นิมิต ชี้ร่าง รธน. แก้ขัดแย้ง-ทุจริต เน้นธรรมาภิบาลและกติกาสังคมไทย

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘

นิมิต สิทธิไตรย์ อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญโดยเน้นย้ำความสำคัญของพลเมืองที่มีทั้งสิทธิและหน้าที่ พร้อมเสนอแนะให้ปรับปรุงกลไกสภาตรวจสอบพลเมือง

นายนิมิต สิทธิไตรย์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพทุกท่านครับ ท่านเพื่อนสมาชิก ผม นิมิต สิทธิไตรย์ สปช. จังหวัดอุบลราชธานี ต้องขอขอบคุณนะครับ ที่วันนี้ได้มีโอกาสได้มาอภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญที่มีคุณค่าจากการที่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อํานวยความสะดวก ทําให้การศึกษาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปด้วยความชัดเจน โดยเฉพาะเล่มนี้นะครับ เล่มนี้ก็จะ เป็นเล่มที่ผมเพียรพยายามที่จะปรินท์ (Print) ออกมาจากคอมพิวเตอร์ เป็นเล่มที่ทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทําขึ้น เป็นเล่มที่ละเอียดแล้วก็สามารถอ่านได้ทั้งเล่ม มีความเข้าใจดี ซึ่งต้องขอขอบคุณดอกเตอร์ถวิลวดีซึ่งเป็นบรรณาธิการที่ทําให้เล่มนี้ ได้ทราบว่า กําลังพิมพ์อยู่นะครับ จากการที่พูดถึงในหมวดของพลเมืองผมคิดว่ากลไกของการไปสู่เป้าหมาย ของการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความเป็นไปเป็นมาที่เราทราบดีว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้ บ้านเมืองเป็นไปด้วยความขัดแย้ง เป็นไปด้วยการที่ไม่เคารพกติกา ไม่ใช้กฎหมายในทาง ที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาแต่ใช้กลไกด้านอื่นจนทําให้มีวันนี้ ซึ่งสภาพที่แท้จริงแล้วนั้น ต้องยอมรับนะครับว่าจากวันที่ได้เริ่มต้นมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากการที่เราได้มี คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น การพัฒนารูปแบบของการที่จะนําไปสู่ ของการแก้ไขปัญหานั้นมีช่องทางที่เห็นภาพที่ชัดเจน เราต้องทราบว่ากลไกที่เราจะต้อง แก้ไขปัญหานั้นมันมีอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งที่จะต้องแก้ไข ให้เป็นความปรองดอง หรือความเหลื่อมล้ําที่จะต้องแก้ไขให้เป็นธรรม ตลอดจนทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องทําให้มีความโปร่งใสแล้วก็มีธรรมาภิบาล สภาปฏิรูปของเรานั้นมีเป้าหมาย ๖ ประการ ซึ่ง สปช. ทุกท่านได้รับแล้วก็เข้าใจว่า ท่องจนขึ้นใจแล้ว ไม่ว่าเรื่องของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่จะต้อง คิดหาวิธีให้เหมาะกับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกตั้งที่จะต้องมีความสุจริต เป็นธรรม กลไกสําคัญคือป้องกันการปราบปรามการประพฤติมิชอบที่จะต้องมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเรื่องของการที่จะต้องคิดค้น กําหนดกติกาทําให้การบริหารภาครัฐเป็นไปด้วย ความรวดเร็ว ทั่วถึง แล้วก็สร้างความพึงพอใจให้กับพี่น้องประชาชน ที่สําคัญที่สุดก็คือว่า กฎหมายจะต้องถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด แล้วก็เจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายจะต้อง มีความซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาล ท่านประธานที่เคารพครับในกลไกของความเป็นพลเมืองนั้น ถึงแม้จะมีการพูดถึงในหลายประเด็นว่าความเป็นพลเมืองนั้นมีรากฐานมาจากสิ่งใด มีความแตกต่างกับประชาชนหรือไม่ มีความเป็นไปเป็นมาแตกต่างกับราษฎรอย่างไรนั้น ตรงนี้ผมไม่ติดใจครับ เนื่องจากว่ากลไกของความเป็นพลเมืองนั้นมีคําอธิบายที่ชัดเจนว่า พลเมืองนั้นนอกจากจะมีสิทธิแล้วจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของการมีหน้าที่ การมีหน้าที่นั้น คือสาระสําคัญของการที่จะทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ได้ สิทธิแน่นอนทุกคนพูดถึง แต่หน้าที่ ต้องเน้นย้ําว่าความเป็นพลเมืองที่จะเป็นพลเมืองที่มีความสําคัญ หรือพลเมืองที่เป็นใหญ่นั้น หน้าที่จะต้องสําคัญ บทบาทของสิ่งที่เป็นดังกล่าวนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เรากล่าวอ้างถึง ประชาธิปไตยก็แล้วแต่ ประชาธิปไตยนั้นจะต้องเน้นที่ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ อย่างเต็มที่ ประชาชนเป็นใหญ่ด้วยบทบาทของการมีหน้าที่ ไม่ใช่เป็นใหญ่เพราะบทบาท ของการมีสิทธิ หลายอย่างนะครับที่เกิดขึ้นนี้ผมมีความเห็นว่าในรายละเอียดของการที่จะ ทํางานนั้นคงไม่แบ่งแยกระหว่างของภาครัฐ ภาคประชาชน หรือภาคพลเมือง ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้ต้องเดินทางคู่กันไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่าพลเมืองเป็นใหญ่แล้วจะเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว แต่จะต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐ ซึ่งรัฐนั้นจะต้องดูแลพลเมืองภายใต้กรอบที่มีบทบาทเอื้อ ซึ่งกันและกัน พลเมืองมีหน้าที่จะต้องดูแลรัฐ รัฐมีหน้าที่ต้องดูแลพลเมือง กลไกภาคพลเมืองนั้น ก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นกลไกของภาครัฐในฐานะของภาคการเมือง เป็นที่ยอมรับครับว่ากลไก ทางการเมืองนั้นมีข้อบกพร่องจึงได้มีการแก้ไขกติกาใหม่ ซึ่งผมเห็นว่ากติกาใหม่หลายเรื่อง เป็นเรื่องที่ดี แต่กติกาใหม่หลายเรื่องเป็นเรื่องที่จะต้องมีขั้นตอน เป็นที่ทราบ เป็นที่รู้กันว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังทําอยู่นี้ให้อํานาจพลเมืองเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอํานาจในส่วนที่จะอยู่ ในสมัชชาพลเมือง อํานาจที่อยู่ในสภาตรวจสอบพลเมือง ในส่วนของสมัชชาพลเมืองนั้น ผมเห็นภาพชัดว่าจะมีส่วนช่วยให้กระบวนการของการทํางานในระบบต่าง ๆ นั้นดีขึ้น เนื่องจากว่าเป็นการทํางานภายใต้กรอบของความต้องการของประชาชนที่แท้จริง แต่ความหมาย ที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ในส่วนของสภาพลเมือง สภาตรวจสอบพลเมืองนั้นมีสิ่งหนึ่งที่ มีความกังวลเนื่องจากว่าในบทบัญญัตินั้นได้เขียนกรอบของความเป็นไปของสภาตรวจสอบ พลเมืองนั้นไว้อย่างน่าสนใจ แต่ที่กังวลก็คือได้ไปเขียนรายละเอียดลงไปในบทมาตราว่า มีหน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ซึ่งกลไกตรงนี้ผมมีความกังวลว่าหากเขียนไปแล้วสร้างความไม่ชัดเจน