉพาะภาระงานและเศรษฐกิจ เช่นเป็นลูกจ้างรายวัน ถ้าไปโรงพยาบาลก็จะเสียรายได้ของวันนั้นไป ไม่ต้องพูดถึงแรงงานนอกระบบที่จะเป็น แม่ค้าหาบเร่แผงลอยอะไรต่าง ๆ หรือแม้แต่การลาคลอด ลูกจ้างในสถานประกอบการ จะไม่พยายามลาก่อนคลอดเพื่อจะได้เก็บวันไว้ลาหลังคลอดได้มาก ๆ ส่วนระยะหลังคลอด แม่ควรได้ให้นมลูกจนถึงอายุ ๖ เดือนเป็นอย่างน้อย ข้อมูลจากกรมอนามัยพบว่าแม่ส่วนใหญ่ ทํางานเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าครึ่งหนึ่งทํางานนอกบ้าน ส่วนการเลี้ยงดูนั้นครึ่งหนึ่ง ของเด็กพ่อแม่เลี้ยงเอง อีกส่วนหนึ่งส่งไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงดู มีตัวเลขอีกว่าเด็กไทย มีพัฒนาการที่ปกติ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาด้านพัฒนาการ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดยสรุปไม่ได้เกิดมา มีปัญหา แต่คุณภาพการดูแลหลังเกิดต่างหากที่ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ํากว่า ๓ ปี หากมีพัฒนาการทางด้านภาษาก็เป็นการปิดหน้าต่างของโอกาสในการเรียนรู้และ พัฒนาที่สําคัญในช่วงชีวิตต่อ ๆ มา ในการตรากฎหมายประกอบในส่วนนี้ดิฉันจึงขอให้ มีการคํานึงถึงเรื่องเหล่านี้โดยมีคําสําคัญอยู่ ๓ คํา เรื่องของเวลา เรื่องของรายได้ เรื่องของบริการ เรื่องของเวลานั้นทําอย่างไรให้พ่อแม่มีเวลาดูแลลูกเอง เรื่องรายได้ หากมีปัญหาเรื่องรายได้ ควรมีการหนุนช่วยก่อนคลอดและหลังคลอดอย่างไร บริการที่จะเป็นบริการทางเลือกในกรณี ที่พ่อแม่ไม่มีความพร้อมหรือครอบครัวไม่มีความพร้อม เช่น การให้คําแนะนํา ให้ความรู้ สําหรับพ่อแม่ที่ไม่พร้อม หรือศูนย์เด็กเล็กที่มีมาตรฐานเหล่านี้เป็นต้น
มาตรา ๔๖ อีกวรรคหนึ่งคือวรรคหก เด็ก เยาวชน สตรี บุคคลมีอายุเกิน ๖๐ ปี และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพย่อมมีสิทธิได้รับ สวัสดิการสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ดิฉันมีข้อคิดเห็นว่าในรัฐธรรมนูญไม่ควรระบุบุคคลซึ่งมีอายุเกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์ว่าเป็นผู้สูงอายุ อย่างที่สมาชิกทุกท่านทราบดีขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ เอจจิง โซไซตี (Aging society) แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ อายุไขเฉลี่ยของคนไทยก็สูงขึ้น ขณะนี้โดยเฉลี่ย คือ ๗๕ ปี เราพูดถึงการขยายอายุเกษียณ เราพูดถึงการขยายอายุการทํางาน ฉะนั้นเพื่อจะ ไม่ได้ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อมีการนิยามความหมายผู้สูงอายุใหม่ จึงเห็นควรไป ระบุอายุว่าเท่าใดเป็นผู้สูงอายุในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญน่าจะดีกว่า มีข้อสังเกตว่า ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๘๕ ที่พูดถึงเรื่องการพัฒนาระบบหลักประกันรายได้ และสวัสดิการอื่นสําหรับผู้สูงอายุไม่ได้ระบุอายุไว้เลย ในวรรคนี้มีการสรุปเจตนารมณ์ว่า ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพนั้น มิได้มีเจตนารมณ์เป็นการสงเคราะห์แก่ผู้สูงอายุทุกคน แต่ให้แก่ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ เพื่อให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้ อย่างสมศักดิ์ศรี และสมแก่ฐานานุรูป ในฐานะที่ดิฉันมีส่วนในการจัดทําโครงการเบี้ยยังชีพ สมัยที่ยังอยู่ในราชการ พ.