สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เสนอร่างรัฐธรรมนูญที่มีการประสานงานอย่างดีเยี่ยม โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการติดตามและประสานการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และมีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเอกสารประกอบให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบระบบการเมืองใหม่ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความรู้และคุณธรรมในการสร้างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม และมีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มส่วนร่วมของพลเมืองในการบริหารประเทศ โดยการสร้างเวทีหลายเวที เช่น สมัชชาพลเมือง ระดับจังหวัด และสมัชชาคุณธรรม เพื่อกำกับจริยธรรมนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๒ กําหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการ จํานวน ๓๖ คน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้แต่งตั้งตามวีดิทัศน์ที่นําเสนอไปแล้ว เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ และในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๓/๒๕๕๘ เมื่อวันอังคารที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้มีมติเลือกนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทน นางทิชา ณ นคร ซึ่งพ้นจากกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพราะลาออก และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติจึงแต่งตั้งนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อนําเสนอที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาต่อไป

อนึ่ง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานและร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามเอกสารสําเนาใบตกเติมและแก้คําผิด ที่ได้นําเสนอต่อท่านประธานและที่ประชุมแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นวันที่ ๑๙๒ นับแต่เปิดประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ และเป็นวันที่ ๑๗๘ นับแต่วันที่ท่านประธานลงนามในคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓๖ คน ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ท่านรองประธาน และท่านสมาชิกอีก ๒๒๗ ท่าน รวมทั้งคุณทิชา ณ นคร ซึ่งลาออกไปแล้วที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้ความสําคัญ ติดตาม สนับสนุนการทํางานของกรรมาธิการเยี่ยงกัลยาณมิตร ที่ดีตลอดมา คณะกรรมาธิการจึงมีความสํานึกในความกรุณานั้นมาโดยตลอด จึงได้พยายาม ทํางานสนองเจตนารมณ์ของสภาปฏิรูปแห่งชาติมาด้วยประการต่าง ๆ ด้วยความทุ่มเท วิริยะอุตสาหะทุกประการ

ประการแรก หลังจากที่ได้รับฟังท่านสมาชิกให้ความเห็นก็ได้มีการประสานงาน กับคณะกรรมาธิการวิสามัญประจําสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้ง ๑๘ คณะ เพื่อรับข้อเสนอมา ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการนี้ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ศุภชัย ยาวะประภาษ ได้จัดทํา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตรวจสอบแล้ว แจ้งให้กระผมทราบว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นําข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง ๑๘ คณะ มาบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ถ้อยคําอาจต่างกันบ้าง แต่ความสําคัญอยู่ที่หลักการ บางครั้งถ้อยคํา ก็เป็นเรื่องเทคนิคการบัญญัติกฎหมาย ในการนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงได้ นําเสนอร่างรัฐธรรมนูญกับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอเปรียบเทียบมา ในเอกสารประกอบที่แจกให้กับท่านสมาชิกด้วย

ประการที่ ๒ เพื่อสนองความกรุณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผมเองได้ เป็นผู้เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการติดตามและประสานการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น เป็นประธาน และตั้งคณะอนุกรรมาธิการประสานการร่างรัฐธรรมนูญ กับสภาปฏิรูปแห่งชาติและองค์กรต่าง ๆ ซึ่งมี พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธาน ทั้ง ๒ หน่วยนี้ได้ทํางานประสานงานกันได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการวิสามัญ การติดตามและการประสานการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทําเอกสารร่างรัฐธรรมนูญแจกสมาชิก ทุกคนมาตลอดตามความก้าวหน้าของการร่างรัฐธรรมนูญ และยังส่งผู้แทนไปนั่งรับฟัง การประชุมในการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการด้วย ทั้งยังทําสรุปประเด็นและ มีข้อวิเคราะห์ต่าง ๆ ให้สมาชิกมาโดยไม่ขาดตกบกพร่องเลย

ประการที่ ๓ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดส่งรายงานสรุป การดําเนินการให้ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการติดตาม และประสานการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบความคืบหน้าทุกสัปดาห์ตั้งแต่เริ่มต้นมา จนปัจจุบัน

