สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

อ่อนอุษา ลําเลียงพล หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและการสื่อสารมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกองค์กรที่ควบคุมและสื่อที่ผลิตข้อมูล และเรียกร้องให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดําเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ เธอยังหารือเรื่องภูมิทัศน์สื่อใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากเทคโนโลยี และเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาปรับแก้ไขมาตรา ๕๐ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยในขณะนี้

นางสาวอ่อนอุษา ลําเลียงพล

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน อ่อนอุษา ลําเลียงพล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านสื่อสารมวลชนค่ะ ดิฉัน ขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๒ ประชาชน ตอนที่ ๓ สิทธิพลเมือง ในมาตรา ๕๐ นะคะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชม และขอบคุณในความทุ่มเทของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทํางานชิ้นสําคัญชิ้นนี้ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปร่างแรกนี้ที่มุ่งเน้นให้พลเมืองเป็นใหญ่ ดิฉันคิดว่านับเป็นแสงสว่าง และความหวังของประชาชนชาวไทยที่รอคอยมาเป็นเวลานานนะคะ ดิฉันเห็นด้วย ในหลักการที่เพิ่มขึ้นในมาตรา ๕๐ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในเจตนารมณ์ ทุกประการ กล่าวคือ

ข้อ ๑ เพิ่มหลักการในการจัดสรรคลื่นความถี่ว่าต้องเข้าถึงบุคคลด้อยโอกาส จัดให้ภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่นเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการดําเนินการสื่อมวลชน สาธารณะเพิ่มขึ้น

ข้อ ๒ การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม โดยคํานึงถึงประโยชน์สูงสุด ของประชาชน และ

ข้อ ๓ กําหนดให้เจ้าของกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ว่าต้องเป็นพลเมืองและกําหนดไม่ให้มีการควบรวมสื่อเพื่อให้ประชาชน ได้รับข้อมูลที่หลากหลาย อย่างไรก็ดีดิฉันมีข้อสังเกตนะคะ ในประเด็นที่จะอภิปราย ในมาตรา ๕๐ นี้ในวรรคสอง ซึ่งดิฉันขออ่านในส่วนที่เป็นสารัตถะที่สําคัญเท่านั้นนะคะ ให้มีองค์การของรัฐที่เป็นองค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และ กิจการสารสนเทศ โดยต้องคํานึงถึงความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สูงสุดของประชาชน ในระดับชาติและระดับท้องถิ่น คํานึงถึงบุคคลด้อยโอกาสทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วม ในการดําเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของชาติ และตามที่กฎหมายบัญญัติ ดิฉันคิดว่าองค์กรอิสระที่มีวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสื่อโดยการแยก เรกกูเลเตอร์ (Regulator) หรือองค์กรกํากับออกจากโพลิซี เมกเกอร์ หรือผู้กําหนดนโยบาย อย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่ดี ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ พวกเรามีความคิดเห็นร่วมกันนะคะว่าไม่ควรกําหนดว่ามีองค์กรอิสระองค์กรเดียว ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ค่ะ