หรือใช้ไปไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ผู้ร่างกฎหมายออกแบบ ก็จะทําให้เกิดสภาวะของการถดถอย ของกําลังใจของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากการตรวจสอบนั้นมุ่งเน้นถึงกระบวนการที่ทําให้เกิดความชัดเจนในแง่ของ กระบวนการทํางาน แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะมีบางส่วนที่ใช้ไปในกลไกที่เป็นการกลั่นแกล้งกันได้ อันนี้เป็นความกังวลบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าหากเป็นไปได้ว่าในการเขียนกฎหมายในส่วนของ สภาตรวจสอบพลเมืองนั้นได้เขียนไปจนหยุดตรงแค่ว่าให้อํานาจเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด แล้วตัดช่วงที่เป็นเงื่อนไขในกฎหมายนั้นในบทบาทที่อาจจะซ้ําซ้อนหรืออาจจะยัง ไม่ละเอียดรอบคอบเพียงพอเอาไว้ก่อน แล้วค่อยไปรอบคอบในการที่จะออกบทบาทอํานาจ หน้าที่ในกฎหมายลูกต่อไป ก็จะเป็นเรื่องที่ทําให้เกิดขวัญกําลังใจแล้วเกิดความชัดเจนว่า บุคคลที่จะมาดํารงตําแหน่งในสภาตรวจสอบพลเมืองนั้นจะได้มาอย่างไร จะได้คนดีขนาดไหน แล้วจะมั่นใจอย่างไรว่าเป็นไปตามที่เจตนารมณ์กฎหมายต้องการให้เป็น สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญ จึงมีข้อเสนอว่าบทบัญญัติในมาตรา ๗๐ นี้ควรจะบัญญัติไว้อย่างเป็นกุญแจดอกสําคัญ นําไปสู่กลไกที่จะพัฒนาต่อไป ไม่ควรจะเขียนในเงื่อนไขของบทบาทหน้าที่จนชัดจนไม่สามารถ ที่จะทําให้เกิดกระบวนการพัฒนาได้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จึงมีข้อเสนอว่าสภาตรวจสอบ พลเมือง สมัชชาพลเมืองหรือสมัชชาคุณธรรมแห่งชาตินั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ขอที่จะให้เกิด ความรอบคอบว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นอาจต้องใช้คําว่า คิดทบทวนอีกรอบ แล้วให้โอกาส ที่จะมีการพัฒนารูปแบบของการที่จะออกกฎหมายรายละเอียดไปอีกครั้งหนึ่ง ก็จะทําให้ เกิดความรอบคอบมากขึ้น ก็จะเกิดความกังวลน้อยลงกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากว่า สภาตรวจสอบพลเมืองนั้นเป็นสภาแห่งอํานาจซึ่งแตกต่างกับสภาสมัชชาพลเมืองซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นสภาส่งเสริม อันนี้จึงเป็นเรื่องที่อยากจะฝากท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้โปรดพิจารณาความรอบคอบของมาตรา ๗๐ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทําให้ความสมบูรณ์ ของภาคพลเมืองนั้นได้แลชัดถึงความมีสิทธิ ได้แลชัดในเรื่องของการมีหน้าที่ที่จะต้อง ดูแลประเทศชาติได้อย่างแนวความคิดที่ว่าส่วนรวมต้องมาก่อน แล้วก็ความคิดที่จะทํา เพื่อส่วนรวมนั้นก็ยังบังเกิดได้ด้วยการใช้เวลา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญที่ในฐานะเป็น สปช. ต่างจังหวัดก็อยากจะฝากไว้เพื่อที่จะให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้มีส่วนดีถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อนํามาประกอบจากประสบการณ์หรือปรากฏการณ์ที่แลเห็นจากที่ได้ปรากฏมา จึงจะเห็นว่าการทําให้รัฐธรรมนูญนี้มีปรากฏการณ์ของการนําประสบการณ์มาบวกนั้น จะเป็นประโยชน์สูงสุด จึงขอกราบเรียนไว้ ณ ที่นี้ครับ ขอบคุณครับ