ประการที่ ๔ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เชิญท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติเข้ารับฟังการประชุมและแสดงความเห็นได้ทุกวันตลอดเวลา ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญบางคณะก็ได้ส่งตัวแทนไปร่วมประชุม โดยเฉพาะในภาคที่ ๔ ว่าด้วยการปฏิรูปด้วย อาทิเช่น คณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปสื่อได้ส่งคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ ไป คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็มีดอกเตอร์อมรวิชช์ นาครทรรพ และอาจารย์ประภาภัทร นิยม ไปร่วม คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ทั้งมหภาคและรายภาค ก็ได้ให้ดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล ไปร่วมพิจารณา เป็นต้น

ประการที่ ๕ คณะกรรมาธิการเกรงว่าท่านสมาชิกหลายท่านอาจมีภารกิจ ไม่สามารถไปร่วมรับฟังการประชุมของคณะกรรมาธิการได้ จึงได้หารือและได้รับความกรุณา จากท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ผู้แทนกรรมาธิการรายงานความคืบหน้าแก่ สภาปฏิรูปแห่งชาติทราบทุกสัปดาห์หลังจากหลักการและเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้ข้อยุติแล้ว นอกจากนั้นก็ได้ขออนุญาตท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปรายงานให้สภานิติบัญญัติ แห่งชาติทราบทุกสัปดาห์ด้วย

สําหรับการสื่อสารกับประชาชนโดยทั่วไปนั้นคณะกรรมาธิการได้ให้ สื่อมวลชนเข้ารับฟังการประชุมเกือบทุกครั้งเพื่อให้รายงานข่าวให้ประชาชนทราบทุกวัน นอกจากนั้นก็ให้โฆษกคณะกรรมาธิการได้แถลงเรื่องสําคัญที่เป็นมติของกรรมาธิการทุกวัน บางวันก็แถลงมากถึง ๒ ครั้งต่อวัน กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่ได้มีการปกปิด ไม่ได้มีพิมพ์เขียว ไม่ได้มีพิมพ์ชมพู ดังที่บางคนกล่าวอ้างเพื่อทําลายความน่าเชื่อถือของการร่างรัฐธรรมนูญ สําหรับ ตัวร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเอกสารประกอบอีก ๔ ชุด ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ส่งท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา เพื่อให้กําหนดเวลาเป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เดิมคณะกรรมาธิการก็คิดว่าจะส่งร่างนี้ให้ คสช. คณะรัฐมนตรีและ สนช. ในวันเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็สามารถแจกร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเอกสารให้สื่อมวลชนไปเผยแพร่ ให้ประชาชนทราบได้ตั้งแต่วันนั้นแล้ว แต่เมื่อได้รับการประสานจากรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ว่าคณะรัฐมนตรีและ คสช. ใคร่จะรับฟังการอภิปรายของสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจนถึงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘ ก่อน แล้วจึงขอให้กรรมาธิการส่งร่างให้ ในวันนั้น เพื่อให้กําหนดเวลาขอแก้ไขเพิ่มเติมไปสิ้นสุด ๓๐ วัน พร้อมกับของสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เมื่อเป็นเช่นนี้โดยมารยาทอันดีคณะกรรมาธิการ จึงไม่อาจแจกร่างรัฐธรรมนูญให้สื่อมวลชนและผู้อื่นได้ จนกว่าจะได้ส่งร่างเป็นทางการ ให้คณะรัฐมนตรี คสช. และ สนช. ผู้มีอํานาจหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อน หาไม่แล้วคณะกรรมาธิการจะถูกตําหนิว่ามองข้ามความสําคัญขององค์กรที่มีหน้าที่โดยตรง ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งยังทําผิดขั้นตอนด้วย จึงกราบขออภัยสื่อมวลชนที่อาจจะต้องทําให้รอช้า ไปถึงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘ เมื่อถึงวันนั้นคณะกรรมาธิการก็จะเผยแพร่ร่างทางการ ให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้โดยไม่ข้ามขั้นตอนและผิดมารยาท และยินดีที่จะเปิดเผยร่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเจตนารมณ์หลัก ๔ ประการ คือ ๑. สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ๒. ทําให้การเมืองใสสะอาด และสมดุล ๓. หนุนสังคมที่เป็นธรรม และ ๔. นําชาติสู่สันติสุข ในแต่ละเจตนารมณ์จะได้ มีกรรมาธิการที่รับผิดชอบแต่ละท่านขึ้นมาชี้แจงทีละเจตนารมณ์ตามลําดับต่อไป ณ ทีนี้ กระผมขอทําหน้าที่เสนอหลักการสําคัญที่คณะกรรมาธิการยึดถือในการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันดังนี้