ในประเด็นแรกดิฉันขอพูดถึงเรื่องภูมิทัศน์สื่อหรือมีเดีย แลนด์สเคป (Media landscape) ใหม่ ซึ่งทุกคนกําลังประสบอยู่ในปัจจุบัน จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้ง ถือเป็นยุคทองของการปฏิวัติเทคโนโลยี หรือภาษาอังกฤษเรียกว่าเทคโนโลยี เรฟโวลูชัน (Technology Revolution) หรือการเปลี่ยนผ่าน ทางเทคโนโลยีหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เทคโนโลยี ไมเกรชัน (Technology Migration) ภูมิทัศน์สื่อวันนี้เปลี่ยนผ่านไปจากสื่อกระแสหลักแต่ละสื่อ เช่น สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อกลางแจ้ง ซึ่งทุกสื่อขณะนี้ได้กลายเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อดิจิทัล ไปกันหมดแล้ว วันนี้เราฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี ที่ไหนคะ เราดูกันที่มือถือ บนมือถือที่เป็นสมาร์ทโฟน (Smartphone) นะคะ แล้วก็บนคอมพิวเตอร์ในสกรีน (Screen) ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่า จะเป็นคอมพิวเตอร์แบบแลปทอป (Laptop) เดสค์ท็อป (Desktop) หรือว่าแท็บเล็ต (Tablet) ต่าง ๆ ที่มีขนาดที่แตกต่างกันไป ผ่านเทคโนโลยีโทรคมนาคมแบบ ๔ จี และ ๓ จี แล้วนะคะ และในบางประเทศก็ไปถึง ๕ จี (5G) แล้ว วันนี้ตามสถิติ ๘๖ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งทําให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นริช คอนเท้นท์ (Reach content) นะคะ หรือเป็นวิดีโอ ที่มีทั้งภาพและเสียงซึ่งในสมัยก่อนต้องโหลดกันยาวนานมาก แต่วันนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และทันที วันนี้ไม่มีคําว่า ไพรม์ ไทม์ (Prime Time) มีแต่คําว่า มายด์ ไทม์ (Mind Time) เพราะว่าเทคโนโลยีทําให้เกิดการเสพสื่อที่ไหนก็ได้ และในเวลาไหนก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้น ผลที่ตามมาก็คือรูปแบบที่เปลี่ยนไปของทั้งตัวสื่อเองและของพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อ เป็น ๒ ส่วนที่สําคัญ ก็คือข้อ ๑ มีเดีย คอนเวอร์เจนซ์ (Media Convergence) นะคะ หรือการหลอมรวมของสื่อหรือที่มีผู้ให้คํานิยามไว้ว่าสื่ออนันตภาคและข้อ ๒ คือมีเดีย คอนซัมชัน บีแฮฟวิเออร์ (Media Consumption Behavior) คือพฤติกรรมการบริโภคสื่อ ที่เปลี่ยนไปทั้ง ๒ ด้านนะคะ มีข้อมูลที่น่าสนใจในการทําวิจัยสื่อออนไลน์ล่าสุดจากบริษัท โกลบอล เวฟ อินเด็กซ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีสัดส่วนในการใช้งานบนสื่อออนไลน์ ผ่านมือถือหรือสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อันดับ ๑๐ นะคะ อันดับต้น ๆ ของโลก คนไทยรับข้อมูลข่าวสารวันนี้จากสื่อออนไลน์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และสื่อกระแสหลักแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไปเป็นทางออนไลน์อย่างมีนัยสําคัญ วันนี้คนไทยใช้สื่อออนไลน์วันละ ๘ ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่สื่อกระแสหลักเพียง ๖ ชั่วโมงต่อวัน คนไทยใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ก (Social Network) กันอย่าง ดิฉันใช้คําว่า ติดงอมแงม นะคะ อะดิทเทด (A ditched) เป็นชั่วโมงการใช้งานที่สูงที่สุดในโลกนะคะ น่าตื่นเต้นมาก คือสูงที่สุด ในโลกคือใช้ตั้งแต่ตื่นนอน ก่อนนอน ก็กํามือถือเอาไว้นะคะ เข้าห้องน้ํา เดินทางไปทํางาน นั่งรอประชุมและในขณะทํางานด้วยค่ะ โดยการใช้เฟซบุค (Facebook) ประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อวัน อันนี้เมื่อเทียบกับโซเชียล เนตเวิร์ก อื่น ๆ นะคะ คืออินสตราแกรม (Instra gram) ทวิตเตอร์ (Twitter) หรือยูทูป (You Tube) ในผลงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้รวมถึงไลน์ (Line) นะคะ ซึ่งพวกเราทุกคนคงคุ้นชินอยู่เพราะว่าไลน์ยังไม่ได้ขึ้นระดับโกลบอล (Global) ก็เลยไม่มีวิจัย ไลน์จะนิยมอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีและประเทศไทย คนไทยเป็นแอคทีฟ ยูสเซอร์ (Active User) ของเฟซบุคเป็นอันดับที่ ๓ ของโลก รองจากประเทศอินโดนีเซียและ ประเทศมาเลเซีย ก็คือวันนี้คนไทย ๖๗ ล้านคนนี้ค่ะ เป็นแอคทีฟ ยูสเซอร์ของเฟซบุค ๓๐ ล้านคน ที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดข้อมูลเหล่านี้มันบอกเราว่าอะไรคะ บอกเราว่ามันกําหนด พฤติกรรมที่อันตรายก็คือคนชอบแชร์ (Share) ข้อมูลมากถึงตามตัวเลขอีกเหมือนกันนะคะ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้อะไรมาฉันแชร์ก่อน แต่ ๗๘ เปอร์เซ็นต์นี้คือสร้างคอนเทนต์ (Content) ขึ้นมาเอง คือวันนี้เขาเป็นสื่อ เป็นทั้งผู้รับสาส์น และผู้เขียนสาส์น หรือกําหนดสาส์น ด้วยตัวเองนะคะ แล้วก็ ๗๖ เปอร์เซ็นต์ก็คือพูดคุยสื่อสารกัน ทําให้เกิดการแชร์โดยไม่อ่าน เกิดการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว และที่สําคัญก็คือไม่มีความรับผิดชอบ เพราะความไม่รู้เท่าทันสื่อนะคะ คนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ผ่านมือถือ เมื่อนับจํานวนชั่วโมงแล้วเป็นอันดับ ๒ ของโลกเลย รองจากประเทศซาอุดิอาระเบีย และคนไทย ที่ใช้สื่อออนไลน์มากที่สุดคือกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มวัยทํางาน ซึ่งคนเหล่านี้เขาจะมีอนาคตอีกยาวไกลมากและโลกของเขาก็จะเป็นโลกของดิจิทัลจริง ๆ มีคําภาษาอังกฤษที่น่าสนใจคําหนึ่ง คือเอฟโอเอ็มโอ (FOMO) โฟโม เฟียร์ ออฟ มิสซิง เอาท์ (FOMO Fear Of Missing Out) คนไทยกลัวตกเทรนด์ (Train) ก็เลยต้องเกาะติดกระแส ไม่ทราบว่าอ่านหรือเปล่า แต่ว่าแชร์ก่อนโดยไม่ได้อ่าน นี่คือเหตุผลที่สําคัญที่ทําให้เกิดข่าว ที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาก่อนหรือว่าคิดก่อนทํานะคะ และข้อมูลที่สําคัญมากในตอนนี้ก็คือ เมื่อกลางปีที่แล้ว ๒๕๑๔ เมืองไทยมีเว็บ (Web) ประเภทหนึ่งที่เรียกว่าคลิกเบท (Chick bait) เบท (Bait) ที่แปลว่า ล่อเหยื่อ ตกเหยื่อ คือเหยื่อ เป็นรูปแบบมาจากต่างประเทศ คือประเทศสหรัฐอเมริกาโดยการสร้างเฮดไลน์ (Headline) แล้วล่อให้คนคลิก (Click) เข้าไปอ่าน เป็นการสร้างทราฟฟิก (Traffic) ให้มีคนเข้ามาอ่านมาก ๆ แล้วก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปหากินต่อ เป็นดาตาเบส (Database) ที่ต่างประเทศเขาทํากันแบบเป็นมืออาชีพ โพรเฟสซันนอล (Professional) แล้วก็มีจริยธรรม