วิทยา กุลสมบูรณ์ กล่าวถึงความสำเร็จในการที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบรรลุผลตามพันธกิจ และแสดงความยินดีกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวถึงเจตนารมณ์ทิศทาง 4 ประการของการชี้แจงของท่านประธานกรรมาธิการ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจที่มาของรัฐธรรมนูญนี้อย่างดี นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความสำคัญของสิทธิของประชาชน และการสร้างระบบบริหารประเทศที่อภิบาลโดยภาคประชาสังคม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสิทธิพลเมืองและเสรีภาพ โดยเน้นย้ำว่าขาดความสมดุลในหลายประเด็น เช่น สิทธิผู้บริโภค สิทธิด้านสุขภาพ ด้านชาติพันธุ์ และสิทธิส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายวิทยา กุลสมบูรณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๑๘๔ ครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ทํางานบรรลุผล เบื้องต้นตามพันธกิจที่กําหนด การชี้แจงของท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้แสดงเจตนารมณ์ทิศทาง ๔ ประการ เรื่องพลเมือง การเมืองสะอาด สังคม เป็นธรรมสันติสุข สารัตถะและกระบวนดําเนินงานที่ได้ดําเนินงานนี้มีเหตุผลอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าประชาชนพี่น้องที่รับฟังอยู่จะเข้าใจที่มาของรัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างดี เห็นว่า สาธารณชนและสภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้พึงเห็นถึงความตั้งใจของคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓๖ ท่านที่ควรได้รับการยกย่องชมเชยครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ความสําคัญกับสิทธิ ของประชาชน สิทธิบทบาทหน้าที่พลเมือง ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ไปข้างหน้า โดยเฉพาะ ต่อการสร้างระบบบริหารประเทศที่อภิบาลโดยภาคประชาสังคมตามที่มีผู้กล่าวเรียกว่า กัฟเวอร์นแนนซ์ บาย ซิวิล โซไซตี (Governance by Civil Society) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สําคัญ การบริหารบ้านเมืองของประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มที่จะให้ระบบประชาสังคม มีส่วนในการบริหาร ที่ผ่านมายังวังวนอยู่ ยังเวียนวนอยู่กับการอภิบาลโดยรัฐ หรือการอภิบาล โดยการเมืองระบบผู้แทนและการมีอิทธิพลของตลาดและทุน อาจมีผู้ตั้งข้อสงสัยกังขาว่า การอภิบาลโดยประชาสังคมในรัฐธรรมนูญรอบนี้จะเป็นวาทกรรมที่กล่าวแบบคําหวาน ไม่จริงจัง เลื่อนลอยหรือไม่ แต่จากการได้ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญนี้ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็น เช่นนั้น มีความพยายามที่จะทําให้เกิดการอภิบาลโดยประชาสังคมอย่างน้อยก็ปรากฏในภาค ๑ และภาค ๔ ภาค ๑ เรื่องสิทธิเสรีภาพ หน้าที่ บทบาท การมีส่วนร่วมทั้งทางการเมือง และการตรวจสอบที่น่าสนใจและผมจะขออภิปรายเพิ่มเติมในวันนี้ ส่วนภาค ๔ การปฏิรูปความเหลื่อมล้ํา ความเป็นธรรม ก็ยิ่งน่าสนใจใหญ่เพราะจะเป็นกลไกต่อเนื่อง ที่จะสานต่อภารกิจเจตจํานง สิทธิเสรีภาพ บทบาท หน้าที่ การมีส่วนร่วม ที่กล่าวไว้ ในเชิงหลักการในภาค ๑ ซึ่งสารัตถะส่วนนี้ผมจะขอนําอภิปรายในภาค ๔ ในวันต่อไปครับ