ในเบื้องแรกสุดคณะกรรมาธิการพยายามดําเนินรอยตามปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจปัญหา คือ ๑. ยึดความพอประมาณ ซึ่งหมายถึงความพอดีไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป ๒. ถือความมีเหตุผล โดยดูเหตุปัจจัย ที่เกี่ยวข้องและคํานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ และ ๓. มีภูมิคุ้มกัน คือต้อง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบด้านต่าง ๆ ทั้งยังดําเนินตามเงื่อนไขของปรัชญาดังกล่าว ๒ ประการ คือ ประการที่ ๑ มีและใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกเป็น ประการแรก และต้องมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ อดทน มีความเพียรใช้สติปัญญาเป็นประการที่ ๒ หากจะสรุปสั้น ๆ ก็คือต้องมีความรู้คู่คุณธรรมด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ความรู้นั้น ต้องเป็นฐานในการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งความรู้ภูมิสังคมของไทยและวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ไม่เหมือนฝรั่ง และความรู้เรื่องประชาธิปไตยแบบฝรั่ง เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่ความคิด และพฤติกรรมของคนไทยมาแต่ก่อน การเลือกตั้งทุกรูปแบบเอาแบบมาจากฝรั่งทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งเขตเดียว คนเดียว ซึ่งเอามาจากประเทศอังกฤษ และ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือระบบปาร์ตี ลิสต์ (Party list) แบบคู่ขนานที่ใช้กันมาในปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ก็เป็น ของฝรั่งคิด เรานํามาใช้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาลและ สร้างภาวะผู้นําให้นายกรัฐมนตรี ผลแห่งการนั้นก็คือการเกิดขึ้นของเผด็จการเสียงข้างมาก เด็ดขาดของรัฐบาลที่สยายปีกไปแทรกแซงศาลและองค์กรตรวจสอบตลอดจนสื่อมวลชน ทั้งหลาย อันเป็นที่มาของความขัดแย้งร้าวลึกอยู่จนทุกวันนี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวัฒนธรรม อํานาจนิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยได้แสดงบทบาทให้วิธีการเลือกตั้งแบบฝรั่ง ทําให้ได้มา ซึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลอํานาจนิยมแบบไทย ซึ่งใช้อํานาจได้เด็ดขาดเต็มที่เพราะ มีเสียงเด็ดขาดข้างมากเข้าทํานองอํานาจเป็นของข้าคนเดียว ดังนั้นในการออกแบบระบบ การเมืองใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงต้องรู้ทั้งหลักสากลและวัฒนธรรมการเมืองไทย ทําให้ผู้ร่างหันมาเลือกใช้มาตรการ ๒ ทาง คือ

๑. ทําให้รัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดเป็นเผด็จการ เพราะอํานาจนิยมอีกต่อไปได้ และ

๒. ทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ ให้ความสําคัญกับการเมืองภาคพลเมืองซึ่งเป็น เจ้าของอํานาจอธิปไตยที่แท้จริง เพื่อคานกับการเมืองภาคนักการเมืองซึ่งเป็นผู้ทําการแทน พลเมืองเท่านั้น

