สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

ฑิฆัมพร กองสอน หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยชื่นชมและขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้วางเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญไว้ และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญนี้สมบูรณ์ โดยเฉพาะในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่สร้างพลเมืองเป็นใหญ่ เธอยังเสนอรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสิทธิและความคุ้มครองของประชาชนและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนท้องถิ่นและชุมชนดั้งเดิม

นางฑิฆัมพร กองสอน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ฑิฆัมพร กองสอน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมและขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้วางเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไว้ถึง ๔ หลักใหญ่ ๆ นะคะ ซึ่งดิฉันเองเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ได้ลุกขึ้นมาพัฒนางาน ชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๔๐ ขึ้นมานี่ แต่เรามีอุดมการณ์หรือมีเจตนารมณ์ในเรื่อง ของการว่าการพัฒนาท้องถิ่นต้องใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง คนในชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา แล้วก็พัฒนาความสามารถให้นําไปสู่การจัดการตนเองไม่ว่าในเรื่องของด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ แล้วก็เรื่องของประชาธิปไตยชุมชน แต่ว่าร่วมกับรัฐ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ ดิฉันเองตระหนักอยู่ตลอดเวลา

แล้วก็อีกอันหนึ่ง เรื่องของหลาย ๆ เรื่องที่ดิฉันทํางานมาแล้วก็อยู่กับขบวน องค์กรชุมชน พี่น้องชาวบ้านมาตลอด เราได้เรียกร้อง อยากได้ อยากให้เป็น เพื่อประโยชน์สุข ของคนในชุมชนท้องถิ่น อย่างเช่นการกระจายอํานาจสู่ชุมชนท้องถิ่น การมีส่วนร่วมทางการเมือง การเมืองภาคพลเมือง สิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมือง การเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม วันนี้ดิฉันเห็นความสําเร็จนั้นอยู่ไม่ไกล ถ้ารัฐธรรมนูญนี้นําไปสู่การปฏิบัติแล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญ ที่กินได้จริง ๆ อย่างที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านได้พูดมาตลอดนะคะ โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ แต่ว่าเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ ดิฉันเองก็คงจะขอเพิ่มเติมในเรื่องของรัฐธรรมนูญตรงนี้ด้วยนะคะ

ท่านประธานที่เคารพคะ ในมาตรา ๒๘ ซึ่งเป็นเรื่องที่พลเมืองเข้าไปเป็นหน้าที่ ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมืองที่จะเกิดเร็ว ๆ นี้ องค์กรตรวจสอบภาคประชาชน ก็จะมีอีกอันหนึ่งที่ค่อนข้างยอมรับว่าในฐานะที่ตัวเองเป็นภาคประชาชน ยังไม่ค่อยเห็นด้วย ก็คือเรื่องว่าให้ได้รับค่าใช้จ่ายบางประการที่จําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมันเหมือนจะขัดก็ไม่เชิงขัดในเรื่องของว่าจะต้องทําเรื่องของเสียสละ จิตอาสา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้น่าจะเอาไปบรรจุไว้ในตัวกฎหมายได้หรือเปล่านะคะ อันนี้ก็อยากจะเสนอไว้เพราะว่า ถ้ามันเป็นอย่างนี้ในฐานะที่เป็นชาวบ้านก็จะเห็นอีกเรื่องหนึ่งคือเราก็จะพูดอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องขออภัยนะคะว่าบางท่าน บางคนก็วิ่งเข้าหาสู่อํานาจเหล่านี้เพื่อส่วนหนึ่งก็มีค่าตอบแทน มีโน้น มีนั่น มีนี่ อันนี้ก็จะมีปรากฏออกมาตลอดเวลานะคะ

แล้วก็ในมาตรา ๓๐ พูดไว้ชัดเจนว่าในเรื่องของสิทธิบุคคลที่รัฐธรรมนูญนี้ รับรองไว้ก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐและหน่วยงานของรัฐในการดําเนินการให้สัมฤทธิผล แต่การดําเนินการดังกล่าวให้รัฐดําเนินการเพิ่มขึ้นตามความสามารถของทางการคลังของรัฐ แล้วก็มีตัวสรุปเจตนารมณ์ไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่ว่าดิฉันเองก็อยากจะเสนออย่างนี้ว่า ในข้อเท็จจริงเรื่องของสิทธิและเสรีภาพส่วนใหญ่ดําเนินการโดยไม่ใช้งบประมาณก็ยังมีนะคะ หรือใช้งบประมาณที่เป็นปกติอยู่แล้ว ที่มีอยู่ปกติ การกําหนดให้ดําเนินการเพิ่มขึ้น ตามความสามารถของทางการคลังอาจถูกใช้เป็นเงื่อนไข ไม่ได้ดําเนินการนะคะ ถ้าหาก บางประการต้องใช้งบประมาณและรัฐไม่มีก็เป็นเหตุที่ไม่ดําเนินการเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว การบัญญัติไว้ในรัฐมีหน้าที่ดําเนินการให้สัมฤทธิผลจึงเป็นข้อความที่สมบูรณ์ ก็ขอเสนอว่า อยากจะตัดข้อความด้านหลังออกนะคะ

