สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

สุชาติ นวกวงษ์ แถลงว่าตนเองมีความเชื่อและปฏิบัติตามความเชื่อ แต่ไม่ทราบว่ามีเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือไม่ และยังถามถึงสิทธิในการเดินทาง เลือกที่อยู่ และสิทธิในด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลแจ้งให้ประชาชนรู้ตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบของโครงการของรัฐบาล

รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ครับ ผมรอคอยรัฐธรรมนูญมา ๕ เดือน วันนี้ได้รับร่างแรก แล้วก็รับทราบว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็คือสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอยู่ ๓ บท มี ๔ ภาค แล้วก็มี ๓๑๕ มาตรา มีคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ เพื่ออนาคต ผมก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๖ ผมจะอภิปรายนะครับ ท่านประธาน ภาค ๑ หมวด ๒ เรื่องของประชาชนครับท่านประธาน

ในมาตรา ๒๖ เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับการยกระดับขึ้นเป็นพลเมือง เมื่อยก ให้ผมเป็นพลเมืองผมก็จะยอมเป็น แต่ว่าผมก็ขอเรียนให้ท่านที่ยกผมให้เป็นพลเมืองนั้น บอกประชาชนข้างนอกด้วยว่าพวกเขาก็เป็นพลเมืองเหมือนกัน

มาตรา ๗ ต่อไปผมจะพูดในฐานะผมเป็นพลเมือง เพราะว่าผมมีหน้าที่ต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๔

ข้อ ๑ ป้องกันประเทศ ผมเป็นผู้ชายก็ต้องป้องกันประเทศ เผอิญผมอายุ ๖๐ กว่าปี แล้วก็เลยไม่ต้องป้องกันครับ ตอนนี้ให้น้อง ๆ ป้องกัน แต่ผมป้องกันโดยวิธีอื่น ในข้อ ๕ บอกว่า ให้พลเมืองช่วยเหลือทางราชการ แล้วก็รวมทั้งสงวนและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คําว่า รักษา ในฐานะผมเป็นพลเมือง ผมจะขอให้เปลี่ยนเป็นคําว่า อนุรักษ์ ได้ไหม

มาตรา ๒๘ ท่านประธานครับ พลเมืองจํานวนหนึ่งถูกเลือกให้ไปเป็น เป็นอะไรครับ เป็นสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เป็นสมัชชาพลเมือง เป็นองค์กรตรวจสอบ ภาคประชาชน หรือว่าเป็นอะไรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญครับ ผมในฐานะพลเมืองก็อาจจะถูกเลือก ให้ไปทําหน้าที่ดังข้างต้นก็ได้ แต่ผมจะทําหน้าที่ได้ขนาดไหนท่านประธานครับ ผมจะ ทําหน้าที่ได้อย่างไร ใครจะอธิบายให้พลเมืองอย่างผมเข้าใจนะครับ

มาตรา ๓๓ บอกว่าให้เสรีภาพผม ผมก็ขอขอบคุณครับ อย่าจํากัดสิทธิ เสรีภาพของผมก็แล้วกันนะครับ

มาตรา ๔๑ ให้เสรีภาพผมที่เป็นพลเมืองในการนับถือศาสนาหรือว่าปฏิบัติ พิธีกรรมตามความเชื่อของผมที่ไม่ขัดกับความสงบเรียบร้อยของสังคมนะครับ กรณีอย่างนี้ ผมยกตัวอย่างผมมีความเชื่อ ผมตั้งนิกาย ผมตั้งความเชื่อผม ชื่อว่า ธรรมสุชาติ ธรรมสุชาติ แล้วผมก็ปฏิบัติตามความเชื่อของผม มีคนมาเลื่อมใสผมมากมายเลยครับท่านประธาน ผมก็อ้างว่าผมทําตามหลักการของพระพุทธศาสนา กรณีอย่างนี้ผมมีเสรีภาพจริงหรือ ใครอธิบายผมล่ะครับ แล้วผมทําผิดหรือเปล่าครับ