แต่ในประเทศไทยกลับถือว่าเป็นสูตรสําเร็จของการสร้าง ไวรอล คอนเทนท์ (Viral content) เพราะว่ามีผู้อ่านเดือนละถึง ๑๐ ล้านคนในเว็บที่คนไทย เลียนแบบมานะคะ ในประเทศไทยมีเว็บที่ชื่อว่าโอซ่า (Ohzaa.com) ก็เป็นสองแง่สองมุม เพราะว่าเว็บนี้ถ้าใครเคยเข้าไปดูก็จะเห็น ดิฉันคิดว่าไร้ศีลธรรมและความรับผิดชอบมากนะคะ ซึ่งขณะนี้ขึ้นอันดับหนึ่งแซง สนุก ดอท คอม (Sanook.com) ไปเรียบร้อยแล้ว เว็บของคนไทย ไม่ได้ทําอย่างมีจริยธรรม ใช้เฮดไลน์ (Headline) ที่ไม่สร้างสรรค์แต่ทําลายศีลธรรม สังคม ไร้ความรับผิดชอบ คํานึงถึงผลประโยชน์ของตนเอง ที่สําคัญขณะนี้สื่อเริ่มกลายพันธุ์มีเว็บข่าวไทย เริ่มเอาแบบอย่างเพื่อดึงทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์ (Web site) ของตัวเอง ที่สําคัญคนไทยจะต้องเสพ คอนเทนต์ (Content) แบบนี้หรือ ขณะนี้มีหนังสือพิมพ์ ๒ รายแล้วที่ใช้ ซึ่งดิฉันขออนุญาต ไม่เอ่ยนามในสภาที่ทรงเกียรติแห่งนี้นะคะ และสมาคมเว็บไทยก็ทําอะไรไม่ได้ เฮดไลน์ที่เข้าไปดู ในเว็บซึ่งเป็นข่าวซึ่งข่าวก็คือเป็นกระบอกเสียงของประชาชน เฮดไลน์ล่าสุดนะคะสาวที่แอบถ่าย หนังโป๊ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้งานใหม่แล้ว รับจ้างโชว์พิเรนออนไลน์ แล้วก็ทําให้คนคลิก เข้าไปอ่าน การเกิดขึ้นของสื่อใหม่โดยเทคโนโลยีใหม่นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ เราทราบกันอยู่ดี ผู้บริโภคสื่อในพฤติกรรมใหม่นี้ตกอยู่ในความเสี่ยงและอาจทําผิดกฎหมายและจริยธรรม ด้วยอิทธิพลของสื่อที่ไร้จริยธรรม โลกเราหมุนเร็วมากเกินกว่าที่จะมีการบัญญัติมาตรฐาน จริยธรรมมากํากับโลกออนไลน์ได้ทันท่วงที และถ้าหากวัตถุประสงค์ของการส่งเสริม และสนับสนุนสื่อดิจิทัล คือการส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้วจะต้องคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นสําคัญ เพราะฉะนั้นการกํากับดูแลในบริบทของภูมิทัศน์สื่อใหม่หรือการหลอมรวมสื่อนั้น เป็นสิ่งที่สําคัญยิ่งค่ะ

มาถึงประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันกล่าวไว้แล้วในเบื้องต้นนะคะ ก็คือองค์กรอิสระ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ ที่ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และในการกํากับดูแลสื่อ ซึ่งดิฉัน ขอเน้นในเรื่องของการกํากับดูแลค่ะ ขออนุญาตอ้างถึงรายงานของดอกเตอร์พนา ทองมีอาคม ขออนุญาตเอ่ยนามค่ะ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกํากับดูแลสื่อ ที่กล่าวไว้ว่าหลายประเทศ ในโลกวันนี้ยอมรับกลาย ๆ ว่าการกํากับดูแลสื่อต่าง ๆ ในรูปแบบเดิมเป็นไปไม่ได้แล้ว ขณะที่เนื้อหาต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงและท่วมท้นเข้ามาตลอดเวลาทั้งตัวสื่อเองก็เกิด ดับตลอดเวลาไม่ถาวร การกํากับด้วยรูปแบบแบบรวมศูนย์ใช้อํานาจรัฐสั่งการกลายเป็น ภาระหนัก สิ้นเปลืองงบประมาณ ขาดแคลนเจ้าหน้าที่และไม่ได้ผล หลายประเทศมีการ ปฏิรูปการกํากับดูแลใหม่และสิ่งที่เน้นก็คือปฏิรูปการกํากับดูแลให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการ ของเทคโนโลยีและภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป หรือการปฏิรูปการกํากับดูแลในยุคดิจิทัล