ภาค ๑ หมวด ๒ ที่เกี่ยวกับประชาชนทั้ง ๔ ส่วนที่ว่าด้วยความเป็นพลเมือง หน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วม ให้ความสัมพันธ์กับสิทธิพลเมือง สิทธิชุมชน ครอบคลุมไปถึงสิทธิการเมือง สิทธิการแสดงออกการได้รับข้อมูล สิทธิสภาพทางเพศ สิทธิ สิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภคและอื่น ๆ อีกมาก โดยภาพรวมผมเห็นว่าสารัตถะครอบคลุม ครบถ้วนเป็นอย่างดี แต่ก็มีประเด็นที่อยากจะเห็นว่าอุดช่องว่างที่เป็นประเด็นเหลื่อมล้ํา บางประการในบางมิติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับสิทธิผู้บริโภค สิทธิด้านสุขภาพ ด้านชาติพันธุ์ ด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ รวมทั้งสิ้น ๙ มาตราดังนี้ครับ
ประการแรกในมาตรา ๖๐ มีผู้อภิปรายหลายท่านที่อยู่ในกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภค ท่านประธานและอีกหลายท่านได้อภิปรายไว้ ผมคิดว่ายังมีมโนทัศน์ ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่ยังไม่เข้มข้นยังเบาบางอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ดูประวัติศาสตร์ เรื่องของสิทธิผู้บริโภคที่กําลังจะระบุในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๖๐ เมื่อเช้านี้ ผมฟัง วิทยุท่านศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ได้กล่าวว่ารัฐธรรมนูญคืออัตชีวประวัติของเรื่องราวต่าง ๆ รัฐธรรมนูญในฉบับ ๒๕๔๐ มาตรา ๕๗ ก็ระบุเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ระบุเรื่ององค์การอิสระ มาตรา ๖๑ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็กระทําเช่นเดียวกัน วันนี้เราระบุในมาตรา ๖๐ แต่คงไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๖๐ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สะท้อนภาพถึงโรค คลอดไม่ออกขององค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมีมายาคติสอดแทรกอยู่ว่าองค์กรนี้ อาจจะน่ากลัวเกินเหตุแม้ในภาพรวมของรัฐธรรมนูญนี้การคุ้มครองผู้บริโภคเองก็ยังไม่ ถูกจัดเป็นเรื่องปฏิรูปที่สําคัญเรื่องหนึ่ง ทั้งที่เป็น ๑ ใน ๑๘ ด้านของการปฏิรูปที่มีเรื่องราว ชวนตื่นเต้นติดตามและน่าสนใจครับ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคบัดนี้ถูกเขียนไว้ว่า มิใช่หน่วยงานของรัฐ จากเดิมที่เขียนไว้ว่าเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ คงต้องทําความเข้าใจ ให้ชัดเจนเพราะร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีการส่งจาก สปช. ไปแล้วบนฐานคติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บนฐานของร่างกฎหมายที่พัฒนามาเกือบ ๒๐ ปี สารัตถะที่จะระบุใหม่ในรัฐธรรมนูญนี้น่าจะเป็นเหตุที่ทําให้ความพยายามที่จะให้ มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคอาจจะล่าช้า มีอุปสรรค หรือไม่สามารถออกสู่ การปฏิบัติได้หรือไม่ ผมสนับสนุนเจตนารมณ์ที่ท่านประธานสารีได้ระบุไว้ว่าจําเป็นจะต้อง เอาเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะว่าด้วยสิทธิผู้บริโภคหรือองค์การอิสระ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมาระบุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนครับ
ประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๖๕ ได้กล่าวถึงสิทธิพลเมืองในเรื่องนโยบายสาธารณะ ผมเห็นว่าสิทธิพลเมืองจําเป็นต้องยกระดับให้เพิ่มขึ้นในรัฐธรรมนูญที่ประกาศว่าจะเป็น ฉบับปฏิรูปเห็นว่าจะต้องระบุให้ครอบคลุมไม่เพียงการรับรู้ความคิดเห็น แต่จะต้องเอาเรื่อง การตัดสินใจบูรณาการเข้าไปไว้ด้วย สิ่งนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฟ้อหรือสุดโต่งเพราะเราออกแบบ ให้มีสภาพลเมืองและองค์กรต่าง ๆ ที่จะเป็นกลไกสําคัญด้านพลเมืองต่อกรณีส่วนร่วม อภิบาลโดยระบบของภาคประชาสังคม
