สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

วีระศักดิ์ ภูครองหิน หารือเรื่องการบัญญัติศัพท์ "ความเป็นพลเมือง" และเสนอแนะการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะเรื่องมาตรา 63 ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชน และเสนอแนะให้ใช้คำว่า "กลุ่มบ้าน" แทนคำว่า "ชุมชน" เพื่อให้ความชัดเจน นอกจากนี้ยังเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนเกี่ยวกับสภาตรวจสอบและมาตรา 71 ที่กำหนดให้มีสภาตรวจสอบในแต่ละจังหวัด

นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ทุกท่านครับ กระผม วีระศักดิ์ ภูครองหิน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดกาฬสินธุ์ครับ ในหมวด ๒ ประชาชน ซึ่งกระผมได้ยื่นไว้ ในบางประเด็นก็จะซ้ํากับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามครับ สิ่งที่อยากจะนําเสนอเพิ่มเติม แล้วก็ฝากเป็นข้อสังเกตโดยเฉพาะ สิ่งที่ผมได้เคยนําเสนอในสภาแห่งนี้แล้วครั้งหนึ่งก็คือการไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่าเป็นสิทธิ หรือหน้าที่ เพื่อความต่อเนื่องผมก็เคยอ้างเหตุผลว่าน่าจะกําหนดให้เป็นหน้าที่ก่อน แล้วก็ ถ้าดูจากมาตรา ๒๗ ให้ดี ๆ แล้วนะครับ ใน (๔) ซึ่งบอกว่าพลเมืองมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๔) ใช้สิทธิทางการเมือง ซึ่งก็น่าจะหมายถึงการไปลงคะแนนใช่ไหมครับ รวมทั้งการไปออกเสียง ประชามติด้วย นั่นก็คงเป็นสิ่งที่พอที่จะไปอธิบายพี่น้องประชาชนให้เกิดความต่อเนื่องได้ครับ ก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ โดยเฉพาะการบัญญัติศัพท์คําว่า ความเป็นพลเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวกระผมก็อยากจะเห็น อยากจะให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพราะว่าเมื่ออ่านดูแต่ละมาตราแล้วก็จะเห็นได้ว่าถ้ามีการดําเนินการเช่นนี้ โดยมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วก็น่าที่จะเป็นช่องทางหนึ่งในการที่จะสามารถแก้ไข ปัญหาในอดีตได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ในมาตรา ๔๑ เป็นข้อความที่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตนะครับที่บอกว่า บุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา ตัวกระผมเองคุ้นชินกับคําว่า นับถือศาสนา แล้วก็มองว่าคําว่า ถือ นั้นถือแล้ววางง่ายนะครับ แต่ถ้านับถือแล้วก็จะเป็นการนับถือด้วย ความผูกพัน เพราะฉะนั้นถ้ากรุณาแก้ข้อความนี้ได้ก็น่าจะเป็นการดี ก็เป็นความคิดเห็น ส่วนตัวนะครับ

อีกประการหนึ่งครับ ในมาตรา ๖๓ ซึ่งระบุว่า ชุมชนย่อมมีสิทธิปกป้องฟื้นฟู อนุรักษ์สืบสานและพัฒนาขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา อันดีงามของชุมชนท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการการบํารุงรักษาและ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม และทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนนะครับ ก็จะเห็นได้ว่าในหมวดนี้ก็ให้ความสําคัญ กับความเป็นชุมชน แต่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกต ข้อเสนอแนะนะครับว่าที่ผ่านมานั้นคําว่า ชุมชน ความหมายที่ชัดเจนแน่นอนคืออะไร ว่าจะประกอบด้วยครัวเรือนตั้งแต่กี่ครัวเรือน ขึ้นไป หรือว่าต้องตั้งอยู่สถานที่แห่งใด เพราะว่าก่อนหน้านี้ในส่วนราชการระดับกระทรวง ก็คือกระทรวงมหาดไทยก็จะมีระเบียบที่สําคัญประการหนึ่งก็คือระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเป็นกรรมการหมู่บ้าน การประชุมและการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการหมู่บ้าน พ.ศ. ๒๕๕๑ ท่านไม่ได้ใช้คําว่า ชุมชน ครับ ท่านจะใช้คําว่า กลุ่มบ้าน ซึ่งหมายความว่า บ้านเรือนที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันเป็นกลุ่มย่อยภายในหมู่บ้าน โดยอาจแบ่ง ตามสภาพภูมิประเทศ ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรมประเพณีหรือระบบเครือญาติ และให้หมายความรวมถึง คุ้มบ้าน เขตบ้าน บ้านจัดสรร หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีลักษณะ เช่นเดียวกับกลุ่มบ้านนะครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับว่าถ้าใช้คําที่สามารถจะ ครอบคลุมคําว่า ชุมชน ได้ก็จะเป็นการดี พูดถึงว่ามาตรานี้ให้ความสําคัญแก่ความเป็นชุมชน เป็นอย่างยิ่งถึงแม้ว่าในกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งเป็นที่มาของคําว่า ชุมชน ก็คือพระราชบัญญัติ สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมีผลบังคับเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ที่สรุปว่าชุมชน หมายความว่ากลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันโดยมีผลประโยชน์และวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนกันและกันหรือทํากิจกรรมอันชอบธรรมด้วยกฎหมายและ ศีลธรรมนะครับ ก็ย่อ ๆ นะครับ แต่ในทางปฏิบัติแล้วขณะนี้หมู่บ้าน ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านก็ยังยึดระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน จึงฝากเป็นข้อสังเกตในข้อนี้ว่า ถ้าจะได้สร้างความชัดเจนในเรื่องคําว่า ชุมชน อ่านแล้วเข้าใจก็สามารถที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติ ตามมาตรานี้ซึ่งถือว่ามีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ

อีกประการหนึ่งครับ สมาชิกท่านผู้มีเกียรติบางท่านได้อภิปรายมาแล้วและ ผมก็เห็นว่ามีความสําคัญและจําเป็น ก็คือในส่วนที่ ๔ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๗๑ ซึ่งกําหนดไว้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดให้มีสภาตรวจสอบ ในแต่ละจังหวัดจํานวน ๕๐ คน ถ้ามองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะการตรวจสอบ จะได้มีความเป็นทางการมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมานั้นในแต่ละส่วนราชการ แต่ละหน่วยงาน รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะพบเห็นเป็นประจําว่ามีพี่น้องประชาชนทั้งในพื้นที่ นอกพื้นที่ก็จะมีลักษณะอยากเข้ามาตรวจสอบ อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติ อยากเข้ามา รับทราบรับรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อฉบับนี้สามารถกําหนดความชัดเจนว่าให้มีสภาตรวจสอบ เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วก็น่าจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ทั้งฝ่ายที่เป็นส่วนราชการ หน่วยงาน กับฝ่ายพี่น้องภาคประชาชนหรือว่าภาคพลเมืองที่จะเข้ามามีส่วนในการที่จะสอบถามข้อมูล การดําเนินการหรือว่าดําเนินการอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ทั้ง ๕ อนุมาตรา ตั้งแต่ในระดับชาติ ก็คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา นอกจากนั้นก็จะมีสิทธิมีส่วนในการที่จะรับรู้รับทราบการกระทํา ของผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติ หน้าที่ในเขตจังหวัดนั้น ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่สําคัญ ที่กําหนดไว้อย่างชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว นั่นก็คือสิ่งที่ผมขอฝากเพิ่มเติมนะครับ ในประเด็นที่ขออภิปรายในหมวด ๒ ประชาชน ในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็คงจะขอใช้ เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