เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยสังเกตว่า 90% ของการนำเสนอเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการชม และเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่ามาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญนั้นไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนในมาตรา 34 นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการปฏิรูป กสทช. การจัดสรรคลื่นความถี่อย่างมีความมั่นคงของรัฐ มาตรา 50, 53 และ 56 ของรัฐธรรมนูญ และการถอนสัญชาติของผู้ที่ไม่ได้สัญชาติไทยมาโดยการเกิด
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คนที่ขึ้นมาพูดผมสังเกตดูตั้งแต่เช้ามักจะต้องชมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ชมครับ ขึ้นต้นด้วยการชม ผมขออนุญาตชมไปด้วยเลยก็แล้วกันเหมือนที่ เขาพูด ๙๐ เปอร์เซ็นต์นั้นนะครับ ฉะนั้นเมื่อผมมีเวลาน้อยที่เหลือผมจะมีข้อสังเกตเพื่อให้ ท่านลองไปพิจารณาว่าท่านควรจะแก้ไขปรับปรุงหรือไม่ เพราะว่าผมได้ชมไปแล้วเมื่อสักครู่ เหมือนกับคนอื่นทุกประการ ๙๐ เปอร์เซ็นต์
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าจะต่อจากอาจารย์จุรีโดยที่ไม่ได้นัดหมาย เพราะเห็น อาจารย์จุรีพูดประเด็นนี้ก็อยากจะหยิบขึ้นมา ผมก็เรียงใหม่ในสมองผม อาจารย์จุรีชมว่า มาตรา ๓๔ ได้รับการขานรับและชมมาก นานาประเทศก็ชม เพราะได้วางหลักประกัน ความเสมอภาคโดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความแตกต่างเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา แล้วก็ว่าไป แต่อยากจะถามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าช่วยดูมาตรา ๔๕ ของท่าน นิดหนึ่งเถอะครับ เราจะต้องปรับปรุงไหม เพราะมาตรา ๔๕ บัญญัติไว้ว่าผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย จะมีสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมเพียงใดให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติหรือ ตามที่รัฐจัดให้ ทําให้น่าคิดครับว่าบทบัญญัตินี้จะขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนในมาตรา ๓๔ หรือเปล่า ฝากท่านคิดเท่านั้นละครับ เพราะว่ามันมีถ้อยคําอะไรที่อาจจะขัดกันอยู่ นั่นเป็น ประเด็นแรกนะครับ
ประเด็นที่ ๒ อยากจะให้ท่านดูมาตรา ๔๘ พูดเรื่องสื่อ ผมดีใจมากที่ กรรมาธิการได้พยายามอุดช่องโหว่ของมาตรา ๔๘ ที่เดิมนี่ พอดีผมก็เอาร่างฉบับสมัยที่พวก ผมทํากันอยู่เมื่อปี ๒๕๕๐ สีเหลือง ๆ นี้นะครับ ตอนนั้นเราเรียกว่ามาตรา ๔๕ มันมีปัญหา จริงแล้วท่านก็พยายามอุดช่องโหว่ ก็คือว่ามาตรา ๔๘ เป็นเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน เท่ากับว่าเรากําลังคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ของประชาชนและแทบทุกตัวหนังสือก็ดี ทุกอย่างหมดเลย มาถึงวรรคสุดท้ายของเมื่อปี ๒๕๕๐ บอกว่าการให้เงินหรือทรัพย์สินอื่น เพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ เราก็มีมือดี ไปตีความว่านั่นเป็นการอุดหนุน เพราะฉะนั้นซื้อโฆษณามันเสียเลย ก็จัดแจงให้กระทรวง ทบวง กรม เอางบมารวมกันซื้อโฆษณามติชน ซื้อโฆษณาอันโน้น อันนี้ จนกระทั่งสื่อเราก็ กลับกลายกันไปเยอะแยะ เที่ยวนี้ท่านก็กรุณาไปเติมในวรรคสุดท้ายเปลี่ยนจากปี ๒๕๕๐ ท่านเปลี่ยนเป็นว่ารัฐจะให้เงิน ทีนี้ให้ชัดขึ้น รัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือสิทธิประโยชน์ อื่นใดเพื่ออุดหนุนกิจการสื่อมวลชนของเอกชนมิได้ การซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจาก สื่อมวลชนโดยรัฐ จะกระทําได้ก็แต่เฉพาะโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่กําหนดขึ้นเพื่อการนั้น แต่ผมคิดว่าท่านยังพลาดนิดเดียว ที่พูดนี่ช่วยคิดนะครับ ตอนบอกว่า แต่โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อการนั้น ระวังจะมีคนไปตีความต่อว่าโดยบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเพื่อการนั้น ดังนั้นเขาก็บอกว่าเขาก็ซื้อโฆษณาได้ตามพระราชบัญญัติสวัสดิการสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้า ก็โดยการนั้น อย่างไรครับ ตามกฎหมายโดยการนั้น ถ้อยคํามันทําให้คนไปบิดได้ต่ออีก ผมอยากจะเสนอแนะ ตรงนี้นะครับท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าในหลักการแล้วเรา คงห้ามไม่ให้รัฐโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์คงไม่ได้ แต่ให้เขาเปิดเผยการซื้อสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ต้องเปิดเผยและมีแมกซิมัม (Maximum) หรือมีแคพ (Cap) หรือมียอดสูงสุด ของแต่ละรายจะต้องเท่าไรและโดยเปิดเผย ผมว่าใส่ไปอย่างนั้นเสียเลย พอท่านเตะไปว่าจะมี กฎหมายลูกตามมา แล้วก็ระวังจะเจอมือดีตีความอย่างที่ผมพยายามดูว่ามันจะมีช่องว่างไหม อันนี้ก็ฝากไว้คิดเท่านั้นเองครับ นั่นเป็นเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ คือมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๐ ของท่านผมเคยเจอปัญหานี้ พี่มานิจ คงจะจําได้ว่าในสภาแห่งนี้มาตรา ๕๐ สมัยก่อนนี้บอกว่าให้มี กสท. และ กทช. ผมนี่เป็น ตัวตั้งตัวตีบอกว่าอยากจะล้มมันทั้งคู่เลย เพราะมันมีปัญหาจําได้ใช่ไหมครับ ก็เลยเสนอว่า ให้มี องค์กรหนึ่ง หนึ่งเดียวก็เท่ากับว่าเอาสิที่มันมีของเก่าบอกว่ามี ๒ องค์กรก็ต้องเลิก ก็จัดตั้งใหม่คือ กสทช. แล้วมันก็มีปัญหาอีก พอมีหนึ่งเดียวนึกว่าจะแก้ปัญหาได้กลายเป็น หนึ่งเดียวไปแยกเป็น ๒ องค์กรแล้วก็ใช้เงินอีลุ่ยฉุยแฉก