สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

จุรี วิจิตรวาทการ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความคิดและค่านิยมของคนในสังคมไทย เธอพูดถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและหน้าที่ของพลเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการพิเศษชั่วคราวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

นางจุรี วิจิตรวาทการ

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉันจะพูดในเรื่องของที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึงแล้วคือเรื่องของพลเมือง ความเป็นพลเมือง แล้วก็บทบาทหน้าที่ความที่พลเมืองเป็นใหญ่ ก่อนอื่นดิฉันคิดว่าประเด็นที่กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้เสนอมามีข้อดีหลาย ๆ อย่าง มีความคิดที่ก้าวหน้า แล้วก็เป็นการมองภาพ ในอนาคต ข้อที่ดิฉันคิดว่าอาจจะกังวลนิดหนึ่งก็คือว่า มันหมายถึงว่าอะไร การที่เราสนับสนุน ให้พลเมืองมีบทบาท มีส่วนร่วมช่วยแก้ไขปัญหาสังคม เป็นเสาหลักของสังคม แต่ว่าเรามี ความพร้อมมากน้อยเพียงใดในสังคมไทยในขณะนี้ที่จะทําในเรื่องของหน้าที่คุณสมบัติต่าง ๆ ที่พูดถึง อย่างเช่น ต้องมีเคารพความเสมอภาคยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรม และอะไรอื่น ๆ อีกมากมาย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและคนทั่วไปในสังคมไทยก็ยังขาดจิตสํานึก ในเรื่องของความเป็นธรรม ในเรื่องของอะไรต่าง ๆ สิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่เราพูดถึง เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นน่าจะมีการรณรงค์หรือว่ามีประเด็นที่จะ ทําอย่างไรให้ปลูกฝังจิตสํานึกความคิดของการเป็นพลเมือง บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และสิ่งที่ควรจะทําของพลเมืองโดยทั่วไป ซึ่งมันคงไม่เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ปีหนึ่ง หรือไม่ สามารถจะเกิดขึ้นโดยการร่างในรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ดิฉันก็เห็นในมาตราหนึ่งที่ได้ พูดถึงเรื่องนี้ ในมาตราที่เขียนไว้ ถ้าจําไม่ผิดคือบอกว่า ไม่ใช่มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๔ ก็เป็น ข้อหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าดี แต่มีในมาตราหนึ่งที่บอกว่ารัฐมีหน้าที่ต้องจัดการศึกษาอบรม ส่งเสริมการจัดการศึกษา แล้วก็มีพูดถึงว่าศึกษาประเภทอื่นที่หลากหลายเพื่อให้มีศีลธรรม มีการพัฒนาจิตใจ และปัญญา อันนี้ไม่ได้ลงโดยเฉพาะในเรื่องของความเป็นพลเมือง แต่ในมาตรา ๒๖ ได้พูดถึงว่ารัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝังให้พลเมืองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อะไรต่าง ๆ มีค่านิยมประชาธิปไตย จัดให้มีการศึกษาอบรมในทุกระดับ ทุกประเภท ทุกกลุ่มอายุ ทีนี้ปัญหาคือว่าถ้าเราเขียนไว้อย่างนี้จะมีวิธีการไปดําเนินการได้อย่างไร โดยใคร โดยหน่วยงานไหน แล้วใครจะเป็นคนทํา เพราะนี่คือหัวใจของความสําเร็จและล้มเหลวของ การที่จะปลูกฝังสร้างพลเมืองไทยจริง ๆ ที่มีส่วนร่วม มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ตระหนัก ถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ให้เข้าใจถึง แยกแยะได้มีจิตสํานึกระหว่างตนเองและสังคม ซึ่งปัญหาทั้งหลายในสังคมไทยตั้งเยอะที่เราพูดถึงมันก็มาจากพื้นฐานรากเหง้าของปัญหา คือคนขาดคุณธรรม จริยธรรม ดิฉันคิดว่านี่คือหัวใจที่สําคัญมาก ๆ เพราะฉะนั้นเราคง ไม่อาจจะหวังพึ่งให้มาตราในรัฐธรรมนูญสามารถจะเกิดประสิทธิภาพขึ้นมาได้โดยให้ คนเปลี่ยนไป ต่อให้เรามีสมัชชาพลเมือง เรามีสมัชชาตรวจสอบ ให้ประชาชนตรวจสอบ แล้วใครจะไปตรวจสอบประชาชนที่ตรวจสอบคนอื่น ประชาชนกันเองก็มีความแตกต่าง หลากหลาย มีผลประโยชน์อยู่ในวังวนของระบบอุปถัมภ์ มีความเห็นแก่ตัวมีอะไรหลายอย่าง ถึงเวลาที่เราต้องปฏิรูปโดยการที่จะเปลี่ยนระบบความคิดของคน ค่านิยมของคน ในสังคมไทยอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นอันนี้ดิฉันก็ขอฝากไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อ ที่บอกว่าให้พลเมืองเป็นใหญ่ ก็มีความกังวลว่าเราจะมาเปลี่ยนความเป็นใหญ่ของภาครัฐ หรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักการเมืองเป็นใหญ่มาเป็นพลเมืองเป็นใหญ่ มันก็ไม่ได้มีอะไรที่จะ แก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง เป็นไปได้ไหมที่ไม่ใช้คําว่า เป็นใหญ่ เพราะเมื่อกี้คุณประสารบอกว่า ท่านพุทธทาสภิกขุบอกว่าผลประโยชน์ของพลเมืองเป็นใหญ่ ของประชาชนเป็นใหญ่ ดิฉันเห็นว่า อันนั้นน่าจะดีกว่า แทนที่บอกว่าให้พลเมืองเป็นใหญ่ เพราะว่าเราอาจจะเกิดความรู้สึกของคน ในสังคมที่แย่งกันเข้าไปสู่ในตําแหน่งต่าง ๆ ที่เราจะเปิดโอกาสให้เข้าไปสู่ได้แล้วก็ไปสร้าง ปัญหาอีกระดับหนึ่ง อีกประเภทหนึ่งให้กับสังคม ถ้าเราไม่มีการปรับเปลี่ยนความคิดทิศทาง ต่าง ๆ ที่ว่าถึงนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นการสร้างระเบิดเวลาหรือไม่ แล้วอันที่จริงแล้วประเด็นของ หน้าที่ของพลเมือง บทบาทหน้าที่ต่าง ๆ เราก็เคยพูดมาแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ถึงแม้จะไม่ได้ชัดเจนเท่ากับฉบับนี้ แต่ว่าเคยมีมาแล้วแต่มันก็ไม่ได้เกิดผล อย่างจริงจัง

