เจน ชี้ร่าง รธน.มาตรา 64 ซับซ้อนกว่าปี 50

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

เจน นำชัยศิริ อภิปรายข้อสังเกตต่อร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๔ วรรคสอง โดยชี้ว่าแม้จะคล้ายมาตรา ๖๗ ของ รธน.ปี ๒๕๕๐ แต่มีเงื่อนไขซับซ้อนกว่าผ่านด่านประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้ง ๕ ประเภท เจน นำชัยศิริ ระบุขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย องค์กรอิสระ และสถาบันอุดมศึกษา เจน นำชัยศิริ หารือปัญหาความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุมัติโครงการซึ่งใช้เวลานานเกิน 3 ปี และเสนอให้ปฏิรูปกระบวนการเพื่อลดเวลาเหลือไม่เกิน 180 วัน โดยเน้นว่ากฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขัดขวางการสร้างความมั่งคั่งและการลดความเหลื่อมล้ำ จึงขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาปรับปรุง

นายเจน นําชัยศิริ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติ ปกติผมไม่ค่อยอภิปราย ในวันนี้ต้องขอใช้สิทธิอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของภาค ๑ หมวด ๒ โดยเฉพาะมาตรา ๖๔ และโดยเฉพาะมาตรา ๖๔ วรรคสอง ผมจะขอตั้งข้อสังเกตดังนี้นะครับ

ข้อสังเกตผมก็คือว่าประเภท อันนี้คือล้อมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็มีมาตรา ๖๗ วรรคสองก็เขียนคล้าย ๆ กันนี้ แล้วก็หลังจากนั้นก็ได้มี การกําหนดว่ากิจการหรือโครงการใดบ้างที่เข้าข่ายที่จะต้องอยู่ในเกณฑ์ของมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กิจการเหล่านี้มีอยู่ ๑๑ ประเภทด้วยกันนะครับ หลาย ๆ กิจการในนี้เป็นการดําเนินการของภาครัฐด้วยซ้ําไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การสร้างนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม โครงการระบบขนส่ง ทางอากาศ ท่าเทียบเรือ เขื่อนกักเก็บน้ําหรืออ่างเก็บน้ํา โรงไฟฟ้าพลังความร้อน อันนี้ คือประเภทของกิจการที่เข้าอยู่ในข่ายของมาตรา ๖๗ วรรคสอง คราวนี้มามาตรา ๖๔ วรรคสอง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เขียนคล้าย ๆ กัน แต่มีเพิ่มขึ้นมา แต่สิ่งที่ผมจะตั้ง ข้อสังเกตก็คือในวรรคสองนี้ประกอบด้วยประโยคอยู่ ๖ ประโยคนะครับ

ประโยคแรกบอกว่าการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อชุมชนอย่างรุนแรง ก็คือกิจการที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทํามิได้ ขึ้นต้นก็บอกกระทํามิได้ เว้นแต่ อันนี้พอเว้นแต่ ก็จะมีด่านอรหันต์อีก ๕ ด่านด้วยกัน แล้วสังเกตนะครับว่าด่านอรหันต์ทั้ง ๕ นี่นะครับ ก็จะมีสันทาน คําสันทานที่เชื่อมด่านอรหันต์ ทั้ง ๕ นี้ไว้ด้วยกัน สันทานที่ว่านี้ก็ได้แก่คําว่า และ ตลอดจน รวมทั้ง แล้วก็คําว่า และ อีกครั้งหนึ่ง อันนี้ด่านอรหันต์มีอะไรบ้าง

ด่านอรหันต์ก็มีเรื่องของการทําอีเอชไอเอ การประเมินผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน

มีเรื่องของเอสอีเอ อันนั้นด่านที่ ๒ ก็คือการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับ ยุทธศาสตร์ ซึ่งโดยหลักแล้วดําเนินการโดยภาครัฐ

ด่านที่ ๓ ก็คือจะต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งถ้าผมจําไม่ผิดในอีเอชไอเอก็มีอยู่

ด่านที่ ๔ จะต้องรับฟังความคิดเห็นขององค์กรอิสระ ผู้แทนองค์กรเอกชน ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ด่านที่ ๕ ก็คือจะต้องมีความเห็นของผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการ การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากร หรือสุขภาพ