งานการไม่ค่อยได้ทําอะไรที่เป็นเรื่อง เป็นราว ไม่อยากพูดมากเรื่องนั้น ถามว่าตอนนี้หน้าที่ของท่านแล้วละครับจะแก้ตรงนี้อย่างไร กสทช. ผมดูจากที่ท่านเขียนนี่นะครับ มันยังไม่ได้แก้ให้เลย มันจะทําอย่างไรตรงนี้ ท่านก็บอกว่าให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ก็เหมือนเก่า ไปต่อท้ายเรื่องเงื่อนไขต้องคํานึงถึงความมั่นคงของรัฐอะไรต่อมิอะไร ก็เลย ถูกคนเขาตีความว่าเท่ากับว่าไปลดความเป็นอิสระจากเขาหรือเปล่า ท่านก็ได้ยินมาแล้ว แต่ผมพูดตรง ๆ นะครับว่า กสทช. ถึงเวลาต้องปฏิรูป ท่านปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ มากมายมหาศาล ผลประโยชน์ ผลประโยชน์ที่กิจการนี้ได้รับมากมายมหาศาล ตกลงจะทําอย่างไรก็ต้องปฏิรูป กันตรงนี้ ฝากท่านไปคิดตรงนี้ด้วยก็แล้วกัน ก็มาถึงวรรคท้าย ๆ ที่ในมาตรา ๕๐ อีกประเด็นหนึ่ง เสียดายคุณกอบศักดิ์ไม่อยู่ตรงนี้ คุณกอบศักดิ์เป็นนักเศรษฐศาสตร์น่าจะอธิบายได้ดี อาจารย์มีชัยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ช่วยผมอธิบายด้วยก็แล้วกัน ในวรรคก่อนสุดท้ายท่านมี เจตนาดีอยากจะเห็นบริการทั่วถึง มีมาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้และให้ประชาชน โดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดมากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว ถ้าอ่านไปนี้มันตีความได้ ๒ นัย นัยที่ ๑ ท่านบอกว่าอย่าไปประมูลเลย ใช้ประกวดดู คุณสมบัติ อย่าเอาไปประมูลว่าใครจะให้รายได้กับรัฐสูงสุดให้รายนั้น ถ้าคนทั่วไปฟังดูดี ได้คุณสมบัติ แต่นักเศรษฐศาสตร์จะเข้าใจประเด็นนี้ดีว่าในระบบทุนนิยมโดยเฉพาะระบบ ตลาดทุนนิยมต้องการกําไรสูงสุด มันไม่เกี่ยวเลยกับการที่เขาต้องจ่ายค่าสัมปทานใช้คลื่น กับรัฐมากน้อยแค่ไหน เขาจะขายแพงที่สุดในจุดที่เขาได้กําไรสูงสุด ยิ่งไปลดราคาให้กับเขา เขายิ่งชอบ พูดตรง ๆ เลย ทีวีเมืองไทยช่อง ๗ จ่ายค่าสัมปทานนิดเดียวถามว่าเขา ขายโฆษณาถูกไหม เขาก็ขายแพง ช่อง ๓ ก็จ่ายไม่มาก เขาก็ขายแพง ตอนนั้นไอทีวี (ITV) จ่ายค่าสัมปทานแพงเลย แต่ขายแพงได้ไหม ขายไม่ได้ มันไม่เกี่ยวกับการที่เขาต้องจ่าย สัมปทานมากหรือน้อยอย่างไร ขณะเดียวกันท่านไปดูส้วมที่ตลาดนัดจตุจักร คนนี้ไปประมูล มาไม่เท่าไร แต่วันวันหนึ่งถ้าคนเยอะ ๆ เก็บได้ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ลองคิดดูสิครับ เขาไปลดไหมจาก ๓ บาทที่เขาเก็บจากคนทั่วไป ประมูลจ่ายนิดเดียวให้สัมปทาน เรื่องอะไร ไปลด เมื่อคนมันปวดเขาก็เก็บ ๓ บาทเหมือนเดิม ตกลงตรงนี้ไม่ช่วยครับ ลองกลับไป คิดดูใหม่ ผมพยายามตีความอีกด้านหนึ่งก็ดีนะครับ พอไปได้แต่กลัวคนจะบิดตีความอย่างที่ ผมคิดเมื่อสักครู่นี้ จริง ๆ แล้วท่านต้องกําหนดไว้ก่อนเลย