ทีนี้มาอีกประเด็นหนึ่งในหน้าที่และสิทธิประโยชน์ที่พลเมืองควรจะได้รับ ในหลายข้อ ดิฉันก็มีความรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างจากของบุคคลที่อยู่ในสังคมมากนัก อย่างเช่น หน้าที่ที่ควรจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม เป็นธรรม บริการสาธารณสุข บริการสาธารณะ หรือว่าอะไรอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้บุคคลที่อยู่ที่นี่เขาควรจะได้รับเช่นเดียวกันตามหลักของ สิทธิมนุษยชนที่เราพูดถึง เพราะฉะนั้นไม่ทราบว่าการระบุให้ชัดเจนขึ้นจะทําให้ไม่สับสนหรือไม่ บุคคลทั่วไปที่เป็นใครก็ได้ในประเทศเราได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา แต่เขาก็ควรจะได้รับการคุ้มครองอย่างอื่น ถ้าเขาทํางานที่นี่ เขาควรจะได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมด้วย อันนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ทราบว่าการแยกมาอยู่ ในหมวดของแค่พลเมืองเป็นการตัดสิทธิคนอื่นหรือไม่ที่ไม่ใช่เป็นคนพลเมืองไทย อันนี้ ก็เป็นประเด็นที่ขอฝากถามไว้ด้วยนะคะ

ทีนี้ในส่วนของมาตรา ๓๔ ดิฉันก็มีความรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ นะคะ เพราะว่าในมาตรา ๓๔ นั้นเราได้พูดถึงความเป็นธรรมให้กับทุกคนในสังคม ดิฉันคิดว่าเป็นอะไร ที่ก้าวหน้า แล้วก็เป็นอะไรที่เห็นแม้กระทั่งสื่อต่างประเทศก็ได้ชื่นชมและชมมิตินี้ว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าให้สิทธิกับคนที่มีความหลากหลายในรูปแบบต่าง ๆ ทีนี้ โดยเฉพาะในวรรคสุดท้ายที่พูดว่ามาตรการที่รัฐกําหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริม ให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม ดิฉันคิดว่าข้อนี้ตรงกับของอนุสัญญาซีดอร์ (CEDAW) ที่มี การพยายามอธิบายถึงมาตรการพิเศษชั่วคราวว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ประเทศไทยเราก็เคยใช้มาแล้วเป็นเวลาหลายปี เราเคยใช้กับการที่จะมีโควตาพิเศษให้กับ นักเรียนที่มาจากภูมิภาคเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในภูมิภาค นักกีฬาบางครั้งที่อาจจะคะแนน ไม่ถึงแต่ให้โอกาสเขาได้เข้าเรียนเป็นต้น เพราะฉะนั้นในภาวะที่มีความเหลื่อมล้ํามาก ๆ หรือว่ามีช่องว่างมากทางสังคมบางครั้งมาตรการพิเศษชั่วคราวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ํา อันนั้นได้ ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นความก้าวหน้า ถ้ามีการขอโดยประชาชนหรือกลุ่มองค์กรสตรี หรือว่าองค์กรอื่น ๆ ที่จะขออ้างมาตราข้อนี้เพื่อให้ขจัด เพื่อให้สิทธิพิเศษบางอย่างก็อาจจะ ขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วย เพราะว่าจริง ๆ แล้วในระดับสากล เขามีการใช้กันบ่อยเพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ําที่มีอยู่นะคะ ดิฉันว่าความก้าวหน้าอันนี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แล้วก็เป็นการที่ทําให้เรามีศักดิ์ศรีในเวทีสากล ให้เห็นว่าประเทศไทยนั้น ได้คํานึงถึงความแตกต่างหลากหลายของคนในประเทศ และให้โอกาสคนที่ยังขาดโอกาส ให้เข้าถึงโอกาสได้เต็มที่ ขอบคุณค่ะ