มาตรา ๔๗ บอกว่าผมในฐานะพลเมืองมีเสรีภาพในการเดินทาง เลือกถิ่นที่อยู่ แต่วรรคสองของมาตรานี้ก็มาบอกผมว่าจะถอนสัญชาติไทย แล้วก็บอกว่าโดยการเกิดทํามิได้ ผมก็เลยอยากจะถามว่าที่ผมมีเสรีภาพในการเดินทางไปไหน ไปไหน เลือกที่อยู่ได้แล้ว มันมาเกี่ยวอะไรกับถอนสัญชาติผม มันอยู่มาตราเดียวกันนี้นะครับ แล้วผมถามต่อไปว่ากรณี คนสัญชาติบ้านข้าง ๆ ผม ข้าง ๆ ประเทศผมนี่ครับเข้ามาอยู่ในประเทศผมแล้วก็ท้อง แล้วก็ไปคลอดที่โรงพยาบาลในประเทศไทย ผมก็อยากจะถามว่าเด็กคนนี้ได้สัญชาติไทยไหม แล้วรัฐธรรมนูญฉบับพลเมืองรับรองสิทธิความเป็นพลเมืองของเด็กที่คลอดจากโรงพยาบาลนี้ หรือเปล่า แล้วประเทศไทยของผมจะมีคนสัญชาติแบบนี้มากมายอีกขนาดไหนครับ ในอนาคตข้างหน้า

มาตรา ๕๗ รัฐธรรมนูญบอกว่าพลเมืองอย่างผมต้องได้ค่าจ้างอย่างเป็นธรรม กรณีที่ผมเป็นคนทํางาน เป็นลูกจ้าง ผมก็อยากจะถามต่อว่าคนที่ทํางานอิสระ ขายของ หรือทํางานอิสระนี้นะครับ รัฐจะทําการประกันสังคมให้พลเมืองแบบนี้หรือเปล่า หรือว่า ให้เขาไปใช้บัตรทอง สปสช. อย่างเดียว รัฐทําอย่างอื่นได้หรือเปล่าครับ พลเมืองอย่างผม ก็ถามต่อนะครับ

มาตรา ๕๘ พลเมืองอย่างผมมีสิทธิในด้านสาธารณสุขที่จะได้รับบริการจากรัฐ แล้วผมไปใช้บริการจากเอกชนรัฐบาลจะช่วยผมไหมครับ ผมก็สงสัยนะครับ เพราะว่าผม เป็นประชาชนนะครับ

แล้วในมาตรา ๘๖ ในภาค ๒ เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบอกว่า รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับการสาธารณสุขที่เหมาะสม ผมก็ยังไม่รู้ว่าเหมาะสมอย่างผมนี้ นั่นเป็นแบบไหน

มาตรา ๖๔ ท่านประธานครับ บอกว่าพลเมืองอย่างผมจะได้รับรองสิทธิ ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น แปลว่าการกระทําอะไรก็ตามที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงนี้นะครับ ต้องทําเรื่องของ การประเมินผลกระทบ อีเอชเอ (EHA) อีไอเอ หรือแม้กระทั่งของ เอชอีเอ (HEA) นี่ครับ ให้ผมที่เป็นพลเมืองได้ทราบด้วยนะครับ แล้วผมก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นทําไมรัฐบาล ไม่ไปบอกประชาชนตั้งแต่เริ่มต้นเลยล่ะครับบอกว่ารัฐบาลอยากจะทําอย่างนี้ที่จังหวัดกระบี่นะ รัฐบาลอยากจะทําอย่างนี้ที่จังหวัดนครสวรรค์นะ ถ้าหากว่าประชาชนอย่างผม พลเมืองอย่างผม รับรู้ตั้งแต่ต้นผมอาจจะให้ทําเลยก็ได้โดยไม่ต้องไปทํารายงานผลกระทบก็ได้ครับ ท่านประธานครับ พลเมืองอย่างผมก็คิดได้นะครับ แล้วถ้าหากว่ายังเขียนไม่หมดนะครับ ก็ไปเขียนในบทเฉพาะกาลก็ได้ท่านประธานครับ พลเมืองอย่างผมก็ยอมให้เขียนนะครับ ไม่ใช่ว่าอยากจะให้ เพราะถ้าหากว่าทําแบบนี้ได้นะครับ บางทีคนที่เรียกว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม อย่างเช่นองค์กร ภาคเอกชนก็อาจจะไปร่วมกับประชาชนในระดับล่างเลยบอกว่าช่วยกันทํางานนะ อย่างนี้ เป็นต้น เพื่อที่จะหาคําตอบ เพราะฉะนั้นจะได้ไม่ต้องมีการสับสนในแง่ของข้อมูลกัน อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เรื่องของพลเมืองอย่างผมมันโยงไปถึงภาค ๒ หมวด ๒ เรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ผมก็คิดว่าผมพูดมาวันนี้ก็มาหลายนาทีแล้ว ผมจะ สงวนเวลาไว้สําหรับพูดพรุ่งนี้ เพราะว่าเวลาของพลเมืองอย่างผมมีน้อย ขอพูดแค่นี้ก่อนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