ถ้าจะให้เขาเก็บอัตราโทรคมนาคม นาทีละ ๕๐ สตางค์สมมุติ จะเอาคุณภาพอย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งเงื่อนไขก่อนประมูล แล้วทุกคน โดนเงื่อนไขเดียวกัน แล้วทุกคนประมูลให้รัฐสูงสุดอย่างนี้เวิร์ก (Work) แต่ถ้าท่านไปบอกว่า โอเค เราเก็บคุณถูก ๆ แล้วคุณแข่งกัน ใครจะมีคุณภาพดีราคาถูก ท่านจะโดนเขาฮั้วกัน ก็ฝากไว้ดูก็แล้วกัน ท่านรู้จักทีวีดิจิทัล (TV Digital) ใช่ไหมครับ พวกเราในห้องนี้ก็มีคนทํา ทีวีดิจิทัลอยู่ จ่ายค่าสัมปทานแพง ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไปเก็บแพงได้นะครับ เขาจะไป ไม่รอดกันเป็นแถบ ก็ไม่ได้หมายความว่าพอจ่ายสัมปทานแพงจะไปเก็บแพง เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ช่วยกรุณาพิจารณานิดหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมือดี ๆ อยู่ในกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยพิจารณาประเด็นนี้สักนิดหนึ่งนะครับ ลองอ่านบทความของดอกเตอร์ สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ประเด็นนี้ก็เป็นห่วงกันอยู่นะครับ นั่นเป็น อีกประการหนึ่ง ประการถัดไปก็คือมาตรา ๕๓ ท่านประธานครับ ช่วยตอบคําถามผมนิดเดียว ผมบอกแล้ว ผมเชียร์ท่าน ๙๐ เปอร์เซ็นต์มันก็ต้องมีบ้างนะครับที่ต้องถาม มาตรา ๕๓ บอกพลเมือง มีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่บอกการจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้เว้นแต่อาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุม ในที่สาธารณะและเพียงเท่าที่จําเป็น ถามท่านนิดเดียว ถ้าท่านจะชุมนุมไม่ใช้ที่สาธารณะ แล้วจะไปใช้ที่ไหนครับ ถ้าบอกว่าจะจํากัดได้ก็จํากัดการชุมนุมในที่สาธารณะ ตกลงถ้าไป จํากัดการชุมนุมในที่สาธารณะมันก็จบ เงื่อนไขอันนี้มันเป็นเงื่อนไขที่ไปดีฟีท (Defeat) ตัวมันเองหรือเปล่าว่าตอนแรกที่บอกว่ามีเสรีภาพในการแสดงออก ที่ชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธทําได้ แต่บอกว่าจํากัดได้ในที่สาธารณะ มันจบแล้ว มันไม่ต้องชุมนุมแล้ว ในฐานะที่ผมชุมนุมมาตั้งแต่เด็ก หลายต่อหลายครั้ง พอเจอคํานี้แล้วก็รู้สึกว่าแล้วเรา จะไปชุมนุมบ้านใครถ้าอย่างนั้น ท่านช่วยไปพิจารณานิดหนึ่งก็แล้วกันในประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ถัดไปคือมาตรา ๕๖ อาจารย์ไพศาลได้พูดไว้นิดหนึ่ง แต่เขาหยิบคําคํานั้น แต่ว่าเขาไปเล่นอีกประเด็นหนึ่ง มาตรา ๕๖ บอกว่าวิชาชีพมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ แต่จะต้องไม่ก่อให้เกิดการผูกขาดเกินความจําเป็น ใส่ไปทําไมครับเกินความจําเป็นนี้ มันเลย กลายเป็นว่าถ้าผูกขาดบ้างได้ใช่ครับ รัฐธรรมนูญมันก็ต้องเขียนให้มันชัดไปเลยว่าเราส่งเสริม