วสันต์ ภัยหลีกลี้ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเห็นด้วยว่ามีข้อดีหลายประการ เช่น สิทธิของประชาชนพลเมืองที่เพิ่มขึ้น การคุ้มครองมารดา การสาธารณสุขที่ดี และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ยังเสนอข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่พลเมืองในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมในการจัดทําและตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และเพื่อนสมาชิกครับ ผม วสันต์ ภัยหลีกลี้ สมาชิกสภาปฏิรูป ด้านสื่อสารมวลชน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณและให้กําลังใจกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ทุ่มเททํางานจนทําให้เราได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมา ซึ่งโดยรวมแล้วผมคิดว่า มีข้อดีมากมายและน่าจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในหลายด้านด้วยกัน สมตามเจตนารมณ์ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องการเห็นพลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นําชาติสู่สันติสุข ผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศและกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ คิดว่าโดยรวมเนื้อหาในภาค ๑ หมวด ๒ มีอะไรที่ดีอยู่มาก ๆ โดยเฉพาะ ในเรื่องของสิทธิของประชาชนพลเมือง คิดว่าจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนมีสิทธิมากขึ้น และมีสิทธิตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ไปจนแก่เฒ่า ตัวอย่างมาตรา ๔๖ ที่เสริมสร้างสถาบันครอบครัว และให้การคุ้มครองมารดาเป็นพิเศษในช่วงก่อนและหลังการให้กําเนิดบุตรถือเป็นมาตราที่ดีมาก สิทธิในด้านสาธารณสุขตามมาตรา ๕๘ ที่ให้ดํารงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดี หรือได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานอันจําเป็นอย่างเท่าเทียม อันนี้ก็ดีมากครับ สิทธิเข้าถึงและได้รับการบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และเท่าเทียมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ให้มีความเท่าเทียมกันและเสียค่าใช้จ่ายน้อย อีกทั้งมีสิทธิให้ได้รับการเยียวยาในกรณี ที่มีละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองเอาไว้นะครับ ที่สําคัญมาตรา ๓๐ เน้นย้ําให้รัฐรับรองและคุ้มครองสิทธิของบุคคลให้สัมฤทธิผลและเพิ่มขึ้นตามความสามารถ ทางการคลังของรัฐที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า โพรเกรสซีฟ ไรท์ (Progressive rights) อันนี้ก็เป็น ความก้าวหน้าอีกอย่างหนึ่ง
ในเรื่องหน้าที่พลเมือง ตามที่ปรากฏในมาตรา ๒๗ ที่กําหนดให้พลเมือง มีหน้าที่ช่วยเหลือราชการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ผมอยากเสนอให้ไปไกลกว่านั้นก็คือว่าอยากให้ระบุตามข้อเสนอ ของกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบไปเลยนะครับว่า ให้พลเมืองมีสิทธิหน้าที่ในการป้องกันดูแลรักษาผลประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์ของรัฐ รวมทั้งมีสิทธิหน้าที่ในการป้องกัน ปฏิเสธและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ใช่ให้บทบาท แค่ช่วยราชการนะครับ แต่ว่าต้องถือเป็นหน้าที่หลักของประชาชนพลเมืองทุกคน เพราะว่าการทุจริตโกงกินมีผลกระทบกับทุกคน มีผลทําให้ประเทศชาติอ่อนแอล้าหลัง มีผลต่อคุณภาพชีวิตและการกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยรวม และทุกคนก็คือผู้เสียหาย เพราะว่าเราทุกคนเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ก็สําคัญมากนะครับ ผมเห็นด้วยกับมาตรา ๖๑ ที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่าพลเมือง ย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิทธิในการรับรู้และการมีส่วนร่วมในการจัดทําและตัดสินใจเกี่ยวกับ นโยบายสาธารณะตามมาตรา ๖๕ นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับมาตรา ๖๙ ที่กําหนด ให้หน่วยงานของรัฐ องค์การภาคเอกชน องค์การเอกชนหรือองค์การใดที่ดําเนินกิจกรรม โดยใช้เงินแผ่นดินมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดําเนินการดังกล่าวต่อสาธารณะ เพื่อให้พลเมืองได้ติดตามและตรวจสอบนะครับ แต่อยากจะเสนอให้เพิ่มเติมคําว่า โดยสะดวกและรวดเร็วตามหลักการที่ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม และรวดเร็ว และจะต้องเปิดเผยเป็นหลักปกปิดเป็นข้อยกเว้น อีกทั้งจะต้องเปิดเผย ทั้งในรูปแบบเอกสารทั่วไปและรูปแบบดิจิทัล (Digital) ผ่านเครือข่ายสารสนเทศหรือเว็บไซต์ (Website) ของหน่วยงาน เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วยนะครับ
ในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันสิ่งสําคัญประการหนึ่งก็คือว่าการมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบของประชาชน ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะให้มีสภาตรวจสอบภาคพลเมือง และอยากเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้มากขึ้น ให้มีการรณรงค์ คล้ายกับที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนเห็นถึงพิษภัยของเหล้าและบุหรี่ อยากให้เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญหมวดประชาชนนี้ด้วยนะครับ
สําหรับเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร โดยรวมผมเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ไปยกร่างมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๔๐ ที่พูดถึงเสรีภาพในการสื่อสาร มาตรา ๔๒ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในส่วนที่เป็นสิทธิเสรีภาพของสื่อตาม มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐ โดยหลักการผมก็เห็นด้วยนะครับ ผมเห็นว่า มีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องเสรีภาพของสื่อสารมวลชนบนพื้นฐานความรับผิดชอบ และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ อีกทั้งยังมีบทบัญญัติป้องกันการแทรกแซงจากรัฐและทุน ที่เป็นรูปธรรมขึ้น ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่มีการระบุไว้ว่าการซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐจะกระทําได้ ก็แต่เฉพาะโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กําหนดขึ้นเพื่อการนั้น ในเรื่อง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อเอกชนโดยรัฐที่ผ่านมามีการทุจริตเบียดบังเงินของรัฐ ไปเป็นจํานวนมากนะครับ มีการเรียกร้องรับผลประโยชน์จํานวนมหาศาลและใช้งบประมาณ ส่วนนี้แทรกแซงสื่ออย่างรุนแรง อยากเรียนครับว่าระหว่างนี้กรรมาธิการปฏิรูปสื่อและ กรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กําลังร่วมกันทํางาน เพื่อที่จะกําหนดหลักการแล้วก็ร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาให้สอดคล้องกับที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดมาตรานี้ขึ้นมานะครับ
ในเรื่องขององค์การวิชาชีพสื่อมวลชนก็เป็นอีกอันหนึ่งที่เป็นมิติที่ใหม่ขึ้นครับ ที่ผ่านมาเราให้ความสําคัญกับการกํากับกันเองของสื่อ วันนี้เราก็ยังคิดว่าการกํากับกันเอง ของสื่อสารมวลชนเป็นเรื่องที่สําคัญ แต่ไม่เพียงพอนะครับ เราจําเป็นจะต้องมีการกํากับ โดยภาคประชาชนเข้ามาเสริมเพื่อที่จะให้การกํากับกันเองของสื่อมีความแข็งแรงมากขึ้น ผมคิดว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนี้จะช่วยให้สามารถปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระ ของสื่อมวลชนได้ดีขึ้น ส่งเสริมจริยธรรมและยกระดับมาตรฐานทางวิชาชีพนะครับ แล้วก็ จะช่วยให้การกํากับกันเองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในเรื่องที่จะมีกฎหมายป้องกันการครอบงํา หรือผูกขาดการนําเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคม หรือขัดขวางปิดกั้นการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ผมก็เห็นดีเห็นงามด้วย มีอยู่มาตราหนึ่งที่ผมสงสัย แล้วก็เป็นห่วง นั่นก็คือมาตรา ๕๐ ซึ่งสาระสําคัญมีอยู่ว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสาร ของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะและจะต้องให้มีองค์การของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่ง มาทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม และกิจการสารสนเทศ ถ้าเพียงแค่นี้นะครับ จริง ๆ ก็เห็นดีเห็นงามด้วยเพราะว่าก็เป็น หลักการที่ดีแล้วก็เป็นไปตามที่กรรมาธิการปฏิรูปสื่อได้เสนอไปนะครับ แต่ที่เป็นห่วงก็คือว่า มีการระบุในท้ายวรรคสองว่า ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาชาติ ตรงนี้ล่ะครับ ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่ว่าบ้านเมืองเราไม่มีแผนยุทธศาสตร์ของชาติ จําเป็นจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ แล้วงานทุกภาคส่วนจะต้องเดินไปในแนวทางเดียวกัน อันนี้ผมก็เห็นด้วย แต่ถ้าหากว่าตรงนี้จะเป็นการไปเปิดทางให้กับคณะกรรมการดิจิตอลแห่งชาติ ซึ่งวันก่อนเราก็ได้มีการอภิปรายกันนะครับว่าควรจะมีบทบาทในเรื่องของเป็นโพลิซี เมกเกอร์ (Policy maker) มากกว่าที่จะเข้ามาเป็นฝ่ายกํากับแล้วก็เป็นฝ่ายจัดการนะครับ ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้าหากเป็นอย่างนั้นผมเสนอให้ตัดออก เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะทําให้เกิดการแทรกแซงสื่อ โดยรัฐหรือว่าโดยข้าราชการประจําได้โดยง่ายนะครับ
อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าการดําเนินการขององค์กรอิสระควรจะต้องคํานึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นอันดับแรก และคํานึงถึงประเด็นอื่น ๆ ในวรรคสองตามมา รวมทั้งให้ความสําคัญกับการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม อันนี้คิดว่าข้อความตามวรรคสาม เดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ น่าจะดีอยู่แล้วนะครับ การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาลที่ดีขององค์กรอิสระผมคิดว่าเป็นสิ่งสําคัญของมาตรา ๕๐ นี้ ขอบพระคุณครับ