ศ. ๒๕๓๖ จนกระทั่งงานนี้ถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ. แผนขั้นตอนกระจายอํานาจ ขอเรียนว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นถือเป็นหลักประกัน รายได้แก่ผู้สูงอายุที่พัฒนามาจากการเป็นงานสงเคราะห์ที่ต้องคัดเลือกผู้สูงอายุที่มีรายได้ ไม่เพียงพอมารับเงินส่วนนี้ จนกระทั่งขณะนี้พัฒนามาเป็นสิทธิของผู้สูงอายุทุกคน ได้มีการแก้ไข พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ในปี ๒๕๕๐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจึงถือเสมือนเป็นบํานาญ ขั้นพื้นฐาน ขณะนี้มีผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพอยู่ ๗,๔๐๐,๐๐๐ คน งบประมาณที่ใช้อยู่ขณะนี้ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะคะ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้จึงมีคําถามว่าจะมีการจัดการ อย่างไรกับเรื่องนี้ รับต่อผิดกฎหมายหรือไม่ ตัดสิทธิเหล่านี้ทําได้หรือไม่ กรณีไม่ตัดสิทธิ ให้รับอย่างเก่า กลุ่มใหม่รับแบบใหม่ก็จะมีความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมในกลุ่มผู้สูงอายุ ดิฉันเลยขอฝากประเด็นนี้ยังไปกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะคะ เมื่อพูดถึงเรื่องผู้สูงอายุ ดิฉันขอโยงไปสู่มาตรา ๙๐ ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่บัญญัติไว้ว่ารัฐต้อง ส่งเสริมให้ประชาชนวัยทํางานและแรงงานสูงวัยมีงานทําที่เหมาะสมและมีข้อความอื่น อีกมากขอไม่พูดถึง คําว่า แรงงานสูงวัย ในที่นี้มีคําอธิบายในเจตนารมณ์ว่าเพิ่มแรงงานสูงวัย ให้มีงานทําที่เหมาะสมกับวัย มิใช่สงเคราะห์ผู้สูงอายุแต่เพียงอย่างเดียว ดิฉันมีข้อคิดเห็นว่า ในเมื่อตั้งใจจะให้หมายถึงผู้สูงอายุแต่ใช้คําว่า สูงวัย เกรงว่าจะขาดความชัดเจน เพราะในวงการ แรงงานนั้นอายุเกิน ๔๕ ปีก็ถือเป็นแรงงานสูงวัยแล้ว จึงควรแก้ไขเป็นผู้สูงอายุไปตรง ๆ คําอธิบายในเจตนารมณ์หากจะเปลี่ยนถ้อยคําว่า ให้ผู้สูงอายุได้ทํางานที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้มีรายได้และเป็นการเสริมสร้างคุณค่าทางจิตใจแก่ผู้สูงอายุ อะไรทํานองนี้ก็ดูจะเป็น โพซิทีฟ ธิงคิง (Positive thinking) มากกว่าถ้อยคําเดิมนะคะ ซึ่งฟังดูเสมือนการเป็นผู้สูงอายุนั้น ต้องเป็นผู้รับการสงเคราะห์แต่เพียงอย่างเดียว ถ้ามาอีกมาตราหนึ่งในสิทธิพลเมือง มาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิเท่าเทียมในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพและ หลากหลายอย่างทั่วถึง เพื่อการพัฒนาตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ความถนัด และศักยภาพของแต่ละบุคคลตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและ สายอาชีพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ ในฐานะที่ดิฉันเป็นกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องของคน และสังคม และขณะนี้ในชุดที่ดิฉันเป็นประธานอยู่นั้นกําลังศึกษาเรื่องระบบสวัสดิการ เพื่อเด็กปฐมวัย จึงขอโยงมาตรานี้ไปสู่มาตรา ๒๘๖ หมวดปฏิรูป ที่พูดถึงการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการพัฒนาคน ให้เป็นพลเมืองดีมีความรู้ความสามารถ ในวรรคสาม ข้อ ๓ มีเนื้อหาว่า ปรับปรุงระบบการพัฒนา เด็กปฐมวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยยกระดับความรู้ให้กับผู้เลี้ยงดูให้มีสมรรถนะและ สัมพันธภาพที่เหมาะสมในการเลี้ยงดูเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ให้เกิดการพัฒนาการที่สมบูรณ์ มีความพร้อมเพื่อการเรียนรู้ทั้งด้านกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม และยังขอเชื่อมโยง ต่อไปยังหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๘๙ ที่มีการกล่าวถึงระบบการคลังเพื่อสังคม ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ที่ผ่านมายังมีความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมอยู่อีกมาก ในการลงทุนในคน โดยเฉพาะกับเด็กปฐมวัย ซึ่งดิฉันได้อภิปรายไปแล้วว่า ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่ สําคัญที่สุดของชีวิตของคนคนนั้น ที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมในการพัฒนา ทุนมนุษย์ ดิฉันขอยกตัวเลขให้ดูเป็นกรณีศึกษานะค่ะ ประเทศไทยมีการลงทุนในเด็กปฐมวัย ค่อนข้างน้อยเพียงร้อยละ ๑๒ เฉลี่ยอยู่ที่คนละ ๒๓,๒๘๒ บาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น งบอุดหนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะคะ ประถมศึกษาร้อยละ ๕๔ อยู่ที่คนละ ๓๗,๑๙๔ บาทต่อปี มัธยมศึกษาร้อยละ ๒๙ อยู่ที่คนละ ๒๖,๓๓๒ บาทต่อปี หากเทียบการลงทุนของสากลนั้นระดับปฐมวัยอยู่ที่ร้อยละ ๒๔ ประถมศึกษาร้อยละ ๓๖ มัธยมศึกษาร้อยละ ๔๑ อันนี้เป็นข้อมูลจากมหาวิทยาลัยนเรศวร อีกกรณีหนึ่งนะคะ เรื่องความเหลื่อมล้ํา ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการเพื่อคุ้มครองสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เช่น รักษาฟรีถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้พิการถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า ๗-๑๘ ปี เรียนฟรีถ้วนหน้า แต่สําหรับเด็กปฐมวัยรัฐยังไม่มีการลงทุนสักเท่าใดเลย เงินอุดหนุน เพื่อการเลี้ยงดูเด็กที่เราเรียกว่า ชายด์ ซัพพอร์ท แกรนท์ (Chine support grant) ซึ่งเป็น ความพยายามของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มานาน เพิ่งผ่าน ครม. ไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง แต่เป็นการให้โดยการคัดกรองจากครอบครัวยากจนไม่ได้ให้ ถ้วนหน้านะคะ เราจึงพบว่าเด็กไทยไอคิวเฉลี่ยต่ํากว่าค่ากลางมาตรฐาน มีนักเศรษฐศาสตร์ คนหนึ่งโปรเฟสเซอร์ (Professor) เจมส์ เจเฮกแเมนท์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้รับรางวัล โนเบล ไพร์ซ (Nobel Prize) ด้านเศรษฐศาสตร์และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้ศึกษาวิจัย ไว้ว่าการลงทุนในชีวิตเด็กวัยนี้มีผลตอบแทนกลับมา ๗ เท่า ระบบการเงิน การคลังเพื่อสังคม ที่ได้บัญญัติไว้นั้นควรจะให้ความสําคัญกับเรื่องเหล่านี้ เราคงจะได้มีพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของเรา ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ที่อภิปรายมานี้ก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ ในรัฐธรรมนูญ ที่ส่วนใหญ่สมบูรณ์อยู่แล้ว ขอบพระคุณค่ะ