ให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม และมาตรานี้ไปดูของเก่าเถอะครับ มันมีถ้อยคําเรื่องการแข่งขัน อย่างเป็นธรรม แล้วไปตัดออก แล้วไปใส่ว่าก่อให้เกิดการผูกขาดเกินความจําเป็น ผมขอตัด คําว่า เกินความจําเป็น ได้ไหมครับ คือเรานี้ให้เสรีภาพแต่จะต้องไม่ก่อให้เกิดการผูกขาด พอแล้ว พอบอกเกินความจําเป็น โอ้โห ศรีธนญชัยบ้านเราเยอะนะครับ เขาบอกว่า ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ไปตีความกันนะครับ เกินความจําเป็นไหม จะขอผูกขาดสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ได้ไหม ตลาด ก็จะมีปัญหาเรื่องมาร์เก็ต แชร์ (Market Share) ก็จะไปแล้วครับทีนี้ พระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ วันก่อนเราก็พูดกัน เรื่องพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าในที่นี้ ก็ฝากไว้ดูในประเด็นนั้นด้วยก็แล้วกัน
ประเด็นถัดไปครับ คุณสารีพูดไปนิดหนึ่ง ผมเรียนว่าผมเห็นด้วยคือมาตรา ๖๐ ท่านลําดับเรื่องดีมากเลยมาตรา ๖๐ ผมก็ชม แต่ขอเติมคําเดียว ให้องค์การคุ้มครองผู้บริโภค มีสิทธิหรือมีอํานาจในการฟ้องแทนผู้บริโภคได้ ท่านครับ ผู้บริโภคแต่ละคนมันเก็บแต่ว่า มันไม่คุ้มเลยที่แต่ละคนจะไปฟ้อง ตกลงมันต้องมีคนที่ฟ้องในกรณีเพื่อประโยชน์ของ สาธารณะในวงกว้าง ผมเชื่อว่าท่านเขียนได้ตรงนี้ ให้เขาช่วยทําหน้าที่ อย่างอื่นท่านดีแล้วครับ ในมาตรา ๖๐ จริง ๆ อยากจะพูดให้ประชาชนที่บ้านที่ฟังรู้เรื่องด้วยแต่มันไม่มีเวลาว่า ต้องทําวิจัย เผยแพร่ข้อมูลให้ผู้บริโภคได้รู้ทันผู้ที่เอาเปรียบผู้บริโภคทั้งหลาย เขียนดีหมดแล้ว เติมตรงนี้สักนิดหนึ่งก็จะสุดยอดนะครับ
ก็มาถึงประเด็นสุดท้ายครับ คือมาตรา ๔๗ ผมเกรงใจท่านประธานนะครับ เพราะว่ากติกาให้พูดทีเดียว เมื่อพูดทีเดียวผมก็พยายามจะลุยให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ มาตรา ๔๗ วรรคสาม กําหนดห้ามถอนสัญชาติของพลเมืองที่ไม่ได้สัญชาติไทยมาโดยการเกิด หากเป็นการฝ่าฝืนความสมัครใจของบุคคลนั้นและจะทําให้บุคคลนั้นเป็นคนไร้สัญชาติ ดูดีครับ ฝากคิดนิดเดียวว่าอาจจะเกิดปัญหาในเรื่องของการรักษาความมั่นคงได้ไหม มันมี ศรีธนญชัยเหมือนกัน คือมีผู้อาศัยช่องนี้ขอสัญชาติไทยแล้วสละสัญชาติอื่นหมดเลย ตกลงตัวเองมีแต่สัญชาติไทยสัญชาติเดียว ไปไหนไม่ได้ เป็นคนไร้สัญชาติทันทีถ้าเราไม่ให้ สัญชาติ แล้วถ้าพวกนี้มาทําจารกรรมในประเทศไทย ผมอาจจะคิดมากไปนะครับ แต่ถามว่า เป็นไปได้ไหม เพราะท่านบอกว่าทําไม่ได้รัฐธรรมนูญคุ้มครองเลยถ้าเขาจะกลายเป็นบุคคล ไร้สัญชาติ เพราะเขาสละไปหมดแล้วนี่ครับสัญชาติเก่าและเขาก็ไม่สมัครใจ เพราะท่านไป เขียนล็อกไว้ตรงนี้ในมาตรา ๔๗ มันจะขัดกันเองในมาตราอื่นที่เราพูดกันมาเมื่อสักครู่ด้วยหรือไม่ ขอบพระคุณครับ