เพื่อไม่ให้รัฐบาลได้เสียงข้างมากเกินความจริง เกินความนิยมที่พลเมืองมีต่อ พรรคการเมืองดังที่เป็นมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ซึ่งพรรคการเมืองใหญ่ที่สุด ได้คะแนนนิยมทั่วประเทศเพียง ๔๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้จํานวน ส.ส. ถึง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ เกินไปถึง ๓๘ คน คณะกรรมาธิการจึงตัดสินใจให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ซึ่งประเทศเยอรมันเคยใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อไม่ให้เกิดเผด็จการแบบฮิตเลอร์ ขึ้นมาอีก ในระบบนี้พลเมืองนิยมพรรคการเมืองใดโดยกาบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี ลิสต์พรรคนั้น พรรคนั้นได้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ๔๔ เปอร์เซ็นต์ พรรคนั้นก็จะได้ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร ๔๔ เปอร์เซ็นต์เท่ากับความนิยมจริงของพลเมือง ไม่ใช่ได้ ส.ส. ๕๔ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ผ่านมา นี่ก็สอดคล้องกับหลักการความพอประมาณของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือได้ ส.ส. พอดี พอประมาณกับความนิยมที่พลเมืองมีต่อพรรคนั้นไม่ใช่ได้มากเกินประมาณ จริงอยู่เมื่อใช้ ระบบนี้และใช้หลักความมีเหตุผลของปรัชญาดังกล่าวจับก็จะพบถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ก็คืออาจจะได้พรรคกลาง ๆ และพรรคเล็ก ๆ มากขึ้นทําให้เป็นรัฐบาลผสม ซึ่งอาจจะนําไปสู่ ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลเหมือนก่อนปี ๒๕๔๐ ผู้ร่างจึงใช้หลักภูมิคุ้มกันของปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ลดความเสี่ยงและผลกระทบลงด้วย กําหนดมาตรการดังนี้ คือ

๑. ห้ามการควบรวมพรรคการเมืองหลังเลือกตั้งเพื่อเลี่ยงระบบนอมินี (Nominee)

๒. ห้าม ส.ส. ลาออกจากพรรคหรือกลุ่มที่ตนสังกัดเพื่อแลกกับเงิน หาก ส.ส. ลาออกไปเข้าสังกัดกับพรรคหรือกลุ่มอื่นก็จะพ้นความเป็น ส.ส.

๓. กําหนดห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกันอันเป็นหลักการแบ่งแยก อํานาจเพื่อลดความอหังการของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ไม่ให้ออกมาต่อรองกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากถูกปลดก็ไม่อาจจะกลับมานั่งในสภาในฐานะ ส.ส. เพื่อสั่นคลอนรัฐบาลได้อีก

๔. กําหนดให้นายกรัฐมนตรีขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อส่งสัญญาณถึง ส.ส. ร่วมรัฐบาลทุกคนว่าถ้าจําเป็นและก่อความวุ่นวายเพื่อต่อรองกับรัฐบาล รัฐบาลจะยุบสภาจริง ๆ ไม่ใช่ขู่

๕. กําหนดให้รัฐบาลสามารถแถลงว่าร่างกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎร กําลังพิจารณานั้นเป็นการไว้วางใจรัฐบาล ถ้า ส.ส. ที่ต้องการต่อรองและบีบรัฐบาล ในการพิจารณากฎหมายสําคัญไม่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจภายใน ๔๘ ชั่วโมง กฎหมายดังกล่าวก็จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา หรือถ้ามีการยื่นญัตติ ไม่ไว้วางใจใน ๔๘ ชั่วโมง และรัฐบาลชนะโหวต (Vote) ร่างกฎหมายนั้นก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวการณ์ที่ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลจับร่างกฎหมายสําคัญ ของรัฐบาลเป็นตัวประกันอย่างที่เคยเกิดในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อปี ๒๕๑๑-๒๕๑๔ ในขณะเดียวกันก็ห้ามรัฐบาลใช้มาตรการนี้เกิน ๑ ครั้งใน ๑ สมัยประชุม เพื่อไม่ให้มาตรการนี้ กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ไม่สุจริต และต้องการทําตัวเป็นเผด็จการ