ประการที่ ๓ ในมาตรา ๖๒ ย่อหน้า ๓ เรื่องสิทธิพลเมืองในการมีส่วนร่วม ต่าง ๆ ในการกําหนดยุทธศาสตร์ การวางแผนพัฒนาการเวนคืนผังเมือง ใช้ประโยชน์ที่ดิน ผมเห็นว่ารัฐควรระบุให้มีการแจ้งสิทธิแก่ประชาชนว่าเขาจะได้รับทราบ รับรู้ผลต่อการรับฟัง หรือไม่ สามารถให้คําแย้งเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ มีสิทธิติดตามผลได้หรือไม่ เพื่อจะทําให้ การรับฟังความเห็นนั้นไม่เป็นเพียงพิธีกรรมดังที่ผ่านมา
ประการที่ ๔ ในมาตรา ๖๓ สิทธิชุมชนได้มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมเห็นว่า คําในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่พูดถึงชุมชนท้องถิ่น ชุมชนดั้งเดิมและควรจะไปถึง ชุมชนชนเผ่า ชุมชนชาติพันธุ์ ก็จะทําให้ชุมชนที่หลากหลายเหล่านี้มีส่วนร่วม มีความเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญตลอดจนอยากเห็นเรื่องโฉนดชุมชน ปรากฏเป็นสิทธิชุมชนไว้ด้วย
ประการที่ ๕ ในมาตรา ๖๔ สิทธิการใช้ทรัพยากรในย่อหน้าที่ ๒ นั้น เห็นด้วย กับสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าไม่ควรมีการระบุคําว่า อย่างรุนแรง เพราะว่าอาจจะทําให้ เกิดปัญหาในทางปฏิบัติว่าอย่างไรรุนแรง อย่างไรไม่รุนแรง ความรุนแรงที่เสียหายทางจิตใจ เป็นความรุนแรงหรือไม่ และควรเพิ่มว่า การจัดทําโครงการควรจะสอดคล้องกับการประเมิน สิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ รวมทั้งการทําประเมินควรระบุการกํากับและควบคุมโดยหน่วยงาน ที่เป็นอิสระ ดีกว่าจะระบุเป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
ประการที่ ๖ ในมาตรา ๕๘ ผมเห็นว่า คําว่า สิทธิด้านสาธารณสุขของพลเมือง นั้น ควรระบุให้มีว่าเป็นการดําเนินการโดยรัฐ แทนคําว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่นเดียวกับ การคุ้มครองความเสียหายในย่อหน้าที่ ๒ ที่ควรตัดคําว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติและที่เหมาะสม เพื่อความกระชับและหลีกเลี่ยงการตีความในเรื่องของความเหมาะสม
ประเด็นที่ ๗ ในมาตรา ๗๑ เรื่องสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ผมเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ควรเพิ่มเรื่องการละเมิดสิทธิในการตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าไว้ด้วย
ประเด็นที่ ๘ นอกจากนี้ตามที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พลเอกชูศิลป์ คุณาไทย เสนอให้มาตรา ๕๙ เพิ่มบริการสาธารณะ จะต้องมีประสิทธิภาพปลอดภัย และผู้เสียหายต้องได้รับการคุ้มครอง เห็นด้วยอย่างยิ่งและควรเพิ่มการชดเชยความเสียหาย ที่เป็นธรรมไว้ด้วย
สุดท้ายนะครับ ในมาตรา ๖๗ ในเรื่องการทําประชามติ ผมอยากจะเสนอ ให้มีการทําประชามติที่สามารถริเริ่มโดยประชาชน ส่วนจะมีจํานวนเท่าใด ๒๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ หรือวิธีกํากับอย่างไร เสนอต่อใคร กลั่นกรองอย่างไร ตัดสินอย่างไร ขอให้เป็นภาระของ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณาในประเด็นนี้ครับ
ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกทุกท่าน รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีต้นทุนสูง สูงมาก จากภัยพิบัติทางการเมือง เสียเลือด เสียเนื้อ มีความคาดหวังสูงจากสังคม จากประชาชน ผมเชื่อมั่นครับว่าท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านจะสามารถทําให้ต้นทุนจํานวนมากที่สังคมได้ลงทุนไป ได้บรรลุผลคุ้มค่า สมความคาดหวัง ที่สูงมากจากสังคมโดยทําให้บรรลุผลด้วยความตั้งใจจริงและด้วยการทํางานร่วมกันอย่างจริงจัง ขอบคุณครับ