ผมอยากจะเรียนว่าด่านทั้ง ๕ ด่าน จริง ๆ แล้วไม่ว่าภาคเอกชนหรือว่า ภาคราชการที่จะต้องทําโครงการเหล่านี้ ผมเรียนว่าเขาคงไม่ขัดข้องหรอกครับ เพียงแต่ว่า กระบวนการหลายอันมันค่อนข้างซ้ําซ้อน ผู้ประกอบการที่ให้ข้อมูลผมพูดถึงว่ากระบวนการ เฉพาะเรื่องของอีเอชไอเอตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เร็วคือ ๑ ปี ธรรมดาคือประมาณ ปีครึ่ง ถ้าช้าหน่อยก็ประมาณ ๒ ปี อันนั้นคืออีไอเอ คราวนี้พอเอชไอเอ เพิ่มขึ้นมานี่ เพิ่มขึ้นมาอีกปีหนึ่งก็เป็นประมาณ ๓ ปี ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ๓ ปีนี่ ตั้งแต่เริ่มคิดจนกระทั่ง ถึงเริ่มดําเนินโครงการได้มันเป็นเวลาที่ค่อนข้างนาน โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้สภาพเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงเร็วมาก รัฐบาลเราตั้งกระทรวง เปลี่ยนกระทรวงไอซีที (ICT) เป็นกระทรวง ดิจิตอลอีโคโนมี แล้วก็บอกว่าปัจจุบันประเทศไทยจะต้องมุ่งไปสู่ดิจิตอลอีโคโนมี ธุรกิจก็บอกว่า การทําธุรกิจนี่ ขออภัยที่ต้องโคด (Code) เป็นภาษาอังกฤษนะครับว่า บิสซิเนส แอท เดอะ สปีด ออฟ ธอท (Business at the speed of thought) ผมแปลเป็นไทยว่าธุรกิจที่ขับเคลื่อน ด้วยความไวเท่าความคิด แล้วก็มีการทําดัชนีเรื่อง อิส ออฟ ดูอิง บิสซิเนส (Is of doing business) ก็คือความง่ายในการทําธุรกิจ ผมเรียนว่าถ้ากระบวนการฝ่าด่านอรหันต์เป็นแบบนี้ เราคงจะตกทั้ง ๒ เรื่อง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนว่ากระบวนการเราไม่ได้ปฏิเสธนะครับ ๒-๓ ปี ถ้าเราย่นกระบวนการให้มันเหลือไม่เกิน ๑๘๐ วัน จะได้ไหม จะทําอย่างไร จะปฏิรูป ไหน ๆ ก็ปฏิรูปกันแล้วให้กระบวนการที่มันมีความซ้ําซ้อนที่มันเสียเวลาทําคู่ขนานกันไปได้ไหม มันจะได้จบลงภายในเวลาไม่เกิน ๑๘๐ วัน และหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็ควรจะได้ เข้ามาร่วม แล้วก็ไม่ต้องไปถามเขาซ้ําแล้วซ้ําอีกว่าเอาไหมโครงการนี้ ครั้งแรกเขาอาจจะบอกว่า โอเค ๆ ทําไป พอครั้งที่ ๒ ทําก็ทําสิ พอครั้งที่ ๓ ไปถามเขาอีกทีเขาบอกว่าไม่ต้องทําแล้ว ถามหลายที อันนี้มันก็เกิดขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้เราคงจะต้องมาพิจารณา กันใหม่ว่ากระบวนการเหล่านี้มันเป็นกระบวนการที่ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ หรือสภาพการทําโครงการในปัจจุบัน แม้กระทั่งเรื่องของที่เราบอกว่าเราจะทําให้ประชาชน หรือประเทศชาติมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ผมเรียนว่าเราพูดกันหลายครั้งเกี่ยวกับ เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ํา การแบ่งปันผลประโยชน์ การแบ่งปันความมั่งคั่ง ถ้ากติกา ถ้ากฎเกณฑ์ของเราเป็นอย่างนี้ผมเกรงว่ามันจะไม่มีความมั่งคั่งมาให้แบ่งปันกัน แล้วถ้าอย่างนี้ เราจะลดความเหลื่อมล้ําได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็เรียนฝากครับ ฝากท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญให้ช่วยพิจารณาประเด็นตรงนี้ ซึ่งก็เข้าใจว่า ผมก็ฟังอยู่ก็มีหลาย ๆ ท่าน ได้ให้ข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ไปแล้ว ก็ออกมาคล้าย ๆ กัน แล้วขณะเดียวกันก็มีข้อหนึ่งซึ่งท่าน สปช. ต้องขออภัยที่ต้องเอ่ยนามคือท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ท่านให้ข้อคิดไว้ดีนะครับว่าเรื่อง ของสิทธิประโยชน์หรือว่าผลประโยชน์ต้องดูของส่วนรวมนะครับ ไม่ใช่ดูผลประโยชน์ ของคนส่วนน้อย เราต้องรักษาสิทธิของคนส่วนน้อยถูกต้องครับ แต่ว่าเวลาเราตัดสินใจบน ผลประโยชน์ต้องเป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แล้วโครงการอย่างที่ว่าปกติแล้วภาครัฐ เป็นคนทําส่วนใหญ่ก็เป็นโครงการที่สร้างงาน สร้างความเจริญ สร้างรายได้ให้กับประเทศ ให้กับคนทุกคนในความเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าควรจะต้องมาทบทวนกันไหม สักนิดหนึ่งเพื่อที่ทําให้ข้อกําหนดในเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริง ขอขอบพระคุณครับ