๖. กําหนดให้การลงมติไม่ไว้วางใจให้นับเฉพาะคะแนนไม่ไว้วางใจ ไม่ให้ประธาน ถามอีกว่าใครไว้วางใจ หรือใครงดออกเสียง เพื่อป้องกันพรรคร่วมรัฐบาลหักหลังกันเอง ดังที่ปรากฏในการเมืองที่ผ่านมา คือไม่ยกมือสนับสนุน มาตรการอันเป็นไปตามหลักความคุ้มกัน ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นมาตรการของประเทศไทยแท้ในร่างนี้ ไม่มีในเยอรมัน เพราะนักการเมืองเยอรมันไม่ได้มีวัฒนธรรมการเมืองเหมือนนักการเมืองไทย การเรียกระบบ เลือกตั้งนี้ว่าระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน จึงไม่ถูกต้อง มาตรการที่ ๒ เพื่อป้องกันความเสี่ยง อันเกิดจากวัฒนธรรมอํานาจนิยมของนักการเมืองไทยก็คือการยกระดับราษฎรให้เป็นพลเมือง คือทําให้ราษฎรผู้ตามแต่นักการเมือง ซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยที่แท้จริงเพียง ๑ นาที ตอนหย่อนบัตรเลือกตั้ง และต้องนั่งรอเฉย ๆ ให้นักการเมืองซึ่งเป็นผู้แทนของตนตัดสินใจ อะไร ๆ ก็ได้ เปลี่ยนไปเป็นพลเมือง ซึ่งแปลว่ากําลังสําคัญของเมือง ซึ่งเห็นการเมืองสําคัญ เท่ากับการบ้าน เห็นว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องของตัวสําคัญพอ ๆ กับการบ้าน อันเป็น การทํามาหากินของตัว มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและสังคม ตระหนักในหน้าที่พลเมือง และรักษาสิทธิเสรีภาพของตน ไม่ยอมให้นักการเมืองเท่านั้นที่บริหารบ้านเมือง แต่ตนเอง ในฐานะเจ้าของอํานาจสูงสุดต้องมีความกระตือรือร้นเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ร่วมตรวจสอบนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะผู้ร่างเชื่อว่า การเมืองภาคพลเมือง ที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงถ่วงดุลการเมืองของนักการเมืองที่มักจะอ้างว่าตนมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนได้ เพื่อการนี้ร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดให้พลเมืองเป็นใหญ่หลายทางดังนี้

ประการแรก กําหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาการฝึกอบรมความเป็นพลเมือง ทุกระดับอย่างแท้จริง เพราะความเป็นพลเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดขึ้นจากการสั่งสม อบรม เพื่อให้พลเมืองมีการตื่นรู้ ทั้งหน้าที่พลเมือง สิทธิเสรีภาพของตนและความรับผิดชอบ ต่อบ้านเมืองและสังคม

ประการที่ ๒ เพิ่มสิทธิเสรีภาพสําคัญ ๆ ให้พลเมืองดังที่ดอกเตอร์ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจะได้ขยายความต่อไป

ประการที่ ๓ เพิ่มส่วนร่วมพลเมืองในการบริหารทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยการสร้างเวทีหลายเวทีที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นองค์กรโดยตรง โดยเฉพาะสมัชชาพลเมือง ระดับจังหวัด สภาตรวจสอบภาคพลเมืองประจําจังหวัด และสมัชชาคุณธรรม เพื่อกํากับ จริยธรรมนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ทั้งยังกําหนดให้ร่างกฎหมายที่พลเมือง ๑๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อกันเสนอต่อสภาต้องพิจารณาภายใน ๑๘๐ วัน และเมื่อยุบสภาหรือ สภาสิ้นสุดลง ร่างกฎหมายนั้นไม่ตกไป และสภาชุดใหม่ต้องพิจารณาต่อไปโดยไม่ต้อง ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเหมือนร่างของคณะรัฐมนตรีหรือ ส.ส. ชุดเดิม ซึ่งต้องขอ ความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน และหากสภาไม่ผ่านร่างกฎหมายที่พลเมืองเสนอ ส.ส. หรือ ส.ว. จํานวน ๑ ใน ๑๐ เข้าชื่อกันส่งร่างนั้นไปให้ประชาชนออกเสียงเป็นประชามติได้ว่า จะใช้บังคับเป็นกฎหมายหรือไม่