เท่านั้นเองนะคะถ้าจะให้ดิฉันสรุป ทีนี้เมื่อมาดูกรณีศึกษาในต่างประเทศในส่วนขององค์กร กํากับดูแล เช่น เอฟซีซี (FCC) ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือเดอะ เฟดเดอรอล คอมมิวนิเคชัน คอมมิสชัน (The federal communication commission) ซีทีอาร์อี (CTRE) ในแคนนาดา เดอะ แคนาเดียน เรดิโอ เทเลวิชัน แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชัน คอมมิสชัน (The Canadian radio-television and telecommunications commission) หรือออฟคอม (Ofcom) ในอังกฤษ ออฟฟิส ออฟ คอมมิวนิเคชัน (Office of communications) แล้วก็ อีกหลายประเทศ หรือแม้แต่ในประเทศที่มีบริบทของภูมิทัศน์สื่อที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย ก็คือประเทศฝรั่งเศส เกาหลีใต้และอินโดนีเซียนะคะ ก็จะเห็นว่าองค์กรกํากับดูแลเหล่านั้น มีการปรับปรุงองค์กรซึ่งแม้ว่าจะเป็นองค์กรเดียวแต่ก็ทําหน้าที่ดูแลครอบคลุมกิจการสื่อสาร ให้ทันกับภาวะสื่อหลอมรวม แล้วที่สําคัญก็เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ ของแต่ละประเทศ ให้เหมาะสมตามบริบทที่แตกต่างกันไป แต่ที่สําคัญในองค์กรนั้น ๆ ก็จะมีการแบ่งโครงสร้าง ของการทํางานออกไปแตกต่างกัน เรามาดูประเทศไทย องค์กรกํากับดูแลซึ่งขณะนี้ก็คือ กสทช. ซึ่งมีปัญหาทั้งในด้านการบริหารองค์กร มีปัญหาในด้านของการจัดรูปแบบโครงสร้างองค์กร ที่ไม่สอดคล้องกับการกํากับดูแลในจุดของการหลอมรวมสื่อในวันนี้ มีการแยกส่วน ของโทรคมนาคมและสื่อก็คือ กทค. และ กสท. ออกจากกันอย่างเด็ดขาดซึ่งเกิดผลกระทบ ในเชิงนโยบายและการปฏิบัติที่ไม่ประสบความสําเร็จ ดังนั้นเราควรจะตั้งคําถามว่ามีความจําเป็น หรือไม่ที่จะต้องกําหนดคําว่าองค์กรหนึ่งไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ ที่จะต้องวางหลัก กว้าง ๆ ในทุกมิติ การระบุนี้จะเป็นการจํากัดกรอบของกฎหมายลูกหรือไม่ ดิฉันขอตั้งคําถาม เพราะในขั้นตอนของการออกกฎหมายลูกก็จะต้องมีลักษณะที่เป็นอิวิเดนซ์ เบสด์ (Evidence Based) หรือรีเสิร์ช เบสด์ (Research Based) เพื่อให้มีโมเดล (Model) ที่สอดคล้องกับ บริบทของประเทศไทยในขณะนี้มากที่สุด ดิฉันมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่าการที่จะไม่มี คําว่า องค์กรหนึ่งอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นองค์กรเดียวไม่ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการระบุ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและผู้ที่จะออกแบบกฎหมายลูกซึ่งต้องเชี่ยวชาญและเท่าทัน การพัฒนาของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในวันนี้และในอนาคตอันใกล้นี้ ดิฉันจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาพิจารณา ปรับแก้ไขในมาตรา ๕๐ วรรคสอง ในส่วนขององค์กรอิสระนี้ด้วย แล้วสุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บรรจุประเด็นของสื่อมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศไว้ค่อนข้างครบถ้วน ตามที่ท่านคณะกรรมาธิการได้อภิปรายไปแล้วนะคะ ประเด็น ต่าง ๆ เหล่านี้ได้บรรจุอยู่ในหลาย ๆ มาตรา ดิฉันก็ขอขอบคุณ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