แล้วก็ในมาตรา ๕๔ นะคะ ในเรื่องของพลเมืองย่อมมีเสรีภาพในการรวมกัน เป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ต่าง ๆ ก็อยากจะเสนออย่างนี้นะคะว่า คําว่า องค์การ เอกชน น่าจะเป็น องค์กรภาคประชาสังคม นะคะ ในเหตุผลอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้คําว่า องค์การพัฒนาเอกชน เมื่อเปลี่ยนเป็น องค์การเอกชน ใกล้เคียงกับองค์การ ภาคเอกชน แต่ถ้าใช้องค์การพัฒนาเอกชน ก็อาจทําให้ดูมีความหมายจํากัดนะคะ จึงเสนอใช้ คําว่า องค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นคําที่ใช้กันทั่วไป รวมทั้งทางสากลก็มีความหมาย ครอบคลุมไปถึงองค์กรภาคประชาชน อันนี้ในรูปแบบของแต่ละจังหวัดก็จะเข้าใจชัดเจนว่า องค์กรภาคประชาชนสังคมมันจะมีองค์กรภาคประชาชนเราร่วมอยู่ด้วย มันเป็นหนึ่งอยู่แล้วค่ะ

แล้วทีนี้ก็อยากจะเสนอเติมวรรคสองให้เป็นบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กร ทางสังคมดําเนินงานทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งรับรองโดยรัฐธรรมนูญ มีสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนคุ้มครองจากรัฐ จากการใช้ความรุนแรง การข่มขู่ การตอบโต้และการเลือกปฏิบัติ ถ้าเป็นภาษาพื้นเมืองบ้านของดิฉันเองเขาจะพูดบอกว่า ถ้ามีเรื่องมีราวมีอะไร ในเรื่องการเลือกปฏิบัติเขาบอกว่า อ่อนไหนก็แทง แข็งไหนก็จะเว้น อันนี้ก็จะเป็นภาษา ที่คนเมืองเหนือพูดตลอดนะคะ เหตุผลตรงนี้ก็เพื่อให้สิทธิและเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้ ความคุ้มครองคนและองค์กรที่ทําหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งที่ผ่านมาในปัจจุบัน เรื่องราวเหล่านี้ ท่านก็จะเห็นอยู่ตลอดไม่ว่าการถูกข่มขู่ คุกคาม ทําร้าย ลอบสังหาร แล้วเพื่อให้เป็นไป ตามข้อตกลงแห่งสหประชาชาติที่ไทยเข้าร่วมภาคีข้อตกลงอยู่แล้วนะคะ อยากจะเสนอ เพิ่มเติมตรงนี้ไปนะคะ แล้วก็มาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ ซึ่งจริง ๆ แล้วเมื่อเช้าท่านประธาน หมออําพลได้พูดถึงในเรื่องของคําว่า พลเมือง ประชาชน อะไรไว้นะคะ แล้วก็ทางคุณศิรินา ก็ได้พูด ก็อยากจะเพิ่มเติมตรงนี้เลยว่าจริง ๆ แล้วในมาตรา ๖๑ บอกว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิ ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ แล้วก็จนไปถึง ตามกฎหมายบัญญัติ ทีนี้ทางชุมชนเราก็ได้วิเคราะห์ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ถ้าทุกวันนี้ใช้คําว่า บัตรประชาชน อย่างที่คุณศิรินาได้พูดถึง เราก็มีข้อห่วงใยว่าสิทธิที่จํากัดในเฉพาะกลุ่มคน ที่เป็นพลเมืองเท่านั้นควรเป็นสิทธิของประชาชนทั่วไปหรือเปล่า อันนี้อยากจะให้ข้อชัดเจน ในเรื่องของคําว่า ประชาชน พลเมือง ให้ชัดเจน แล้วก็มาตรา ๖๒ อยากจะเสนออย่างนี้เลยว่า เพิ่มข้อความในวรรคสาม ซึ่งมันจะมีคําว่า การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ วางแผนพัฒนา เศรษฐกิจสังคม แผนอื่น การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จนไปถึงในเรื่องของผลกระทบต่อ ส่วนได้เสียสําคัญของประชาชนให้รัฐ อยากจะเพิ่มว่าแจ้งสิทธิแก่ประชาชนและจัดให้มี กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการเพื่อความคิดเห็น เหล่านั้นไปประกอบการพิจารณาโดยคํานึงถึงพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แล้วก็ อยากจะเสนอเพิ่มในวรรคสี่ว่า กรณีที่ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการดําเนินการดังกล่าวนั้น ให้รัฐจัดให้มีการทบทวนเพื่อปรับปรุงยุติการดําเนินการนั้น ๆ และให้เพิ่มข้อความว่า สิทธิได้รับการแจ้งผลการพิจารณาในเวลาอันรวดเร็ว ทุกวรรค อันนี้อยากจะเพิ่มตรงนี้ สาเหตุที่ต้องเสนออย่างนี้ก็เพราะว่าหลายเรื่องหลายราวที่ทางภาคประชาชนหรือทาง พี่น้องชาวบ้านบางทีเราเสนอมา หาย แล้วก็เวลาเราไปรับฟังความคิดเห็นเราเสนอมาก็หาย เพราะฉะนั้นจะหายหรือไม่หายมันควรจะมีสิทธิที่จะต้องแจ้งให้รับทราบว่าผลการพิจารณา ที่ท่านไปรับฟังความคิดเห็นแล้วเป็นอย่างไร ในมาตรา ๖๓ เพิ่มข้อความในเรื่องของ ชุมชนท้องถิ่น แล้วก็ชุมชนดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิปกป้องจนจบนะคะ เหตุผลตรงนี้ก็คือ ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนดั้งเดิม ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลับมาใช้ต่อนะคะ เพราะว่าเป็นคําที่ พัฒนาการเป็นที่เข้าใจของสังคม แล้วก็มีชุมชนที่เรียกแตกต่างกัน สะท้อนถึงสิทธิแตกต่าง ตรงนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าชุมชน ชาติพันธุ์ หรือคนที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับบ้าง ป่าสงวนทับบ้าง หรือว่าเอกชนออกเอกสารสิทธิทับทั้งหมู่บ้าน ตรงนี้มันจะเป็นการยืนยันสิทธิ ของสิทธิชุมชนถ้าเรามีคําว่า ชุมชน อย่างเดียวมันกว้างเกินนะคะ อันนี้ก็ยังคงไว้ แต่ว่าอยากให้ เพิ่มเติมคําว่า ชุมชนท้องถิ่น แล้วก็ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ตรงนี้นะคะ เพราะว่ามันจะเป็นในเรื่องของการที่จะต้องมีสิทธิสามารถเข้าถึงบริการของรัฐด้วย ก็อยากจะให้ เพิ่มเติมตรงนี้นะคะ ทีนี้ดูมาตรา ๖๔ ในวรรคสองก็อยากจะให้เพิ่มเติมในเรื่องของ การดําเนินการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ก็อยากจะให้ลองพิจารณาดูว่าน่าจะเอาออกไหม แล้วก็เพิ่มคําว่า ทั้งทางด้านคุณภาพชีวิต สุขภาพ สังคม เศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตชุมชน อันนี้ก็จะมีเหตุผลในเรื่องของ ซึ่งมันมีความหมายที่ขาดไป ในมาตรานี้มันดําเนินการที่อาจจะเกิดผลกระทบทางสังคม และเศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งมีความสําคัญต่อชุมชนเช่นเดียวกับการต้องการมี การประเมินผลกระทบทั้งในด้านการกําหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของชาติ แล้วมันน่าจะ เพิ่มเติมในวรรคที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทํามิได้เว้นแต่จะเป็นกิจกรรม หรือโครงการที่สอดคล้องกับประเมินสิ่งแวดล้อมในยุทธศาสตร์ อันนี้ก็อยากจะให้เพิ่มเติมตรงนี้ แล้วทีนี้ในมาตรา ๖๕ ในเรื่องของคําว่าการมีส่วนร่วมพลเมืองย่อมมีสิทธิรับรู้ เราอยากจะเสนออย่างนี้ว่าที่ผ่านมามันมีสิทธิรับรู้ มันไม่มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ก็อยากจะเสนอ ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมเพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค ระดับท้องถิ่น สิ่งที่เสนออย่างนี้ก็เห็นว่าจากที่ดิฉันเอง ทําในเรื่องของกระบวนการการมีส่วนร่วมใช้เครื่องมือคือแผนระบบชุมชนเป็นเครื่องมือ ถ้าเราร่วมกันตั้งแต่ต้น ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมรับผิดชอบร่วมกันตรงนี้ ก็จะได้เห็นว่าอันนี้ละคะคือสภาภาคพลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งเหตุผลตรงนี้ก็เพื่อให้เจตนารมณ์ สร้างพลเมืองเป็นใหญ่ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปได้จริงและสมบูรณ์ ให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รับรองสิทธิในการกําหนดอนาคตของตนเองทุกระดับ รวมถึง การทําสัญญาระหว่างต่างประเทศซึ่งผูกพันกันพลเมืองทั้งหมด ซึ่งข้อความทั้งหมดนี้ เป็นข้อความที่พลเมืองจะต้องเป็นผู้ที่รับรู้และแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมที่มีนัยว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ขอบคุณมากค่ะ