ประการที่ ๔ กําหนดให้พลเมืองผู้เลือกตั้งเป็นผู้จัดลําดับ ส.ส. ในบัญชีรายชื่อ แทนที่จะให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้จัดโดยเอานายทุนพรรคและผู้ที่ตนชอบขึ้นมาอยู่ในลําดับต้น เรียกระบบนี้ว่าระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิดหรือโอเพน ลิสต์ (Open list)

ประการต่อไป กําหนดให้ประชามติเป็นการออกเสียงตัดสินใจสําคัญ เรื่องบ้านเมืองเป็นสิทธิของพลเมืองอย่างแท้จริง ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อพลเมืองเป็นใหญ่ ระบอบประชาธิปไตยที่ท่านอดีต ประธานาธิบดีลินคอล์นกล่าวว่าเป็นการปกครองโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่ใช่วาทกรรมลอย ๆ อีกต่อไป การปกครองโดยประชาชนพลเมืองเป็นใหญ่ได้ใช้อํานาจ อย่างแท้จริงนี่ละที่จะทําให้การปกครองประชาธิปไตยเป็นของเขา และเป็นเพื่อเขาอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญนี้เขียนขึ้นเพื่อให้พลเมือง ๖๕ ล้านคนได้ใช้ ไม่ใช่เพื่อนักเลือกตั้งหรือนักการเมือง เพียง ๕,๐๐๐ กว่าคนครับ

ท่านประธานครับ ข้อสังเกตข้อต่อไปก็คือร่างรัฐธรรมนูญนี้จะเหลียวหลังไป แลดูและแก้ปัญหาในอดีตเท่านั้น หรือจะเขียนเพื่ออนาคตให้ลูกหลานด้วย คําตอบก็คือ เราต้องเหลียวหลังไปแก้ปัญหาในอดีตให้ได้ก่อน แล้วจึงจะแลหน้าไปสร้างอนาคตให้ลูกหลาน ๒ ข้อใน ๔ ข้อของเจตนารมณ์เป็นการเหลียวหลังไปแก้ปัญหาในอดีต คือนําชาติสู่สันติสุข และทําให้การเมืองใสสะอาดและสมดุล อีก ๒ ข้อในเจตนารมณ์คือแลหน้า ได้แก่ สร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่และหนุนสังคมที่เป็นธรรม อดีตก็ต้องแก้ อนาคตก็ต้องสร้าง ความขัดแย้งวุ่นวาย กว่า ๑๐ ปี จึงต้องจบลงด้วยการสร้างความปรองดองแบบมีระบบ ไม่ใช่มุ่งแต่จะนิรโทษกรรม แต่ต้องหาสาเหตุและข้อเท็จจริงของความขัดแย้ง เจรจากับคู่ขัดแย้งอย่างมีระบบ หาผู้ผิด มาดําเนินคดี และกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสํานึกผิดแล้วออกไป ด้วยการให้อภัยโทษ เยียวยาผู้เสียหาย ทรงจําความผิดพลาดและความรุนแรงไว้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก และปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรม เมื่อเกิดความเป็นธรรมขึ้น ความขัดแย้งก็จะ ยุติลงครับ รายละเอียดนี้ปรากฏอยู่ในภาค ๔ หมวด ๓ และดอกเตอร์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ และคุณคํานูณ สิทธิสมาน จะมาขยายความต่อไป การทําให้การเมืองใสสะอาดและสมดุล เพื่อแก้ปัญหาความไม่สุจริต การคอร์รัปชัน (Corruption) ของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ ของรัฐในอดีตก็ต้องแก้ การทําให้การเมืองที่เสียสมดุลจนเกิดเผด็จการเสียงข้างมากมา ๑๗ ปี ก็ต้องแก้ ส่วนนี้ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุจิต บุญบงการ จะขยายความต่อไปครับ อะไรที่ดี ๆ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเก็บไว้หมด จนกล่าวได้ว่าอย่างน้อยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่ดี ยังคงอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่คณะกรรมาธิการก็ถือหลักว่ามาตรฐานของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ต้องไม่ต่ํากว่าปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๔๐ ครับ เหลียวหลังไปอย่างเดียวไม่พอ ต้องแลไปข้างหน้า และสร้างอนาคตให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย คณะกรรมาธิการจึงต้องการให้พลเมืองเป็นใหญ่ อย่างแท้จริงในอนาคต และต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ภาค ๔ หมวด ๑ และหมวด ๒ ว่าด้วยการปฏิรูป คือการสร้างอนาคตให้ลูกหลาน สร้างอนาคตให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สงบ สันติสุข และเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ การปฏิรูปเรื่องต่าง ๆ ๑๘ ด้าน ตั้งแต่ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การพลังงาน รวมทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมในทุกด้านตามเสียงเรียกร้อง ให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จึงถูกออกแบบโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปด้านต่าง ๆ ๑๘ ด้านของสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ และได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งได้ก่อตั้งสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเพื่อให้ สานต่องานการปฏิรูป ซึ่งนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคงไม่เต็มใจทําเท่าใดนักต่อไปอีก ๕ ปี เมื่อครบ ๕ ปี รัฐธรรมนูญภาค ๔ นี้จะสิ้นผลไปเองเว้นแต่พลเมือง ๕๐,๐๐๐ คน หรือรัฐสภา หรือ ครม. เห็นว่าควรใช้ต่อก็ให้หาประชามติจากพลเมืองให้ยืดอายุออกไปได้อีกไม่เกิน ๕ ปี แล้วจึงสิ้น ผลลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดํารัสอันเป็นอมตะว่าประชาธิปไตย ทางการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าจะมีประชาธิปไตยจริงทางเศรษฐกิจและสังคม ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างคนมั่งมีในเมืองและคนไม่มีในชนบทนี้เอง ที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งความไม่เป็นธรรมและระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง รวมทั้ง การซื้อสิทธิขายเสียง ต่อเมื่อเรามีการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมโดยลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ทําให้ช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนไม่มีลดไปจนหมด พลเมืองไทยก็จะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงทางเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นการสถาปนาประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ สังคมให้พลเมืองไทยทั้งหมดเป็นคนชั้นกลาง ที่มีความเป็นอิสระและเสรีภาพ ปลอดจากการพึ่งพานักการเมืองในระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง แบบไทย ๆ การสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้นจึงจะขจัดประชานิยม แบบมืดบอดได้ และประชาธิปไตยทางการเมืองที่พลเมืองเท่าเทียมกันจริงทั้งทางกฎหมาย และความเป็นจริงจึงจะเกิดขึ้นตามพระราชดํารัส รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้จึงมีขึ้น เพื่อสร้างอนาคตให้ลูกหลานไทย ชาติ และประเทศไทยต่อไปครับ

