สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หารือเรื่องความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับความเป็นพลเมือง

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมใคร่ขอเสนอความเห็นในหมวด ๒ ว่าด้วยประชาชน และส่วนที่ ๑ เรื่องความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง นับเป็นครั้งแรกนะครับ ของประเทศไทยเราที่มีการนําเอาคําว่า ความเป็นพลเมืองมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่ในมาตรา ๒๖ ในฐานะที่ผมเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ โดยส่วนตัวแล้ว ดีใจมากครับที่ได้มีการนําเอาเรื่องนี้ซึ่งเราพูดกันมานานในวงวิชาการ เอามากําหนดเป็น ความคิดหลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่จะทําให้ประชาชน ใช้คําว่า เป็นใหญ่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจของประชาธิปไตยสมัยใหม่ในโลกปัจจุบัน และเป็นของประเทศไทย อนาคตประชาธิปไตยไทยด้วยนะครับ เนื่องจากว่าถ้าคนเราไม่มีจิตใจ ไม่มีวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตยแล้วก็คงจะยากที่ระบบการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะมีความยั่งยืน คําว่า ความเป็นพลเมือง นี้ เป็นคําและเป็น แนวความคิดที่มีความหมายเฉพาะตัวนะครับ มันเป็นคําและเป็นแนวความคิดที่ถูกสร้างมา จากการวิจัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ช่วงต้นของทศวรรษ ที่ ๑๙๖๐ ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยเยลที่มีกลุ่มนักวิชาการที่พยายามค้นหาคําตอบว่า วัฒนธรรมการเมืองแบบใด ความเชื่อ ค่านิยม บุคลิกภาพทางการเมืองแบบใดที่เอื้อต่อ เสถียรภาพของประชาธิปไตย เมื่อค้นพบว่างานวิจัยได้บ่งบอกว่าต้องมีสภาพของความเป็น พลเมือง มีวัฒนธรรมการเมืองแบบพลเมืองไม่ใช่แบบไพร่ฟ้า แล้วก็มีการพูดถึงการออกแบบ การศึกษาทางการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้วก็ได้ไปแพร่หลายอยู่ หลายประเทศทั้งประเทศญี่ปุ่น และประเทศเยอรมนี รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่รับเอาความคิดนี้ไป ประเทศไทยเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่รับอิทธิพลความคิดนี้มาอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็หนาแน่นมากขึ้น ในระยะหลังนะครับ ความเป็นพลเมืองมันเป็นชุดความคิดที่เราต้องกําหนดขึ้นมาเองนะครับ หมายถึงว่าต้องมองเข้าใจบริบทสังคมไทยแล้วก็ต้องออกแบบขึ้นมาว่าเราควรจะอธิบาย หรือให้คําจํากัดความชุดความคิด ความเชื่อ ค่านิยมอย่างนี้นะครับ ในของสังคมไทยเรานี้ ในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร จริงอยู่ก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการที่กําหนดไว้อย่างเช่นที่บัญญัติไว้ ในวรรคสอง วรรคสามของมาตรา ๒๖ นี้ ก็ถือว่าพอใช้ได้แล้วนะครับ แต่ว่าอยากจะให้ ความเห็นว่ามันไม่ได้หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น มันมีความเป็นพลวัต ซึ่งจะต้องคิดกันว่าจะทํา อย่างไรต่อไปให้เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจํากันได้ นักรัฐศาสตร์อเมริกันซึ่งเสียชีวิตไปแล้วคือ ซามูเอล ฮันติงตัน ในหนังสือที่เขาเขียนเรื่อง The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order นี้นะครับ เมื่อปี ๒๐๑๑ นี้ เขาก็ได้เขียนในเชิงให้ข้อคิดหรือ ในเชิงเตือนไว้ว่าชนเผ่าที่ไม่ใช่คอร์เคเชียน (Caucasian) ไม่มีทางที่มีประชาธิปไตยแบบตะวันตก ที่พวกอังกฤษมี อเมริกามีได้ นั่นเป็นการบ่งบอกว่าประชาธิปไตยที่เรากําลังพูดถึงเราต้องสร้าง ให้มันเหมาะสมกับสังคมวิทยาเศรษฐศาสตร์และการเมืองของบ้านเราครับ สถาบันพระปกเกล้าเอง ก็ได้ทํางานวิจัยเรื่องนี้และได้นําเสนอในการประชุมวิชาการเมื่อปี ๒๕๕๗ คือการพยายาม ค้นหาคุณลักษณะระดับของความเป็นพลเมืองของคนไทย ซึ่งก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เราต้องการการวิจัยอย่างนี้อีกมาก ๆ เพื่อเป็นฐาน เพื่อจะทําให้มาตรา ๒๖ ของเราที่ได้ กําหนดขึ้นมานี้ ที่จะกําหนดถึงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบตลอดจนอะไรต่าง ๆ นั้น มันเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้นนะครับ ในเรื่องนี้ผมเองได้กล่าวไปแล้วว่าวรรคสองที่ได้ให้ ความหมาย คํานิยาม ความเป็นพลเมืองก็ครอบคลุมดี แต่เนื่องจากว่าความเป็นพลเมือง มันเป็นคํากลาง ถ้าหากเราไม่ทําให้มันเฉพาะเจาะจงเสียอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนก็ได้ จึงมีข้อเสนอว่าเมื่อเริ่มต้นวรรคสองน่าจะเขียนว่าพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแล้วก็ต่อด้วย ข้อความต่าง ๆ เหล่านั้นนะครับ คือถ้ามาขึ้นวรรคสองว่าพลเมืองเฉย ๆ นี้ อาจจะตีความ ไปได้ต่าง ๆ นานา น่าจะกําหนดให้มันมีลักษณะเฉพาะไปเสียดังที่ผมได้ให้เหตุผลไปแล้วว่า มันเป็นคํากลาง เราต้องเติมความหมายเข้าไป เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นแล้วความเป็นพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตยรูปแบบอื่นก็มีได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่มี ไม่ได้แปลว่าความเป็นพลเมือง จะสงวนสิทธิไว้สําหรับระบอบประชาธิปไตยอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อความเป็นพลเมือง มันเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองชุดหนึ่งที่รัฐธรรมนูญนี้ได้กําหนดนิยามขึ้นและกําหนดในวรรค ต่อไปว่าให้รัฐมีหน้าที่เสริมสร้างให้เกิดขึ้น คําถามสําคัญอยู่ตรงนี้ จะทําอย่างไรให้มันเกิดขึ้น อันที่ ๒ ก็คือว่ารัฐจะทําฝ่ายเดียวไหวหรือ ถ้าเขียนลักษณะอย่างนี้นะครับ และการที่เขียน วรรคสุดท้ายนี้ ด้วยความเคารพ ผมคิดว่ามันอาจจะสั้นเกินไป เพราะว่าหัวใจใหญ่อยู่ที่มาตรานี้ แต่ว่าเขียนแค่ ๓-๔ วรรคสั้น ๆ แล้วก็จะนําไปสู่ข้อถกเถียงกันถ้าเป็นไปได้อยากจะให้เขียน ให้มันชัดเจนมากขึ้นนะครับ เพราะว่าประสบการณ์ในการสร้างความเป็นพลเมืองในประเทศ อย่างที่ผมเรียนไปแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศเยอรมัน ในประเทศญี่ปุ่นนั้น มันเป็นกระบวนการที่ทําอย่างต่อเนื่องครับ ถ้าใช้ภาษาอังกฤษคือมันเป็นโพรเซส (Process) มันไม่ได้เป็นอะไรที่หยุดนิ่งนะครับ แล้วก็มันเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ทุกสถาบันหลายองค์กรในภาคส่วนต่าง ๆ มาช่วยกันทําครับ รัฐอาจจะเป็นเจ้าภาพแต่ไม่ใช่ผู้จัดการเสียเอง เป็นผู้ทําหลายบทบาทนะครับ และอีกอย่างหนึ่ง เขาทําในประเทศเหล่านั้น ทําแบบที่เรียกว่า มูฟเมนท์ (Movement) การสร้างการเคลื่อน อย่างเป็นขบวนการ เป็นโพลิติคอล มูฟเมนท์ (Political Movement) ให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มันเป็นเรื่องสําคัญมากในมาตรา ๒๖ นี้ มันไม่ใช่เรื่องที่มาเขียนกันแล้วก็อ่านผ่าน ๆ แล้วก็ ไปกระโดดไปถามหาสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบคงจะไม่ค่อยอ่านเท่าไร แต่จะดูสิทธิมากกว่าแม้ว่าอยากจะให้ทําโน่นทํานี่ ผมเกรงว่าถ้าไม่เขียนในมาตรา ๒๖ นี้ ให้ชัดเสียแต่แรกนะครับ มันจะเสียสาระสําคัญไป ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่าถ้าเป็นไปได้ กรุณาพิจารณาเพิ่มอีกวรรคหนึ่งในวรรคสุดท้ายมาตรา ๒๖ ว่ารัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริมสนับสนุน ให้ครอบครัว ชุมชน สถาบันสังคม สถาบันการเมือง เศรษฐกิจ สื่อ และองค์กรสาธารณประโยชน์ ร่วมกันดําเนินการเสริมสร้างการเรียนรู้อบรมกล่อมเกลาทางการเมืองของประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามมาตรานี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