ท่านประธานที่เคารพแม้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะพยายาม สุดความสามารถทั้งกําลังสติปัญญาและกําลังกายที่มีอยู่ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยยึดหลักการแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาในอดีตและ สร้างสังคมที่ดีในอนาคตแล้วก็ตาม คณะกรรมาธิการก็ยังเชื่อว่าร่างนี้ยังไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การที่ได้ฟังท่านสมาชิก สปช. ๒๔๙ คน ช่วยกันรังสรรค์ปั้นแต่งให้รัฐธรรมนูญนี้ ออกมาดีที่สุด การที่รับฟังความเห็นของประชาชนทั้งประเทศจึงเป็นความปรารถนาแท้จริง ของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการจึงหวังว่า ๗ วันนับแต่นี้ข้อเสนอแนะดี ๆ จะทําให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามเพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้สามารถ ปรับปรุงให้เข้ากับสภาพที่เหมาะสมของยุคสมัย คณะกรรมาธิการจึงบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐๓ กําหนดให้ทุก ๕ ปีนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้คณะผู้ทรงคุณวุฒิที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี ศาลทั้งหลายและองค์กรตามรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นเป็นผู้ประเมินผล การใช้รัฐธรรมนูญและหากเห็นสมควรแก้ไข ก็ให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาได้ อันเป็น ภูมิคุ้มกันรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับกาลสมัยอย่างแท้จริงตลอดไป บัดนี้กระผมขออนุญาต ท่านประธานให้ท่านดอกเตอร์ปกรณ์ได้นําเสนอเรื่องการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ในนาม คณะกรรมาธิการต่อไปครับ